บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙
    


พระราชบัญญัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๙
เป็นปีที่ ๒๑ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรจัดตั้งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและ ยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา ดังต่อไปนี้ มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙" มาตรา ๒* พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา นุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.๒๕๐๙/๒๙/๔/๓๑ มีนาคม ๒๕๐๙]

มาตรา ๓* ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบัน" หมายความว่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ "สภาสถาบัน" หมายความว่า สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ "วิทยาเขต" หมายความว่า เขตการศึกษาของสถาบันที่มีคณะ สำนักหรือหน่วยงาน ที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะตั้งแต่สองส่วนราชการขึ้นไป ตั้งอยู่ในเขตนั้นตามที่สภา สถาบันกำหนด *[มาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๔* ให้รัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัยรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกประกาศทบวงมหาวิทยาลัยเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ประกาศทบวงมหาวิทยาลัยนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้ บังคับได้ *[มาตรา ๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]

หมวด ๑
บททั่วไป
______

มาตรา ๕ ให้จัดตั้งสถาบันวิชาการชั้นสูงขึ้นเรียกว่า "สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์" มีวัตถุประสงค์ให้การศึกษาวิชาการบริหารและการพัฒนาทำการวิจัย ส่งเสริมวิชาการ และวิชาชีพชั้นสูง มาตรา ๖* ให้สถาบันเป็นนิติบุคคล *[มาตรา ๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๗* สถาบันอาจแบ่งส่วนราชการ ดังนี้ (๑) สำนักงานอธิการบดี (๒) สำนักงานวิทยาเขต (๓) คณะ (๔) สำนัก สถาบันอาจให้มีส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ เพื่อ ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ในมาตรา ๕ เป็นส่วนราชการในสถาบันอีกได้
สำนักงานอธิการบดี และสำนักงานวิทยาเขตอาจแบ่งส่วนราชการเป็นกองหรือ ส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากอง คณะ สำนัก และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ อาจ แบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ ภาควิชา กอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มี ฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง สำนักงานเลขานุการ กอง และส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่า กอง อาจแบ่งส่วนราชการเป็นงานหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่างาน *[มาตรา ๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๘* [ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๙* การจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกสำนักงาน วิทยาเขต คณะ สำนัก หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา *[มาตรา ๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๑๐* การแบ่งส่วนราชการเป็นสำนักงานเลขานุการ ภาควิชา และกอง หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าภาควิชาหรือกอง ให้ทำเป็นประกาศทบวง มหาวิทยาลัย *[มาตรา ๑๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๑๑ ภายใต้วัตถุประสงค์ตามมาตรา ๕ สถาบันจะรับบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันวิชาการชั้นสูงอื่นเข้าสมทบในสถาบันก็ได้ และให้มีอำนาจให้ปริญญาหรือ ประกาศนียบัตรชั้นหนึ่งชั้นใดแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันชั้นสูง นั้น ๆ ได้ การรับบัณฑิตวิทยาลัย วิทยาลัย หรือสถาบันวิชาการชั้นสูงเข้าสมทบในสถาบัน ตลอดจนการกำหนดให้มีคณะกรรมการเป็นผู้บริหารในความควบคุมของสภาสถาบัน ให้ตราเป็น พระราชกฤษฎีกา มาตรา ๑๒* นอกจากเงินที่กำหนดไว้ในงบประมาณแผ่นดิน สถาบันอาจมีรายได้ ดังนี้ (๑) เงินผลประโยชน์ ค่าธรรมเนียม ค่าปรับ และค่าบริการต่าง ๆ ของสถาบัน (๒) เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่สถาบัน
(๓) รายได้หรือผลประโยชน์ที่ได้จากการใช้ที่ราชพัสดุซึ่งสถาบันปกครองดูแล หรือใช้ประโยชน์ (๔) รายได้หรือผลประโยชน์อื่น ๆ ให้สถาบันมีอำนาจในการปกครอง ดูแล บำรุงรักษา ใช้ และจัดหาประโยชน์จาก ทรัพย์สินของสถาบัน ทั้งที่เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุและที่เป็นทรัพย์สินอื่น รายได้ของสถาบันรวมทั้งเบี้ยปรับที่เกิดจากการดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของ สถาบันไม่เป็นรายได้ที่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณ เว้นแต่เบี้ยปรับที่เกิดจากการผิดสัญญาลาศึกษาและเบี้ยปรับที่เกิดจาก การผิดสัญญาซื้อทรัพย์สินหรือสัญญาจ้างทำของที่ดำเนินการโดยใช้เงินงบประมาณ *[มาตรา ๑๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๑๒ ทวิ* บรรดาอสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้มา โดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถาบัน ไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุและให้เป็นกรรมสิทธิ์ของ สถาบัน *[มาตรา ๑๒ ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๑๓* บรรดารายได้และทรัพย์สินของสถาบันจะต้องจัดการเพื่อประโยชน์ ภายในขอบวัตถุประสงค์ของสถาบันตามมาตรา ๕ เงินและทรัพย์สินซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่สถาบันจะต้องจัดการตามเงื่อนไขที่ผู้อุทิศให้ กำหนดไว้ และต้องเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสถาบัน *[มาตรา ๑๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๑๔* ให้มีสภาสถาบัน ประกอบด้วย (๑) นายกสภาสถาบัน ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง (๒) กรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่ง ได้แก่ อธิการบดีและประธานสภาคณาจารย์ (๓) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสี่คน ซึ่งเลือกจากผู้ดำรงตำแหน่งรอง อธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะ เทียบเท่าคณะ (๔) กรรมการสภาสถาบันจำนวนสองคน ซึ่งเลือกจากคณาจารย์ประจำใน สถาบันซึ่งได้ทำการสอนในสถาบันมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปี และมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งตาม (๓) (๕) กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนแปดคนซึ่งจะได้ทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากบุคคลภายนอกสถาบัน
ให้สถาบันแต่งตั้งรองอธิการบดีคนหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมการสภาสถาบันตาม (๓) เป็นเลขานุการสภาสถาบันโดยคำแนะนำของอธิการบดี หลักเกณฑ์ วิธีการได้มา และคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันและ กรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ ตลอดจนคุณสมบัติของผู้รับเลือกและผู้เลือก และวิธีการเลือก กรรมการสภาสถาบันตาม (๓) และ (๔) ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน *[มาตรา ๑๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๑๕* นายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) มีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี แต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรืออาจ ได้รับเลือกใหม่อีกได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคหนึ่ง นายกสภาสถาบันและ กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งเมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ถอดถอนเพราะขาดคุณสมบัติของ การเป็นนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ (๔) ขาดคุณสมบัติของการเป็นกรรมการสภาสถาบันในประเภทนั้น ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือได้มีการ เลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนแล้ว ให้ผู้ซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือได้รับเลือกอยู่ใน ตำแหน่งเพียงเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน ในกรณีที่นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันพ้นจากตำแหน่งตามวาระ แต่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรง คุณวุฒิ หรือยังมิได้เลือกกรรมการสภาสถาบันอื่นขึ้นใหม่ ให้นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภา สถาบันซึ่งพ้นจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง นายกสภาสถาบันหรือกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ หรือได้มีการเลือกกรรมการสภาสถาบัน อื่นขึ้นใหม่แล้ว ในกรณีที่กรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ (๓) (๔) และ (๕) พ้นจาก ตำแหน่งก่อนครบวาระไม่เกินเก้าสิบวัน สภาสถาบันจะไม่ดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณา โปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งหรือเลือกกรรมการสภาสถาบันขึ้นแทนตำแหน่งที่ว่างก็ได้ *[มาตรา ๑๕ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]
มาตรา ๑๖* สภาสถาบันมีอำนาจและหน้าที่ควบคุมดูแลกิจการโดยทั่วไปของ สถาบัน และโดยเฉพาะให้มีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้ (๑) วางระเบียบและข้อบังคับของสถาบัน (๒) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับมาตรฐาน ที่ทบวงมหาวิทยาลัยกำหนด (๓) กำหนดนโยบายเกี่ยวกับการศึกษา การวิจัย การให้บริการทางวิชาการ แก่สังคม และการทะนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม (๔) อนุมัติให้ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตร (๕) พิจารณาการจัดตั้ง การรวม และการยุบเลิกคณะ สำนักงานวิทยาเขต วิทยาลัย สำนัก หน่วยงาน หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ รวมทั้ง การแบ่งส่วนราชการของส่วนราชการดังกล่าว (๖) เสนอการแต่งตั้งและการให้พ้นจากตำแหน่งอธิการบดี ศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ (๗) แต่งตั้งและถอดถอนศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก และรองผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการและรอง หัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ (๘) วางระเบียบเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของสถาบัน (๙) กำหนดเขตการศึกษาของสถาบันให้เป็นวิทยาเขต (๑๐) พิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติในเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับกิจการของ สถาบันซึ่งมิได้ระบุให้เป็นหน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่งโดยเฉพาะ *[มาตรา ๑๖ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๑๗ ให้นายกสภาสถาบันเป็นผู้เรียกประชุมสภาสถาบัน ถ้ากรรมการ สภาสถาบันตั้งแต่สามคนขึ้นไปร้องขอให้สภาสถาบันประชุมเพื่อกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ให้ นายกสภาสถาบันเรียกประชุม ในการประชุมต้องมีกรรมการสภาสถาบันมาประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวน กรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม ให้นายกสภาสถาบันเป็นประธานในที่ประชุม ถ้านายกสภาสถาบันไม่อาจมา ประชุมได้ ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้มาประชุมเป็น ประธานในที่ประชุม
ถ้านายกสภาสถาบันไม่อาจมาประชุมได้และไม่ได้มอบหมายให้ผู้ใดมาประชุม ให้ที่ประชุมเลือกกรรมการสภาสถาบันคนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม มาตรา ๑๘ การลงมติให้ถือคะแนนเสียงข้างมาก ถ้ามีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด มาตรา ๑๙* ให้มีอธิการบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบในการบริหารงาน ของสถาบัน และอาจมีรองอธิการบดีหรือผู้ช่วยอธิการบดี หรือมีทั้งรองอธิการบดีและผู้ช่วย อธิการบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนด เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดี มอบหมายก็ได้ อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของ สภาสถาบันจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐ อธิการบดีมีวาระการดำรงตำแหน่งสามปี และจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระติดต่อกันมิได้ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามวรรคสาม อธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ (๑) ตาย (๒) ลาออก (๓) ถูกลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรง (๔) กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ ความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ (๕) ถูกให้ออกจากราชการเพราะมีมลทินหรือมัวหมอง ในกรณีที่ถูกสอบสวน ทางวินัยอย่างร้ายแรง (๖) สภาสถาบันมีมติให้ถอดถอน รองอธิการบดี ให้สภาสถาบันแต่งตั้งโดยคำแนะนำของอธิการบดีจากบุคคล ผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐ และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบัน ผู้ช่วยอธิการบดี ให้อธิการบดีแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา ๒๐ และต้องเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบัน และให้อธิการบดีมีอำนาจถอดถอนผู้ช่วยอธิการบดี ด้วย เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง ให้รองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีพ้นจาก ตำแหน่งด้วย *[มาตรา ๑๙ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]
มาตรา ๒๐* อธิการบดี รองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ (๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่นซึ่งสภาสถาบัน รับรองวิทยฐานะ หรือ (๒) ได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าจากสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาอื่น ซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือสถาบัน อุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือเคยดำรงตำแหน่งกรรมการสภาสถาบันมาแล้ว รวมเป็นเวลาไม่น้อยกว่าสี่ปี *[มาตรา ๒๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๒๑ การปฏิบัติราชการของรองอธิการบดีให้เป็นไปตามที่อธิการบดี มอบหมาย ในกรณีที่ตำแหน่งอธิการบดีว่างลงหรืออธิการบดีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ให้ รองอธิการบดีเป็นผู้รักษาการแทน ถ้ามีรองอธิการบดีหลายคนให้รองอธิการบดีที่อธิการบดี มอบหมายเป็นผู้รักษาการแทน ถ้าอธิการบดีไม่ได้มอบหมายให้รองอธิการบดีที่มีอาวุโสสูงเป็น ผู้รักษาการแทน ในกรณีตามวรรคสองถ้าตำแหน่งรองอธิการบดีว่างลงหรือรองอธิการบดีไม่อาจ ปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้สภาสถาบันกำหนดกรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่งคนหนึ่งคนใดเป็น ผู้รักษาการแทน มาตรา ๒๒* เพื่อประโยชน์ในการบังคับบัญชาให้ถือว่าอธิการบดีเป็นอธิบดี รองอธิการบดีเป็นรองอธิบดี และผู้ช่วยอธิการบดีเป็นผู้ช่วยอธิบดีตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ บริหารราชการแผ่นดินและกฎหมายอื่น *[มาตรา ๒๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๒๒ ทวิ* ให้มีสภาคณาจารย์ประกอบด้วยกรรมการซึ่งคณาจารย์ประจำ ของสถาบันเลือกตั้งจากคณาจารย์ประจำของสถาบัน สภาคณาจารย์ มีหน้าที่ให้คำปรึกษาและคำแนะนำในกิจการของสถาบันต่อ อธิการบดี และปฏิบัติหน้าที่ตามที่อธิการบดีมอบหมาย องค์ประกอบ จำนวนกรรมการ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์ และวิธีการเลือกตั้ง วาระ การดำรงตำแหน่ง และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ ตลอดจนการประชุมและการดำเนินงาน ของสภาคณาจารย์ให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน *[มาตรา ๒๒ ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]
มาตรา ๒๒ ตรี* ในวิทยาเขตหนึ่ง ให้มีสำนักงานวิทยาเขตโดยมีรองอธิการบดี คนหนึ่งซึ่งอธิการบดีมอบหมายเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของวิทยาเขตนั้น และจะให้มี ผู้ช่วยอธิการบดีคนหนึ่งหรือหลายคน เพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่อธิการบดีมอบหมายก็ได้ การจัดระบบบริหารและการดำเนินงานในวิทยาเขตให้เป็นไปตามข้อบังคับของ สถาบัน *[มาตรา ๒๒ ตรี เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๒๓* ในคณะหนึ่ง ให้มีคณบดีเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงานของ คณะ และจะให้มีรองคณบดีตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และรับผิดชอบตามที่ คณบดีมอบหมายก็ได้ ในสำนักหนึ่ง ให้มีผู้อำนวยการสำนักเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบงาน ของสำนักและจะให้มีรองผู้อำนวยการสำนักตามจำนวนที่สภาสถาบันกำหนดเพื่อทำหน้าที่และ รับผิดชอบตามที่ผู้อำนวยการสำนักมอบหมายก็ได้ การแต่งตั้งคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก และรองผู้อำนวยการสำนัก หรือหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ ให้สภาสถาบันแต่งตั้งจากบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 20 และต้องเป็นข้าราชการพลเรือน ในสถาบัน ให้คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก และรองผู้อำนวยการสำนัก หรือ หัวหน้าส่วนราชการ และรองหัวหน้าส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่าคณะ มีวาระ การดำรงตำแหน่งสามปีและอาจได้รับการแต่งตั้งใหม่อีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งเกินสองวาระ ติดต่อกันมิได้ *[มาตรา ๒๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓] มาตรา ๒๔ ให้มีกรรมการประจำคณะประกอบด้วยคณบดีเป็นประธาน รองคณบดี หัวหน้าภาควิชาต่าง ๆ เป็นกรรมการ ถ้าในคณะไม่มีรองคณบดี และไม่มีการแบ่งเป็น ภาควิชาหรือมีแต่ไม่เกินสองภาควิชา ให้สภาสถาบันแต่งตั้งบุคคลจากคณาจารย์ของสถาบันเป็น กรรมการเพิ่มเติม เพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามคน และให้คณะกรรมการ ประจำคณะแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ
มาตรา ๒๕ ให้มีคณะกรรมการประจำสำนักประกอบด้วยผู้อำนวยการสำนัก เป็นประธาน รองผู้อำนวยการสำนัก หัวหน้าภาควิชาต่าง ๆ เป็นกรรมการ ถ้าในสำนักไม่มีการ แบ่งเป็นภาควิชาหรือมีแต่ไม่เกินสองภาควิชา ให้สภาสถาบันแต่งตั้งบุคคลจากคณาจารย์ของ สถาบันเป็นกรรมการเพิ่มเติมเพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามคน และให้ คณะกรรมการประจำสำนักแต่งตั้งกรรมการคนใดคนหนึ่งเป็นเลขานุการ มาตรา ๒๖ คณะกรรมการประจำคณะและคณะกรรมการประจำสำนักมีอำนาจ และหน้าที่ในคณะหรือสำนัก ดังนี้ (๑) วางระเบียบปฏิบัติภายในคณะหรือสำนักด้วยความเห็นชอบของสภาสถาบัน (๒) กำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตรเพื่อเสนอสภาสถาบัน (๓) จัดดำเนินการสอบไล่หรือทดสอบ (๔) รับปรึกษาและให้ความคิดเห็นแก่คณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักในกิจการ ของคณะหรือสำนัก มาตรา ๒๗ ในการประชุมคณะกรรมการประจำคณะหรือคณะกรรมการประจำ สำนัก ให้นำบทบัญญัติมาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา ๒๘ คณบดีและผู้อำนวยการสำนักมีอำนาจและหน้าที่เกี่ยวกับคณะหรือ สำนัก ดังต่อไปนี้ (๑) จัดดำเนินงานและรับผิดชอบในกิจการทั้งหลายของคณะหรือสำนัก (๒) รักษาระเบียบวินัย (๓) ปฏิบัติการตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสถาบันและระเบียบของคณะ หรือสำนัก มาตรา ๒๙ เพื่อประโยชน์การบริหารราชการ ให้ถือว่า (๑) สถาบันเป็นมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ในมหาวิทยาลัย (๒) อธิการบดี รองอธิการบดี และคณบดี เป็นอธิการบดี รองอธิการบดีและ คณบดี ในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัยตามลำดับ (๓) ผู้อำนวยการสำนักเป็นคณบดีในมหาวิทยาลัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
มาตรา ๓๐ คณาจารย์ในสถาบัน มีดังนี้ (๑) ศาสตราจารย์ซึ่งอาจเป็นศาสตราจารย์ประจำ หรือศาสตราจารย์พิเศษ (๒) รองศาสตราจารย์ (๓) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (๔) อาจารย์ซึ่งอาจเป็นอาจารย์ประจำหรืออาจารย์พิเศษ มาตรา ๓๑ ศาสตราจารย์ประจำนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง จากข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษของสถาบัน ศาสตราจารย์พิเศษนั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจากผู้ที่มิได้เป็น ข้าราชการพลเรือนของสถาบัน มาตรา ๓๒ ศาสตราจารย์ประจำผู้ซึ่งพ้นตำแหน่งไปโดยไม่มีความผิดให้เป็น ศาสตราจารย์เกียรติคุณ มาตรา ๓๓ ศาสตราจารย์ต้องมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้ (๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และ ได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ (๒) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และ ได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ (๓) ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ (๔) ได้ปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดีเด่นเป็นพิเศษในสาขาวิชาที่มีการสอนใน สถาบัน มาตรา ๓๔ รองศาสตราจารย์นั้น จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งจาก ข้าราชการพลเรือนสามัญชั้นพิเศษของสถาบันซึ่งมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้ (๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรอง วิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ
(๒) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ ทำการสอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรอง วิทยฐานะ และได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี หรือ (๓) ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ และ ได้ทำการวิจัยถึงขั้นที่สภาสถาบันเห็นว่าได้ผลดี มาตรา ๓๕ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นั้น จะได้แต่งตั้งจากข้าราชการพลเรือนสามัญ ชั้นเอกของสถาบันซึ่งมีคุณวุฒิ ดังต่อไปนี้ (๑) ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสองปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ (๒) ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าสี่ปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ หรือ (๓) ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบันและได้ทำการ สอนมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดปีในสถาบันหรือสถาบันอุดมศึกษาซึ่งสภาสถาบันรับรองวิทยฐานะ มาตรา ๓๕ ทวิ* ให้ผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ศาสตราจารย์พิเศษ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ รองศาสตราจารย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ มีสิทธิใช้ตำแหน่งทางวิชาการ ดังกล่าวเป็นคำนำหน้านามเพื่อแสดงวิทยฐานะได้ตลอดไป การใช้คำนำหน้านามตามความในวรรคหนึ่ง ให้ใช้อักษรย่อดังนี้ ศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ศ. ศาสตราจารย์พิเศษ ใช้อักษรย่อ ศ. (พิเศษ) ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ใช้อักษรย่อ ศ. (เกียรติคุณ) รองศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ รศ. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ใช้อักษรย่อ ผศ. *[มาตรา ๓๕ ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]
มาตรา ๓๖ อาจารย์ประจำต้องมีคุณวุฒิได้รับปริญญาชั้นใดชั้นหนึ่งหรือ เทียบเท่าในสาขาวิชาที่มีการสอนในสถาบัน อาจารย์พิเศษนั้น อธิการบดีจะได้แต่งตั้งขึ้นประจำปีการศึกษาตามคำแนะนำของ คณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักจากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจำ ในกรณีที่แบ่งปีการศึกษาเป็นภาคการศึกษา อธิการบดีจะแต่งตั้งอาจารย์พิเศษ ตามคำแนะนำของคณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักจากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับอาจารย์ประจำ ในแต่ละภาคการศึกษาก็ได้

หมวด ๓
ปริญญาและเครื่องหมายวิทยฐานะ
_________

มาตรา ๓๗ ปริญญามี ๒ ชั้น คือ
                     เอก  เรียกว่า  ดุษฎีบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ  ด.
                    โท    เรียกว่า  มหาบัณฑิต  ใช้อักษรย่อ  ม.
มาตรา ๓๘ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญาในสาขาวิชาที่มีการศึกษาในสถาบัน การกำหนดให้ปริญญาในสาขาวิชาใดและชั้นใด และจะใช้อักษรย่ออย่างไร ให้ตราเป็นพระราช กฤษฎีกา มาตรา ๓๙ สภาสถาบันอาจตราข้อบังคับกำหนดให้ปริญญาชั้นใดในสาขาวิชาใด เป็นปริญญาเกียรตินิยมดีมาก และปริญญาเกียรตินิยมดี จากปริญญาในสาขาวิชานั้นได้ มาตรา ๔๐* สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตร สำหรับสาขาวิชาใดได้ ดังนี้ (๑) ประกาศนียบัตรบัณฑิต ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาใดสาขาวิชา หนึ่งภายหลังที่ได้รับปริญญาแล้ว (๒) ประกาศนียบัตร ออกให้แก่ผู้สำเร็จการศึกษาเฉพาะวิชา หรือผู้สำเร็จการ ฝึกอบรม *[มาตรา ๔๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]
มาตรา ๔๑ สถาบันมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งสถาบันเห็นว่า เป็นผู้ทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น ๆ มาตรา ๔๒* สถาบันอาจกำหนดให้มีครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะ เป็น เครื่องหมายแสดงวิทยฐานะของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต และประกาศนียบัตร และอาจกำหนดให้มีครุยประจำตำแหน่งนายกสภาสถาบัน กรรมการสภาสถาบัน และครุยประจำ ตำแหน่งคณาจารย์ของสถาบันได้ การกำหนดลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ เข็ม วิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่ง ให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ และครุยประจำตำแหน่งจะใช้ในโอกาสใด โดยมี เงื่อนไขอย่างใดให้เป็นไปตามข้อบังคับของสถาบัน *[มาตรา ๔๒ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]

มาตรา ๔๓* สภาสถาบันอาจออกข้อบังคับกำหนดให้มีเครื่องแบบ เครื่องหมาย และเครื่องแต่งกายนักศึกษาได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

*[มาตรา ๔๓ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]

หมวด ๔
บทกำหนดโทษ
______

มาตรา ๔๔* ผู้ใดใช้ครุยวิทยฐานะ เข็มวิทยฐานะ ครุยประจำตำแหน่ง เครื่องแบบ เครื่องหมายหรือเครื่องแต่งกายนักศึกษาของสถาบัน โดยไม่มีสิทธิที่จะใช้ หรือ แสดงด้วยประการใด ๆ ว่าตนมีตำแหน่ง ปริญญา ประกาศนียบัตรบัณฑิต หรือประกาศนียบัตร โดยที่ตนไม่มี ถ้าได้กระทำเพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าตนมีสิทธิจะใช้หรือมีตำแหน่งหรือมีวิทยฐานะ เช่นนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ *[มาตรา ๔๔ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]

บทเฉพาะกาล
_______

มาตรา ๔๕ ในระยะเริ่มแรกที่ยังมิได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้ง อธิการบดี รองอธิการบดี คณบดี และผู้อำนวยการสำนัก ให้สภาสถาบันประกอบด้วยนายก รัฐมนตรีเป็นนายกสภาสถาบันโดยตำแหน่ง และให้กรรมการโดยตำแหน่งเท่าที่มีอยู่ตามความ ในมาตรา ๑๔ เป็นกรรมการสภาสถาบัน และให้เลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติเป็นเลขานุการ สภาสถาบันอีกตำแหน่งหนึ่ง

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี

__________________________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้สถาบันแห่งนี้เป็น สถาบันการศึกษาชั้นสูงสำหรับศึกษาวิจัยอันจะเป็นประโยชน์แก่การพัฒนาประเทศ เฉพาะ อย่างยิ่ง ในด้านการบริหารราชการ การบริหารธุรกิจ การพัฒนาการเศรษฐกิจ การสถิติประยุกต์ การฝึกอบรมการวิจัยและการบรรณสารการพัฒนา

ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗๙
บทเฉพาะกาล

โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า ตามที่พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ กำหนดให้นายกรัฐมนตรีเป็นนายกสภาสถาบันนั้น เพื่อ แบ่งเบาภารกิจของนายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ ๓ ให้ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรง คุณวุฒิอยู่ในวันที่ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาพ้นจากตำแหน่ง แต่ให้คงประกอบกันกับกรรมการสภาสถาบันโดยตำแหน่งเป็นสภาสถาบันปฏิบัติการต่อไป จนกว่าจะได้มีการแต่งตั้งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิตามประกาศ ของคณะปฏิวัติฉบับนี้แล้ว การแต่งตั้งตามวรรคหนึ่งต้องกระทำให้เสร็จสิ้นภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับนี้ใช้บังคับ [รก.๒๕๑๕/๑๑๐/๑๐พ./๑๙ กรกฎาคม ๒๕๑๕]

__________________________________
พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
บทเฉพาะกาล

มาตรา ๒๐ ให้ส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตามมาตรา ๘ วรรคหนึ่ง แห่งพระราช บัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ และส่วนราชการที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามมาตรา ๘ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับให้คงมีอย ู่ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีการตราพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พระราชบัญญัตินี้ มาตรา ๒๑ บทบัญญัติมาตรา ๑๒ ทวิ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ไม่ใช้บังคับแก่บรรดา อสังหาริมทรัพย์ที่สถาบันได้มาโดยมีผู้อุทิศให้ หรือได้มาโดยการซื้อหรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ ของสถาบันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
มาตรา ๒๒ นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้สภาสถาบันและผู้ดำรง ตำแหน่งในสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๑๗๙ ลงวันที่ ๑๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๕ ทำหน้าที่สภาสถาบันและดำรงตำแหน่งในสภาสถาบันต่อไปจนกว่าจะได้ทรง พระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งนายกสภาสถาบันและกรรมการสภาสถาบันผู้ทรงคุณวุฒิ และมีการ เลือกกรรมการสภาสถาบันตามมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่ วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ มาตรา ๒๓ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีและรองอธิการบดีอยู่ในวันที่พระราช บัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบสองปีนับแต่วันที่ได้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งตามมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ให้ผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนัก รองผู้อำนวยการสำนัก อยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะครบ สามปีนับแต่วันที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งตามมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ มิให้นำมาตรา ๑๙ วรรคสาม และมาตรา ๒๓ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้มาใช้ บังคับกับการดำรงตำแหน่งตามมาตรานี้ มาตรา ๒๔ ให้ผู้ได้รับประกาศนียบัตรชั้นสูงตามพระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิต พัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นผู้ได้รับประกาศนียบัตรบัณฑิตตามมาตรา ๔๐ แห่งพระราช บัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ได้รับประกาศนียบัตรและประกาศนียบัตรการฝึกอบรมตามพระราชบัญญัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ เป็นผู้ได้รับประกาศนียบัตรตามมาตรา ๔๐ แห่ง พระราชบัญญัติสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พ.ศ. ๒๕๐๙ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราช บัญญัตินี้

__________________________________
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้ สถาบันสามารถนำรายได้ของสถาบันไปใช้ในกิจการของสถาบันได้ โดยไม่ต้องนำส่งเป็นรายได้ แผ่นดิน และให้สถาบันมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมีผู้อุทิศให้หรือได้มาโดยการซื้อ หรือแลกเปลี่ยนจากรายได้ของสถาบันโดยไม่ถือเป็นที่ราชพัสดุ เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร

กิจการของสถาบันและการจัดหาประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของสถาบันหรือที่สถาบันปกครอง ดูแล หรือใช้ประโยชน์ และสมควรแก้ไขบทบัญญัติเกี่ยวกับผู้รักษาการตามกฎหมาย และสังกัด ของสถาบันให้ถูกต้องตามความเป็นจริง นอกจากนี้ สมควรปรับปรุงคุณสมบัติ วาระการดำรง ตำแหน่ง การแต่งตั้ง และการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี รองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี คณบดี รองคณบดี ผู้อำนวยการสำนักและรองผู้อำนวยการสำนัก เพื่อให้มีความชัดเจนและ สามารถสรรหาบุคคลที่เหมาะสมในการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้กว้างขวางยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ [รก.๒๕๔๓/๓๗ก/๑/๒๘ เมษายน ๒๕๔๓]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook