ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2541
เป็นปีที่ 53 ในรัชกาลปัจจุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ
ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรให้มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย
พรรคการเมือง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ
ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดย
คำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
ดังต่อไปนี้
- มาตรา 1
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้เรียกว่า
"พระราช
บัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
พ.ศ. 2541"
- มาตรา 2*
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่
วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
- *[รก.2541/35ก/1/9มิถุนายน 2541]
- มาตรา 3 ให้ยกเลิก
- (1) พระราชบัญญัติพรรคการเมือง พ.ศ.
2524
- (2) พระราชบัญญัติพรรคการเมือง
(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535
- (3)
พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติพรรคการเมือง
พ.ศ. 2524 พ.ศ. 2538
- มาตรา 4
ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- "พรรคการเมือง" หมายความว่า
พรรคการเมืองที่คณะบุคคลรวมกันจัด
ตั้ง
โดยได้รับการจดแจ้งการจัดตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
|
|
- "สมาชิก" หมายความว่า
สมาชิกพรรคการเมือง
- "ที่อยู่" หมายความว่า
ที่อยู่ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
- "การบริจาค" หมายความว่า
การให้เงิน ทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่น
ใดที่คำนวณเป็นเงินได้แก่พรรคการเมืองหรือสมาชิกเพื่อการดำเนินกิจการของ
พรรคการเมือง
หรือเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองในการเลือกตั้ง
นอกเหนือ
จากค่าธรรมเนียมและค่าบำรุงพรรคการเมืองตามข้อบังคับของพรรคการเมือง
- "กองทุน" หมายความว่า
กองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง
- "นายทะเบียน" หมายความว่า
นายทะเบียนพรรคการเมือง
- มาตรา 5
ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งรักษาการตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนี้
และให้มีอำนาจออกประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- ประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แล้วให้ใช้บังคับได้
- มาตรา 6
ให้ประธานกรรมการการเลือกตั้งเป็นนายทะเบียนมีอำนาจ
หน้าที่ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
- ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งมีหน้าที่รับคำขอจดแจ้งการจัดตั้ง
พรรคการเมืองควบคุม
ตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมือง
และปฏิบัติงาน
ให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ
- มาตรา 7
ในการปฏิบัติหน้าที่ของนายทะเบียนตามพระราชบัญญัติ
ประกอบรัฐธรรมนูญนี้
ให้นายทะเบียนมีอำนาจเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาให้คำชี้แจง
หรือให้ส่งเอกสารมาเพื่อประกอบการพิจารณาหรือตรวจสอบได้
หมวด 1
การจัดตั้งพรรคการเมือง
_________
- มาตรา 8
ผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิดซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
และไม่มีลักษณะที่ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมีจำนวนตั้งแต่สิบห้าคน
ขึ้นไปสามารถรวมกันจัดตั้งพรรคการเมืองได้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเจตนารมณ์
ทางการเมืองของประชาชนและเพื่อดำเนินกิจการในทางการเมืองให้เป็นไปตาม
เจตนารมณ์นั้น
ตามวิถีทางการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข
|
|
มาตรา 9
ในการจัดตั้งพรรคการเมือง
ให้ผู้จัดตั้งพรรคการเมือง
จัดให้มีการประชุมเพื่อกำหนดนโยบายพรรคการเมือง
กำหนดข้อบังคับพรรคการเมือง
และเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
การประชุมตามวรรคหนึ่ง
ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด
ในประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- มาตรา 10
พรรคการเมืองต้องมีนโยบายและข้อบังคับพรรคการเมือง
ซึ่งต้องไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกในเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนาระหว่างชนในชาติ
ไม่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
และไม่ขัดต่อกฎหมาย
หรือความสงบเรียบร้อยหรือ
ศีลธรรมอันดีของประชาชน
หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ
- มาตรา 11
ข้อบังคับพรรคการเมืองอย่างน้อยต้องมีรายการ
ดังต่อไปนี้
- (1) ชื่อพรรคการเมือง
- (2) ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
- (3)
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคการเมือง
- (4) การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง
การสิ้นสุด และการออกจาก
ตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมือง
และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและกรรมการบริหาร
พรรคการเมือง
- (5)
แผนและกำหนดเวลาในการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง
อำนาจ
หน้าที่ของสาขาพรรคการเมือง
การเลือกตั้ง การดำรงตำแหน่ง
การสิ้นสุด และ
การออกจากตำแหน่งของกรรมการสาขาพรรคการเมือง
และอำนาจหน้าที่ของ
กรรมการสาขาพรรคการเมือง
- (6)
การประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองและการประชุมของสาขา
พรรคการเมือง
- (7) สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
- (8)
ความรับผิดชอบของพรรคการเมืองต่อสมาชิก
- (9)
การรับเข้าเป็นสมาชิกและการให้ออกจากการเป็นสมาชิก
- (10) วินัยและจรรยาบรรณของสมาชิก
- (11)
หลักเกณฑ์และวิธีการเลือกสมาชิกเพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้ง
เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
- (12)
การบริหารการเงินและทรัพย์สิน
และการจัดทำบัญชีของพรรค
การเมืองและสาขาพรรคการเมือง
|
|
- (13)
การให้ความรู้ทางการเมืองแก่สมาชิกและประชาชนทั่วไป
- (14)
การเลิกพรรคการเมืองและสาขาพรรคการเมือง
- มาตรา 12
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองประกอบด้วย
หัวหน้าพรรคการเมือง
รองหัวหน้าพรรคการเมือง
เลขาธิการพรรคการเมือง
รองเลขาธิการพรรคการเมือง
เหรัญญิกพรรคการเมือง
โฆษกพรรคการเมือง
และกรรมการบริหารอื่น
ซึ่งเลือกตั้งจากสมาชิกซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
- มาตรา 13
ให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองยื่นคำขอ
จัดตั้งพรรคการเมืองต่อนายทะเบียนพร้อมกับนโยบายพรรคการเมือง
ข้อบังคับพรรค การเมือง
บัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินของพรรคการเมือง
และสำเนารายงานการ
ประชุมของผู้จัดตั้งพรรคการเมือง
- คำขอจัดตั้งพรรคการเมืองให้เป็นไปตามแบบที่นายทะเบียนกำหนด
ซึ่งอย่างน้อยต้องมีรายการ
ดังต่อไปนี้
- (1) ชื่อพรรคการเมือง
- (2) ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
- (3)
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคการเมือง
- (4) ชื่อ อาชีพ ที่อยู่
และลายมือชื่อของผู้จัดตั้งพรรคการเมือง
- (5) ชื่อ อาชีพ ที่อยู่
และลายมือชื่อของคณะกรรมการบริหาร
พรรคการเมือง
- มาตรา 14
เมื่อได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง
ให้นายทะเบียน พิจารณาตรวจสอบ
ในเรื่องดังต่อไปนี้
- (1)
ผู้จัดตั้งพรรคการเมืองเป็นผู้มีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม
ตามมาตรา 8
และมีจำนวนไม่น้อยกว่าสิบห้าคน
- (2)
นโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองมีลักษณะไม่ขัดต่อมาตรา
10
- (3)
เอกสารการขอจัดตั้งพรรคการเมืองมีรายการครบถ้วนตาม
มาตรา 11 และมาตรา 13
- (4)
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีคุณสมบัติตามมาตรา
12 และ
- (5)
ชื่อพรรคการเมืองและภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองไม่ซ้ำหรือพ้อง
หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อพรรคการเมือง
หรือภาพเครื่องหมายพรรคการ
เมืองของผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองอื่นที่ได้ยื่นคำขอไว้ตามมาตรา
13 หรือของ
พรรคการเมืองอื่นที่นายทะเบียนได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองไว้ก่อนแล้ว
- ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่าถูกต้องและครบถ้วน
ให้นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
และแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอจัดตั้ง
พรรคการเมืองทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง
|
|
- ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่าคุณสมบัติหรือจำนวนของ
ผู้จัดตั้งพรรคการเมือง
หรือนโยบายและข้อบังคับพรรคการเมือง
หรือคุณสมบัติของ
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
หรือชื่อพรรคการเมือง
หรือภาพเครื่องหมาย
พรรคการเมืองไม่เป็นไปตามวรรคหนึ่ง
(1) (2) (4) หรือ (5) ให้นายทะเบียน
สั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
และแจ้งเป็นหนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้
ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในสามสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนได้รับคำขอ
จัดตั้งพรรคการเมือง
- มาตรา 15
ในกรณีที่นายทะเบียนตรวจสอบแล้วเห็นว่าเอกสารขอ
จัดตั้งพรรคการเมืองตามมาตรา 14 (3)
มีรายการไม่ครบถ้วนตามมาตรา 11
หรือมาตรา 13
หรือมีข้อความไม่ชัดเจนหรือบกพร่อง
ให้นายทะเบียนแจ้งเป็น
หนังสือให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายทะเบียน
ได้รับคำขอจัดตั้งพรรคการเมือง
เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขภายในเจ็ดวันนับแต่
วันที่ได้รับหนังสือแจ้งจากนายทะเบียน
- เมื่อผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองได้แก้ไขเอกสารการขอจัดตั้ง
พรรคการเมืองให้ถูกต้องและครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามวรรคหนึ่งแล้ว
ให้นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองและแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ขอ
จัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับเอกสารดังกล่าว
- ถ้าผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองไม่ดำเนินการแก้ไขเอกสารการขอจัดตั้ง
พรรคการเมืองตามวรรคหนึ่ง
หรือดำเนินการแก้ไขแล้วแต่ยังไม่ถูกต้อง
ให้นาย
ทะเบียนสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
และให้นายทะเบียนแจ้งเป็น
หนังสือพร้อมทั้งเหตุผลให้ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่
สั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
- มาตรา 16
ในกรณีที่นายทะเบียนเห็นว่าชื่อพรรคการเมือง
หรือ
ภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองตามที่ปรากฏในเอกสารการขอจัดตั้งพรรคการเมือง
ซ้ำหรือพ้อง
หรือมีลักษณะคล้ายคลึงกับชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมาย
พรรคการเมืองของผู้จัดตั้งพรรคการเมืองอื่นที่ได้ยื่นคำขอไว้ในวันเดียวกันให้
นายทะเบียนดำเนินการ
ดังต่อไปนี้
- (1)
แจ้งเป็นหนังสือไปยังผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องเพื่อ
ให้ทำความตกลงกันว่าผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองคณะใดจะเป็นผู้มีสิทธิใช้ชื่อพรรค
การเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น
เมื่อได้ตกลงกันเป็นประการใด
แล้ว
ให้นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองตามที่ได้มีการตกลงกัน
การตกลงกันดังกล่าวให้กระทำให้เสร็จสิ้นภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
แจ้งจากนายทะเบียน
- (2)
ในกรณีที่ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องยืนยันไม่ยอมตกลงกัน
หรือเมื่อพ้นกำหนดเวลาดังกล่าวใน
(1) แล้วยังตกลงกันไม่ได้
ให้นายทะเบียน
พิจารณารับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองจากผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เห็นว่า
มีสิทธิที่จะใช้ชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้นดีกว่า
โดย พิจารณาตามหลักเกณฑ์ดังนี้
|
|
- (ก)
ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองคณะใดมีจำนวนผู้จัดตั้งพรรคการเมือง
ซึ่งเคยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของการเลือกตั้งทั่วไป
ครั้งหลังสุดในนามของพรรคการเมืองตามหลักฐานใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิก
สภาผู้แทนราษฎรที่เคยใช้ชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น
มากกว่า
ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองคณะนั้นย่อมมีสิทธิดีกว่า
- (ข)ในกรณีที่จำนวนผู้จัดตั้งพรรคการเมืองตาม
(ก) มีจำนวนเท่ากัน
ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองคณะใดมีจำนวนผู้จัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งเคยสมัคร
รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหลังสุดในนามของ
พรรคการเมืองตามหลักฐานใบสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคย
ใช้ชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้นมากกว่า
ผู้ขอจัดตั้ง
พรรคการเมืองคณะนั้นย่อมมีสิทธิดีกว่า
- (ค)
ในกรณีที่จำนวนผู้จัดตั้งพรรคการเมืองตาม
(ข) มีจำนวนเท่ากัน
ให้นายทะเบียนดำเนินการจับสลากโดยเปิดเผยเพื่อให้ได้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อ
พรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น
- (3)
ในกรณีที่ชื่อพรรคการเมืองหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น
เป็นชื่อหรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองที่ไม่เคยมีการใช้มาก่อนและตกลงกันไม่ได้
ให้นายทะเบียนดำเนินการจับสลากโดยเปิดเผยเพื่อให้ได้ผู้มีสิทธิใช้ชื่อพรรคการเมือง
หรือภาพเครื่องหมายพรรคการเมืองนั้น
- ให้นายทะเบียนแจ้งการจับจดแจ้งพรรคการเมืองตาม
(2) และ (3)
เป็นหนังสือไปยังผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองที่เกี่ยวข้องเพื่อทราบภายในเจ็ดวันนับแต่
วันที่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
- มาตรา 17
ผู้ขอจัดตั้งพรรคการเมืองซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งไม่รับ
จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองของนายทะเบียนตามมาตรา
14 หรือมาตรา 15
มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยชี้ขาดภายในสามสิบวันนับแต่วันที่
ได้รับหนังสือแจ้งคำสั่งไม่รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองจากนายทะเบียน
- เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดเป็นประการใดแล้ว
ให้นายทะเบียน
ปฏิบัติให้เป็นไปตามนั้น
- มาตรา 18
ให้นายทะเบียนจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองใน
ทะเบียนพรรคการเมืองและให้ประกาศการจัดตั้งพรรคการเมืองในราชกิจจานุเบกษา
โดยระบุชื่อพรรคการเมือง
ภาพเครื่องหมายพรรคการเมือง
นโยบายพรรคการเมือง
ข้อบังคับพรรคการเมือง
ชื่อหัวหน้าพรรคการเมือง
รองหัวหน้าพรรคการเมือง
เลขาธิการพรรคการเมือง
รองเลขาธิการพรรคการเมือง
เหรัญญิกพรรคการเมือง
โฆษกพรรคการเมือง
และกรรมการบริหารอื่นของพรรคการเมือง
- มาตรา 19
ให้พรรคการเมืองที่นายทะเบียนรับจดแจ้งการจัดตั้ง
พรรคการเมืองแล้วเป็นนิติบุคคล
|
|
หมวด 2
การดำเนินกิจการของพรรคการเมือง
________
ส่วนที่ 1
การดำเนินกิจการในทางการเมือง
________
มาตรา 20
ให้คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองมีอำนาจหน้าที่
ในการดำเนินกิจการของพรรคการเมืองให้เป็นไปตามนโยบายพรรคการเมือง
ข้อบังคับพรรคการเมือง
และมติของที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมือง
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองเป็นผู้แทนของพรรคการเมืองในกิจการ
อันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
เพื่อการนี้หัวหน้าพรรคการเมืองจะมอบหมายเป็นหนังสือ
ให้กรรมการบริหารคนหนึ่งหรือหลายคนทำการแทนก็ได้
- มาตรา 21
ผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
และไม่มีลักษณะที่ต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้งตาม
รัฐธรรมนูญ
- มาตรา 22
สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ
- (1) ตาย
- (2) ลาออก
- (3) ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 21
- (4)
พรรคการเมืองมีมติให้ออกตามข้อบังคับพรรคการเมือง
- (5)
พรรคการเมืองที่ผู้นั้นเป็นสมาชิกเลิกหรือยุบไป
- การสิ้นสุดของสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง
(4) ถ้าสมาชิกผู้นั้นดำรง
ตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย
มติของพรรคการเมืองต้องเป็นมติของที่
ประชุมร่วมของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ที่สังกัดพรรคการเมืองนั้น
และมติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่
ของจำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของ
พรรคการเมืองทั้งหมด
และการลงมติให้ลงคะแนนลับ
แต่ถ้าสมาชิกผู้นั้นได้อุทธรณ์ต่อ
ศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติคัดค้านว่ามติดังกล่าว
มีลักษณะตามมาตรา 47 วรรคสาม
ของรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า
มติดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา
47 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ
ให้ถือว่า
สมาชิกภาพสิ้นสุดลงนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
|
|
ว่ามติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา
47 วรรคสาม ของรัฐธรรมนูญ
สมาชิกผู้นั้น
อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ศาล
รัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
- การอุทธรณ์ของสมาชิกต่อศาลตามวรรคสอง
ให้เป็นไปตามวิธีพิจารณา
ของศาลรัฐธรรมนูญ
- ให้หัวหน้าพรรคการเมืองส่งรายงานหรือเอกสารเกี่ยวกับการมีมติ
ตามวรรคสองไปยังประธานรัฐสภาและนายทะเบียนภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่
พรรคการเมืองมีมติ
- การสิ้นสุดของสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง
(5) ถ้าสมาชิกผู้นั้นดำรง
ตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วยและไม่อาจเข้าไปเป็นสมาชิกของพรรค
การเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่พรรคการเมืองเลิกหรือยุบไป
ให้ถือว่า
สมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพนับแต่วันถัดจากวันที่ครบหกสิบวันนั้น
- มาตรา 23
ห้ามมิให้พรรคการเมืองรับบุคคลผู้ไม่มีสัญชาติไทย
โดยการเกิดเข้าเป็นสมาชิกหรือดำรงตำแหน่งใด
ๆ ในพรรคการเมือง หรือยอม
ให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมือง
- ห้ามมิให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยโดยการเกิดเข้าเป็นสมาชิกหรือดำรงตำแหน่ง
ใด ๆ
ในพรรคการเมืองหรือร่วมกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งในการดำเนินกิจการ
ของพรรคการเมือง
- มาตรา 24
ห้ามมิให้ผู้ใดใช้ชื่อหรือถ้อยคำในประการที่น่าจะทำให้
ประชาชนเข้าใจว่าเป็นพรรคการเมือง
หรือใช้ชื่อที่มีอักษรไทยประกอบว่า
พรรค การเมือง
หรืออักษรต่างประเทศซึ่งแปลหรืออ่านว่า
พรรคการเมือง ในดวงตรา ป้าย ชื่อ
จดหมาย ใบแจ้งความ
หรือเอกสารอย่างอื่น
หรือในข้อมูลทางการสื่อสาร ใด ๆ
โดยมิได้เป็นพรรคการเมือง
- มาตรา 25
เมื่อนายทะเบียนได้รับจดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมืองแล้ว
การดำเนินกิจการดังต่อไปนี้ให้พรรคการเมืองกระทำโดยที่ประชุมใหญ่ของ
พรรคการเมือง
- (1)
การเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคการเมือง
- (2)
การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคการเมือง
- (3)
การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมือง
รองหัวหน้าพรรคการเมือง
เลขาธิการพรรคการเมือง
รองเลขาธิการพรรคการเมือง
เหรัญญิกพรรคการเมือง
โฆษกพรรคการเมือง
และกรรมการบริหารอื่น
- (4)
การอื่นตามที่กำหนดในประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
- มาตรา 26
ที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองต้องประกอบด้วย
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
ผู้แทนของสาขาพรรคการเมือง
และสมาชิก
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับพรรคการเมือง
|
|
- ในระหว่างที่พรรคการเมืองใดดำเนินการจัดตั้งสาขาพรรคการเมือง
ตามมาตรา 29
ให้ที่ประชุมใหญ่ของพรรคการเมืองนั้นประกอบด้วยคณะกรรมการ
บริหารพรรคการเมือง และสมาชิก
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ
พรรคการเมือง
- มาตรา 27
เมื่อปรากฏว่าหัวหน้าพรรคการเมือง
คณะกรรมการ บริหารพรรคการเมือง
หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองจัดให้พรรคการเมือง
กระทำการใด ๆ
ฝ่าฝืนนโยบายพรรคการเมืองหรือข้อบังคับพรรคการเมืองอันอาจ
เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ
หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชนหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ตามรัฐธรรมนูญ
แต่ลักษณะการกระทำยังไม่รุนแรงจนเป็นสาเหตุให้ต้องยุบพรรค
การเมืองตามมาตรา 67
ให้นายทะเบียนมีอำนาจเตือนเป็นหนังสือให้หัวหน้า
พรรคการเมือง
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรค
การเมืองนั้น
ระงับหรือจัดการแก้ไขการกระทำนั้นภายในระยะเวลาที่นายทะเบียน
กำหนด
ในกรณีที่นายทะเบียนเตือนเป็นหนังสือแก่บุคคลที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคการเมือง
ต้องส่งสำเนาหนังสือเตือนนั้นให้หัวหน้าพรรคการเมืองทราบโดยเร็ว
- ถ้าหัวหน้าพรรคการเมือง
คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง
หรือ
กรรมการบริหารพรรคการเมืองไม่ปฏิบัติตามคำเตือนของนายทะเบียนตามวรรคหนึ่ง
ให้นายทะเบียนมีอำนาจยื่นคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ระงับหรือจัดการ
แก้ไขการกระทำดังกล่าว
หรือให้หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรค
การเมืองทั้งคณะหรือบางคนออกจากตำแหน่งได้
- ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมือง
หรือกรรมการ
บริหารพรรคการเมืองทั้งคณะหรือบางคนออกจากตำแหน่ง
ผู้นั้นไม่มีสิทธิเป็นกรรมการ
บริหารพรรคการเมืองอีก
เว้นแต่จะพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่ง
- มาตรา 28
ในกรณีที่สมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน
ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กรรมการ
บริหารพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนกรรมการบริหาร
พรรคการเมืองหรือสมาชิกจำนวนไม่น้อยกว่าห้าสิบคนเห็นว่ามติหรือข้อบังคับใน
เรื่องใดของพรรคการเมืองที่ตนเป็นสมาชิกอยู่นั้นจะขัดต่อสถานะและการปฏิบัติหน้าที่
ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ
หรือขัดหรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่ง
การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีสิทธิร้องขอ
ให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย
- ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามติหรือข้อบังคับดังกล่าวขัดหรือแย้ง
กับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์
ทรงเป็นประมุข
ให้มติหรือข้อบังคับดังกล่าวนั้นเป็นอันยกเลิกไป
|
|
มาตรา 29
ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่นายทะเบียนรับ
จดแจ้งการจัดตั้งพรรคการเมือง
พรรคการเมืองต้องดำเนินการให้มีสมาชิกตั้งแต่
ห้าพันคนขึ้นไป
ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมีที่อยู่ในแต่ละภาคตามบัญชี
รายชื่อภาคและจังหวัดที่นายทะเบียนประกาศกำหนด
และมีสาขาพรรคการเมือง
อย่างน้อยภาคละหนึ่งสาขา
- มาตรา 30
ในกรณีที่พรรคการเมืองใดจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองขึ้น
ให้หัวหน้าพรรคการเมืองมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองต่อนายทะเบียน
ภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่จัดตั้งสาขาพรรคการเมืองนั้น
- หนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองให้เป็นไปตามแบบที่
นายทะเบียนกำหนดและอย่างน้อยจะต้องมีรายการแสดงที่ตั้งสาขาพรรคการเมือง
รายชื่อ อาชีพ
และที่อยู่ของกรรมการสาขาพรรคการเมืองนั้น
- เมื่อนายทะเบียนได้รับแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองแล้ว
ให้ออกหนังสือรับรองการจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้
รับแจ้ง
- มาตรา 31
คณะกรรมการสาขาพรรคการเมืองประกอบด้วย
ประธานสาขาพรรคการเมือง
รองประธานสาขาพรรคการเมือง
เลขานุการ สาขาพรรคการเมือง
รองเลขานุการสาขาพรรคการเมือง
เหรัญญิกสาขา พรรคการเมือง
โฆษกสาขาพรรคการเมือง
และกรรมการอื่นของสาขาพรรค
การเมือง
- มาตรา 32
ให้คณะกรรมการสาขาพรรคการเมืองมีหน้าที่ดำเนิน
กิจการให้เป็นไปตามนโยบายและข้อบังคับพรรคการเมืองตามที่ได้รับมอบหมาย
- มาตรา 33
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรคการเมือง
ข้อบังคับพรรคการเมือง
หรือรายการตามมาตรา 13 วรรคสอง (5)
ที่จดแจ้งไว้ กับนายทะเบียน
หรือรายละเอียดที่แจ้งไว้ในแบบตามมาตรา
30 ให้หัวหน้าพรรค
การเมืองแจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นหนังสือต่อนายทะเบียนภายในสามสิบวันนับแต่
วันที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้พิจารณาแก้ไขรายละเอียดดังกล่าว
- การเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งจะสมบูรณ์ต่อเมื่อได้รับแจ้งการตอบรับ
การเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียน
และให้นำมาตรา 14 และมาตรา 17
มาใช้บังคับ โดยอนุโลม
- ถ้าหัวหน้าพรรคการเมืองไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงตามวรรคหนึ่งภายใน
ระยะเวลาดังกล่าว
ให้นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้หัวหน้าพรรคการเมืองแจ้งการ
เปลี่ยนแปลงนั้นภายในระยะเวลาที่กำหนด
- การแก้ไขรายการที่ได้ประกาศไว้ตามมาตรา
18 ให้ประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา
- มาตรา 34
หัวหน้าพรรคการเมืองต้องจัดทำทะเบียนสมาชิกให้ตรง
ตามความเป็นจริง เก็บรักษาไว้ ณ
ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของพรรคการเมือง
และ
พร้อมที่จะให้นายทะเบียนหรือผู้ซึ่งนายทะเบียนมอบหมายตรวจสอบได้
|