บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ ต่อมาวันหนึ่ง ขณะที่ท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ในกระท่อม ณ หุบเขาอัญมณีแดง ท่านได้ดำริกับตนเองว่า “อาตมาควรจะได้เชื่อฟังคำสั่งของท่านอาจารย์ ที่ให้อาตมาไปยังภูเขาหิมะลาชิ เพื่อปฏิบัติบำเพ็ญอยู่ ณ ที่นั้น” จากนั้นไม่นาน ท่านมิลาเรปะ ก็ได้ออกจาริกธุดงค์สู่ภูเขาหิมะ ลาชิ ท่านได้จาริกธุดงค์มาถึง นะยานันชามา อันเป็นประตูผ่านสู่ภูเขาหิมะ ลาชิ ชาวบ้านแห่งชามากำลังอยู่ในระหว่างเทศกาลประจำปี มีงานเลี้ยงและร่วมดื่มสังสรรค์กัน ในถ้อยคำสนทนาของชาวบ้าน ได้มีการกล่าวพาดพิงถึงท่าน มิลาเรปะ บางคนได้ตั้งคำถามขึ้นมาว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่า ขณะนี้มีนักบวชผู้ยิ่งใหญ่รูปหนึ่งชื่อว่าท่านมิลาเรปะ? นักบวชรูปนี้อาศัยอยู่ในภูเขาหิมะอย่างโดดเดี่ยว ที่พำนักของท่าน อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก ท่านศึกษาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์ในส่วนที่ลึกซึ้งยิ่ง” ขณะที่ชาวบ้านกำลังกล่าวพาดพิงถึงท่านอยู่นั้น ท่านมิลาเรปะก็ได้เข้ามาถึงประตูบ้านที่กำลังมีงานเลี้ยงแห่งนี้แล้ว หญิงสาวมีเสน่ห์ เลซีบุม เป็นชาวบ้านคนแรกที่เห็นและเข้ามาทักทายท่าน นางกล่าวปฏิสันถารว่า “พระคุณเจ้าเป็นใครมาจากไหนเจ้าคะ?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “คุณโยม อาตมาคือมิลาเรปะผู้ซึ่งพำนักอยู่ในดินแดนที่ไม่มีใครรู้จักบนภูเขา อาตมามาที่นี่เพื่อบิณฑบาต” เลซีบุมกล่าวว่า “นิมนต์เจ้าค่ะ” “ท่านคือมิลาเรปะจริงๆหรือเจ้าคะ?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “ไม่มีเหตุผลใดๆที่อาตมาจะกล่าวมุสาต่อคุณโยม” เมื่อนางทราบว่าท่านคือ มิลาเรปะ นางก็เต็มไปด้วยความปิติยินดี และได้แพร่กระจายข่าวนี้ออกไปโดยรวดเร็ว นางได้ร้องประกาศขึ้นท่ามกลางแขกเหลื่อในงานว่า “บัดนี้ พระคุณเจ้าซึ่งอาศัยอยู่ไกลโพ้น ที่ท่านพากันกล่าวขวัญถึงนั้น ได้มายืนอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้แล้ว” ผู้คนต่างวิ่งกรูกันเข้ามายังท่านมิลาเรปะ บางคนแสดงความคารวะ บางคนแย่งถามปัญหาต่างๆ เมื่อชาวบ้านแน่ใจแล้วว่าท่านคือมิลาเรปะ ต่างก็พากันนิมนต์ท่านฉันท์อาหาร ด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างยิ่ง ชินดอโม สุภาพสตรีผู้มั่งคั่งเสนอตัวขอเป็นโยมอุปัฏฐากรับใช้ท่าน และได้นมัสการกราบเรียนถามถึงจุดหมายในการเดินทางของท่าน พร้อมทั้งอาราธนาให้ท่านแวะพำนักที่ เดรลูนจูมู โดยมีคุณครูหนุ่มชาจากูนา กล่าวสนับสนุนนางว่า “ถ้าพระคุณเจ้าจะได้เมตตาพำนักที่เดรลูนจูมู อันเป็นหุบเขาแห่งภูตผีปีศาจ ก็ย่อมเอื้ออำนวยให้เกิดประโยชน์ทั้งสำหรับตัวท่านเองและสำหรับพวกเรา โยมจักพยายามอุปัฏฐากรับใช้ท่านอย่างดีที่สุด” ชาวนาผู้หนึ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “มันช่างวิเศษอัศจรรย์จริงๆ ถ้าพวกเรามีพระคุณเจ้าอยู่ร่วมด้วย โยมมีคอกวัวควายในโรงนาซึ่งถูกรบกวนโดยเหล่าภูตผีปีศาจ มันปรากฏตัวแม้ในเวลากลางวัน โยมขอให้พระคุณเจ้าแวะไป ที่โรงนาเร็วๆด้วย” ชาวบ้านทั้งหมดพร้อมใจกันอาราธนาท่านให้ไปเยือนที่โรงนา ท่านมิลาเรปะ ได้ตอบรับคำอาราธนาของชาวบ้าน “อาตมาจะไปตามที่พวกเธออาราธนา แต่ไม่ใช่เป็นเพราะวัวควายไร่นาของพวกเธอ แต่อาตมาไปเพราะเป็นคำสั่งของท่านอาจารย์”
“พวกเราสบายใจแล้ว ที่พระคุณเจ้ารับคำอาราธนา” “ขอให้พวกเราได้ตระเตรียมอาหารอย่างดี เพื่อเป็นเสบียง สำหรับการเดินทางของท่านด้วย”
ท่านมิลาเรปะกล่าวกับชาวบ้านว่า “อาตมาคุ้นเคยกับการพำนักอาศัยในสถานที่เปล่าเปลี่ยว อาตมาไม่ต้องการทั้งอาหารดีๆและเพื่อนร่วมเดินทาง แต่ขอให้พวกเธอได้รับการอนุโมทนาในความตั้งใจบริจาคทานด้วยเถิด อาตมาจะเดินทางไปแต่ผู้เดียว หลังจากนั้นพวกเธอจึงค่อยติดตามไปดูว่าอาตมาได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง” ขณะเมื่อท่านมิลาเรปะเดินทางมาถึงตีนเขา ท่านได้พบอมนุษย์และภูตผีปีศาจมากมายสมดังคำบอกเล่าของชาวบ้าน เส้นทางสู่ยอดเขาที่เหมือนดังมุ่งสู่ท้องฟ้า มีทั้งหุบเหวและก้อนหินระเกะระกะ เสียงฟ้าร้องคำรามอย่างน่ากลัว สายฟ้าแลบแปลบปลาบไปทั่วสารทิศ บรรดาภูเขาสองข้างทาง เหมือนกับสั่นไหวโยกโคลงไปมา แม่น้ำเริ่มไหลเชี่ยวกรากกัดเซาะตลิ่งทั้งสองฝั่งอย่างรุนแรงขึ้นมาในทันใด หุบเขาเปลี่ยนเป็นทะเลสาบอันกว้างใหญ่ ซึ่งในปีต่อๆมาถูกขนานนามว่าทะเลสาบปีศาจ ท่านมิลาเรปะลุกขึ้นยืนร่ายเวทมนต์ จนน้ำลดความรุนแรงลง ท่านมิลาเรปะเดินลงไปยังส่วนล่างของหมู่บ้าน เหล่าปีศาจแสดงพลังอำนาจป่นภูเขาทั้งสองข้าง ทำให้ก้อนหินน้อยใหญ่กลิ้งลงมาราวกับห่าฝน เทพธิดาแห่งขุนเขา เข้ามาช่วยเนรมิตเส้นทางคดเคี้ยวดังงูเลื้อยให้ท่านมิลาเรปะ ซึ่งภายหลังถูกขนานนามว่า เส้นทางภูเขาแห่งเทพธิดา เหล่าปีศาจที่มีกำลังน้อยเริ่มอันตรธานไป แต่กลับทำให้เหล่าปีศาจที่มีฤทธิ์มาก โกรธแค้นเพิ่มมากยิ่งขึ้นในความพ่ายแพ้ มันพากันมาซุ่มดักรอที่ปลายทางภูเขาแห่งเทพธิดา เพื่อเตรียมการจู่โจมครั้งใหม่ ท่านมิลาเรปะเพ่งสมาธิจิตเข้าต่อกรกับพวกมัน ภาพหลอนมากมายของปีศาจอันตรธานไปในทันใด รอยเท้าของท่านมิลาเรปะได้ฝังประทับลงบนหินหนึ่งรอย ท้องฟ้ากลับคืนสู่สภาพโปร่งใสอีกครั้งหนึ่ง ด้วยปีติสุขอันยิ่งใหญ่ ท่านมิลาเรปะประทับนั่งสมาธิบัลลังก์เหนือยอดเขา แผ่เมตตาจิตอันไม่มีประมาณต่อสรรพสัตว์ไปทั่วสารทิศ ท่านได้รับประสบการณ์แห่งความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณอย่างมากมาย ต่อมาภายหลัง ยอดเขาที่ท่านประทับนั่งแห่งนี้ ถูกขนานนามว่า ยอดเขาแห่งเมตตาธรรม ต่อมาท่านมิลาเรปะได้ลงไปยังริมฝั่งแม่น้ำธารดี และได้เพ่งสมาธิจิตที่เรียกว่าโยคะแห่งสายน้ำไหล ในวันที่สิบแห่งจันทรคติของฤดูดอกไม้ร่วงแห่งปีเสือไฟ อมนุษย์จากเนปาลที่มีชื่อว่า พาโร ได้นำกองทัพของเหล่าภูตผีปีศาจมาต่อกรกับท่านมิลาเรปะ พลพรรคของอมนุษย์มีจำนวนมากมายเนืองแน่นแออัดเต็มท้องฟ้าและผืนแผ่นดินในหมู่บ้านแห่งแม่น้ำธารดี พวกอมนุษย์ได้แสดงฤทธิ์อำนาจ พลิกภูเขาขึ้นถล่มเข้าใส่ท่านมิลาเรปะ และทำให้เกิดสายฟ้าผ่าตรงลงมายังท่านมิลาเรปะ พร้อมๆกับห่าฝนแห่งคมหอกดาบ มันพากันบุกเข้ามาประชิดตัวร้องคำรามใส่ท่าน ด่าทอไปพร้อมๆกับการลงไม้ลงมือ “พวกกูจักฆ่ามึง พวกกูจักจับมึงมัดแล้วสับให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย” เหล่าอมนุษย์ทยอยกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มันพากันสร้างภาพหลอกหลอนที่น่ากลัวน่าขยะแขยง เพื่อทำให้ท่านมิลาเรปะหวาดกลัว
หลังจากที่ท่านได้หยั่งรู้ถึงความมุ่งมั่นอันชั่วร้ายของกองทัพปีศาจแล้ว ท่านมิลาเรปะได้แสดงโศลกธรรมชื่อ “สัจจะแห่งกรรม”
อาตมาขอถือเอาคุรุผู้ประเสริฐทั้งหลายเป็นสรณะ
อาตมาขอแสดงคารวะต่อท่านทั้งหลายเหล่านั้น

โดยธรรมชาติแห่งมายาและนิมิตลวง อมนุษย์ผู้ชั่วร้ายจึงสามารถก่อความน่าสะพรึงกลัวขึ้นมาได้
เหล่าปีศาจผู้เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน อันเกิดแต่ความกระหายอยากเร่าร้อน
ไม่มีโอกาสที่จะทำร้ายอาตมาดอก
มันเป็นเพราะวิบากของกรรมชั่วในอดีต ที่ผลักไสดุนดันให้มาสู่เรือนกายของปีศาจในชีวิตนี้
ด้วยดวงจิตและสรีระอันพิกลพิการ ปีศาจ อะชามา จึงต้องท่องไปในห้วงเวหา
ด้วยอิทธิพลของตัณหาราคะอันเผารน
มโนทวารจึงเต็มแน่นไปด้วยพยาบาทวิตกและความคิดอันชั่วร้าย
กายกรรมและวจีกรรม เต็มไปด้วยการล้างผลาญคลั่งไคล้ที่จะทำอันตรายต่อผู้คน
อาตมาคือสมณะผู้ปราศจากความคิดปรุงแต่งใดๆหลั่งไหลอยู่ในดวงใจ
อาตมารู้แจ้งชัดถึงธรรมชาติอันไม่มีอะไรเทียบเทียมของดวงจิต
อาตมาดำเนินไปอย่างองอาจดุจพญาราชสีห์ ด้วยปราศจากความหวั่นกลัวใดๆ

เรือนกายของอาตมาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพุทธภาวะ
วจีกรรมของอาตมาย่อมสอดคล้องกลมกลืนกับดำรัสของพระตถาคตเจ้า
อันหมายถึงความเป็นเช่นนั้นเองของธรรมชาติ
ดวงใจของอาตมาสถิตอยู่ในอาณาจักรอันสว่างไสวด้วยปัญญาญาณ
อาตมาเห็นอย่างชัดแจ้งถึงอนัตตาธรรมของผัสสะทั้งหกทวาร
สมณะเช่นอาตมานี้ ย่อมไม่ใส่ใจต่อความน่าสะพรึงกลัวใดๆ
เมื่อทฤษฎีของเหตุและผลดำเนินไป
บุคคลผู้ได้สั่งสมกรรมชั่วย่อมถูกวิบากผลักไสให้ตกล่วงสู่เส้นทางอันน่าสะพรึงกลัว
ของความทุกข์ทรมานและโศกตรม
มันเป็นเรื่องน่าสลดใจที่ท่านทั้งหลายไม่เข้าใจในพระสัทธรรม
สรรพสัตว์ทั้งมวลนั้นเป็นดังบิดามารดาผู้มีพระคุณของอาตมา
การทำร้ายผู้คนซึ่งเราเป็นหนี้บุญคุณอยู่นั้น นับเป็นความโง่เขลาและไร้สติอย่างยิ่ง
มันไม่น่าชื่นชมปิติยินดีดอกหรือ
ถ้าท่านจะได้พยายามระงับความคิดอันชั่วร้ายให้สูญสิ้นไปจากดวงใจ
มันไม่เป็นบุญกุศลอันน่ารื่นรมย์ดอกหรือ
ถ้าท่านทั้งหลายจะได้พากเพียรปฏิบัติตามวิถีทางแห่งกุศลกรรมบถทั้งสิบประการ
จงได้จดจำและพิจารณาถึงความหมายของถ้อยคำเหล่านี้ให้จงดี

เหล่าอมนุษย์พากันเยาะเย้ยท่านมิลาเรปะว่า “คำพูดแบบน้ำท่วมทุ่งของท่านนั้น ย่อมไม่สามารถที่จะหลอกลวงพวกเราได้ เราไม่มีวันที่จะหยุดเล่นงานท่านด้วยฤทธิ์ของพวกเรา และไม่มีวันปล่อยท่านเป็นอิสระ” จากนั้นเหล่าอมนุษย์ได้เพิ่มอาวุธร้ายที่สร้างขึ้นด้วยธรรมชาติพิเศษ ผนวกกับพลังของกองทัพอมนุษย์ พุ่งเข้าโจมตีท่าน ท่านมิลาเรปะครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และกล่าวว่า “จงได้ฟังอาตมา กองทัพแห่งอมนุษย์ ด้วยความปรารถนาดีแห่งคุรุ อาตมาจึงกลายเป็นสมณะผู้ซึ่งสามารถตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ถึงปรมัตถสัจจะ สำหรับอาตมา ความยุ่งยากและอุปสรรคที่เกิดจากเหล่าอมนุษย์ ย่อมเป็นเครื่องเกื้อหนุนดวงจิตของบรรดาโยคาวจร ยิ่งมีความยุ่งยากเพิ่มมากขึ้นเท่าใด อาตมาย่อมบรรลุถึงมรรคาแห่งโพธิญาณได้ล้ำลึกมากขึ้นเท่านั้น ณ บัดนี้ จงได้ฟังธรรมคีตาที่ชื่อ ‘เครื่องประดับทั้งเจ็ด’ ”

อาตมาขอน้อมคารวะต่อท่านอาจารย์มารปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
อาตมาผู้ซึ่งได้รู้แจ้งในปรมัตถสัจจะของสภาวธรรมทั้งปวง
จะได้กล่าวถึงความงดงามเจ็ดประการ
ขอท่านทั้งหลายจงตั้งใจสดับรับฟังให้จงดี
ณ เทือกเขาพระสุเมรุแห่งใจกลางทวีป ท้องฟ้าสีครามสว่างแจ่มใสยิ่งนัก
ห้วงนภากาศคือความงามแห่งโลกภพนี้ เป็นเครื่องประดับอันสวยสะคราญจากสรวงสวรรค์
เหนือหมู่ไม้ใหญ่ยืนต้นแห่งสุเมรุ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์
ผลัดกันฉายแสงส่องรัศมีไปทั่วทวีปทั้งสี่
ด้วยความเมตตาและพลังอันยิ่งใหญ่แห่งพระธรรมชาติเจ้า หยาดพิรุณโปรยปรายลงมาชุ่มฉ่ำ
ผืนดินจึงเต็มเปี่ยมด้วยความอุดมสมบูรณ์
จากมหาสมุทร ไอน้ำลอยตัวขึ้นสู่ห้วงเวหา ปรุงแต่งรวมตัวกันเป็นกลุ่มเมฆลอยฟ่องฟ้า
ทฤษฎีของเหตุและปัจจัย ดุนดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อรูปลักษณะสภาวะทั้งปวงมิรู้สิ้นสุด
สายรุ้งสวยสดงดงามปรากฏขึ้นเหนือขุนเขาและฟากฟ้า มันเป็นเครื่องประดับอันวิจิตรตระการตา
เมื่อย่างเข้าฤดูฝน ต้นไม้ใหญ่น้อยต่างพากันเริงระบำอยู่เหนือพื้นดิน ดูงดงามเพลินตาเพลินใจยิ่งนัก
อาตมาดำรงชีวิตของสมณะอยู่ในสถานที่อันเงียบสงบ เพื่อบำเพ็ญเพียรสู่สุญตภาวะ
ด้วยเดชะบารมีแห่งการประพฤติธรรม อมนุษย์ทั้งหลายจึงหมดฤทธิ์อำนาจลง
นี้คือความดีงามน่าชื่นใจบนโลกนี้

จากก้นบึ้งแห่งดวงใจของอาตมา ดอกไม้แห่งความรู้แจ้งบานสะพรั่ง
ด้วยเสียงอันคมชัด อาตมาแสดงข้อความนี้แก่ท่านทั้งหลายด้วยความปรารถนาดี
ถ้าความยินดีต่อพระโพธิญาณจะได้บังเกิดขึ้นในดวงใจของท่านแล้วไซร้
ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ท่านจะต้องได้รับการช่วยเหลือ
การพยายามขจัดสังโยชน์ทั้งสิบประการ ย่อมทำให้ประสบชัยชนะและได้เข้าถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข
อันเกิดแต่การปลดปล่อยอัตตาตัวตนเป็นรางวัล
จงดำเนินตามอาตมาด้วยการเริ่มต้นประพฤติธรรม ณ บัดนี้
สุคติในเบื้องหน้าย่อมเป็นอันหวังได้…

อมนุษย์ส่วนมากเริ่มกลับใจ ความศรัทธาได้ถูกปลูกฝังลงในบรรดาอมนุษย์และภูติผีปีศาจที่สิงสถิตอยู่ ณ สถานที่แห่งนั้น พวกเขาพากันกล่าวว่า “ท่านเป็นสมณะผู้มีอิทธานุภาพยิ่งใหญ่ ถ้าปราศจากการแสดงพระสัทธรรมและปราศจากการแสดงพลังอำนาจของท่าน พวกเราย่อมไม่มีวันที่จะเข้าใจได้ ต่อไปนี้เราจะไม่สร้างความลำบากยุ่งยากให้แก่ท่านอีก พวกเราประทับใจในคำสอน ‘สัจจะแห่งกรรม’ พวกเรามีสติปัญญาที่จำกัด และมีความหลงผิดมากมายไร้ขอบเขต ดวงจิตของพวกเรา ตกจมอยู่ในหล่มบึงแห่งความดื้อรั้นด้วยความคิดหลั่งไหลที่เคยชิน จงได้สอนพวกเราถึงบทเรียนอันมีความหมายลึกซึ้งที่เต็มไปด้วยสาระประโยชน์ ด้วยภาษาง่ายๆซึ่งสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง”
จากนั้น ท่านมิลาเรปะได้แสดงโศลกธรรมชื่อ “ธรรมคีตาแห่งสัจจะธรรมทั้งเจ็ด”

อาตมาขอน้อมคารวะต่อท่านอาจารย์มารปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
อาตมาสวดภาวนาให้ท่านเกื้อหนุนอาตมา ในการเพิ่มพูนโพธิจิต

ถึงแม้ว่าเสียงเพลงจะไพเราะสักปานใดก็ตาม
ถ้ามันปราศจากถ้อยคำอันบ่งบอกถึงสัจจธรรมแล้วไซร้
มันก็มีความหมายเป็นเพียงเสียงเท่านั้น
การแสดงเรื่องราวเล่าสืบต่อกันมาเป็นนิทานเร้าอารมณ์เพียงใดก็ตาม
ถ้ามิได้สอดคล้องกับหลักธรรมในพระพุทธศาสนา ก็นับว่าไร้ประโยชน์
ถ้าบุคคลมิได้ลงมือประพฤติธรรมด้วยกาย วจี และมโนแล้วไซร้
การรอบรู้ในปริยัติธรรมมากมายปานใดก็ตาม ย่อมเป็นเพียงการหลงลวงตนเองตลอดไป
การพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่อันสงบวิเวก ถ้าบุคคลมิได้เฝ้าพากเพียรประพฤติธรรมแล้วไซร้
ก็นับว่าเป็นเพียงการจองจำกักขังตนเองเอาไว้เท่านั้น
กสิกรผู้ทำงานหนักอยู่ในท้องทุ่ง ย่อมเป็นเพียงผู้ที่ทำโทษตนเองอยู่โดยแท้
ถ้าเขาปล่อยปละละเลยในคำสอนของพระพุทธองค์
บุคคลผู้ซึ่งไม่พยายามสำรวมอินทรีย์นั้น การเพ่งเพียรพิจารณามีธรรมวิจัยของเขา
ย่อมเป็นเพียงความนึกคิดด้นเดาเอา
บุคคลผู้ซึ่งไม่อาจปฏิบัติได้จริงตามที่แสดงธรรมแก่ผู้อื่น ย่อมเป็นผู้โกหกหลอกลวงตลอดไป
เมื่อรังเกียจการกระทำที่ต่ำทราม บาปย่อมลดถอยลง
เมื่อสั่งสมกระทำแต่กรรมดี บุญกุศลย่อมเพิ่มพูน
จงพำนักอยู่ในสถานที่อันสงบสงัดและเฝ้าพากเพียรปฏิบัติธรรม
การเอาแต่พูดมากเป็นสิ่งไร้ประโยชน์โดยแท้
จงจดจำธรรมบรรยายนี้ไว้ให้จงดี

ความเลื่อมใสศรัทธาเพิ่มพูนมากขึ้นในหมู่ผู้ฟัง เขาทั้งหลายพากันเคารพบูชาท่าน ด้วยการน้อมศีรษะก้มลงกราบท่านหลายครั้ง ส่วนมากพากันเดินทางกลับที่พำนักของตน แต่หัวหน้าอมนุษย์ พาโร และสมุนอีกจำนวนหนึ่ง ยังคงไม่ยอมไป และพากันเริ่มต้นหลอกหลอนท่านอีกครั้งหนึ่ง ท่านมิลาเรปะตอบโต้ด้วยการแสดงธรรมคีตาแห่งสัจจะของกุศลและอกุศล
อาตมาขอกราบเบื้องบาทท่านอาจารย์มารปะผู้เต็มไปด้วยความกรุณา

เจ้าปีศาจที่อันตราย เจ้ายังมีโทสะอยู่อีกหรือ?
เจ้าสามารถพาสรีระของเจ้าบินไปในท้องฟ้าได้อย่างง่ายดาย
แต่ดวงจิตของเจ้า กลับเต็มแน่นไปด้วยมโนทุจริต
เจ้าพากันแยกเขี้ยวเพื่อทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว
แต่เจ้าจงเชื่อเถิดว่า เมื่อเจ้าสร้างความยุ่งยากให้ผู้อื่นอยู่นั้น
มันย่อมจักนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองเสมอ
ทฤษฎีของกรรมและวิบาก ไม่เคยล้มเหลวที่จะดำเนินบทบาทของมัน
ไม่มีใครเลยที่จะหลุดรอดจากวิบากผลที่สุกงอมของมัน
เจ้าย่อมนำความเดือดร้อนมาสู่ตัวเจ้าแต่เพียงถ่ายเดียวเท่านั้น
เจ้าปีศาจผู้หิวโหยและหลงผิดพอกพูนแต่บาปกรรม
อาตมาได้แต่สลดใจและสงสารเจ้า

ด้วยมีแต่บาปกรรม ความชั่วร้ายจึงเป็นธรรมชาติของเจ้า
ด้วยวิบากกรรมแห่งการฆ่า ปิดบังดวงตาของเจ้า
เจ้าจึงมีเนื้อและเลือดเป็นอาหาร
ด้วยการทำชีวิตผู้อื่นให้ตกล่วง เจ้าจึงต้องถือกำเนิดเป็นปีศาจผู้หิวโหย
บาปกรรมนำเจ้าสู่ภพภูมิอันต่ำทราม
จงหันกลับออกมาจากหลุมพรางแห่งกรรมเลวเถิด มิตรของอาตมา
และจงได้พยายามบรรลุถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข ซึ่งอยู่เหนือความหวังและความหวาดกลัวใดๆ

เหล่าอมนุษย์กล่าวเยาะเย้ยท่านมิลาเรปะว่า “ท่านผู้ช่ำชอง ในการแสดงธรรม อันแปลกประหลาด ท่านผู้ตระหนักชัดว่าศาสนธรรมคำสอนเป็นสิ่งน่าประทับใจที่สุด แต่ท่านเคยได้รับความผิดพลาดใดๆจากการปฏิบัติธรรมมาบ้างหรือไม่หนอ?”
ท่านมิลาเรปะได้กล่าวแสดงโศลกธรรมชื่อ “ธรรมคีตาแห่งศรัทธาอันสมบูรณ์”

ขอน้อมคารวะ ท่านอาจารย์มาระปะ ผู้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์

อาตมาเป็นผู้เฝ้าพากเพียรศึกษาในปรมัตถสัจจะ
ความล้ำลึกแห่งสภาพอมตะของการไม่เวียนเกิดนั้น ได้ก่อให้เกิดศรัทธาอันมั่นคง
บนมรรคาแห่งความไม่ยึดมั่นผูกพันในสิ่งใดๆ อาตมาได้สะสมพลังแห่งความอิ่มอุดมขึ้นมา
โดยการสื่อความหมายด้วยถ้อยคำซึ่งหลั่งไหลออกจากดวงใจ
ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณของอาตมา
อาตมาจักได้แสดงสัจจสภาวะแห่งเอกภาพอันสมบูรณ์ของพระธรรมชาติเจ้า
มันเป็นเพราะบาปอกุศลได้ถูกสั่งสมขึ้นในท่านทั้งหลาย
จึงก่อให้เกิดความมืดบอด และพาดำเนินไปในมิจฉาปฏิปทา
อันเป็นผลทำให้ท่านไม่อาจเข้าใจในปรมัตถสัจจะได้
ดังนั้นจงได้โปรดฟังอาตมาแสดงสมมุติสัจจะแก่ท่านทั้งหลาย
ในพระสูตรอันไร้มลทินแปดเปื้อนนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต
จะได้กล่าวตักเตือนซ้ำซากถึงความสืบต่อแห่งกรรมและวิบากอันเป็นอนันตกาล
สรรพสัตว์ทั้งปวงมีความสัมพันธ์โยงใยกันประดุจญาติ
กฎแห่งความสืบต่อของเหตุและผลอันหาที่สุดมิได้นี้ ดำเนินอยู่นิรันดร
จงได้โปรดรับฟังด้วยความพินิจพิจารณาต่อคำสอนอันเต็มไปด้วยความกรุณานี้
อาตมาผู้ก้าวขึ้นสู่ภูมิธรรมเบื้องสูงด้วยการพากเพียรปฏิบัติ
ได้หยั่งรู้ว่าอุปสรรคอันเป็นไปในภายนอกทั้งปวงนั้น เป็นเพียงการแสดงของเงา
โลกอันหลอกลวงนี้เป็นเพียงวิทยากลแห่งดวงจิตอมตะ
เมื่อมองย้อนกลับเข้าไปในพฤติภาพของจิตภายใน
ธรรมชาติอันปราศจากวัตถุรูป คือจิตภาวะนี้ เป็นสิ่งที่ว่างเปล่าไร้แก่นสารโดยแท้จริง
ด้วยการเฝ้าบำเพ็ญเพียรอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด
ด้วยความเมตตาของบรรดาคณาจารย์
ด้วยคำสอนของท่านนาโรปะ ผู้ยิ่งใหญ่
ความกระจ่างแจ้งในภายในถึงพุทธภาวะ
ย่อมเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนา
ด้วยความกรุณาแห่งคำสอนของท่านอาจารย์ ความล้ำลึกในภายในได้ถูกเปิดเผยแจ่มแจ้งออกมา
ด้วยการปฏิบัติในความเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอด้วยสติสัมปชัญญะอันสมบูรณ์
พลังอันสดชื่นแห่งปีติปราโมทย์ได้ถูกสั่งสมขึ้นมิใช่หรือ
ปรีชาญาณอันละเอียดลออลึกซึ้งได้ถูกตระหนักชัดขึ้นมิใช่หรือ
ในโลกภายนอก อาตมาย่อมไม่หวั่นไหวต่อสรรพสิ่งอันเป็นมายาทั้งปวง
แด่คำสอนยิ่งใหญ่อันเป็นไปในภายในและแด่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งมวล
เมื่อบุคคลเฝ้าสอบความคิดและตรวจตราดวงจิตของตนเองถึงภาวะดั้งเดิมของมัน
มโนสังขาร อันเป็นเพียงความนึกคิดที่เป็นมายาของเขา
ย่อมสูญสลายไปในอาณาจักรแห่งพระธรรมธาตุ
บุคคลผู้ทุกข์และความทุกข์ย่อมปลาสนาการไปสิ้น

การศึกษาในพระสูตรทั้งมวล ก็สอนพวกเราทั้งหลายเพียงเท่านี้…
หัวหน้าปีศาจและลูกน้อง ต่างน้อมศีรษะลงกราบท่านมิลาเรปะหลายครั้ง มันพากันสัญญาที่จะนำอาหารมาถวายท่าน และจากนั้น ได้พากันอันตรธานไปดุจสายรุ้งเลือนหายไปจากท้องฟ้าฉะนั้น วันรุ่งขึ้น ในยามรุ่งอรุณ อมนุษย์ พาโร นำอมนุษย์เพศหญิงซึ่งนุ่งห่มอย่างดี พร้อมด้วยบริวารจำนวนมากมาย พากันถืออาหารที่ใส่ในภาชนะที่ทำจากอัญมณี มาถวายท่าน และพากันปฏิญาณตนที่จะเชื่อฟังท่านตลอดไป พวกเขาพากันก้มลงกราบท่านหลายครั้ง แล้วอันตรธานไป มีอมนุษย์ตนหนึ่งที่มาร่วมในที่นั้นด้วย ชื่อ จาโบตัน เป็นหัวหน้าของเหล่าเทพหลายองค์ ด้วยประสบการณ์ทางวิญญาณในครั้งนี้ ท่านประสบความก้าวหน้าทางจิตเป็นอย่างมาก ท่านพำนักอยู่ ณ สถานที่นั้นร่วมเดือน ต่อมาท่านออกเดินทางไปยังลาชิ ระหว่างทางท่านแวะที ณ สวนสนอันสวยงาม ที่ใจกลางสวน มีศิลาก้อนใหญ่โผล่ขึ้นมา เมื่อท่านขึ้นไปนั่งบนหินก้อนนั้นได้พักหนึ่ง ก็มีเทพธิดาเป็นจำนวนมาก ปรากฏกายขึ้น และถวายอาหารแก่ท่าน เทพธิดาองค์หนึ่ง ได้ประทับรอยเท้าทั้งคู่ลงบนก้อนหิน และอันตรธานไปดุจสายรุ้งเลือนหายไปจากท้องฟ้าฉะนั้น เมื่อท่านมิลาเรปะ เข้ามาถึงกลางทุ่งราบ อมนุษย์ พาโร ได้กลับมาต้อนรับท่านอีก โดยจัดอาสนะให้ท่านนั่งพร้อมทั้งคอยปรนนิบัติรับใช้ และได้อาราธนาขอให้ท่านแสดงธรรมโปรดตนด้วย ท่านมิลาเปะได้แสดงธรรมว่าด้วยเรื่องกรรมอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จนในที่สุด อมนุษย์ พาโร ได้หลอมละลายตนเองเข้าไปในศิลาก้อนใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้า ท่านมิลาเรปะพำนักอยู่กลางทุ่งราบอย่างผาสุกร่วมเดือน จากนั้นจึงเดินทางไป นยานันชามา ท่านบอกผู้คนที่นั่นว่า ท่านได้ทำให้ดินแดนอันชั่วร้ายกลับกลายเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมแล้ว ท่านสัญญากับชาวบ้านว่า ท่านจะกลับมาบำเพ็ญสมณธรรมยังสถานที่แห่งนี้อีกในไม่ช้า ผู้คนในหมู่บ้านพากันให้ความศรัทธาในตัวท่านเพิ่มมากยิ่งขึ้นอีกเป็นทวีคูณ

นี้คือเรื่องเล่าขานในการจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook