บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัติ

พระราชบัญญัติ ว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช 2477
    


พระราชบัญญัติ ว่าด้วยวินัยตำรวจ พุทธศักราช 2477

นริศรานุวัดติวงศ์
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามพระราชกฤษฎีกาลงวันที่ 11 มกราคม พ.ศ.2476)

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า โดยที่สภาผู้แทนราษฎรถวายคำปรึกษาว่าเป็นการสมควรจะตรา   บทบัญญัติว่าด้วยวินัยของตำรวจเสียใหม่ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น   จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดย   คำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

หมวด 1
บทเบ็ดเสร็จทั่วไป
______

  มาตรา 1   พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า "พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัย   ตำรวจพุทธศักราช 2477"
       

มาตรา 2* ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา   เป็นต้นไป *[รก.2477/-/681/14 ตุลาคม 2477] มาตรา 3   ให้ยกเลิกกฎว่าด้วยอาญาฐานละเมิดวินัย สำหรับ   เจ้าพนักงานตำรวจ พ.ศ. 2458 และบรรดากฎหมาย กฎ ข้อบังคับอื่น ๆ   ในส่วนที่มีบทบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้


หมวด 2
ว่าด้วยวินัย
_____

  มาตรา 4   วินัยตำรวจนั้น คือการที่ตำรวจต้องประพฤติตนให้เป็น   ผู้มีมรรยาทอันดีงามตามแบบอย่างธรรมเนียมของตำรวจ   มาตรา 5   การกระทำผิดวินัยตำรวจนั้น ท่านให้หมายความรวมถึง   การกระทำดังจะกล่าวต่อไปนี้   1. ดื้อ ขัดขืน หลีกเลี่ยง หรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามคำสั่งผู้บังคับ   บัญชาเหนือตนที่ชอบด้วยกฎหมาย   2. ไม่รักษาระเบียบการเคารพระหว่างผู้ใหญ่ผู้น้อย   3. ไม่ประพฤติตนให้เคร่งครัดต่อมรรยาท และระเบียบแบบแผนของ   ตำรวจ   4. ก่อให้แตกความสามัคคีในคณะตำรวจ   5. เกียจคร้าน ละทิ้งหรือเลินเล่อต่อหน้าที่ราชการ   6. กล่าวเท็จ   7. ใช้กิริยาวาจาไม่สมควร หรือประพฤติไม่สมควร
          8. ไม่ตักเตือนสั่งสอนหรือลงทัณฑ์ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาที่กระทำผิดตาม   โทษานุโทษ   9. เสพเครื่องดองของเมาจนเสียกิริยา หรือยาเสพติดให้โทษ   10. มีความเลินเล่อหรือจงใจทำให้ทรัพย์สินของรัฐบาลเสียหาย   11. จะเป็นคนเดียวหรือรวมกันหลายคนก็ตาม พยายามหรือสมคบกัน   เพื่อจะใช้อำนาจด้วยประการใด ๆ เป็นเชิงบังคับผู้บังคับบัญชา เป็นทางให้   เสียระเบียบแบบแผนวินัยของตำรวจ   12. ประพฤติผิดวินัยข้าราชการพลเรือน ดังที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติ   ระเบียบข้าราชการพลเรือนที่ใช้อยู่   มาตรา 6   ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่จัดการระวังรักษาวินัยตำรวจที่ตนเป็น   ผู้บังคับบัญชาอยู่นั้นโดยกวดขัน ถ้าหากว่าในการรักษาวินัยตำรวจนั้น จำเป็น   ต้องใช้อาวุธหรือกำลังบังคับเพื่อทำการปราบปรามตำรวจผู้ก่อการกำเริบก็ดี   หรือเพื่อบังคับตำรวจผู้ละทิ้งหน้าที่ให้กลับทำหน้าที่ของตนก็ดี ผู้บังคับบัญชาและ   ผู้ช่วยเหลือไม่ต้องรับโทษในการที่ตนได้กระทำไปโดยสุจริต และจำเป็นตาม   เหตุผลอันสมควรนั้น แต่เมื่อมีเหตุดังกล่าวนี้ ผู้บังคับบัญชาจักต้องรายงานไปยัง   ผู้บังคับบัญชาเหนือตนตามลำดับชั้นจนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย   โดยเร็ว   มาตรา 7   ตำรวจผู้ใดกระทำผิดต่อวินัยตำรวจ จะต้องรับทัณฑ์ตาม   วิธีที่ปรากฏในหมวด 3 แห่งพระราชบัญญัตินี้
                                  หมวด 3                         อำนาจลงทัณฑ์                           ______   มาตรา 8   ทัณฑ์ที่จะลงแก่ผู้กระทำผิดต่อวินัยตำรวจดังกล่าวไว้ใน   หมวด 2 นั้น ให้มีกำหนดเป็นหกสถาน คือ   1. ภาคทัณฑ์   2. ทัณฑกรรม   3. กักยาม   4. กักขัง   5. จำขัง   6. ลงโทษตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน   มาตรา 9* ภาคทัณฑ์นั้นคือ ผู้กระทำผิดมีความผิดอันควรต้องรับทัณฑ์   สถานหนึ่งสถานใดดังกล่าวมาแล้ว แต่มีเหตุอันควรปราณี จึงเป็นแต่แสดง   ความผิดของผู้นั้นให้ปรากฏ หรือให้ทำทัณฑ์บนไว้   ทัณฑกรรมนั้นคือ ให้ทำงานโยธา งานสุขาภิบาล หรืองานอื่นของ   ราชการเพิ่มจากหน้าที่ประจำซึ่งตนจะต้องปฏิบัติอยู่แล้ว หรือปรับให้อยู่เวรยาม   นอกจากหน้าที่ประจำ   กักยาม คือ กักตัวไว้ในบริเวณใดบริเวณหนึ่งที่สมควร ตามแต่ที่จะ   กำหนดให้   กักขัง   คือ ขังในที่ที่จัดไว้เพื่อควบคุมแต่เฉพาะคนเดียว หรือรวมกัน   หลายคน แล้วแต่จะได้มีคำสั่ง   จำขัง   คือ ขังในที่ควบคุม และจะใช้เครื่องพันธนาการแก่ผู้ต้องจำขัง   ได้เฉพาะเมื่อผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ชั้นผู้บังคับกองขึ้นไปสั่งในกรณีต่อไปนี้   (1) เมื่อมีเหตุให้เห็นว่าผู้ต้องจำขังน่าจะทำอันตรายต่อชีวิต หรือ   ร่างกายของตนเองหรือผู้อื่น
          (2) เมื่อผู้ต้องจำขังมีอาการแสดงให้เห็นว่า เป็นบุคคลวิกลจริต หรือ   จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ อันอาจเป็นภยันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น   (3) เมื่อมีเหตุให้เห็นว่าผู้ต้องจำขังพยายามจะหลบหนีการควบคุม   (4) เมื่อคุมตัวผู้ต้องจำขังไปนอกที่ควบคุม และเป็นการสมควรที่จะต้อง   ใช้เครื่องพันธนาการ   (5) เมื่อเห็นเป็นการสมควรจะต้องใช้เครื่องพันธนาการ เนื่องแต่   สภาพของที่ควบคุมหรือสภาพของเหตุการณ์   ในกรณีดังกล่าวแล้ว ถ้าเป็นเหตุฉุกเฉินไม่สามารถจะให้ผู้บังคับบัญชา   ตั้งแต่ชั้นผู้บังคับกองขึ้นไปสั่งการได้ทันท่วงที ให้ผู้มีหน้าที่ควบคุมซึ่งเป็นหัวหน้า   อยู่ในขณะนั้นเป็นผู้สั่งการได้ แต่ต้องรายงานตามลำดับถึงผู้มีอำนาจโดยปกติ   เป็นการด่วน และผู้มีอำนาจโดยปกติจะสั่งงดเสียก็ได้   กักขังหรือจำขังนั้นจะใช้งานโยธา งานสุขาภิบาล หรืองานอื่นของ   ราชการด้วยก็ได้ แต่วันหนึ่งไม่ให้เกิน 6 ชั่วโมง   การลงโทษตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน หมายถึง   การลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน   ซึ่งใช้อยู่ แต่การสั่งกรณีไล่ออก หรือปลดออก หรือให้ออก หรือพักราชการ   แก่พลตำรวจหรือนายสิบตำรวจ ซึ่งมิใช่ระหว่างประจำการตามกฎหมายว่าด้วย   การรับราชการทหาร หรือเสมียนพนักงาน ให้อธิบดีกรมตำรวจ หรือผู้ที่ได้รับ   มอบหมายจากอธิบดีกรมตำรวจตั้งแต่ชั้นผู้บัญชาการตำรวจ หรือเทียบเท่าขึ้นไป   สั่งได้ตามเหตุที่ระบุในกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน   นอกจากทัณฑ์ที่กล่าวไว้ในมาตรา 8 ห้ามมิให้ใช้วิธีลงทัณฑ์อย่างอื่น   *[มาตรา 9 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 6)   พ.ศ. 2495]
          มาตรา 9 ทวิ* เมื่อมีความจำเป็นจะต้องกักตัวไว้สอบสวน ให้ผู้บังคับบัญชา
มีอำนาจกักตัวผู้ใต้บังคับบัญชาระหว่างดำเนินการสอบสวน เพื่อลงทัณฑ์ได้   เท่าที่จำเป็นแก่การสอบสวน แต่ต้องไม่เกินอำนาจลงทัณฑ์กักขังของผู้สั่งกักตัว   และต้องไม่เกินสิบห้าวัน ทั้งต้องให้เป็นไปตามระเบียบของกรมตำรวจ   ให้นับวันที่ถูกกักตัวรวมเข้าในวันลงทัณฑ์กักยาม กักขัง หรือจำขังด้วย   ถ้าสั่งลงทัณฑ์อย่างอื่นนอกจากทัณฑ์ดังกล่าว และเป็นทัณฑ์ที่ไม่ใช่ไล่ออกหรือ   ปลดออก แม้ถูกกักตัวเพียงวันเดียวก็ให้ถือว่าได้รับทัณฑ์นั้นมาครบแล้ว   *[มาตรา 9 ทวิ เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5)   พ.ศ. 2493]   มาตรา 10* ในการที่ผู้บังคับบัญชาจะลงทัณฑ์แก่ผู้กระทำผิด นอกจาก   ลงโทษตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ให้กระทำได้แต่เฉพาะ   ตามที่กำหนดอำนาจลงทัณฑ์ในตารางท้ายพระราชบัญญัตินี้   ส่วนผู้บังคับบัญชาชั้นใด จะมีอำนาจเป็นผู้ลงทัณฑ์ชั้นใด และผู้อยู่ใน   บังคับบัญชาชั้นใด จะเป็นผู้รับทัณฑ์ชั้นใด ซึ่งตามตารางกำหนดอำนาจลงทัณฑ์   มิได้กำหนดไว้ให้ถือเกณฑ์เทียบ ดังต่อไปนี้   ก. เทียบชั้นผู้บัญชาการ จเรตำรวจ   ข. เทียบชั้นผู้ช่วยผู้บัญชาการ ผู้ช่วยจเรตำรวจ   ค. เทียบชั้นผู้บังคับการ       1. เลขานุการกรม       2. หัวหน้ากอง       3. ข้าราชการตำรวจชั้นนายพันตำรวจเอกขึ้นไป   ง. เทียบชั้นรองผู้บังคับการ       1. รองเลขานุการกรม       2. รองหัวหน้ากอง       3. ข้าราชการตำรวจชั้นนายพันตำรวจโท
          จ. เทียบชั้นผู้กำกับการ   ข้าราชการตำรวจชั้นนายพันตำรวจตรี   ฉ. เทียบชั้นผู้บังคับกอง       1. หัวหน้าแผนก       2. สารวัตร       3. นายเวรผู้บัญชาการ       4. นายเวรจเรตำรวจ       5. นายแพทย์โท       6. ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัด       7. ข้าราชการตำรวจชั้นนายร้อยตำรวจเอก   ช. เทียบชั้นผู้บังคับหมวด       1. ประจำแผนก       2. หัวหน้าสถานี       3. หัวหน้ากิ่งสถานี       4. รองสารวัตร       5. สมุห์บัญชี       6. พนักงานพัสดุ       7. พนักงานทะเบียนพล       8. นายแพทย์ตรี       9. นายเวรผู้บังคับการ     10. ผู้ช่วยนายเวรผู้บังคับการ     11. ผู้ช่วยนายเวรผู้บัญชาการ     12. ผู้ช่วยนายเวรจเรตำรวจ     13. ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอ     14. ข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตรที่มียศไม่เกินนายร้อยตำรวจโท     ทั้งนี้ ผู้ครองตำแหน่งแต่ละตำแหน่ง ต้องเป็นข้าราชการตำรวจ   ชั้นสัญญาบัตร
          ซ. เทียบชั้นผู้บังคับหมู่       1. หัวหน้าสถานี       2. หัวหน้ากิ่งสถานี       3. สมุห์บัญชี       4. พนักงานพัสดุ       5. ผู้ช่วยนายเวรผู้บังคับการ       6. พนักงานทะเบียนพล       7. พนักงานทะเบียนคนต่างด้าว       8. นายสิบพยาบาล       9. นักเรียนนายร้อยตำรวจ     10. ตรวจคนเข้าเมืองอำเภอ     11. เสมียนพนักงาน     ทั้งนี้ นอกจาก 9. ผู้ครองตำแหน่งแต่ละตำแหน่งต้องเป็นข้าราชการ   ตำรวจชั้นประทวน   *[มาตรา 10 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5)   พ.ศ. 2493]   มาตรา 11   ผู้ลงทัณฑ์หรือผู้รับทัณฑ์ ซึ่งตำแหน่งที่รับราชการอยู่ไม่ตรง   ตามที่เทียบไว้ในมาตรา 10 แห่งหมวดนี้ ให้ถือเกณฑ์เทียบกับชั้นที่ใกล้เคียง   หรือเสมอกันตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 10 นั้น   ผู้ลงทัณฑ์หรือผู้รับทัณฑ์ ถ้าตำแหน่งกับยศตามที่เทียบไว้ในมาตรา 10   หรือมาตรา 11 ต่างกัน ให้ถือเอาตำแหน่งเป็นเกณฑ์   ผู้ทำการแทนหรือผู้รักษาราชการแทน หรือผู้รั้งตำแหน่งก็ดี หรือผู้ที่ยัง   ว่าที่ยศอยู่ก็ดี สำหรับการลงทัณฑ์หรือรับทัณฑ์ให้ถือเสมือนหนึ่งได้ครองตำแหน่ง   หรือยศนั้นแล้ว แต่ผู้ที่มียศต่ำกว่าชั้นสัญญาบัตรจะใช้อำนาจของชั้นสัญญาบัตร   ซึ่งแม้ในขณะทำหน้าที่แทนในตำแหน่งสัญญาบัตร ตำแหน่งใดก็ดี สำหรับลงทัณฑ์ไม่ได้
          มาตรา 12   กำหนดอำนาจลงทัณฑ์ตามที่ตราไว้นี้ ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์   สั่งลงทัณฑ์เต็มที่ได้สถานใดสถานหนึ่งแต่สถานเดียว ถ้าสั่งลงทัณฑ์ถึงสองสถาน   พร้อมกัน ต้องกำหนดทัณฑ์เพียงกึ่งหนึ่งของอัตราในสถานนั้น ๆ และห้ามมิให้   ลงทัณฑ์ในคราวเดียวมากกว่าสองสถาน

  มาตรา 13   ก่อนที่ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์จะลงทัณฑ์ครั้งคราวใดก็ดี   ให้พิจารณาโดยถ้วนถี่จนได้ความแน่นอนว่า ผู้ที่จะต้องรับทัณฑ์นั้นมีความผิด   จริงแล้ว จึงสั่งลงทัณฑ์ อย่าลงทัณฑ์โดยโทษะจริต หรือลงทัณฑ์แก่ผู้ที่ไม่ได้   ความชัดเจนว่ามีความผิดนั้นเป็นอันขาด เมื่อพิจารณาความผิดละเอียดแล้ว   ต้องชี้แจงให้ผู้กระทำผิดนั้นทราบว่ากระทำผิดในข้อใด เพราะเหตุใด   แล้วจึงลงทัณฑ์   มาตรา 14   ถ้าผู้มีอำนาจบังคับบัญชา ให้ลงทัณฑ์ข้าราชการชั้น   สัญญาบัตรคนใดไปแล้ว ให้แจ้งเรื่องลงทัณฑ์นั้นเสนอตามลำดับชั้นจนถึงอธิบดี   กรมตำรวจ   มาตรา 15   เมื่อผู้มีอำนาจบังคับบัญชาได้ทราบว่า ผู้ซึ่งอยู่ในบังคับ   บัญชาของตนมีความผิดจนปรากฏแน่นอนแล้ว แต่ผู้กระทำผิดนั้นควรรับทัณฑ์ที่เหนือ   อำนาจตนจะสั่งลงทัณฑ์ได้ ก็ให้รายงานชี้แจงความผิดของผู้กระทำผิดตลอดจน   ออกความเห็นว่า ควรลงทัณฑ์ประการใด เสนอตามลำดับชั้น จนถึงผู้มีอำนาจ   ลงทัณฑ์เพื่อขอให้ผู้นั้นสั่งการต่อไป   มาตรา 16* ถ้าเป็นความผิดซึ่งได้มีกฎกระทรวงกำหนดทัณฑ์ไว้   แน่นอนแล้ว เช่น ฐานขาดหนีราชการ เป็นต้น หากกำหนดทัณฑ์นั้นเกินอำนาจ   ของผู้บังคับบัญชาที่จะสั่งลงทัณฑ์ได้ ก็ให้นำเสนอตามลำดับถึงผู้มีอำนาจลงทัณฑ์   *[มาตรา 16 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ (ฉบับที่ 5)   พ.ศ. 2493]

        มาตรา 17   นายตำรวจที่เป็นหัวหน้าทำการควบคุมตำรวจไปราชการ   โดยลำพัง ให้มีอำนาจที่จะสั่งลงทัณฑ์ผู้อยู่ใต้อำนาจในระหว่างเวลาที่ควบคุมอยู่นั้น   เสมอ ผู้มีอำนาจสั่งลงทัณฑ์เหนือตนขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งได้ แต่ไม่เกินอำนาจรองอธิบดี

  มาตรา 18   ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์ได้สั่งลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดในฐานจำขัง   หรือกักขังแล้ว และขณะรับทัณฑ์อยู่นั้น ผู้รับทัณฑ์กระทำผิดขึ้นอีก ผู้มีอำนาจลงทัณฑ์   จะสั่งเพิ่มทัณฑ์ ก็ให้พิจารณาดูกำหนดทัณฑ์ที่สั่งไว้แต่เดิมก่อน ห้ามมิให้กำหนดเวลา   ให้ผู้ต้องถูกจำขังหรือกักขังทั้งกำหนดเดิมและกำหนด ที่เพิ่มใหม่รวมกันเกินกว่า   กำหนดอำนาจของผู้สั่งลงทัณฑ์นั้นเป็นอันขาด หากผู้กระทำผิดควรรับทัณฑ์เกินกว่า   อำนาจผู้ที่จะสั่งลงทัณฑ์แล้ว ให้ปฏิบัติการตามที่กล่าวไว้ในมาตรา 15 แห่งหมวดนี้   มาตรา 19   นับตั้งแต่วันที่ปรากฏหลักฐานแห่งความผิดของผู้กระทำผิด   ซึ่งจะต้องรับทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้ โดยมีคำสั่งลงทัณฑ์อันแน่นอนแล้ว ถ้าผู้มี   อำนาจลงทัณฑ์มิได้จัดการให้ผู้นั้นได้รับทัณฑ์ภายในกำหนดสามเดือน ให้นับว่า   ล่วงเลยเวลาที่จะลงทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นไว้แต่ผู้ที่กระทำผิดนั้นขาดหนี   ราชการก่อนครบกำหนดสามเดือน จึงมิให้นับวันที่ขาดหนี้นี้เข้าในกำหนดเวลา   ล่วงเลย ให้นับแต่วันที่ได้ตัวผู้นั้นกลับมายังที่รับราชการ   มาตรา 20   เมื่อผู้มีอำนาจได้สั่งลงทัณฑ์ตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว   ผู้ที่สั่งลงทัณฑ์หรือผู้มีอำนาจบังคับบัญชาเหนือผู้ที่สั่งลงทัณฑ์นั้น มีอำนาจที่จะเพิ่ม   ทัณฑ์หรือลดทัณฑ์ หรือยกทัณฑ์เสียก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มทัณฑ์แล้ว ทัณฑ์ที่สั่งเพิ่มขึ้นนั้น   รวมกับทัณฑ์ที่สั่งไว้แล้วต้องไม่เกินอำนาจของผู้ที่สั่งใหม่นั้น

                               

หมวด 4
การร้องทุกข์
______

  มาตรา 21   ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอาจร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาได้   เมื่อเห็นว่าผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหรือสั่งลงทัณฑ์ในทางที่ผิด หรือไม่สมควร   หรือไม่เป็นธรรม หรือผิดกฎหมาย หรือแบบธรรมเนียมวินัยตำรวจก็ดี หรือ   เห็นว่าตนมิได้รับประโยชน์หรือสิทธิตามที่ควรจะได้รับในราชการก็ดี   คำร้องทุกข์นี้ ให้ทำเป็นคำชี้แจงแสดงเหตุผลที่อ้างให้ชัดเจน และให้ยื่น   ได้ในทางที่เป็นระเบียบไม่ก้าวก่าย   มาตรา 22   ตำรวจจะร้องทุกข์ได้แต่สำหรับตนเองเท่านั้น ห้ามมิให้   ร้องทุกข์แทนผู้อื่นเป็นอันขาด และห้ามมิให้ลงชื่อรวมกัน หรือเข้ามาร้องทุกข์   พร้อมกันหลายคน และห้ามมิให้ประชุมกันเพื่อหารือเรื่องจะร้องทุกข์   มาตรา 23   ห้ามมิให้ร้องทุกข์ในเวลาที่ตนกำลังเข้าแถว หรือใน   ขณะที่กำลังทำหน้าที่ราชการอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เวลาเป็นยาม เป็นเวร   ดังนี้เป็นต้น และห้ามมิให้ร้องทุกข์ก่อนเวลาล่วงไปแล้วยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่   ที่มีเหตุจะต้องร้องทุกข์นั้นเกิดขึ้น   มาตรา 24   ห้ามมิให้ร้องทุกข์ว่าผู้บังคับบัญชาลงทัณฑ์แรงเกินไป   ถ้าหากว่าผู้บังคับบัญชานั้นมิได้ลงทัณฑ์เกินอำนาจที่จะทำได้ตามความในหมวด 3   แห่งพระราชบัญญัตินี้

          มาตรา 25   ถ้าจะกล่าวโทษผู้ใด ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรง   ของผู้นั้น จะร้องทุกข์ด้วยวาจา หรือจะเขียนเป็นหนังสือก็ได้ ถ้าผู้ร้องทุกข์มา   ร้องทุกข์ด้วยวาจา ให้ผู้รับการร้องทุกข์จดข้อความสำคัญของเรื่องที่ร้องทุกข์นั้น   แล้วอ่านให้ผู้ร้องทุกข์ฟังตามที่จดไว้ และให้ผู้ร้องทุกข์ลงลายมือชื่อไว้เป็น   หลักฐานด้วย   ถ้าหากว่าผู้ร้องทุกข์ไม่ทราบชัดว่า ตนได้รับความเดือดร้อนจากผู้ใดแน่   ก็ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน เพื่อเสนอไปตามลำดับชั้นจนถึงที่สุด   คือ ผู้ที่จะสั่งการไต่สวนและแก้ความเดือดร้อนนั้นได้   มาตรา 26   ถ้าร้องทุกข์เป็นหนังสือแล้ว หนังสือนั้นต้องลงลายมือชื่อ   ของผู้ร้องทุกข์ คำร้องทุกข์ฉบับใดไม่มีลายมือชื่อของผู้ร้องผู้บังคับบัญชาไม่ต้อง   พิจารณา   มาตรา 27   เมื่อผู้ใดร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาตามระเบียบที่ว่านี้แล้ว   และเวลาล่วงพ้นไปสิบห้าวัน ยังไม่ได้รับชี้แจงประการใด ทั้งความเดือดร้อน   ก็ยังไม่ปลดเปลื้องไป ให้ร้องทุกข์ใหม่ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นสูงที่ถัดขึ้นไปเป็นลำดับอีก   และในการร้องทุกข์ครั้งนี้ให้ชี้แจงด้วยว่า ได้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นใดมาแล้ว   แต่เมื่อใด   มาตรา 28   ถ้าผู้บังคับบัญชาได้รับเรื่องร้องทุกข์เมื่อใด ต้องรีบไต่สวน   และแก้ไขความเดือดร้อน หรือชี้แจงให้ผู้ร้องทุกข์เข้าใจ จะเพิกเฉยเสียไม่ได้   เป็นอันขาด ผู้ใดเพิกเฉยนับว่ากระทำผิดต่อวินัยตำรวจ   มาตรา 29   ถ้าผู้บังคับบัญชาที่ได้รับคำร้องทุกข์ ได้ชี้แจงให้ผู้ร้องทุกข์   ทราบแล้ว แต่ผู้ร้องทุกข์ยังไม่หมดสงสัย ก็ให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือ   ขึ้นไปได้ แต่ต้องชี้แจงด้วยว่า ได้ร้องทุกข์นี้ต่อผู้ใดได้รับคำชี้แจงอย่างใดแล้วด้วย
  มาตรา 30   หากปรากฏชัดว่า ข้อความที่ร้องทุกข์เป็นความเท็จ หรือ   การร้องทุกข์นั้นกระทำไปโดยผิดระเบียบที่กล่าวมา ผู้ร้องทุกข์จะต้องมีความผิด   ฐานกระทำผิดต่อวินัยตำรวจ   มาตรา 31* ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีหน้าที่รักษาการ   ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการ   ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้   กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ *[ความในวรรคหนึ่งของมาตรา 31 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ   ว่าด้วยวินัยตำรวจแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477]   ประกาศมา ณ วันที่ 5 ตุลาคม พุทธศักราช 2477 เป็นปีที่ 10   ในรัชกาลปัจจุบัน


ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
นายพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมนตรี

ตางรางกำหนดอำนาจลงทัณฑ์ตำรวจ*

ผู้บังคับบัญชา

ผู้กระทำผิดวินัย

ทัณฑกรรม

กักยาม

กักขัง

จำขัง

อธิบดี

ผู้ช่วยผู้บัญชาการ

ผู้บังคับการ

รองผู้บังคับการ

ผู้กำกับการ

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

-

-

-

-

-

3 วัน

3 วัน

2 วัน

3 วัน

7 วัน

15 วัน

20 วัน

30 วัน

60 วัน

90 วัน

90 วัน

-

-

-

-

-

30 วัน

60 วัน

90 วัน

180 วัน

-

-

-

-

-

-

-

90 วัน

180 วัน

รองอธิบดี

ผู้ช่วยผู้บัญชาการ

ผู้บังคับการ

รองผู้บังคับการ

ผู้กำกับการ

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

-

-

-

-

-

3 วัน

3 วัน

2 วัน

3 วัน

5 วัน

10 วัน

15 วัน

20 วัน

40 วัน

90 วัน

90 วัน

-

-

-

-

-

20 วัน

45 วัน

90 วัน

180 วัน

-

-

-

-

-

-

-

90 วัน

180 วัน

ผู้บังคับบัญชา

ผู้กระทำผิดวินัย

ทัณฑกรรม

กักยาม

กักขัง

จำขัง

ผู้บังคับบัญชา

ผู้ช่วยผู้บัญชาการ

ผู้บังคับการ

รองผู้บังคับการ

ผู้กำกับการ

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

-

-

-

-

-

3 วัน

3 วัน

1 วัน

2 วัน

4 วัน

7 วัน

10 วัน

15 วัน

30 วัน

90 วัน

90 วัน

-

-

-

-

-

15 วัน

30 วัน

90 วัน

180 วัน

-

-

-

-

-

-

-

90 วัน

180 วัน

ผู้ช่วยผู้บัญชาการ

ผู้บังคับการ

รองผู้บังคับการ

ผู้กำกับการ

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

-

-

-

-

3 วัน

3 วัน

1 วัน

3 วัน

5 วัน

7 วัน

10 วัน

20 วัน

60 วัน

90 วัน

-

-

-

-

10 วัน

20 วัน

60 วัน

90 วัน

-

-

-

-

-

-

60 วัน

90 วัน

ผู้บังคับบัญชา

ผู้กระทำผิดวินัย

ทัณฑกรรม

กักยาม

กักขัง

จำขัง

ผู้บังคับการ

รองผู้บังคับการ

ผู้กำกับการ

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

-

-

-

3 วัน

3 วัน

2 วัน

3 วัน

5 วัน

7 วัน

15 วัน

60 วัน

90 วัน

-

-

-

7 วัน

15 วัน

60 วัน

90 วัน

-

-

-

-

-

60 วัน

90 วัน

รองผู้บังคับการ

ผู้กำกับการ

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

-

-

3 วัน

3 วัน

1 วัน

3 วัน

5 วัน

10 วัน

45 วัน

75 วัน

-

-

5 วัน

10 วัน

45 วัน

75 วัน

-

-

-

-

45 วัน

75 วัน

ผู้กำกับการ

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

-

3 วัน

3 วัน

1 วัน

3 วัน

7 วัน

45 วัน

75 วัน

-

-

7 วัน

45 วัน

75 วัน

-

-

-

45 วัน

75 วัน

ผู้บังคับบัญชา

ผู้กระทำผิดวินัย

ทัณฑกรรม

กักยาม

กักขัง

จำขัง

รองผู้กำกับการ

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

-

1 วัน

2 วัน

1 วัน

5 วัน

30 วัน

60 วัน

-

5 วัน

30 วัน

60 วัน

-

-

30 วัน

60 วัน

ผู้บังคับกอง

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

-

1 วัน

2 วัน

1 วัน

20 วัน

45 วัน

1 วัน

20 วัน

45 วัน

-

20 วัน

45 วัน

ผู้บังคับหมวด

ผู้บังคับหมู่

ลูกแถว

 

 

15 วัน

30 วัน

15 วัน

30 วัน

15 วัน

30 วัน

ผู้บังคับหมู่ที่เป็นหัวหน้าสถานี

ลูกแถว

 

3 ชั่วโมง

5 วัน

3 วัน

ผู้บังคับหมู่**

ลูกแถว

 

2 ชั่วโมง

3 วัน

-

  *[ความในตารางกำหนดอำนาจลงทัณฑ์ตำรวจข้างบนนี้ แก้ไขเพิ่มเติม   โดยมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2493   รก.21 พฤศจิกายน 2493]   *[ความในอันดับสุดท้ายของตารางกำหนดอำนาจลงทัณฑ์ตำรวจข้างบนนี้   เพิ่มความโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 7)   พ.ศ. 2497]

  คำอธิบาย   1. กำหนดอำนาจลงทัณฑ์ในตารางนี้ คือ กำหนดที่สูงสุด ผู้ลงทัณฑ์   จะสั่งเกินกำหนดนี้ไม่ได้ แต่ต่ำกว่านี้ได้   2. ทัณฑกรรมที่กำหนดไว้เป็นวัน ๆ หมายความว่าทำทัณฑกรรมทุก ๆ   วันจนกว่าจะครบกำหนด ในวันหนึ่งนั้น ผู้ที่สั่งลงทัณฑ์จะกำหนดทัณฑกรรมได้   ไม่เกินกว่าวันละหกชั่วโมง แต่ถ้าให้อยู่เวรยามในวันหนึ่งไม่เกินกำหนดเวลา   อยู่เวรยามตามปกติ ผู้จะสั่งลงทัณฑ์ทัณฑกรรมให้กำหนดโดยชัดเจนว่าทัณฑกรรม   กี่วัน และวันละเท่าใด   3. ทัณฑ์จำขัง ห้ามลงแก่ผู้ที่มียศชั้นจ่านายสิบตำรวจขึ้นไป   *[ตารางกำหนดอำนาจลงทัณฑ์ตำรวจ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ   (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2493]

  ____________________
  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจแก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2477 (มาตรา 5)

  มาตรา 5   ให้แก้ตารางกำหนดอำนาจลงทัณฑ์ตำรวจท้ายพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ   พุทธศักราช 2477 ดังนี้   คำว่า "รัฐมนตรีหรืออธิบดี" ในช่องผู้สั่งลงทัณฑ์ให้แก้เป็น รัฐมนตรี   ว่าการกระทรวงมหาดไทยหรืออธิบดีกรมตำรวจ   [รก.2478/-/113/28 เมษายน 2478]

  _____________________
  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2479 (มาตรา 3)

  มาตรา 3   ให้อธิบดีกรมตำรวจมีอำนาจสั่งนายสิบตำรวจ พลตำรวจ   ซึ่งมิใช่ผู้ที่อยู่ในระหว่างประจำการตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร   หรือข้าราชการพลเรือนชั้นจัตวาในกรมตำรวจ ออกจากราชการได้ตามเหตุที่   ระบุไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน   [รก.2480/-/105/12 เมษายน 2480]
  _____________________
  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 4) พุทธศักราช 2480

  [รก.2480/-/1985/30 มีนาคม 2480]

  ______________________
  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2493   [รก.2493/63/1051/21 พฤศจิกายน 2493]

  ______________________
  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 6) พุทธศักราช 2495 (มาตรา 3)

  มาตรา 3   ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 3)   พุทธศักราช 2479   [รก.2495/62/1230/7 ตุลาคม 2495]

  _______________________
  พระราชบัญญัติว่าด้วยวินัยตำรวจ (ฉบับที่ 7) พุทธศักราช 2497   หมายเหตุ:-   เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เดิมได้ให้   อำนาจนายสิบตำรวจลงทัณฑ์พลตำรวจได้เฉพาะนายสิบตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้ง   ให้มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าสถานีตำรวจเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ยากแก่การปกครอง   บังคับบัญชา สำหรับนายสิบตำรวจที่มีตำแหน่งผู้บังคับหมู่ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชา   โดยตรงของพลตำรวจ เพราะผู้บังคับหมู่มีแต่หน้าที่ปกครองบังคับบัญชาแต่ไม่มี   อำนาจลงทัณฑ์ การที่เป็นอยู่ดังนี้ย่อมทำให้พลตำรวจไม่สู้เกรงกลัวผู้บังคับหมู่   ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของตน เพื่อขจัดข้อบกพร่องในด้านการปกครอง

บังคับบัญชาดังกล่าวนั้น ทั้งจะทำให้การบังคับบัญชาและสั่งการได้ดำเนินไป   โดยรวดเร็วและรัดกุมยิ่งขึ้น   จึงสมควรที่จะได้ให้อำนาจแก่ผู้บังคับหมู่ที่เป็น   ผู้บังคับบัญชาของพลตำรวจมีอำนาจลงทัณฑ์พลตำรวจในบังคับบัญชาของตนได้   [รก.2497/16/494/9 มีนาคม 2497]

กฎหมายไทย - พระราชบัญญัต

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook