ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2540
เป็นปีที่ 52 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราช โองการโปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยบรรษัทบริหารสินทรัพย์
สถาบันการเงิน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 218
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1 พระราชกำหนดนี้เรียกว่า
"พระราชกำหนดบรรษัทบริหาร
สินทรัพย์สถาบันการเงิน พ.ศ. 2540"
- มาตรา 2*
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2540/60ก/14/24 ตุลาคม 2540]
- มาตรา 3 ในพระราชกำหนดนี้
- "บรรษัท" หมายความว่า
บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
- "สถาบันการเงิน" หมายความว่า
- (1)
ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
- (2) บริษัทเงินทุน
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์
ตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิต ฟองซิเอร์
- "กองทุน" หมายความว่า
กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบัน
การเงินตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารแห่งประเทศไทย
- "องค์การ" หมายความว่า
องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
- "อบส." หมายความว่า
องค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
พ.ศ. 2540
- "เงินกองทุน" หมายความว่า
ทุนประเดิมของบรรษัทตามมาตรา 9
เงินที่ได้จากการเพิ่มทุนตามมาตรา
10
เงินสำรองและกำไรสุทธิคงเหลือหลังจาก
การจัดสรรแล้ว ทั้งนี้
เมื่อหักผลขาดทุนที่เกิดขึ้นในทุกงวดการบัญชีออกแล้ว
- "คณะกรรมการ" หมายความว่า
คณะกรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์
สถาบันการเงิน
- "กรรมการ" หมายความว่า
กรรมการบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน
การเงิน
- "ผู้จัดการ" หมายความว่า
ผู้จัดการบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
- "รัฐมนตรี" หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้
- มาตรา 4
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรักษาการตาม
พระราชกำหนดนี้
หมวด 1
การจัดตั้งและเงินทุน
_______
- มาตรา 5
ให้จัดตั้งบรรษัทขึ้นเรียกว่า
บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน
การเงิน เรียกโดยย่อว่า บบส.
และให้เป็นนิติบุคคล
- มาตรา 6
ให้บรรษัทตั้งสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานคร
- มาตรา 7
วัตถุประสงค์ของบรรษัทมีดังต่อไปนี้
- (1)
ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ทุกประเภทของบริษัท
เงินทุนและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ที่ถูกระงับการดำเนินกิจการตามคำสั่งของรัฐมนตรี
ว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 26
มิถุนายน พ.ศ. 2540 และวันที่ 5 สิงหาคม
พ.ศ. 2540
ซึ่งสั่งโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน
ธุรกิจหลักทรัพย์
และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
ที่องค์การเห็นว่าไม่อาจแก้ไขหรือฟื้นฟู
ฐานะหรือการดำเนินการได้
หรือที่ อบส. เป็นผู้จำหน่าย
รวมตลอดจนหลักประกัน
ของสินทรัพย์นั้นเพื่อนำมาบริหารและจำหน่ายจ่ายโอนต่อไป
- (2)
ประกอบธุรกิจรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่มีการค้าง
ชำระดอกเบี้ยตั้งแต่สามเดือนขึ้นไปของสถาบันการเงินอื่นที่กองทุนเข้าถือหุ้นและ
มีอำนาจในการจัดการ
- มาตรา 8
ให้บรรษัทมีอำนาจกระทำกิจการต่าง
ๆ ภายในขอบ
วัตถุประสงค์ของบรรษัทตามมาตรา 7
อำนาจเช่นว่านี้ให้รวมถึง
- (1)
ถือกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิครอบครองหรือมีทรัพยสิทธิต่าง
ๆ สร้าง ซื้อ จัดหา ขาย จำหน่าย
เช่า ให้เช่า เช่าซื้อ
ให้เช่าซื้อ ยืม ให้ยืม รับจำนำ
รับจำนอง แลกเปลี่ยน โอน รับโอน
หรือดำเนินการใด ๆ
เกี่ยวกับทรัพย์สินทั้งใน
และนอกราชอาณาจักร
ตลอดจนรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มอบให้
- (2) ค้ำประกันหรือรับรอง รับอาวัล
หรือสอดเข้าแก้หน้าในตั๋วเงิน
- (3) เรียกเก็บดอกเบี้ย ส่วนลด
ค่าธรรมเนียม และค่าบริการทาง
การเงินอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
- (4)
กู้หรือยืมเงินในหรือนอกราชอาณาจักร
- (4 ทวิ)* ให้กู้แก่ลูกหนี้ของ อบส.
บริษัทเงินทุน
บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์
และสถาบันการเงินอื่นตามมาตรา 7
- (5) ออกหุ้นกู้ ตั๋วเงิน
หรือตราสารแห่งหนี้
- (6) ลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐบาล
หรือองค์การของรัฐ
หรือรัฐวิสาหกิจ
- (7)
มีเงินฝากไว้ในสถาบันการเงินตามที่คณะกรรมการเห็นว่าจำเป็น
และสมควร
- (8)
กระทำการอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับหรือเนื่องในการจัดการให้สำเร็จ
ตามวัตถุประสงค์ของบรรษัท *
- [(4 ทวิ)
เพิ่มความโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบัน
การเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 9
ให้กำหนดทุนของบรรษัทเป็นจำนวนหุ้นสามัญสิบล้านหุ้นมี
มูลค่าหุ้นละหนึ่งร้อยบาทรวมเป็นทุนหนึ่งพันล้านบาท
โดยบรรษัทจะได้รับทุนประเดิม
จำนวนนี้จากรัฐบาล
และให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้น
- มาตรา 10
เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์
บรรษัทอาจเพิ่มทุนได้
- การเพิ่มทุนของบรรษัทให้ทำได้โดยการออกหุ้นใหม่
ทั้งนี้ โดยอนุมัติ
ของคณะรัฐมนตรี
- ให้บรรษัทเสนอต่อประชาชนหรือบุคคลใด
ๆ ตามแต่บรรษัทจะกำหนด
ให้เข้าชื่อซื้อหุ้นที่ระบุในวรรคสอง
ตามเวลา
วิธีการและจำนวนที่บรรษัทกำหนด
และให้บรรษัทจัดออกหุ้นเหล่านั้นได้
- เพื่อประโยชน์ในการเสนอขายหุ้นตามวรรคสาม
บรรษัทอาจเปลี่ยน
มูลค่าหุ้นและจำนวนหุ้นได้ตามที่เห็นสมควร
- *[มาตรา 10
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์
สถาบันการเงิน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541]
- มาตรา 11
เงินที่ใช้หมุนเวียนในการดำเนินกิจการประกอบด้วย
- (1) เงินกองทุนของบรรษัท
- (2)
เงินกู้ยืมจากในและนอกราชอาณาจักร
- (3) รายได้ของบรรษัท
- (4) เงินที่มีผู้มอบให้
หมวด
2
คณะกรรมการและการจัดการ
______
- มาตรา 12
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า
คณะกรรมการ
บรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
ประกอบด้วยประธานกรรมการคนหนึ่ง
และกรรมการอื่นอีกหกคนซึ่งรัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้งโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี
และผู้จัดการเป็นกรรมการและเลขานุการ
- ในกรณีที่มีการนำหุ้นออกขายแก่ประชาชนหรือบุคคลใด
ๆ ให้มีการ
เปลี่ยนแปลงกรรมการตามมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น
- มิให้นำมาตรา 5 (2)
แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับ
กรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
พ.ศ. 2518
มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง
ประธานกรรมการ และกรรมการอื่น
- มาตรา 13
ผู้มีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
ต้องห้ามมิให้ เป็นกรรมการ
- (1) เป็นหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลาย
- (2)
เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่
เป็นโทษสำหรับความผิดได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- (3) เป็นข้าราชการการเมือง
ที่ปรึกษาพรรคการเมือง กรรมการ
บริหารพรรคการเมือง
หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
- (4)
เป็นกรรมการหรือผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจในการจัดการของ
สถาบันการเงิน
- (5)
เป็นหรือเคยเป็นลูกหนี้ด้อยคุณภาพของสถาบันการเงินตาม
หลักเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้กำหนดไว้
- มาตรา 14
กรรมการมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสามปี
- ในกรณีที่กรรมการพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระ
ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งให้
ดำรงตำแหน่งแทนอยู่ในตำแหน่งเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งได้รับ
แต่งตั้งไว้แล้ว
- เมื่อครบกำหนดตามวาระดังกล่าวในวรรคหนึ่ง
หากยังมิได้มีการ
แต่งตั้งกรรมการขึ้นใหม่
ให้กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระนั้นอยู่ในตำแหน่ง
เพื่อดำเนินงานต่อไปจนกว่ากรรมการซึ่งได้รับแต่งตั้งใหม่เข้ารับหน้าที่
- กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งตามวาระอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้แต่
ไม่เกินสองวาระติดต่อกัน
- มาตรา 15
นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระตามมาตรา
14 กรรมการพ้นจากตำแหน่งเมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3)
รัฐมนตรีให้ออกเพราะบกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่
หรือหย่อน ความสามารถ
- (4) เป็นบุคคลล้มละลาย
- (5)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
- (6)
ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษ
สำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- มาตรา 16
การประชุมคณะกรรมการต้องมีกรรมการมาประชุม
ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธาน
กรรมการไม่อยู่ในที่ประชุม
ให้กรรมการที่มาประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งเป็น
ประธานในที่ประชุม
- การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
กรรมการคนหนึ่ง
ให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานในที่ประชุม
ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
- มาตรา 17
คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่วางนโยบายและควบคุม
ดูแลโดยทั่วไปซึ่งกิจการของบรรษัทภายในกรอบวัตถุประสงค์ตามมาตรา
7 อำนาจ
หน้าที่เช่นว่านี้ให้รวมถึง
- (1)
กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล
เงินตอบแทน และค่าใช้จ่าย
- (2)
กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง
การเงิน ทรัพย์สิน และการบัญชี
รวมทั้งการตรวจสอบและสอบบัญชีภายใน
- (3)
กำหนดข้อบังคับเกี่ยวกับการบริหารงานและการดำเนินกิจการ
- (4)
ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการประเมินราคาสินทรัพย์
และหลักประกันที่บรรษัทจะรับซื้อหรือรับโอน
- (5)
พิจารณาให้ความเห็นชอบงบประมาณของบรรษัท
- มาตรา 18
คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการ
ด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรี
- ผู้จัดการต้องสามารถปฏิบัติงานเต็มเวลาให้แก่บรรษัทและไม่มี
ลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 13
- การแต่งตั้งและถอดถอนผู้จัดการตามวรรคหนึ่งต้องประกอบด้วย
คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของกรรมการทั้งหมด
- มิให้นำมาตรา 9 (2)
แห่งพระราชบัญญัติคุณสมบัติมาตรฐานสำหรับ
กรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ
พ.ศ. 2518
มาใช้บังคับกับการดำรงตำแหน่ง
ผู้จัดการ
- มาตรา 19
ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ดำเนินกิจการของบรรษัทให้
เป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของบรรษัท
และตามนโยบายหรือข้อบังคับ
ที่คณะกรรมการกำหนด
- ในกิจการของบรรษัทที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
ให้ผู้จัดการเป็นผู้แทน
ของบรรษัท
และเพื่อการนี้ผู้จัดการจะมอบอำนาจให้ตัวแทนหรือบุคคลใดกระทำ
กิจการเฉพาะอย่างแทนก็ได้
แต่ต้องเป็นไปตามข้อบังคับที่คณะกรรมการกำหนด
- มาตรา 20
ให้กรรมการได้รับประโยชน์ตอบแทนตามที่รัฐมนตรี
กำหนด
- มาตรา 21
ในการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน
บรรษัทอาจจัดให้มีการประเมินราคาสินทรัพย์นั้นโดยนิติบุคคลซึ่งประกอบธุรกิจการ
ประเมินราคาอิสระหรือผู้มีวิชาชีพที่ปรึกษาทางการเงิน
ในการนี้ให้คำนึงถึงกระแส
รายรับที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
และการรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ดังกล่าวต้อง
ไม่เกินราคาตลาดหรือราคาประเมินกลาง
- มาตรา 22
การโอนและการรับโอนสินทรัพย์
ตลอดจนสิทธิจำนอง สิทธิจำนำ
หรือหลักประกันอย่างอื่น
ให้บรรษัทและบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับยกเว้น
ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ
ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องบรรดาที่เกิดขึ้นเนื่องในการโอนและ
รับโอนสินทรัพย์หรือหลักประกันของสินทรัพย์ดังกล่าว
- มาตรา 23
การโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือบางส่วนของสถาบัน
การเงิน องค์การหรือ อบส.
ไปยังบรรษัท
และการโอนสิทธิเรียกร้องทั้งหมดหรือ
บางส่วนของบรรษัทไปยังสถาบันการเงิน
องค์การ หรือ อบส.
ให้กระทำได้โดยไม่ต้อง
บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ตามมาตรา
306
แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
แต่ไม่กระทบกระเทือนสิทธิของลูกหนี้ที่จะยกข้อต่อสู้ตามมาตรา
308 วรรคสอง แห่ง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
หมวด 3
การกำกับ การดำเนินงาน
และการควบคุม
_______
- มาตรา 24
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งกิจการของ
บรรษัท
เพื่อการนี้จะสั่งให้บรรษัทชี้แจงข้อเท็จจริง
แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน
ตลอดจนสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการดำเนินงานได้
- มาตรา 25
ในกรณีที่บรรษัทขอให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้
ที่บรรษัทกู้ยืมเงินจากแหล่งให้กู้ยืมในหรือนอกราชอาณาจักร
ให้กระทรวงการคลัง
มีอำนาจค้ำประกันเงินกู้นั้นได้
แต่จำนวนเงินกู้ที่จะค้ำประกันเมื่อรวมกับต้นเงินกู้
ที่การค้ำประกันของกระทรวงการคลังยังค้างอยู่ต้องไม่เกินสิบสองเท่าของเงิน
กองทุนของบรรษัทเมื่อคำนวณเป็นเงินตราไทย
ทั้งนี้
ไม่ว่าจะเป็นการค้ำประกัน
ตามอำนาจที่มีอยู่ในกฎหมายใด
- การคำนวณเงินตราต่างประเทศเป็นเงินตราไทยเพื่อทราบยอดรวม
ของเงินกู้ตามวรรคหนึ่งให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราตามอัตราอ้างอิงประจำวันที่
ธนาคารประเทศไทยกำหนดไว้ในวันทำสัญญา
หมวด 4
การจัดสรรกำไร
_______
- มาตรา 26 ในกรณีที่บรรษัทมีผลกำไร
หลังจากหักผลขาดทุนสะสม ออกแล้ว
ให้จัดสรรไว้เป็นเงินกองทุนของบรรษัทจนกว่าเงินกองทุนของบรรษัทจะมี
จำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของสินทรัพย์ทั้งสิ้น
ส่วนที่เหลือให้จ่ายเป็นเงินปันผล
ให้แก่ผู้ถือหุ้นได้
- *[มาตรา 26
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดบรรษัทบริหาร
สินทรัพย์สถาบันการเงิน (ฉบับที่
2) พ.ศ. 2541]
หมวด 5
การสอบและตรวจบัญชี
_______
- มาตรา 27
ให้บรรษัทวางและรักษาไว้ซึ่งระบบบัญชีอันถูกต้องและ
จัดให้มีระบบการควบคุมและตรวจสอบภายใน
- มาตรา 28
ให้บรรษัทจัดทำงบดุลและบัญชีกำไรและขาดทุนทุกงวด
หกเดือน
- มาตรา 29
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
หรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีของบรรษัท
ทำการตรวจสอบบัญชีรวมทั้งการเงินทุก
ประเภทและเสนอรายงานผลการตรวจสอบบัญชีต่อรัฐมนตรี
- มาตรา 30
ให้บรรษัทรายงานกิจการประจำปี
งบดุล บัญชีกำไร และขาดทุน
ซึ่งผู้สอบบัญชีตามมาตรา 29
รับรองแล้วต่อรัฐมนตรีภายในสี่เดือน
นับแต่วันสิ้นงวดการบัญชีเพื่อรายงานให้คณะรัฐมนตรีทราบ
และให้รัฐมนตรี
ประกาศรายงานงบดุลและบัญชีดังกล่าวโดยเปิดเผย
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ
นายกรัฐมนตรี
_____________________________
หมายเหตุ :
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้
คือ โดยที่ในการแก้ไข
ปัญหาระบบสถาบันการเงินและฟื้นฟูฐานะการดำเนินการของสถาบันการเงินบางแห่ง
ที่ประสบปัญหา
โดยการจัดตั้งองค์การของรัฐขึ้นเพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบในการดำเนิน
มาตรการดังกล่าวอย่างเป็นระบบตามแนวทางสากล
จำเป็นต้องจัดตั้งบรรษัทบริหาร
สินทรัพย์สถาบันการเงินขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพของ
สถาบันการเงินดังกล่าวอันเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน
และโดยที่
เป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้ในอันจะรักษาความมั่นคง
ทางเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
พระราชกำหนดบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
หมายเหตุ :-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้
คือ โดยที่ในขณะนี้
มีความจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างรวดเร็วเพื่อฟื้นฟู
เศรษฐกิจของประเทศทั้งในภาคการเงินและภาคการลงทุน
ด้วยเหตุนี้รัฐจึงได้กำหนด
มาตรการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยการตรากฎหมายหลายฉบับเพื่อระดมทุนให้เกิดการ
หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
ซึ่งในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องทางการเงินส่วนหนึ่งนั้น
ได้มีการจัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงินขึ้นเพื่อดำเนินการรับซื้อหนี้ด้อย
คุณภาพของสถาบันการเงินต่าง ๆ
ที่มีปัญหาในการดำเนินการมาจัดการบริหารต่อไป
แต่การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของบรรษัทดังกล่าวจำเป็นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก
ในการรับซื้อหนี้ด้อยคุณภาพซึ่งตามกฎหมายปัจจุบันมีปัญหาในการเร่งระดมเงินของ
บรรษัทเพราะการเพิ่มทุนกระทำได้อย่างจำกัด
ทำให้ไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะรับซื้อ
หนี้ด้อยคุณภาพมาบริหารให้เป็นหนี้มีคุณภาพและไม่อาจทำให้เกิดการหมุนเวียนทาง
การเงินที่จะเสริมสร้างความมั่นใจในการลงทุนขึ้นได้
จึงจำเป็นต้องกำหนดให้บรรษัท
เพิ่มทุนได้โดยการขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไปและมีมาตรการจูงใจให้มีผู้มาลงทุนใน
บรรษัท
รวมทั้งให้อำนาจบรรษัทในการเข้าช่วยเหลือโดยการให้กู้เงินแก่หนี้ด้อย
คุณภาพซึ่งเป็นโครงการลงทุนต่าง
ๆ
ที่รับโอนมาเพื่อทำเป็นหนี้มีคุณภาพซึ่งจะส่งผล
ให้เกิดการหมุนเวียนทางการเงินในระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอันเป็น
ส่วนหนึ่งของการเสริมสภาพคล่องทางการเงินตามมาตรการแก้ไขปัญหาวิกฤติทาง
เศรษฐกิจ
และโดยที่การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวจำเป็นต้องกระทำอย่าง
รวดเร็วในขณะนี้เพื่อมิให้เกิดภาวะชงักงันทางการเงินอันจะกระทบต่อมาตรการ
อื่น ๆ ขึ้นได้
จึงเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้
ในการที่จะรักษาความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ
จึงจำเป็นต้องตรา
พระราชกำหนดนี้
- *[รก.2541/23ก/11/7 พฤษภาคม 2541]
|