|
|
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูประบบสถาบัน
การเงิน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้
ดังต่อไปนี้ มาตรา 2* พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป *[รก.2540/60 ก./1/24 ตุลาคม 2540] มาตรา 2 ทวิ* พระราชกำหนดนี้เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิ ในทรัพย์สินของบุคคลซึ่งตราขึ้นโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 48 ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย *[มาตรา 2 ทวิ เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541] มาตรา 3 ในพระราชกำหนดนี้
"องค์การ" หมายความว่า
องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบัน
การเงิน "สถาบันการเงิน"
หมายความว่า มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตามพระราช กำหนดนี้ หมวด 1 มาตรา 5 ให้จัดตั้งองค์การของรัฐขึ้นเรียกว่า องค์การเพื่อการ ปฏิรูประบบสถาบันการเงิน เรียกโดยย่อว่า ปรส. และให้เป็นนิติบุคคล มาตรา 6 ให้องค์การตั้งสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร มาตรา 7
ให้องค์การมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินการกับบริษัทเงินทุน
และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการคลังลงวันที่ 26
มิถุนายน พ.ศ. 2540 และวันที่ 5 สิงหาคม
พ.ศ. 2540
ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบ
ธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
ดังต่อไปนี้ มาตรา 8
ให้องค์การมีอำนาจกระทำการต่าง
ๆ ภายในขอบ
วัตถุประสงค์ขององค์การตามมาตรา
7 อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง มาตรา 9 ทุนขององค์การประกอบด้วย
มาตรา 10 ให้กำหนดทุนประเดิมขององค์การเป็นจำนวนห้าร้อย ล้านบาท และองค์การจะได้รับเงินจำนวนนี้เป็นการอุดหนุนจากรัฐบาล ในแต่ละงวดการบัญชีหากปรากฏว่าองค์การมีผลขาดทุน ให้รัฐบาล ช่วยเหลือทางการเงินแก่องค์การตามควรแก่กรณี ส่วนที่ 2 มาตรา 11 ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการองค์การ เพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน ประกอบด้วย ประธานกรรมการคนหนึ่ง ผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้แทนกระทรวงการคลัง และกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนสองคน เป็นกรรมการ และเลขาธิการเป็นกรรมการและ เลขานุการ ให้รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากผู้ทรงคุณวุฒิภาคเอกชน มิให้นำมาตรา 5 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับ กรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2518 มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรา 12
ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
ต้องห้ามมิให้
เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มาตรา 13 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี ในกรณีที่มีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ ให้ผู้ได้รับ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่ง ได้รับแต่งตั้งไว้แล้ว เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง หากยังมิได้มีการแต่งตั้ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นใหม่ ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้น อยู่ในตำแหน่ง เพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับ หน้าที่ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้ แต่ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน มาตรา 14
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา
13
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อ มาตรา 15 การประชุมคณะกรรมการองค์การต้องมีกรรมการ มา ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการ คนหนึ่งเป็นประธานในที่ประชุม การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก กรรมการคนหนึ่ง ให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุม ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด กรรมการผู้ใดมีส่วนได้เสียเป็นการส่วนตัวในเรื่องใด ห้ามมิให้เข้า ร่วมพิจารณาและออกเสียงลงคะแนนในเรื่องนั้น มาตรา 16
คณะกรรมการองค์การมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและ
ควบคุมดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการขององค์การภายในขอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา
7
อำนาจหน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
มาตรา 17 ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งและถอดถอนเลขาธิการโดยความ เห็นชอบของคณะรัฐมนตรี เลขาธิการต้องสามารถปฏิบัติงานเต็มเวลาให้แก่องค์การ และ ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 12 มิให้นำมาตรา 9 (2) แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับ กรรมการและพนักงานรัฐวิสหากิจ พ.ศ. 2518 มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ มาตรา 18 เลขาธิการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการขององค์การ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ขององค์การ และตามนโยบายหรือ ข้อบังคับที่คณะกรรมการองค์การกำหนด ในกิจการขององค์การที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็น ผู้แทนขององค์การ และเพื่อการนี้เลขาธิการจะมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใด กระทำกิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้ แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการ องค์การกำหนด มาตรา 19 ให้กรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่รัฐมนตรี กำหนด มาตรา 20 เงินขององค์การให้นำมาใช้จ่ายได้เฉพาะเพื่อดำเนินการ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ขององค์การ และเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารงานของ องค์การตามที่คณะกรรมการองค์การกำหนด รวมทั้งค่าตอบแทนต่าง ๆ ตามหมวดนี้ หมวด 2 มาตรา 21 ให้องค์การมีหน้าที่ดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัท ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามบทบัญญัติในหมวดนี้ มาตรา 22 ให้บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการเสนอแผนเพื่อ แก้ไขฟื้นฟูฐานะต่อคณะกรรมการองค์การเพื่อขอความเห็นชอบ มาตรา 23
เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับ
การดำเนินกิจการ การอนุญาต
หรือการผ่อนผัน
ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบ
ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
ในเรื่องดังต่อไปนี้
แล้วแต่กรณี
ให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการองค์การ
มาตรา 24 ให้คณะกรรมการองค์การพิจารณาแผนแก้ไขฟื้นฟูฐานะ ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ และให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ โดยไม่ชักช้า ในการพิจารณาเพื่อให้ความเห็นชอบแผนเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูฐานะของ บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ให้คณะกรรมการองค์การพิจารณาด้วยว่าบริษัท ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการจะดำรงเงินกองทุนเป็นอัตราส่วนกับสินทรัพย์ หนี้สิน หรือภาระผูกพันเพียงพอที่จะดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการองค์การ ประกาศกำหนด และได้แสดงว่ามีความสามารถและความผูกพันที่จะดำรงอัตราส่วน เงินกองทุนดังกล่าวภายในช่วงเวลาสามปี ในการให้ความเห็นชอบแผนตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการองค์การจะ กำหนดระยะเวลาและเงื่อนไขใด ๆ ให้บริษัทนั้นต้องปฏิบัติด้วยก็ได้ มาตรา 25
เพื่อประโยชน์แก่การแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับ
การดำเนินกิจการ
คณะกรรมการองค์การมีอำนาจสั่งให้บริษัทนั้นลดทุน
เพิ่มทุน จัดสรรหุ้นเพิ่มทุน
ปรับปรุงแก้ไขการบริหารงาน
ถอดถอนและตั้งกรรมการผู้บริหาร
หรือผู้มีอำนาจในการจัดการของบริษัท
หรือสั่งให้ดำเนินการควบกิจการหรือโอน
หรือรับโอนกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนกับสถาบันการเงินอื่น
หรือสั่งให้โอนสิทธิตาม
สัญญาและหลักประกัน
หรือโอนทรัพย์สิน หรือสั่งการใด
ๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไข
ฟื้นฟูฐานะ
โดยจะกำหนดระยะเวลาดำเนินการและกำหนดเงื่อนไขใดด้วยก็ได้
ทั้งนี้
ให้ถือว่าคำสั่งของคณะกรรมการองค์การดังกล่าวเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
ในกรณีที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการต้องดำเนินการตามคำสั่ง
ของคณะกรรมการองค์การตามวรรคหนึ่ง
ให้บริษัทนั้นและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้อง
ได้รับยกเว้นการใช้บังคับบทบัญญัติดังต่อไปนี้ในระหว่างเวลาตั้งแต่คณะกรรมการ
องค์การให้ความเห็นชอบแผนแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทจนถึงวันถึงที่สุดแห่งการชำระ
บัญชีองค์การตามมาตรา 43 มาตรา 26 ห้ามมิให้บุคคลใดฟ้องบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ และสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องเป็นคดีล้มละลายในระหว่างดำเนินการตามแผนเพื่อ การแก้ไขฟื้นฟูที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการองค์การ มาตรา 27 การโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของบริษัทที่ ถูกระงับการดำเนินกิจการไปยังสถาบันการเงินอื่น ให้กระทำได้โดยไม่ต้องบอกกล่าว การโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา 306 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่ไม่ กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา 308 วรรคสอง แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 28 ให้คณะกรรมการองค์การมีอำนาจสั่งให้กรรมการ พนักงาน หรือลูกจ้างของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ผู้สอบบัญชีของบริษัท และผู้รวบรวมหรือประมวลผลของบริษัทดังกล่าวด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์หรือด้วย เครื่องมืออื่นใด มาให้ถ้อยคำหรือส่งสำเนาหรือแสดงสมุดบัญชี เอกสาร ดวงตรา หรือหลักฐานอันเกี่ยวกับกิจการ สินทรัพย์ และหนี้สินของบริษัทนั้น มาตรา 29 ในกรณีที่คณะกรรมการองค์การเห็นว่า บริษัทที่ถูกระงับ การดำเนินกิจการซึ่งองค์การเข้าแก้ไขฟื้นฟูฐานะ ได้ดำเนินการตามแผนเพื่อแก้ไข ฟื้นฟูฐานะจนสามารถจะดำเนินกิจการของตนเองต่อไปได้ หรือควบกิจการ หรือ โอนกิจการกับสถาบันการเงินอื่นตามแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะ ให้คณะกรรมการ องค์การรายงานรัฐมนตรีทราบ ในกรณีที่คณะกรรมการองค์การเห็นว่า บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ สามารถจะดำเนินกิจการของตนต่อไปได้ ถ้ารัฐมนตรีโดยคำแนะนำของ ธนาคารแห่งประเทศไทยเห็นว่าควรอนุญาตให้บริษัทดังกล่าวดำเนินกิจการต่อไปได้ ให้มีคำสั่งอนุญาตให้บริษัทนั้นดำเนินกิจการได้ เมื่อบริษัทตามวรรคหนึ่งเปิดดำเนินกิจการตามปกติแล้ว หรือควบกิจการ หรือโอนกิจการกับสถาบันการเงินอื่นแล้ว อำนาจหน้าที่ขององค์การเป็นอันสิ้นสุดลง มาตรา 30 ในกรณีที่คณะกรรมการองค์การเห็นว่า บริษัทที่ถูกระงับ การดำเนินกิจการใดไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟูฐานะหรือการดำเนินงานได้ ให้รายงาน รัฐมนตรีทราบ และให้คณะกรรมการองค์การมีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการอื่นอีกไม่น้อยกว่าสองคนมีอำนาจเข้าดำเนินการแทน บริษัทนั้นได้ทุกประการและทำการชำระบัญชีบริษัท กับให้ประธานกรรมการเป็นผู้แทน ของบริษัทนั้นโดยให้ถือว่าเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น เมื่อมีการแต่งตั้งคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง ให้เลขาธิการแจ้งเป็นหนังสือ ให้บริษัทนั้นทราบและให้กรรมการของบริษัทนั้นพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ โดย ให้ถือว่าเป็นมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น และให้ปิดประกาศการแต่งตั้งคณะกรรมการไว้ในที่ เปิดเผย ณ สำนักงานของบริษัทนั้น กับทั้งให้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและใน หนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับ ประธานกรรมการอาจมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคนหรือ บุคคลอื่นใดปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่งแทนบริษัทนั้นหรือคณะกรรมการได้ ในการดำเนินงานของคณะกรรมการตามวรรคหนึ่ง การใดที่บทบัญญัติ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยบริษัทจำกัด หรือกฎหมายว่าด้วยบริษัท มหาชนจำกัด กำหนดอำนาจและหน้าที่ให้เป็นของที่ประชุมใหญ่ ให้เป็นอำนาจและ หน้าที่ของรัฐมนตรี การขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีของบริษัทนั้นให้เปิดประมูลโดยเปิดเผย หรือแข่งขันราคาตามวิธีการที่คณะกรรมการกำหนด และให้องค์การได้รับ ค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละหนึ่งของราคาที่ขายได้ การชำระบัญชีของบริษัท ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี และการใดที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของ รัฐมนตรี มาตรา 30 ทวิ*
ในการขายทรัพย์สินเพื่อชำระบัญชีบริษัทที่ถูกระงับ
การดำเนินกิจการตามมาตรา 30
ให้องค์การดำเนินการประกาศรายการพร้อมด้วย
รายละเอียดตามสมควรของทรัพย์สินที่จะขาย
วัน เวลา และสถานที่ที่จะขาย
ทรัพย์สินนั้นล่วงหน้าก่อนกำหนดวันขายไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน
โดยปิดประกาศรายการ
และรายละเอียดไว้ในที่เปิดเผย ณ
สำนักงานขององค์การ
โฆษณาในระบบเครือข่าย
คอมพิวเตอร์
และโฆษณาในหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อยหนึ่งฉบับเป็นระยะเวลา
ไม่น้อยกว่าสามวัน
การประกาศตามวรรคหนึ่ง
ให้ถือเป็นการบอกกล่าวการโอนทรัพย์สินแก่ลูกหนี้
บุคคลภายนอกที่ได้ให้ประกันหนี้เดิม
และบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่จะขาย
ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมีข้อต่อสู้เกี่ยวกับทรัพย์สินที่จะขายนั้น
ให้ยื่นคำค้าน
โดยชี้แจงเหตุผลและหลักฐานที่เกี่ยวข้องต่อคณะกรรมการตามมาตรา
30 ก่อนกำหนด
วันขายทรัพย์สินไม่น้อยกว่าสามวันทำการ
หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้ว
มิได้
ยื่นคำคัดค้านการขายทรัพย์สินนั้น
ให้ถือว่าลูกหนี้บุคคลภายนอกที่ได้ให้ประกันหนี้เดิม
และบุคคลซึ่งมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่จะขายได้ให้ความยินยอมกับการโอนทรัพย์สิน
ที่จะขายนั้นแล้ว
เมื่อคณะกรรมการตามมาตรา 30
ได้รับคำคัดค้านตามวรรคสองแล้ว
ให้จัดทำความเห็นพร้อมด้วยเหตุผลเสนอให้คณะกรรมการองค์การพิจารณาวินิจฉัย
ถ้าคณะกรรมการองค์การเห็นว่าคำคัดค้านมีเหตุอันสมควรก็ให้ยุติการขายทรัพย์สินนั้น
ไว้ก่อนจนกว่าจะมีการพิสูจน์สิทธิในทรัพย์สินนั้นเสร็จสิ้น
ถ้าเห็นว่าไม่มีเหตุอันสมควร
ก็ให้ยกคำคัดค้านพร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบและดำเนินการขายทรัพย์สินนั้นต่อไป
แต่ทั้งนี้ไม่ตัดสิทธิผู้เสียหายเพราะการนั้นที่จะใช้สิทธิเรียกร้องตามมาตรา
30 จัตวา *[มาตรา 30 ทวิ
เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดฯ
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541] มาตรา 30 ตรี*
ในกรณีที่มีการโอนทรัพย์สินที่ได้ตามวิธีการที่กำหนดไว้
ในมาตรา 30 ทวิ แล้ว มาตรา 30 จัตวา* การเพิกถอนการโอนทรัพย์สินที่ได้ขายตามวิธีการที่ กำหนดไว้ในมาตรา 30 ทวิ จะกระทำมิได้ ผู้เสียหายจากการขายทรัพย์สินซึ่งคณะกรรมการองค์การได้ยกคำคัดค้าน ตามมาตรา 30 ทวิ วรรคสาม มีสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายจากรายได้ทั้งปวง ที่ได้จากการขายทรัพย์สินของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการนั้นได้ การเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหายตามวรรคสอง ให้ผู้เสียหายยื่นคำขอต่อองค์การ การภายในกำหนดระยะเวลาสองเดือนนับแต่วันที่ได้มีการขายทรัพย์สินนั้น หากพ้นกำหนดระยะเวลาดังกล่าวแล้วมิได้ยื่นคำขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย ให้ถือว่าผู้นั้น สละสิทธิเรียกร้องให้ชดใช้ค่าเสียหาย หลักเกณฑ์และวิธีการยื่นคำขอและการพิจารณาคำขอตามวรรคสาม ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการองค์การกำหนด ในกรณีที่ผู้ยื่นคำขอไม่เห็นด้วยกับผล การพิจารณาคำขอ ให้มีสิทธิเสนอคดีต่อศาลได้ภายในกำหนดระยะเวลาสามเดือน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งผลการพิจารณา *[มาตรา 30 จัตวา เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดฯ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541] มาตรา 31 เมื่องค์การประสงค์จะขอทราบกิจการของสถาบันการเงิน เพื่อปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้ ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการ กำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเปิดเผยกิจการของสถาบัน การเงินดังกล่าวให้แก่องค์การได้ และมิให้นำมาตรา 46 สัตต แห่งพระราชบัญญัติ การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 และมาตรา 77 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบ ธุรกิจเงินทุนธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ พ.ศ. 2522 แล้วแต่กรณี มาใช้บังคับ มาตรา 32
ในการดำเนินการเพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะของบริษัทที่ถูกระงับ
การดำเนินกิจการใด
องค์การจะขอให้กองทุนเข้าถือหุ้นของบริษัทนั้นได้เฉพาะเพื่อ
เป็นการรักษาเสถียรภาพของระบบการชำระเงิน
และบริษัทนั้นได้ตัดส่วนสูญเสียของ
กิจการออกจากบัญชีโดยการลดทุนแล้ว
และไม่สามารถจำหน่ายหุ้นได้ภายในเวลา
อันควร
เพื่อประโยชน์ในการแก้ไขฟื้นฟูฐานะ
องค์การจะขอให้กองทุนเข้าถือหุ้น
ของบริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการได้เฉพาะในกรณีต่อไปนี้
มาตรา 33 ในกรณีที่กองทุนจะต้องเข้าไปช่วยเหลือทางการเงินใน บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามที่คณะกรรมการองค์การร้องขอและได้รับ ความเสียหาย ให้รัฐบาลช่วยเหลือทางการเงินแก่กองทุนตามควรแก่กรณี หมวด
3 มาตรา 34 ให้องค์การวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีอันถูกต้องและ จัดให้มีระบบการควบคุมและตรวจสอบภายใน มาตรา 35 ให้องค์การจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรขาดทุนทุกงวดหกเดือน มาตรา 36 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินหรือบุคคลอื่น ตามแต่จะเห็นสมควรเป็นผู้สอบบัญชีขององค์การ ทำการตรวจสอบบัญชีรวมทั้ง การเงินทุกประเภททุกหกเดือน มาตรา 37 ให้องค์การรายงานกิจการ งบดุล บัญชีกำไรและขาดทุน ซึ่งผู้สอบบัญชีตามมาตรา 36 ได้รับรองแล้วต่อรัฐมนตรีภายในสามเดือน นับแต่วัน สิ้นงวดการบัญชีเพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ และให้รัฐมนตรีประกาศรายงาน งบดุลและบัญชีดังกล่าวโดยเปิดเผย มาตรา 38 ในกรณีที่องค์การขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้ ที่องค์การกู้ยืมเงินจากแหล่งให้กู้ยืมในหรือนอกราชอาณาจักร ให้กระทรวงการคลัง มีอำนาจค้ำประกันเงินกู้นั้นได้ แต่จำนวนเงินกู้ที่จะค้ำประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้ที่ การค้ำประกันของกระทรวงการคลังยังค้างอยู่ต้องไม่เกินสิบสองเท่าของเงินกองทุน ขององค์การเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกันตามอำนาจ ที่มีอยู่ในกฎหมายใด การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อทราบยอดรวมของเงินกู้ ตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดไว้ในวันทำสัญญา หมวด 4 มาตรา 39
ผู้ใดล่วงรู้กิจการของสถาบันการเงินใดเนื่องจากการปฏิบัติ
ตามอำนาจและหน้าที่ที่กำหนดในพระราชกำหนดนี้อันเป็นกิจการที่ตามปกติ
พึงสงวนไว้ไม่เปิดเผย
แล้วนำไปเปิดเผยแก่บุคคลอื่นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
หนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ความในวรรคหนึ่ง
มิให้นำมาใช้บังคับแก่การเปิดเผยในกรณี
ดังต่อไปนี้ มาตรา 40 บุคคลใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการองค์การ ตามมาตรา 28 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละ สามพันบาทตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่ หรือจนกว่าจะปฏิบัติได้ถูกต้อง หมวด 5 มาตรา 42 เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติให้ยุบเลิกองค์การแล้วให้ดำเนินการชำระบัญชี โดยให้รัฐมนตรีแต่งตั้งบุคคลขึ้นคณะหนึ่งเป็นคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีขององค์การ การชำระบัญชีองค์การให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ว่าด้วยการชำระบัญชีบริษัทจำกัดมาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 43 เมื่อคณะกรรมการผู้ชำระบัญชีได้ดำเนินการชำระบัญชี เสร็จสิ้นแล้ว ให้คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีรายงานการชำระบัญชีต่อรัฐมนตรีเพื่อ อนุมัติและเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป และให้ถือวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชีและ วันยุบเลิกองค์การ บรรดาทรัพย์สินขององค์การที่ยังคงเหลืออยู่ให้จัดโอนให้แก่กระทรวง การคลังภายหลังวันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ให้คณะกรรมการผู้ชำระบัญชีมอบสมุด บัญชี และเอกสารทั้งหมดของ องค์การให้แก่กระทรวงการคลังภายในสิบสี่วันนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี และให้กระทรวงการคลังรักษาไว้สิบปีนับแต่วันดังกล่าว สมุด บัญชี และเอกสารตามวรรคสามให้เปิดเผยแก่ผู้มีส่วนได้เสียตรวจดู ได้โดยไม่ต้องเรียกค่าธรรมเนียม บทเฉพาะกาล มาตรา 44 บรรดาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่รัฐมนตรี ธนาคารแห่ง ประเทศไทยหรือคณะกรรมการกำกับการควบหรือโอนกิจการของสถาบันการเงิน ซึ่งแต่งตั้งตามคำสั่งของกระทรวงการคลังกำหนดไว้สำหรับบริษัทที่ถูกระงับการ ดำเนินกิจการยังคงใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง บรรดาแผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนินกิจการ ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับการควบหรือโอนกิจการของสถาบันการเงิน ให้ถือเป็น แผนเพื่อแก้ไขฟื้นฟูฐานะตามมาตรา 22 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ หมายเหตุ:
--------------------------------------------------- พระราชกำหนดการปฏิรูปสถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541 มาตรา 5 นับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ดอกเบี้ยหรือ เงินค่าป่วยการอื่นแทนดอกเบี้ยอันเกิดจากหนี้ที่บริษัทที่ถูกระงับการดำเนิน กิจการตามมาตรา 30 ได้ก่อขึ้น มิให้ถือว่าเป็นหนี้ที่จะขอชำระได้ หมายเหตุ: [รก.2541/29ก./1/22 พฤษภาคม 2541] |