บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พุทธศักราช 2482
    


พระราชบัญญัติ การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พุทธศักราช 2482

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ 4 สิงหาคม พุทธศักราช 2480) อาทิตย์ทิพอาภา พล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน

ตราไว้ ณ วันที่ 3 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2482 เป็นปีที่ 6 ในรัชกาลปัจจุบัน

โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรปรับปรุงระเบียบการเลือกตั้งสมาชิก สภาจังหวัด จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอม ของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า "พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิก สภาจังหวัด พุทธศักราช 2482"

มาตรา 2* ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2482/56/1604/10 พฤศจิกายน 2482] มาตรา 3 ตั้งแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้ยกเลิกบรรดาบทกฎหมาย กฎ และ ข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งแย้งกับบทพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 4* ในพระราชบัญญัตินี้ "เขตเลือกตั้ง" หมายความว่า อำเภอซึ่งจัดเป็นเขตอันจะมีการเลือกตั้งสมาชิก สภาจังหวัด "หน่วยเลือกตั้ง" หมายความว่า ท้องถิ่นที่กำหนดให้ทำการลงคะแนนเลือกตั้ง "ที่เลือกตั้ง" หมายความว่า สถานที่ที่กำหนดให้ทำการลงคะแนนเลือกตั้ง และ ให้หมายความรวมถึงบริเวณที่กำหนดขึ้นโดยรอบที่เลือกตั้ง "อำเภอ" หมายความรวมถึงกิ่งอำเภอ "ผู้สมัคร" หมายความว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้ง "ผู้เลือกตั้ง" หมายความว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง "นายอำเภอ" หมายความรวมถึงปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอ *[มาตรา 4 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

หมวด 1
บททั่วไป
_________

มาตรา 5 การเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดจะทำได้ต่อเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ประกาศให้เลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดแล้ว โดยระบุวันเลือกตั้งและระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งไว้ ในประกาศนั้น

มาตรา 6 ระยะเวลารับสมัครเลือกตั้งจะต้องกำหนดไว้ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน และไม่เกินสามสิบวัน โดยกำหนดวันสุดท้ายของระยะเวลาสมัครไว้ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า สามสิบวัน

มาตรา 7 ในเขตเลือกตั้งใด ถ้ามีผู้สมัครเพียงเท่าจำนวนที่เขตเลือกตั้งนั้นจะพึงมี สมาชิกได้ตามกฎหมายหรือน้อยกว่า ให้ถือว่าผู้สมัครนั้นราษฎรได้เลือกตั้งแล้วโดยไม่ต้องลง คะแนน แต่ในกรณีที่การเลือกตั้งไม่ได้สมาชิกตามจำนวนที่กฎหมายบัญญัติไว้ ให้มีการเลือกตั้ง ใหม่เฉพาะเขตเลือกตั้งนั้นเพื่อให้ได้สมาชิกครบจำนวน ในการเลือกตั้งใหม่นี้ให้ประกาศก่อนพ้นสิบห้าวัน นับจากวันเลือกตั้งครั้งสุดท้าย โดยระบุวันเลือกตั้งและระยะเวลาสมัครรับเลือกตั้งตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 6

มาตรา 8 ในกรณีเลือกตั้งสมาชิกขึ้นแทนเมื่อมีตำแหน่งว่างในเขตเลือกตั้งใด ให้มีการเลือกตั้งเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่ตำแหน่งสมาชิกได้ว่างลงนั้น และให้นำบทบัญญัติมาตรา 7 วรรค 2 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

มาตรา 9 นายจ้างทั้งปวงต้องให้ความสะดวกตามสมควรแก่ลูกจ้างในอันที่จะใช้ สิทธิเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้ง บทบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับแก่ทบวงการเมืองด้วยโดยอนุโลม

มาตรา 9 ทวิ* เมื่อได้มีประกาศให้เลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดในเขตเลือกตั้งใด แล้ว ไม่ให้นำมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของ บ้านเมือง พ.ศ. 2503 มาใช้บังคับสำหรับในกรณีที่นำสิ่งพิมพ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์ แผ่นประกาศ หรือสิ่งอื่นมาโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งเพื่อประโยชน์ของผู้สมัคร การโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งต้องไม่กระทำโดยวิธีทา พ่น หรือระบายสี ซึ่งข้อความ ภาพ หรือรูปรอยใด ๆ ณ ที่รั้ว กำแพง ผนังอาคาร สะพาน เสาไฟฟ้า หรือต้นไม้ บรรดาซึ่งเป็น ทรัพย์สินของทางราชการ หรือ ณ บริเวณที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินทำป้ายห้ามปิด ประกาศไว้ และต้องไม่กระทำโดยวิธีปิดประกาศ ณ ทรัพย์สินดังกล่าวของทางราชการที่อยู่ในเขต เทศบาลหรือสุขาภิบาล หรือบริเวณที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองทรัพย์สินทำป้ายห้ามปิดประกาศไว้ ในกรณีที่มีการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งอันเป็นการฝ่าฝืนวรรคสองให้เจ้าพนักงาน ท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมืองมี อำนาจและหน้าที่ทำลาย ปกปิด ลบ หรือล้าง ข้อความ ภาพ หรือรูปรอยดังกล่าว แต่ในกรณีที่มิใช่ เป็นทรัพย์สินของทางราชการ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะมีอำนาจดังกล่าวเมื่อได้รับคำร้องขอจาก เจ้าของหรือผู้ครอบครอง *[มาตรา 9 ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2523]

มาตรา 9 ตรี* เมื่อได้มีประกาศระบุที่เลือกตั้งตามมาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดนำ สิ่งพิมพ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์ แผ่นประกาศหรือสิ่งอื่นมาโฆษณา หาเสียงเลือกตั้งเพื่อ ประโยชน์ของผู้สมัครภายในที่เลือกตั้ง ในกรณีที่มีสิ่งพิมพ์ตามกฎหมายว่าด้วยการพิมพ์ แผ่นประกาศ หรือสิ่งอื่นใด อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครภายในที่เลือกตั้งอยู่แล้วก่อนหรือในวันเลือกตั้ง ให้เจ้าพนักงาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้ง กรรมการตรวจคะแนน หรือเจ้าหน้าที่คะแนนมีอำนาจและหน้าที่ทำลาย ปกปิด หรือนำออกไปไว้นอกที่เลือกตั้งดังกล่าว *[มาตรา 9 ตรี เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 9 จัตวา* เมื่อได้มีประกาศให้เลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดในเขตเลือกตั้งใด แล้ว ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นตามกฎหมายว่าด้วยการรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบ เรียบร้อยของบ้านเมือง กำหนดสถานที่เพื่อการปิดประกาศโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งไว้ตามสมควร เมื่อมีการกำหนดสถานที่ตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้นำความในวรรคสองของ มาตรา 9 ทวิ มาใช้บังคับกับการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้งโดยวิธีปิดประกาศ สิ่งพิมพ์ตามกฎหมาย ว่าด้วยการพิมพ์ในสถานที่ที่ได้จัดไว้ให้ *[มาตรา 9 จัตวา เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2523]

มาตรา 10 ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาคดีผู้เลือกตั้งไม่จำต้อง ให้การว่าตนได้ลงคะแนนเลือกตั้งผู้ใด

มาตรา 11* ในวันที่คณะกรรมการตรวจคะแนนประชุมตามความในมาตรา 37 และมาตรา 38 ห้ามมิให้ผู้ใดทำการโฆษณาใด ๆ ภายในบริเวณที่เลือกตั้ง ทั้งห้ามมิให้ใช้เครื่อง เปล่งเสียง หรือทำเสียงอื่นใดโดยประการที่รบกวนหรือเป็นอุปสรรคแก่การประชุมของ คณะกรรมการตรวจคะแนน แม้ว่าจะทำนอกบริเวณที่เลือกตั้งนั้นก็ตาม *[มาตรา 11 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 11 ทวิ* นับตั้งแต่เวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง ห้ามมิให้ผู้ใดทำการโฆษณาไม่ว่าโดยวิธีใด อันเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ ผู้สมัคร หรือทำด้วยประการใดอันเป็นการรบกวนหรือเป็นอุปสรรคแก่การเลือกตั้ง *[มาตรา 11 ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2523]

มาตรา 11 ตรี* นับตั้งแต่เวลา 18.00 นาฬิกา ของวันก่อนวันเลือกตั้งหนึ่งวัน จนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง ห้ามมิให้ผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิดในเขตเลือกตั้ง *[มาตรา 11 ตรี เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 11 จัตวา* ห้ามมิให้ผู้ใดเล่น หรือจัดให้มีการเล่นการพนันขันต่อว่าผู้สมัคร แพ้หรือชนะหรือได้คะแนนเท่าใด และได้รับเลือกตั้งหรือไม่ได้รับเลือกตั้ง หรือได้รับเลือกตั้ง จำนวนเท่าใด *[มาตรา 11 จัตวา เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 12 ห้ามมิให้บุคคลผู้มิได้มีสัญชาติเป็นไทยกระทำการช่วยเหลือผู้สมัคร คนใด โดยตรงหรือโดยปริยาย และห้ามมิให้เข้ามีส่วนหรือใช้อิทธิพลในการเลือกตั้งด้วยประการ ใด ๆ ทั้งสิ้น

มาตรา 13 นอกจากหน้าที่ซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ ให้คณะกรมการ จังหวัดและคณะกรมการอำเภอมีหน้าที่ให้ความสะดวกและรักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง

มาตรา 14 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไป ตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงวางระเบียบการลงคะแนนและกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามบทแห่งพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้

หมวด 2
สิทธิเลือกตั้งและการสมัครรับเลือกตั้ง
__________

มาตรา 15 *[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 16* บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
(1) มีสัญชาติไทย แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติต้องได้ สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง และ
(3) มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งเป็นเวลาติดต่อกันจนถึงวันเลือกตั้ง ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน *[มาตรา 16 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538]

มาตรา 16 ทวิ*[ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538]

มาตรา 17* ผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้ในวันเลือกตั้งเป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิ เลือกตั้ง คือ
(1) วิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ
(2) หูหนวกและเป็นใบ้ซึ่งไม่สามารถอ่านและเขียนหนังสือได้
(3) เป็นภิกษุสามเณร นักพรตหรือนักบวช *
(4) ต้องคุมขังอยู่โดยหมายของศาลหรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(5) อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งโดยคำพิพากษา *[มาตรา 17 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2517 และ ความใน (4) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 18* บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ เป็นผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง
(1) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งบิดาเป็นคนต่างด้าว ต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง และ
(3) มีภูมิลำเนาอยู่ในเขตจังหวัดที่สมัครเป็นเวลาติดต่อกันจนถึงวันสมัครไม่น้อย กว่าหกเดือน หรือได้เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน หรือตามกฎหมายว่าด้วย ภาษีบำรุงท้องที่ให้กับจังหวัดนั้น ในปีที่สมัครหรือในปีก่อนปีที่สมัครหนึ่งปี *[มาตรา 18 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2538]

มาตรา 19* [ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538]

มาตรา 19 ทวิ* [ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2535]

มาตรา 20* ผู้มีลักษณะดังต่อไปนี้เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง คือ
(1) ติดยาเสพติดให้โทษ
(2) เป็นบุคคลล้มละลายซึ่งศาลยังไม่สั่งให้พ้นคดี
(3) เป็นโรคเรื้อน วัณโรคระยะอันตรายหรือโรคพิษสุราเรื้อรัง
*(4) เคยต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุกตั้งแต่สองปีขึ้นไป โดยได้พ้นโทษมายังไม่ถึงห้าปีในวันเลือกตั้ง เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาท
*(5) เคยเป็นข้าราชการซึ่งถูกไล่ออก หรือปลดออกเพราะทุจริตต่อหน้าที่ราชการ หรือเคยเป็นเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถูกไล่ออก หรือปลดออกหรือเลิกจ้างเพราะทุจริตต่อหน้าที่ ยังไม่ครบเจ็ดปีนับแต่วันที่ถูกไล่ออก ปลดออก หรือเลิกจ้าง แล้วแต่กรณี จนถึงวันสมัครรับเลือกตั้ง
*(6) เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร สมาชิกสภา เทศบาล กรรมการสุขาภิบาล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน หรือแพทย์ประจำ ตำบล
*(7) เป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามมาตรา 17 (1) (2) (3) หรือ (5)
*(8) ต้องคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายให้จำคุก และถูกคุมขังอยู่โดย หมายของศาลหรือโดยคำสั่งนั้น *[มาตรา 20 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2517 ความใน (4) (5) และ (6) แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523 และความใน (7) และ (8) เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 21* นอกจากข้าราชการการเมือง ห้ามมิให้ข้าราชการซึ่งรับราชการอยู่ใน จังหวัดใดสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดในจังหวัดนั้น ห้ามมิให้พนักงานเทศบาล ซึ่งเป็นพนักงานประจำของเทศบาลในจังหวัดใด สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดในจังหวัดนั้น ห้ามมิให้พนักงานสุขาภิบาล ซึ่งประจำในจังหวัดใด สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก สภาจังหวัดในจังหวัดนั้น ห้ามมิให้ลูกจ้าง หรือคนงานของรัฐบาล ซึ่งมีเงินเดือน และประจำในจังหวัดใด สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดในจังหวัดนั้น ในกรณีที่ไม่ต้องห้ามตามมาตรานี้ เมื่อข้าราชการ พนักงานเทศบาล พนักงาน สุขาภิบาล หรือลูกจ้างของรัฐบาล ผู้ใดได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดแล้ว ผู้นั้นต้องลาออก จากตำแหน่ง ในส่วนข้าราชการนั้น ให้มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญด้วยเหตุทดแทนตามกฎหมาย ว่าด้วยบำเหน็จบำนาญ และถ้าเป็นข้าราชการทหาร ก็อาจได้รับเบี้ยหวัดแทนบำนาญตามระเบียบ ของทหาร *[มาตรา 21 แก้ไขโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2498]

มาตรา 22 ในการเลือกตั้งครั้งหนึ่ง ผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจะสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาจังหวัดได้เฉพาะในเขตเลือกตั้งแต่เขตเดียว

มาตรา 23 ในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดในเขตเลือกตั้งใด ผู้สมัครต้องยื่นใบสมัครด้วยตนเอง ณ ที่ว่าการอำเภอแห่งเขตเลือกตั้งนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด ไว้ในประกาศ ใบสมัครให้ใช้แบบที่กำหนดในกฎกระทรวง โดยมีคำรับรองว่าผู้สมัครมีความ เลื่อมใสในการปกครองระบอบรัฐธรรมนูญด้วยความบริสุทธิ์ใจ เมื่อนายอำเภอได้รับใบสมัครแล้ว ต้องให้บันทึกวันและเวลาที่ได้รับไว้เป็น หลักฐานโดยทันที แล้วออกใบรับให้แก่ผู้ยื่นใบสมัคร และถ้าข้อความในใบสมัครถูกต้องแล้ว ก็ให้ประกาศการสมัครระบุชื่อผู้สมัครไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอแล้วแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้สมัครทราบ เครื่องหมายประจำตัวโดยเร็ว

มาตรา 24 ผู้เลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใดเห็นว่าตามประกาศการสมัครตามมาตรา 23 ปรากฏชื่อบุคคลผู้ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สมัครรับเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้น อาจยื่นคำร้องต่อ ศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้น อยู่ในเขตอำนาจก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่ายี่สิบวัน ขอให้ศาลมีคำสั่ง ให้ถอนการสมัครของบุคคลนั้นได้ เมื่อศาลได้รับคำร้องแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความแพ่งและวินิจฉัยมีคำสั่งให้ถอนการสมัครหรือไม่โดยเร็ว คำสั่งของศาลนั้นให้เป็นที่สุด และ ถ้าศาลมีคำสั่งให้ถอนใบสมัคร ก็ให้ศาลรีบแจ้งคำสั่งไปยังคณะกรมการอำเภอด้วย ให้คณะกรมการ อำเภอประกาศถอนการสมัครตามคำสั่งศาลไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่เลือกตั้งทุกแห่งในเขต เลือกตั้งนั้น การดำเนินกระบวนพิจารณาตามความในมาตรานี้ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียม

หมวด 3
หน่วยลงคะแนนและที่ลงคะแนน
__________

มาตรา 25* ให้นายอำเภอกำหนดหน่วยเลือกตั้งที่จะพึงมีในอำเภอนั้น ตามปกติ ให้ใช้เขตตำบลหนึ่งเป็นหน่วยเลือกตั้งหน่วยหนึ่ง ให้ถือเกณฑ์จำนวนผู้เลือกตั้งหน่วยละหนึ่งพันคนเป็นประมาณ ถ้านายอำเภอ เห็นว่าไม่เป็นการสะดวกหรือไม่ปลอดภัยในการไปลงคะแนนของผู้เลือกตั้ง จะกำหนดหน่วย เลือกตั้งเพิ่มขึ้นโดยไม่คำนึงถึงจำนวนผู้เลือกตั้งก็ได้ ในเขตเทศบาลจะใช้หน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ครั้งสุดท้ายเป็นหน่วยเลือกตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ก็ได้ *[มาตรา 25 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 26 ให้นายอำเภอประกาศกำหนดที่เลือกตั้งของแต่ละหน่วยขึ้นไว้ไม่น้อย กว่าสามสิบวันก่อนวันเลือกตั้ง โดยระบุชื่อตำบลที่เป็นหน่วย หรือตำบลที่รวมกันเป็นหน่วย หรือ หน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลที่ใช้เป็นหน่วยเลือกตั้งตามมาตราก่อนไว้ใน ประกาศนั้นด้วย

มาตรา 27 ที่เลือกตั้งนั้นต้องเป็นที่ซึ่งประชาชนเข้าออกได้โดยสะดวก เพื่อการ เลือกตั้ง ทั้งมีลักษณะและเครื่องประกอบดังกำหนดในกฎกระทรวง

หมวด 4
กรรมการตรวจคะแนน
___________

มาตรา 28* ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ให้นายอำเภอแต่งตั้ง เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้งหนึ่งคน กรรมการตรวจคะแนนเจ็ดคน และเจ้าหน้าที่คะแนน อย่างน้อยหนึ่งคนประจำทุกหน่วยเลือกตั้ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ทั้งให้มีอำนาจ ปลดหรือแต่งตั้งบุคคลอื่นแทนหน้าที่ของเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง กรรมการตรวจคะแนน และเจ้าหน้าที่คะแนน ในการเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ให้ถือว่าเจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง กรรมการตรวจคะแนนและเจ้าหน้าที่ คะแนน เป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง จนสิ้นสุด แห่งการงานในหน้าที่ *[มาตรา 28 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 29* เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ให้แต่งตั้งจากข้าราชการหรือ เจ้าพนักงานท้องถิ่น กรรมการตรวจคะแนน และเจ้าหน้าที่คะแนน ให้แต่งตั้งจากผู้เลือกตั้ง ซึ่งมีความ ประพฤติดีและสามารถอ่านและเขียนหนังสือไทยได้ ห้ามมิให้แต่งตั้งข้าราชการ นายกเทศมนตรี เจ้าพนักงานท้องถิ่นผู้สมัคร ตัวแทน ผู้สมัคร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน หรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน เป็นกรรมการ ตรวจคะแนน ห้ามมิให้แต่งตั้งผู้สมัคร หรือตัวแทนผู้สมัครเป็นเจ้าหน้าที่คะแนน *[มาตรา 29 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 30 การลงมติวินิจฉัยกิจการใด ๆ ของคณะกรรมการตรวจคะแนนให้ เป็นไปตามเสียงข้างมาก

มาตรา 31* ก่อนเวลาเปิดการรับลงคะแนนครึ่งชั่วโมง ให้คณะกรรมการตรวจ คะแนนเลือกกรรมการตรวจคะแนนคนหนึ่งเป็นประธานเมื่อประธานไม่อยู่ในที่เลือกตั้งหรือไม่ อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้กรรมการตรวจคะแนนเลือกกรรมการตรวจคะแนนอื่นเป็นประธาน ไปพลางก่อนจนกว่าประธานที่ได้เลือกตั้งไว้แล้วสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ในการดำเนินการของคณะกรรมการตรวจคะแนน ให้ถือว่ากรรมการตรวจคะแนน ตั้งแต่กึ่งหนึ่งขึ้นไปเป็นองค์คณะ ในกรณีที่กรรมการตรวจคะแนนมาไม่ครบจำนวนเจ็ดคน ให้กรรมการตรวจ คะแนนที่อยู่ในที่เลือกตั้งแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 29 เป็น กรรมการตรวจคะแนนให้ครบเจ็ดคนไปพลางก่อนจนกว่ากรรมการตรวจคะแนนที่ได้แต่งตั้ง ไว้แล้วสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ในกรณีที่ไม่มีกรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติหน้าที่ ให้นายอำเภอหรือเจ้าพนักงาน ผู้ดำเนินการเลือกตั้งประจำหน่วยเลือกตั้งมีอำนาจแต่งตั้งผู้ซึ่งมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 29 เป็นกรรมการตรวจคะแนนและให้กรรมการตรวจคะแนนผู้นั้นแต่งตั้งผู้มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 29 อีกหกคนเป็นกรรมการตรวจคะแนนไปพลางก่อนจนกว่า กรรมการตรวจคะแนนซึ่งนายอำเภอแต่งตั้งไว้แล้วสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ *[มาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 32 กรรมการตรวจคะแนนมีอำนาจหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในที่เลือกตั้ง หากปรากฏว่าผู้ใดกระทำตนเป็นที่ขัดขวางรบกวนในกิจการเลือกตั้ง หรือจะทำความ ไม่เรียบร้อยขึ้น กรรมการตรวจคะแนนมีอำนาจที่จะสั่งให้ผู้นั้นออกไปเสียจากที่เลือกตั้ง แต่ต้องมิให้ ขัดต่อการที่ผู้เลือกตั้งจะใช้สิทธิในการเลือกตั้ง

หมวด 5
บัญชีผู้เลือกตั้ง
_________

มาตรา 33* เมื่อได้มีประกาศให้เลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดในเขตเลือกตั้งใดแล้ว ให้นายอำเภอจัดทำประกาศบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งของแต่ละหน่วยเลือกตั้งไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานเทศบาล ที่สาธารณะที่เห็นได้ง่าย และที่เลือกตั้ง หรือบริเวณใกล้เคียงกับที่เลือกตั้งก่อน วันเลือกตั้งไม่น้อยกว่าสามสิบวัน บัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอคัดรายชื่อ ผู้เลือกตั้งจากทะเบียนบ้าน เว้นแต่ในเขตเทศบาลให้เป็นหน้าที่ของเทศบาล *ในการคัดรายชื่อผู้เลือกตั้งตามวรรคสอง ถ้าปรากฏว่ามีบุคคลสัญชาติไทยผู้ใด ได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ และมีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้ง ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอหรือเทศบาล แล้วแต่กรณี ทำการตรวจสอบว่าบุคคลนั้นเป็นผู้เลือกตั้งหรือไม่ ถ้าเป็นก็ให้บันทึกไว้เป็นหลักฐานและคัดชื่อลง ในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้ง ในกรณีมีความจำเป็นต้องสอบถามบุคคลดังกล่าว ให้นายอำเภอหรือเทศบาล แล้วแต่กรณี ส่งเจ้าหน้าที่ไปสอบถามบุคคลนั้น ณ บ้านที่ปรากฏตามทะเบียน เพื่อประโยชน์ในการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้นายอำเภอ หรือเทศบาลจัดให้มีบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งไว้เป็นประจำและแก้ไขให้ถูกต้องทุกปี บัญชีดังกล่าว ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิตรวจดู และขอยื่นคำขอร้องแก้ไขให้ถูกต้องได้ โดยนำความในมาตรา 39 มาใช้บังคับโดยอนุโลม *[มาตรา 33 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523 และ ความในวรรคสามแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538]

มาตรา 34* [ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 35* [ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 36 ผู้เลือกตั้งคนใดมีชื่ออยู่ในบัญชีผู้เลือกตั้งสำหรับหน่วยเลือกตั้งใด ให้มีสิทธิลงคะแนนเฉพาะ ณ ที่เลือกตั้งแห่งหน่วยนั้น

มาตรา 37 ก่อนวันเลือกตั้งสิบห้าวันให้คณะกรรมการตรวจคะแนนประชุมกัน เป็นครั้งแรกตั้งแต่ 8.00 นาฬิกา ถึง 16.00 นาฬิกา ณ ที่เลือกตั้งเพื่อพิจารณาคำร้องและแก้ไข เพิ่มเติมบัญชีผู้เลือกตั้งตามมาตรา 39 และมาตรา 40 บัญชีผู้เลือกตั้งเท่าที่ได้แก้ไขเพิ่มเติมภายใน กำหนดเวลาประชุมของคณะกรรมการดังว่านี้ ให้ประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั้งตั้งแต่วันประชุมของ คณะกรรมการเป็นต้นไป ก่อนวันเลือกตั้งสามวัน ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแต่ 8.00 นาฬิกา ถึง 16.00 นาฬิกา ณ ที่เลือกตั้งนั้น เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมบัญชีผู้เลือกตั้งตาม คำสั่งศาล ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 39 และมาตรา 40 และบัญชีผู้เลือกตั้งอันได้แก้ไขเพิ่มเติมแล้ว ดังว่านี้ ให้ประกาศไว้ ณ ที่เลือกตั้งตั้งแต่วันประชุมของคณะกรรมการเป็นต้นไป ให้เจ้าหน้าที่คะแนนทำหน้าที่เลขานุการในการประชุมของคณะกรรมการ

มาตรา 38 ในกรณีที่มีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งใด ให้ใช้บัญชีผู้เลือกตั้ง ครั้งสุดท้ายในเขตเลือกตั้งนั้น ซึ่งเทศบาลหรือคณะกรมการอำเภอ แล้วแต่กรณี ได้แก้ไขเพิ่มเติม ต่อมาตามหลักฐานที่ปรากฏเป็นบัญชีผู้เลือกตั้งในการเลือกตั้งใหม่นี้ ถ้าวันเลือกตั้งใหม่ยังไม่พ้นหกเดือน นับแต่วันเลือกตั้งครั้งสุดท้ายห้ามมิให้นำ บทบัญญัติมาตรา 37 มาใช้บังคับ

มาตรา 39 บุคคลใดไม่มีชื่อในบัญชีผู้เลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใด ถ้าเห็นว่า ตนสมควรมีชื่อเป็นผู้เลือกตั้งในหน่วยนั้นอาจร้องขอต่อคณะกรรมการตรวจคะแนนในวันและเวลา ที่คณะกรรมการประชุมกันเป็นครั้งแรกตามมาตรา 37 ถ้าคณะกรรมการตรวจคะแนนวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีสิทธิลงคะแนนในหน่วยนั้นก็ให้เติมชื่อผู้ร้องลงในบัญชี ถ้าวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิ ลงคะแนนในหน่วยนั้นก็ให้ยกคำร้องเสีย ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจคะแนนยกคำร้องหรือไม่แก้ไขเพิ่มเติมบัญชีตาม คำร้องของผู้ใดหรือในกรณีที่เทศบาลหรือคณะกรมการอำเภอ แล้วแต่กรณี ถอนชื่อผู้ใดออกจาก บัญชีผู้เลือกตั้งตามมาตรา 38 ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ ถ้าศาลเห็นว่าผู้นั้นมีสิทธิลงคะแนนในหน่วยนั้นก็ให้สั่งให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเติมชื่อลง ในบัญชี ถ้าศาลเห็นว่าไม่มีสิทธิลงคะแนนในหน่วยนั้นก็ให้สั่งยกคำร้องเสีย และให้นำบทบัญญัติ มาตรา 24 มาใช้บังคับโดยอนุโลม การใดที่คณะกรรมการตรวจคะแนนได้ปฏิบัติไปก่อนรับคำสั่งศาลให้เป็นอัน สมบูรณ์ตามกฎหมาย

มาตรา 40 ผู้เลือกตั้งคนใดเห็นว่าตามบัญชีผู้เลือกตั้งปรากฏชื่อบุคคลที่ไม่มีสิทธิ ลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งอาจร้องต่อคณะกรรมการตรวจคะแนนในวันและเวลาที่คณะกรรมการ ประชุมกันเป็นครั้งแรกตามมาตรา 37 ให้ถอนชื่อบุคคลนั้นออกจากบัญชี ถ้าคณะกรรมการตรวจ คะแนนวินิจฉัยให้ถอนชื่อบุคคลใดออกจากบัญชี ให้แจ้งเป็นหนังสือให้บุคคลนั้นทราบโดยเร็ว บุคคลผู้ถูกถอนชื่อหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการยกคำร้อง หรือไม่แก้ไขเพิ่มเติมบัญชี ตามคำร้องของตนตามความในวรรคก่อนก็ดี ผู้เลือกตั้งคนใดเห็นว่า บุคคลที่เทศบาลหรือ คณะกรมการอำเภอ หรือคณะกรรมการตรวจคะแนนได้เติมชื่อลงในบัญชีผู้เลือกตั้งตามความใน มาตรา 38 หรือมาตรา 39 แล้วแต่กรณี เป็นผู้ไม่มีสิทธิลงคะแนนก็ดี มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ และให้นำบทบัญญัติมาตรา 39 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

หมวด 6
การลงคะแนนเลือกตั้ง
__________

มาตรา 41 บัตรเลือกตั้งและหีบบัตรเลือกตั้งให้มีลักษณะดังที่กำหนด ในกฎกระทรวง

มาตรา 42* ในวันเลือกตั้ง ให้เปิดการลงคะแนนตั้งแต่เวลา 08.00 นาฬิกา ถึงเวลา 15.00 นาฬิกา เมื่อถึงเวลา 15.00 นาฬิกาแล้ว ผู้เลือกตั้งผู้ใดได้รับบัตรเลือกตั้งไปแล้ว แต่ยังมิได้ ลงคะแนนและมอบให้กรรมการตรวจคะแนนหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้ง ให้มอบบัตรเลือกตั้งคืน กรรมการตรวจคะแนน และให้กรรมการตรวจคะแนนบันทึกในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งด้วย *[มาตรา 42 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 43 ถ้าไม่สามารถดำเนินการลงคะแนนหรือการลงคะแนนเลือกตั้งต้อง หยุดชะงักลงในหน่วยเลือกตั้งใด เนื่องจากเกิดจลาจล อุทกภัย อัคคีภัย หรือเหตุนอกอำนาจอย่างอื่น ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนแห่งหน่วยนั้น มีอำนาจเลื่อนการลงคะแนนแล้วรีบแจ้งให้นายอำเภอ ทราบ ในกรณีเช่นนี้ให้นายอำเภอประกาศกำหนดวันลงคะแนนใหม่ในหน่วยนั้นก่อนพ้นเจ็ดวัน นับแต่วันรับทราบว่าเหตุนั้นได้สงบลงแล้ว และต้องประกาศก่อนวันลงคะแนนไม่น้อยกว่า สิบห้าวัน ในกรณีที่การลงคะแนนต้องหยุดชะงักลง ให้ยกเลิกการลงคะแนนที่ได้กระทำ มาแล้วในวันนั้น และให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเปิดหีบบัตรเลือกตั้ง และทำลายบัตรเลือกตั้ง เสียตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง แล้วให้เริ่มต้นดำเนินการลงคะแนนในวันลงคะแนนที่ กำหนดใหม่ตามความในวรรคก่อน

มาตรา 44 ขณะจะเปิดการลงคะแนน ให้กรรมการตรวจคะแนนเปิดหีบบัตร เลือกตั้งแสดงให้ผู้เลือกตั้งซึ่งอยู่ ณ ที่เลือกตั้งนั้นเห็นว่าเป็นหีบเปล่า แล้วให้ปิดหีบบัตรเลือกตั้ง ใส่กุญแจประจำครั่งทับรูกุญแจไว้จนเสร็จการลงคะแนน

มาตรา 45 ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน ห้ามมิให้เปิดหีบบัตรเลือกตั้ง เว้นแต่มีความจำเป็นจึงให้คณะกรรมการตรวจคะแนนเปิดได้โดยมิให้เอาบัตรออกจากหีบ แล้ว ปิดหีบไว้ตามเดิม ในกรณีเช่นนี้ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนกระทำต่อหน้าผู้เลือกตั้งซึ่งอยู่ ณ ที่เลือกตั้ง และให้ทำรายงานบันทึกแสดงเหตุในการเปิดหีบบัตรเลือกตั้งนั้นไว้ด้วย

มาตรา 46* ในระหว่างเวลาเปิดการลงคะแนน ให้ผู้เลือกตั้งที่จะลงคะแนนไป แสดงตนต่อกรรมการตรวจคะแนนโดยแสดงบัตรประจำตัวประชาชน เพื่อให้ตรวจสอบชื่อในบัญชี รายชื่อผู้เลือกตั้ง เมื่อกรรมการตรวจคะแนนตรวจสอบถูกต้องแล้ว ให้อ่านชื่อและที่อยู่ของผู้นั้น ดัง ๆ ถ้าไม่มีผู้เลือกตั้ง ผู้สมัคร หรือตัวแทนผู้สมัครทักท้วง ให้หมายเหตุไว้ในบัญชีรายชื่อ ผู้เลือกตั้งโดยให้จดหมายเลขของบัตรประจำตัวประชาชนและสถานที่ออกบัตรประจำตัวประชาชน แต่ในกรณีผู้เลือกตั้งใช้ใบรับคำขอมีบัตรหรือเปลี่ยนบัตรใหม่ ให้ลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วแต่กรณี ลงในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งเป็นหลักฐานเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตามวิธีการที่กำหนดไว้ใน กฎกระทรวง แล้วให้กรรมการตรวจคะแนนมอบบัตรเลือกตั้งให้แก่ผู้นั้นไปลงคะแนน ในกรณีที่ผู้เลือกตั้งผู้ใดเป็นบุคคลไม่ต้องมีบัตรประจำตัวประชาชนตามกฎหมาย ต้องแสดงหลักฐานอื่นตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงต่อกรรมการตรวจคะแนน และให้กรรมการ ตรวจคะแนนปฏิบัติตามวรรคหนึ่งแล้วให้ผู้เลือกตั้งลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือ แล้วแต่กรณี ในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้งไว้เป็นหลักฐานด้วย หากมีผู้ทักท้วง หรือกรรมการตรวจคะแนนสงสัยว่าผู้เลือกตั้งที่มาแสดงตนนั้น ไม่ใช่เป็นผู้มีชื่อในบัญชีรายชื่อผู้เลือกตั้ง ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนมีอำนาจสอบสวนและ วินิจฉัยชี้ขาดว่าผู้ถูกทักท้วงหรือผู้ถูกสงสัยมีสิทธิลงคะแนนหรือไม่ คำชี้ขาดของคณะกรรมการ ตรวจคะแนนให้เป็นที่สุด ในกรณีที่คณะกรรมการตรวจคะแนนวินิจฉัยว่าผู้ถูกทักท้วงหรือ ผู้ถูกสงสัยไม่มีสิทธิลงคะแนน ให้คณะกรรมการตรวจคะแนนทำบันทึกคำวินิจฉัยและลงลายมือชื่อ ไว้ด้วย บัตรประจำตัวตามมาตรานี้ ให้หมายความรวมถึงบัตรประจำตัวประชาชนที่หมด อายุแล้วด้วย *[มาตรา 46 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 47 ในการลงคะแนนเลือกตั้ง ผู้เลือกตั้งต้องลงคะแนนด้วยตนเอง และ จะทอดบัตรเลือกตั้งได้แต่บัตรเดียว ในการทอดบัตรเลือกตั้ง ให้ยื่นบัตรแก่กรรมการตรวจคะแนนผู้ประจำหีบบัตร เลือกตั้ง และให้กรรมการนั้นใส่บัตรลงในหีบทันท

ี มาตรา 48 ผู้เลือกตั้งคนใดได้รับบัตรเลือกตั้งเพื่อลงคะแนนแล้ว ไม่ประสงค์ จะลงคะแนนให้ผู้ใด ให้คืนบัตรนั้นแก่กรรมการตรวจคะแนน และให้กรรมการตรวจคะแนนบันทึก ไว้ในบัญชีผู้เลือกตั้ง

มาตรา 49 ในการประชุมของคณะกรรมการตรวจคะแนนก็ดี การลงคะแนนก็ดี การนับคะแนนก็ดี ผู้สมัครแต่ละคนมีสิทธิที่จะแต่งตั้งให้ผู้เลือกตั้งเป็นตัวแทนผู้สมัครประจำอยู่ ณ ที่ซึ่งจัดไว้ในที่เลือกตั้งได้แห่งละคน ภายใต้บังคับมาตรา 32 ตัวแทนผู้สมัครต้องได้รับความยินยอมให้ดูการดำเนินการ เลือกตั้ง และอ่านบัตรแต่ละใบโดยไม่จับต้องบัตรในเมื่อกรรมการตรวจคะแนนอ่านบัตร ทั้งให้ได้ ฟังการประชุมของคณะกรรมการตรวจคะแนนด้วย ตัวแทนผู้สมัครอาจร้องทักท้วงในเมื่อเห็นว่ากรรมการตรวจคะแนนปฏิบัติการ ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ในกรณีเช่นนี้ให้เจ้าหน้าที่คะแนนจดบันทึกคำทักท้วงนั้นไว้ ห้ามมิให้ตัวแทนผู้สมัครจับต้องบัตรเลือกตั้ง หรือกล่าวโต้ตอบกับกรรมการ ตรวจคะแนนหรือระหว่างกันเอง โดยประการที่เป็นอุปสรรคต่อกิจการที่กำลังดำเนินอยู่

ในการตั้งตัวแทนผู้สมัคร ให้ใช้แบบตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และให้ได้รับ ยกเว้นไม่ต้องเสียอากรแสตมป์

หมวด 7
การตรวจและรวมคะแนน
__________

มาตรา 50 เมื่อเสร็จการลงคะแนนเลือกตั้งแล้ว ให้กรรมการตรวจคะแนนนับบัตร ตรวจบัตร และนับคะแนนโดยเปิดเผย ห้ามมิให้เลื่อนหรือประวิงการนับคะแนน เมื่อการนับคะแนนเสร็จแล้ว ให้กรรมการตรวจคะแนนประกาศผลของการนับ คะแนน ณ ที่เลือกตั้งนั้น แล้วทำรายงานแสดงผลของการนับคะแนน เก็บรวบรวมเอกสารบรรจุหีบ บัตรเลือกตั้ง และปิดหีบบัตรเลือกตั้งตามวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง ส่งไปยังนายอำเภอ โดยเร็ว ก่อนประกาศผลของการนับคะแนน ห้ามมิให้ผู้มีหน้าที่เป็นกรรมการตรวจ คะแนนและเจ้าหน้าที่คะแนนแจ้งแก่ผู้ใดให้ทราบจำนวนบัตรเลือกตั้งซึ่งได้ลงคะแนนไว้ หรือให้ทราบ จำนวนคะแนนอันได้ลงไว้สำหรับบุคคลใด หรือให้ทราบว่าผู้ใดได้ลงคะแนนหรือไม่

มาตรา 51 บัตรเลือกตั้งต่อไปนี้ให้ถือว่าเป็นบัตรเสีย คือ
(1) บัตรปลอม
(2) บัตรซึ่งลงเครื่องหมายให้แก่ผู้สมัคร เกินกว่าจำนวนสมาชิกซึ่งจะมีได้ในเขต เลือกตั้งนั้น
(3) บัตรซึ่งมิได้ลงเครื่องหมายเลย
(4) บัตรซึ่งปรากฏว่าได้พับซ้อนกันกว่าบัตรเดียว

(5) บัตรซึ่งมีการขีดเขียน หรือเครื่องสังเกต หรือข้อความอื่นใด นอกจากที่กำหนด ในกฎกระทรวง
(6) บัตรซึ่งลงเครื่องหมายไม่ชัดเจนว่าลงเครื่องหมายให้แก่ผู้ใด แต่ถ้าบัตรตามที่กล่าวในอนุมาตรา 6 ยังมีเครื่องหมายที่ลงไว้ชัดเจนให้แก่ผู้สมัคร คนใดอยู่ด้วย ภายใต้บังคับแห่งวรรคต้นมิให้ถือว่าบัตรนั้นเป็นบัตรเสีย และให้นับคะแนนให้แก่ ผู้สมัครที่มีเครื่องหมายชัดเจนลงให้นั้น

มาตรา 52 บัตรเสียตามมาตรา 51 นั้นให้กรรมการตรวจคะแนนสลักหลังว่า "เสีย" และให้ลงลายมือชื่อกำกับไว้ทุกคน แล้วให้แยกออกรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งและห้ามมิให้นับ คะแนนจากบัตรดังว่านี้

มาตรา 53 เมื่อนายอำเภอได้รับรายงานแสดงผลของการนับคะแนนจาก คณะกรรมการตรวจคะแนนแห่งหน่วยต่าง ๆ แล้ว ให้คณะกรมการอำเภอรวมยอดคะแนนของ ผู้สมัครแต่ละคนโดยเร็ว ถ้ามีสมาชิกสภาจังหวัดได้เพียงคนเดียว ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุด ได้รับ เลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัด ถ้ามีสมาชิกได้กว่าหนึ่งคน ให้ผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงกว่าผู้อื่นตามลำดับลงมา ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดจนครบจำนวน ถ้าคะแนนเท่ากัน ให้ผู้สมัครซึ่งได้คะแนนเท่ากันจับสลากต่อหน้าคณะกรมการ อำเภอ เพื่อยุติว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้ง

มาตรา 54 เมื่อเป็นอันยุติว่า ผู้สมัครคนใดได้รับเลือกตั้งตามบทพระราชบัญญัตินี้ แล้ว ให้นายอำเภอประกาศผลของการเลือกตั้งไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอโดยไม่ชักช้า ตามแบบซึ่ง กำหนดในกฎกระทรวงแล้วให้รีบรายงานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด

มาตรา 55* เมื่อการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้ว นายอำเภอจะทำลายบัตรเลือกตั้งและ เอกสารที่เก็บอยู่ในหีบบัตรเลือกตั้งนั้นได้ เมื่อพ้นระยะเวลาคัดค้านการเลือกตั้งตามมาตรา 56 แล้ว ไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ในกรณีที่มีการคัดค้านการเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งใด ให้นายอำเภอเก็บรักษาหีบ บัตรเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นไว้จนกว่าคดีจะถึงที่สุด *[มาตรา 55 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

หมวด 8
การคัดค้านการเลือกตั้ง
__________

มาตรา 56 ภายในสามสิบวันนับตั้งแต่นายอำเภอประกาศผลของการเลือกตั้ง ผู้เลือกตั้งไม่น้อยกว่าสิบคนก็ดี ผู้สมัครคนใดก็ดี ในเขตเลือกตั้งใดเห็นว่าการเลือกตั้งในเขตนั้น เป็นไปโดยมิชอบ มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ซึ่งเขตเลือกตั้งนั้นอยู่ในเขตอำนาจ เพื่อขอให้ สั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบและหรือว่าผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือว่าไม่มี บุคคลผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ

มาตรา 57 เมื่อศาลได้รับคำร้องคัดค้านแล้ว ให้ดำเนินการพิจารณาตามประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งโดยเร็ว โดยให้เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งหรือผู้ได้รับเลือกตั้งที่มี ส่วนได้เสียมีโอกาสต่อสู้การคัดค้านนั้น เมื่อศาลสั่งอย่างใดให้แจ้งคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด โดยมิชักช้า คำสั่งศาลนั้นให้เป็นที่สุด ในกรณีที่ศาลสั่งว่าบุคคลผู้หนึ่งผู้ใดมิได้รับเลือกตั้งโดยชอบ และไม่ได้สั่งว่าผู้ใด ได้รับเลือกตั้งโดยชอบ หรือกรณีที่ศาลสั่งว่า ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดได้รับเลือกตั้งโดยชอบ ให้ผู้ว่าราชการ จังหวัดจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่สำหรับตำแหน่งที่ว่าง และภายใต้บังคับมาตรา 6 ให้ประกาศให้มี การเลือกตั้งใหม่ ก่อนพ้นสิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งศาล เว้นแต่ศาลจะสั่งเป็นอย่างอื่น ในระหว่างที่ศาลยังมิได้มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ถือว่าผู้สมัครซึ่งนายอำเภอได้ ประกาศว่าได้รับเลือกตั้งนั้นเป็นสมาชิกสภาจังหวัดโดยชอบ

หมวด 9
บทกำหนดโทษ
__________

มาตรา 58 ผู้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งผู้ใดจงใจนับบัตรเลือกตั้งหรือคะแนน ในการเลือกตั้งให้ผิดไปจากความจริง หรือจงใจรวมคะแนนให้ผิดไป หรือกระทำด้วยประการใด ๆ โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ให้บัตรเลือกตั้งชำรุดหรือเสียหาย หรือให้กลายเป็นบัตรเสีย หรือจงใจ อ่านบัตรเลือกตั้งให้ผิดไปจากความจริง หรือจงใจทำรายงานการเลือกตั้งไม่ตรงความจริง มีความผิดต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ห้าสิบบาทขึ้นไปจนถึงพันบาท หรือจำคุกตั้งแต่เดือนหนึ่ง ขึ้นไปจนถึงห้าปี หรือทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาไม่ต่ำกว่า สี่ปี และไม่เกินแปดปี

มาตรา 59 ผู้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งหรือเจ้าพนักงานผู้ใดมีหน้าที่จัดการอย่างใด ๆ ในการเลือกตั้งตามพระราชบัญญัตินี้ จงใจไม่ปฏิบัติการตามหน้าที่ หรือกระทำการอันใดโดยเจตนา ขัดขวางมิให้การเป็นไปตามกฎหมาย กฎข้อบังคับ หรือคำสั่งของศาลอันเกี่ยวแก่การเลือกตั้งตาม พระราชบัญญัตินี้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 60 ข้าราชการประจำการและพนักงานเทศบาลผู้ใดใช้อำนาจในตำแหน่ง หน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใด ๆ อันเป็นอุปการะหรือเป็นโทษแก่การเลือกตั้งของ ผู้สมัครคนใด มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับ ทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 61 ผู้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งผู้ใด อ่าน หรือตรวจดู หรือยอมให้ผู้อื่นอ่าน หรือตรวจดูเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งก่อนการคลี่บัตรออก เพื่อนับคะแนนต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 62 ผู้มีหน้าที่ในการเลือกตั้งผู้ใดกระทำการละเมิดต่อมาตรา 50 วรรคสาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาทหรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา 63* เมื่อได้มีประกาศให้เลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดในเขตเลือกตั้งใดจนถึง วันเลือกตั้ง ผู้ใด เพื่อจะจูงใจให้ผู้เลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งหรือให้งดเว้นมิให้ลงคะแนนให้แก่ ผู้สมัครใด กระทำการดังต่อไปนี้
(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด อันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด
(2) ให้ เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้เงินหรือทรัพย์สินอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือ ทางอ้อม แก่สมาคม มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษาหรือสถานสงเคราะห์อื่นใด
(3) ทำการโฆษณาหาเสียงด้วยการจัดให้มีมหรสพและการรื่นเริงต่าง ๆ
(4) ทำสิ่งอันเป็นสาธารณประโยชน์หรือสิ่งอื่นใดเพื่อประโยชน์ของบุคคล ชุมชน สมาคม มูลนิธิ วัด สถาบันการศึกษา หรือสถาบันอื่นใด ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม หรือไม่ก็ตาม
(5) เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือ ทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาแปดปี *[มาตรา 63 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

มาตรา 64 ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง บังอาจสมัครรับเลือกตั้ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่ง เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาแปดปี

มาตรา 65 ผู้สมัครผู้ใดจัดยานพาหนะใด ๆ ให้ผู้เลือกตั้งใช้เพื่อไปลงคะแนน หรือกลับ หรือจัดให้ผู้เลือกตั้งไปลงคะแนนหรือกลับ โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสารยานพาหนะซึ่งต้อง เสียตามปกติ หรือผู้ใดกระทำการเช่นว่านั้น เพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครคนใด มีความผิดต้องระวาง โทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 66 บุคคลผู้มิได้มีสัญชาติเป็นไทยผู้ใดกระทำการละเมิดต่อมาตรา 12 มีความผิดต้องระวางโทษปรับตั้งแต่สองร้อยบาทขึ้นไปจนถึงสองพันบาท หรือจำคุกตั้งแต่หกเดือน ขึ้นไปจนถึงสามปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา 67 ผู้เลือกตั้งผู้ใดเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อย่างใด ๆ เป็นประโยชน์แก่ตนเองหรือผู้อื่น โดยให้คำมั่นว่าจะลงคะแนนเลือกตั้ง หรืองดเว้นไม่ลงคะแนน เลือกตั้งผู้ใด มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ ทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาแปดปี มาตรา 68 ผู้ใดมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายบังอาจเปิดหีบบัตร เลือกตั้งซึ่งได้ปิดตั้งไว้เพื่อการลงคะแนนก็ดี หรือซึ่งได้ปิดเพื่อรักษาไว้ภายหลังการเลือกตั้งได้ เสร็จแล้วก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ ทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 69 ผู้ใดมิได้มีอำนาจที่จะทำได้โดยชอบด้วยกฎหมายกระทำด้วยประการ ใด ๆ โดยเจตนาขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้เลือกตั้งไปยังที่เลือกตั้งหรือเข้าไปในที่เลือกตั้ง หรือมิให้ไปถึงที่ดังว่านั้นภายในกำหนดเวลาที่จะขอแก้บัญชีผู้เลือกตั้ง หรือที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง ได้ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 70 ผู้ใดลงเครื่องหมายในบัตรเลือกตั้งซึ่งมิใช่ของตนโดยเจตนาทุจริต หรือบังอาจขีดเขียนหรือทำเครื่องสังเกตโดยวิธีใด ๆไว้ที่บัตรเลือกตั้งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ และ ให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 71 ผู้ใดลงคะแนนเลือกตั้ง หรือพยายามลงคะแนนโดยรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มี สิทธิเลือกตั้ง หรือไม่มีสิทธิลงคะแนนในหน่วยเลือกตั้งนั้นได้ก็ดี ทอดบัตรหรือพยายามทอดบัตร มากกว่าบัตรหนึ่งหรือมากกว่าครั้งหนึ่งในการลงคะแนนเลือกตั้งก็ดี มีความผิดต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 72 ผู้เลือกตั้งผู้ใด โดยเจตนาทุจริตในการเลือกตั้งไม่คืนบัตรเลือกตั้งให้ กรรมการตรวจคะแนนตามมาตรา 48 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุก ไม่เกินหกเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลาสี่ปี

มาตรา 73 ผู้ใดก่อให้เกิดการวุ่นวายขึ้นในที่เลือกตั้งหรือในที่ประชาชนชุมนุมกัน อยู่เพื่อรอการเข้าไปขอแก้บัญชีหรือลงคะแนนเลือกตั้ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา 74 ผู้ใดกระทำการละเมิดต่อมาตรา 9 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่ เกินร้อยบาท

มาตรา 75* ผู้ใดกระทำการละเมิดต่อมาตรา 9 ทวิ วรรคสอง มาตรา 9 ตรี วรรคหนึ่ง มาตรา 11 มาตรา 11 ทวิ มาตรา 11 ตรี หรือมาตรา 11 จัตวา มีความผิดต้องระวางโทษ ปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ *[มาตรา 75 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523]

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

บทเฉพาะกาล
___________________________________________
พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2485 [รก.2485/32/1041/12 พฤษภาคม 2485]

_____________พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2498
หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่กฎหมาย ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดได้ใช้มานานแล้ว สมควรปรับปรุงให้เหมาะสม กับกาลสมัย นอกจากนี้ยังต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติระเบียบ บริหารราชการส่วนจังหวัด พ.ศ. 2498 ซึ่งรัฐบาลได้เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรด้วย

[รก.2498/11/200/8 กุมภาพันธ์ 2498]

___________พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2517

มาตรา 3 ให้แก้คำว่า "หน่วยลงคะแนน" "ที่ลงคะแนน" และ "หน่วย ลงคะแนนและที่ลงคะแนน" ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พุทธศักราช 2482 และพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2498 เป็น "หน่วยเลือกตั้ง" "ที่เลือกตั้ง" และ "หน่วยเลือกตั้งและที่เลือกตั้ง" ตามลำดับทุกแห่ง

หมายเหตุ:-เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติม กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดซึ่งใช้บังคับอยู่ในเวลานี้บางมาตรา เพื่อกำหนด วิธีการเลือกตั้งให้เหมาะสมกับภาวะการณ์ในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น [รก.2517/215/32พ./17 ธันวาคม 2517]

___________________พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2523

มาตรา 3 ให้แก้คำว่า "ข้าหลวงประจำจังหวัด" "ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" และ "พนักงานคะแนน" ในพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พุทธศักราช 2482 เป็น "ผู้ว่าราชการจังหวัด" "ผู้เลือกตั้ง" และ "เจ้าหน้าที่คะแนน" ตามลำดับ ทุกแห่ง

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราช อาณาจักรไทยได้กำหนดให้คุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดต้องสอดคล้อง กับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และโดยที่จำเป็นต้องแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พุทธศักราช 2482 ในส่วนที่เกี่ยวกับ ผู้เลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้ง วิธีการโฆษณาหาเสียงเลือกตั้ง วิธีการลงคะแนน และเรื่องอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไป ในแนวเดียวกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้ขึ้น [รก.2523/33/1พ./2 มีนาคม 2523]

_________________พระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2538

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พุทธศักราช 2538 มาตรา 109 ได้แก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ เกี่ยวกับสัญชาติและอายุของผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยบัญญัติให้ บุคคลผู้มีสัญชาติไทยเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยไม่จำกัดว่าบุคคลผู้มีสัญชาติไทยนั้นจะ มีบิดาเป็นคนต่างด้าวหรือไม่ และกำหนดเงื่อนไขของผู้มีสิทธิเลือกตั้งซึ่งเป็นผู้มีสัญชาติไทย โดยการแปลงสัญชาติว่าจะต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี กับบัญญัติให้ผู้มีอายุ ไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคมของปีที่มีการเลือกตั้งเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมาตรา 198 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยดังกล่าวได้บัญญัติให้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นอย่างน้อยต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา 111 (1) และ (2) กล่าวคือ ต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่บุคคลผู้มีสัญชาติไทยซึ่งบิดาเป็น คนต่างด้าวต้องมีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรด้วย และต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้าปีบริบูรณ์ในวันเลือกตั้ง สมควรแก้ไข เพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด พุทธศักราช 2482 ให้สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้

[รก.2538/43ก/1/9 ตุลาคม 2538]

________พระราชบัญญัติยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 34 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 40 และ
ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 55 พ.ศ. 2511

หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่ประกาศของ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 34 และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 55 ให้อำนาจแต่งตั้งสมาชิกสภา จังหวัด และสมาชิกสภาเทศบาล และประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 40 ให้อำนาจแต่งตั้ง คณะเทศมนตรีด้วยความเห็นชอบของกระทรวงมหาดไทย ยังใช้บังคับอยู่ในจังหวัดพระนครและ จังหวัดธนบุรี บัดนี้ สมควรที่จะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัด สมาชิกสภาเทศบาล และ แต่งตั้งคณะเทศมนตรีตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น ๆ ในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี จึงจำเป็นต้องยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติดังกล่าว [รก.2511/54/373/18 มิถุนายน 2511]

_____________________ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 15 ธันวาคม พุทธศักราช 2514 โดยที่คณะปฏิวัติพิจารณาเห็นว่า ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อ สมาชิกภาพแห่งสภาจังหวัดหรือสภาเทศบาลสิ้นสุดลงตามวาระ หรือเมื่อตำแหน่งสมาชิกสภา จังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ หรือเมื่อมีการยุบสภาจังหวัด หรือสภาเทศบาล ยังไม่สมควรให้มีการดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดหรือสภาเทศบาล แต่ควรใช้วิธีแต่งตั้งแทนการเลือกตั้ง ซึ่งจะเป็นวิธีการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ยิ่งกว่าหัวหน้า คณะปฏิวัติจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้ ข้อ 1 เมื่อสมาชิกภาพแห่งสภาจังหวัดหรือสภาเทศบาลสิ้นสุดลงตามวาระ หรือ เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลว่างลงก่อนครบกำหนดตามวาระ หรือเมื่อ มีการยุบสภาจังหวัดหรือสภาเทศบาล ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจแต่งตั้งผู้ซึ่ง เห็นสมควรและมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภานั้น ๆ เข้าปฏิบัติ หน้าที่ ข้อ 2 ให้ถือว่าผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามข้อ 1 เป็นสมาชิกซึ่งได้รับเลือกตั้งโดยชอบ ด้วยกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาล แล้วแต่กรณี และให้อยู่ ในตำแหน่งได้ตามวาระที่กฎหมายกำหนดหรือเพียงเท่าเวลาของผู้ซึ่งตนแทน [รก.2514/140/1พ./15 ธันวาคม 2514]

_____________________คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 21
โดยที่คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน มีเจตจำนงจะสร้างรากฐาน อันมั่นคงเป็น ขั้นตอน ในการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินให้ไปสู่ระบอบการปกครองประชาธิปไตยที่มีพระมหา กษัตริย์เป็นประมุข จึงพิจารณาเห็นว่า เมื่อตำแหน่งสมาชิกสภาจังหวัดหรือสมาชิกสภาเทศบาลว่าง ลงก่อนครบกำหนดตามวาระ ยังไม่สมควรให้มีการดำเนินการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดหรือสภา เทศบาลแทนตำแหน่งที่ว่างนั้นไปจนกว่าจะเปลี่ยนแปลง หัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ถ้าตำแหน่งสมาชิกาสภาจังหวัดว่างลงก่อนถึงกำหนดออกตามวาระหรือ ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลว่างลงก่อนถึงกำหนดออกตามวาระ ไม่ต้องมีการเลือกตั้งแทนตำแหน่ง ที่ว่างนั้น
ข้อ 2 ให้ถือว่าจำนวนสมาชิกสภาจังหวัดหรือจำนวนสมาชิกสภาเทศบาลเท่าที่ เหลืออยู่ เป็นจำนวนสมาชิกทั้งหมดของสภาจังหวัดหรือสภาเทศบาลแล้วแต่กรณี [รก.2519/127/1พ./12 ตุลาคม 2519]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook