ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓
เป็นปีที่ ๔๕ ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการใช้สารระเหย
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๗
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้
ดังต่อไปนี้
- มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า
"พระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย
พ.ศ. ๒๕๓๓"
- มาตรา ๒*
พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.๒๕๓๓/๑๓/๑พ/๑๙ มกราคม ๒๕๓๓]
- มาตรา ๓ ในพระราชกำหนดนี้
- "สารระเหย" หมายความว่า
สารเคมี
หรือผลิตภัณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศว่าเป็น
สารระเหย
- "ผู้ติดสารระเหย" หมายความว่า
ผู้ซึ่งต้องใช้สารระเหยบำบัดความต้องการของ
ร่างกายหรือจิตใจเป็นประจำ
โดยสามารถตรวจพบสภาพเช่นว่านั้นได้ตามหลักวิชาการ
- "ผลิต" หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง
หรือแปรสภาพ
และให้หมายความรวมถึง
เปลี่ยนรูป แบ่งบรรจุ
หรือรวมบรรจุด้วย
- "การบำบัดรักษา" หมายความว่า
การบำบัดรักษาผู้ติดสารระเหย
ซึ่งรวมตลอดถึง
การฟื้นฟูสมรรถภาพ
และการติดตามผลภายหลังการบำบัดรักษาด้วย
- "ขาย" หมายความรวมถึงจำหน่าย
จ่าย แจก หรือแลกเปลี่ยน ทั้งนี้
เพื่อประโยชน์ ในทางการค้า
หรือมีไว้เพื่อขายด้วย
- "นำเข้า" หมายความว่า
นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
- "สถานพยาบาล" หมายความว่า
สถานพยาบาลที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดตาม
มาตรา ๔
- "คณะกรรมการ" หมายความว่า
คณะกรรมการป้องกันการใช้สารระเหยตาม
พระราชกำหนดนี้
- "พนักงานเจ้าหน้าที่"
หมายความว่า
ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตาม
พระราชกำหนดนี้
- "รัฐมนตรี" หมายความว่า
รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชกำหนดนี้
- มาตรา ๔
ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศในราชกิจจานุเบกษา
- (๑) ระบุชื่อ ประเภท ชนิด
หรือขนาดบรรจุของสารเคมี
หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็น สารระเหย
เมื่อรัฐมนตรีเห็นว่าอาจนำไปใช้หรือได้นำไปใช้
เพื่อบำบัดความต้องการของร่างกาย
หรือจิตใจ
- (๒) เพิกถอน หรือเปลี่ยนแปลงชื่อ
ประเภท ชนิด
หรือขนาดบรรจุของสารเคมี
หรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารระเหย
- (๓)
กำหนดสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติดสารระเหย
- (๔)
กำหนดการอื่นเพื่อประโยชน์แก่การปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้
- มาตรา ๕*
ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่งเรียกว่า
"คณะกรรมการป้องกันการใช้
สารระเหย"
ประกอบด้วยปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานกรรมการ
ผู้แทนกระทรวงพาณิชย์
ผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการ
ผู้แทนกระทรวงอุตสาหกรรม
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติหรือผู้แทน
อธิบดีกรมการแพทย์หรือผู้แทน
อธิบดีกรมคุมประพฤติหรือผู้แทน
อธิบดีกรมประชาสงเคราะห์
หรือผู้แทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์หรือผู้แทน
เลขาธิการคณะกรรมการป้องกัน และ
ปราบปรามยาเสพติดหรือผู้แทน
เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
หรือผู้แทน และผู้ทรง
คุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งอีกไม่น้อยกว่าห้าคนแต่ไม่เกินเจ็ดคนเป็นกรรมการ
- ให้รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาซึ่งเลขาธิการคณะกรรมการอาหาร
และยามอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ
และผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
- ให้รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาซึ่งเลขาธิการ
คณะกรรมการอาหาร
และยามอบหมายเป็นกรรมการและเลขานุการ
และผู้อำนวยการกองควบคุมวัตถุเสพติด
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
- *[มาตรา ๕
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒]
- มาตรา ๖
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
- กรรมการซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้
- มาตรา ๗
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตำแหน่งก่อนวาระเมื่อ
- (๑) ตาย
- (๒) ลาออก
- (๓) รัฐมนตรีให้ออก
- (๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
- (๕)
เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
- (๖)
ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับ
ความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
- (๗)
ถูกสั่งพักใช้หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะหรือใบอนุญาต
ประกอบวิชาชีพเวชกรรม
- ในกรณีที่มีการแต่งตั้งกรรมการในระหว่างที่กรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้ว
ยังมีวาระ อยู่ในตำแหน่ง
ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้งเพิ่มขึ้นหรือแต่งตั้งซ่อม
ให้ผู้ได้รับแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่ง
เท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของกรรมการซึ่งแต่งตั้งไว้แล้วนั้น
- มาตรา ๘ การประชุมของคณะกรรมการ
ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่า
กึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงเป็นองค์ประชุม
ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือ
ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้กรรมการในที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่ง
เป็นประธานในที่ประชุม
- การวินิจฉัยชี้ขาดของที่ประชุมให้ถือเสียงข้างมาก
- กรรมการคนหนึ่งให้มีเสียงหนึ่งในการลงคะแนน
ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน
ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด
- มาตรา ๙
ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ให้คำแนะนำหรือความเห็นต่อ
รัฐมนตรีในเรื่องต่อไปนี้
- (๑) การออกประกาศตามมาตรา ๔
- (๒)
การกำหนดนโยบายหรือมาตรการเกี่ยวกับการป้องกันการใช้สารระเหย
หรือการบำบัดรักษา
- (๓)
การวางระเบียบว่าด้วยการบำบัดรักษาและควบคุมผู้ติดสารระเหยใน
สถานพยาบาล
- (๔)
การออกกฎกระทรวงตามพระราชกำหนดนี้
- (๕)
เรื่องอื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
- มาตรา ๑๐
ให้คณะกรรมการมีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ
เพื่อพิจารณา
หรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดเกี่ยวกับเรื่องที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตามที่
คณะกรรมการมอบหมาย
และให้นำความในมาตรา ๘
มาใช้บังคับแก่การประชุมของ
คณะอนุกรรมการโดยอนุโลม
- มาตรา ๑๑
เมื่อได้ประกาศกำหนดสถานพยาบาลที่ให้การบำบัดรักษาแก่ผู้ติด
สารระเหยตามมาตรา ๔ (๓) แล้ว
ให้รัฐมนตรีวางระเบียบว่าด้วยการบำบัดรักษาและควบคุม
ผู้ติดสารระเหยในสถานพยาบาลดังกล่าวไว้ด้วย
ระเบียบตามวรรคหนึ่ง
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
- มาตรา ๑๒
ผู้ผลิตสารระเหยต้องจัดให้มีภาพ
เครื่องหมาย หรือข้อความ
ที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุสารระเหย
เพื่อเป็นการเตือนให้ระวังการใช้สารระเหยดังกล่าว
ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
- มาตรา ๑๓
ผู้นำเข้าสารระเหยก่อนนำออกขาย
ต้องจัดให้มีภาพ เครื่องหมาย
หรือข้อความที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุสารระเหย
เพื่อเป็นการเตือนให้ระวังการใช้
สารระเหยดังกล่าว ทั้งนี้
ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
- มาตรา ๑๔
สารระเหยที่ผู้ขายจะขายนั้นต้องมีภาพ
เครื่องหมายหรือข้อความ
ที่ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าได้จัดให้มีที่ภาชนะบรรจุหรือหีบห่อที่บรรจุตามมาตรา
๑๒ หรือมาตรา ๑๓ อยู่ครบถ้วน
- มาตรา ๑๕
ห้ามมิให้ผู้ใดขายสารระเหยแก่ผู้ที่มีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปี
เว้นแต่
เป็นการขายโดยสถานศึกษาเพื่อใช้ในการเรียนการสอน
- มาตรา ๑๖ ห้ามมิให้ผู้ใดขาย
จัดหา
หรือให้สารระเหยแก่ผู้ซึ่งตนรู้หรือควรรู้ว่า
เป็นผู้ติดสารระเหย
- มาตรา ๑๗
ห้ามมิให้ผู้ใดใช้สารระเหยบำบัดความต้องการของร่างกายหรือจิตใจ
ไม่ว่าโดยวิธีสูด ดม
หรือวิธีอื่นใด
- มาตรา ๑๘ ห้ามมิให้ผู้ใดจูงใจ
ชักนำ ยุยงส่งเสริม หรือใช้อุบาย
หลอกลวง
ให้บุคคลอื่นใช้สารระเหยบำบัดความต้องการของร่างกายหรือจิตใจ
ไม่ว่าโดยวิธีสูด ดม หรือ
วิธีอื่นใด
- มาตรา ๑๙ ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในสถานที่
ผลิต สถานที่นำเข้า สถานที่ขาย
หรือสถานที่เก็บสารระเหยในระหว่างเวลาทำการ
เพื่อตรวจสอบ
การปฏิบัติตามพระราชกำหนดนี้
และในกรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตาม
พระราชกำหนดนี้
อาจยึดสารระเหยภาชนะบรรจุ
หรือหีบห่อที่บรรจุสารระเหยหรือเอกสาร
ที่เกี่ยวข้องเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีได้
- ในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง
ให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า
หรือผู้ขายสารระเหย
และบรรดาผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการผลิตการนำเข้า
หรือการขาย ในสถานที่ผลิต
สถานที่นำเข้า สถานที่ขาย
หรือสถานที่เก็บสารระเหย
อำนวยความสะดวก ตามสมควร
- มาตรา ๒๐ ในการปฏิบัติหน้าที่
พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว
เมื่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องร้องขอ
บัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
- มาตรา ๒๑ ในการปฏิบัติหน้าที่
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าพนักงานตาม
ประมวลกฎหมายอาญา
- มาตรา ๒๒ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า
หรือผู้ขายสารระเหยผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรา
๑๒ มาตรา ๑๓ หรือมาตรา ๑๔
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- มาตรา ๒๓* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๕
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี
หรือ ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- *[มาตรา ๒๓
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒]
- มาตรา ๒๓ ทวิ* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา
๑๖
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี
หรือปรับไม่เกินสามหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- *[มาตรา ๒๓ ทวิ
เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒]
- มาตรา ๒๔* ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๗
หรือมาตรา ๑๘
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สองปี
หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- *[มาตรา ๒๔
แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติฯ
(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๒]
- มาตรา ๒๕
ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม
ความในมาตรา ๑๙ วรรคสอง
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน
หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
- *มาตรา ๒๕ ทวิ
ในกรณีที่มีการยึดสารระเหยตามมาตรา
๑๙ วรรคหนึ่ง หรือ
ตามกฎหมายอื่นและไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล
เพราะเหตุที่ไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำความผิด
และพนักงานอัยการสั่งให้งดการสอบสวน
หรือเพราะพนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องคดี
ถ้าไม่มีผู้ใดมาอ้างว่าเป็นเจ้าของภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ยึด
ให้สารระเหยนั้นตกเป็น
ของกระทรวงสาธารณสุข
และให้กระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมอบหมาย
ทำลายหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามระเบียบที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
- ถ้าผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของตามวรรคหนึ่ง
แสดงต่อคณะกรรมการได้ว่าเป็นเจ้าของ
แท้จริงและไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
ให้คณะกรรมการสั่งให้คืนสารระเหยแก่
เจ้าของ
ถ้าสารระเหยนั้นยังคงอยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
- *มาตรา ๒๕ ตรี
ในกรณีที่มีการฟ้องคดีความผิดเกี่ยวกับสารระเหยต่อศาลและ
ไม่ได้มีการโต้แย้งเรื่องประเภท
ชนิด
หรือขนาดบรรจุของสารเคมีหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นสารระเหย
ถ้าศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ริบสารระเหย
ตามประมวลกฎหมายอาญา หรือตาม
กฎหมายอื่น
และไม่มีคำเสนอว่าผู้เป็นเจ้าของแท้จริงไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด
ภายในกำหนดสามสิบวันนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ริบสารระเหยนั้น
ให้กระทรวง
สาธารณสุขหรือผู้ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขมอบหมายทำลายหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามระเบียบที่
กระทรวงสาธารณสุขกำหนด
- *[มาตรา ๒๕ ทวิ และมาตรา ๒๕ ตรี
เพิ่มความโดยพระราชบัญญัติแก้ไข
เพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย
พ.ศ. ๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓]
- มาตรา ๒๖
ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๗
มีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปีผู้กระทำ
ความผิดไม่ต้องรับโทษตามมาตรา
๒๔
แต่ให้ศาลมีอำนาจที่จะดำเนินการต่อไปนี้
- (๑)
ว่ากล่าวตักเตือนผู้กระทำความผิดนั้นแล้วปล่อยตัวไป
และถ้าศาล
เห็นสมควรจะเรียกบิดามารดา
ผู้ปกครอง
หรือบุคคลที่ผู้กระทำความผิดนั้น
อาศัยอยู่มาตักเตือน ด้วยก็ได้
- (๒)
ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดเป็นผู้ติดสารระเหย
ให้ศาลมีคำสั่งให้ส่ง
ผู้กระทำความผิดนั้นไปรับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลจนกว่าจะครบขั้นตอนการบำบัดรักษา
- มาตรา ๒๗
ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๗
ที่มีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปี
ซึ่งอยู่ใน
ระหว่างการบำบัดรักษาในสถานพยาบาล
ตามมาตรา ๒๖ (๒)
ถ้าหลบหนีจากสถานพยาบาล
ดังกล่าว
เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่นำตัวกลับมาได้ให้ดำเนินการตามระเบียบว่าด้วยการบำบัดรักษา
และการควบคุมผู้ติดสารระเหยในสถานพยาบาลซึ่งออกตามมาตรา
๑๑
- มาตรา ๒๘
ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก
หรือพิพากษาว่ามีความผิด
แต่รอการกำหนดโทษ
หรือรอการลงโทษผู้กระทำความผิดตามมาตรา
๑๗ ที่มีอายุเกินสิบเจ็ดปี
หรือในกรณีที่ศาลลงโทษปรับเพียงอย่างเดียว
ถ้าศาลเห็นว่าผู้กระทำความผิดนั้นเป็นผู้ติด
สารระเหย
ศาลจะสั่งให้ส่งตัวผู้ติดสารระเหยนั้นไปรับการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลจนกว่า
จะครบขั้นตอนการบำบัดรักษาก็ได้
ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกหรือสั่งให้กักขังแทน
ค่าปรับ
ให้นับระยะเวลาการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลเป็นระยะเวลาจำคุก
หรือกักขังแทน ค่าปรับด้วย
- มาตรา ๒๙
ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๗
ที่มีอายุเกินสิบเจ็ดปี
ซึ่งอยู่ใน
ระหว่างการบำบัดรักษาในสถานพยาบาลตามมาตรา
๒๘
ถ้าหลบหนีจากสถานพยาบาลดังกล่าว
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี
หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าศาลเห็นว่า
ผู้กระทำความผิดนั้นยังเป็นผู้ติดสารระเหย
ศาลจะสั่งตามมาตรา ๒๘ ก็ได้
- มาตรา ๓๐
ผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๗
ที่มีอายุเกินสิบเจ็ดปี
ถ้ากระทำ ความผิดตามมาตรา ๑๗
อีกภายในระยะเวลาหนึ่งปีหลังจากที่ได้รับการบำบัดรักษาจนหายแล้ว
ให้ศาลเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นอีกกึ่งหนึ่งของโทษที่ศาลกำหนดสำหรับความผิด
ครั้งหลัง
- มาตรา ๓๑
ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
อุตสาหกรรมรักษาการตามพระราชกำหนดนี้
และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่
ออก
กฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏิบัติการตามพระราชกำหนดนี้
- กฎกระทรวงและประกาศนั้นเมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว
ให้ใช้บังคับได้
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ
นายกรัฐมนตรี
บทเฉพาะกาล
______________________
หมายเหตุ:-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกำหนดฉบับนี้
คือ โดยที่ปัจจุบันได้มีการนำ
สารระเหยหรือวัตถุหรือผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปมีสารระเหยผสมหรือเจือปนอยู่
ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อใช้
ในทางอุตสาหกรรมหรือทางอื่น
ไปใช้สูด ดม หรือวิธีอื่นใด
อันก่อให้เกิดอันตรายอย่างมากแก่
ผู้สูดดม
โดยเฉพาะเยาวชนประกอบกับยังไม่มีกฎหมายใช้บังคับแก่สารระเหยโดยเฉพาะ
สมควร
ที่จะดำเนินการป้องกันการใช้สารระเหยไปในทางที่ไม่ถูกต้อง
และโดยที่เป็นกรณีฉุกเฉินที่มี
ความจำเป็นรีบด่วนในอันที่จะรักษาความปลอดภัยสาธารณะ
จึงจำเป็นต้องตราพระราชกำหนดนี้
______________________
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย
พ.ศ. ๒๕๓๓ พ.ศ. ๒๕๔๒
หมายเหตุ:-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ โดยที่ปัจจุบันบทกำหนดโทษ
สำหรับผู้ฝ่าฝืนมาตรา ๑๕
หรือมาตรา ๑๖
แห่งพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย
พ.ศ. ๒๕๓๓
โดยขายสารระเหยแก่ผู้ที่มีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปีซึ่งมิใช่เป็นการขายโดยสถานศึกษา
เพื่อใช้ในการเรียนการสอน
หรือขาย จัดหา
หรือให้สารระเหยแก่ผู้ซึ่งตนรู้หรือควรรู้ว่าเป็น
ผู้ติดสารระเหยไม่เหมาะสม
เนื่องจากผู้ที่มีอายุไม่เกินสิบเจ็ดปีเป็นผู้เยาว์ยังไม่รู้ผิดชอบชั่วดี
เหมือนผู้ใหญ่
จึงอาจใช้สารระเหยในทางที่ผิดได้ง่าย
และผู้ขาย จัดหา
หรือให้สารระเหยแก่ผู้ซึ่ง
ตนรู้หรือควรรู้ว่าเป็นผู้ติดสารระเหย
เป็นบุคคลที่มีส่วนสนับสนุนให้บุคคลดังกล่าวกระทำผิด
สมควรแก้ไขบทกำหนดโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว
ให้รับโทษเหมาะสมขึ้น นอกจากนี้
สมควรปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการป้องกันการใช้สารระเหย
โดยให้อธิบดีกรม
คุมประพฤติหรือผู้แทน
และอธิบดีกรมประชาสงเคราะห์หรือผู้แทน
เข้าร่วมเป็นกรรมการด้วย
เพื่อให้การปฏิบัติงานของคณะกรรมการดังกล่าวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
จึงจำเป็นต้องตรา
พระราชบัญญัตินี้
- [รก.๒๕๔๒/๑๑ก/๗/๒ มีนาคม ๒๕๔๒]
________________________
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกำหนดป้องกันการใช้สารระเหย
พ.ศ. ๒๕๓๓ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๓
หมายเหตุ:-
เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้
คือ โดยที่พระราชกำหนดป้องกัน
การใช้สารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓
ไม่มีบทบัญญัติกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการทำลายหรือนำไปใช้
ประโยชน์ซึ่งของกลางสารระเหยที่พนักงานเจ้าหน้าที่ยึดมาตามพระราชกำหนดนี้หรือตาม
กฎหมายอื่นทั้งในกรณีที่ไม่มีการฟ้องคดีต่อศาล
และในกรณีที่มีการฟ้องคดีต่อศาล
ทำให้เป็น
ภาระหน้าที่แก่กระทรวงสาธารณสุขในการเก็บรักษาและดูแลของกลางสารระเหยดังกล่าวและ
ทำให้รัฐต้องสิ้นเปลืองงบประมาณเพื่อการเก็บรักษาและดูแลสารระเหยเหล่านั้นไม่ให้สูญหาย
ดังนั้น
เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณและให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐในการดำเนินคดี
ให้เป็นไปโดยรวดเร็วและบริสุทธิ์ยุติธรรม
สมควรกำหนดให้ในกรณีที่มีการยึดสารระเหยตาม
กฎหมายนี้หรือตามกฎหมายอื่น
ถ้าไม่มีการฟ้องคดีต่อศาลและไม่มีผู้ใดมาอ้างเป็นเจ้าของภายใน
เวลาที่กำหนดให้ตกเป็นของกระทรวงสาธารณสุข
และหากมีการฟ้องคดีต่อศาลเมื่อศาลชั้นต้น
มีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งให้ริบของกลางสารระเหย
ให้กระทรวงสาธารณสุขหรือผู้ซึ่งกระทรวง
สาธารณสุขมอบหมายทำลายหรือนำไปใช้ประโยชน์ได้โดยไม่ต้องรอให้คดีถึงที่สุด
จึงจำเป็น
ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
- [รก.๒๕๔๓/๑๑๑ก/๓๘/๒๙ พฤศจิกายน
๒๕๔๓]
|