บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย เสียงเลื่องลือถึงการปราบภูตผีปีศาจที่ดุร้าย ของท่านมิลาเรปะ อันเป็นผลมาจากการเยือนดินแดนของภูเขาหิมะลาชิ ทำให้ชาวบ้านนะยานันจำนวนมาก พากันปฏิญาณตนเป็นอุบาสกอุบาสิกาในบวรพุทธศาสนา อุบาสิกาเวอโมผู้ศึกษาพระธรรมด้วยความศรัทธาอย่างล้ำลึก ถึงกับปรารภที่จะยกบุตรชายชื่อ จูปูวา ให้เป็นผู้อุปัฏฐากรับใช้ใกล้ชิดท่าน มิลาเรปะ

ท่านมิลาเปะถูกชาวบ้านอาราธนาให้พำนักอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนยานันชามา โยมอุปัฏฐากของท่านคืออุบาสิกาชินดอโม เมื่อได้พำนักอยู่ในหมู่บ้านนะยานัน ชั่วระยะเวลาพอสมควร กลิ่นไออันร่านทุรนแห่งโลกียวิสัย ทำให้ท่านมิลาเรปะ บอกอำลาชาวบ้านเพื่อออกจาริกธุดงค์ต่อไปยังภูเขาหิมะลาชิ

ชาวบ้านได้พากันอาราธนาให้ท่านเลื่อนกำหนดเดินทางไปจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิ “พระคุณเจ้า เพื่อเห็นแก่ประโยชน์สุขของพวกเรา ขอท่านจงได้พำนักอยู่ในหมู่บ้านต่อไปจนตลอดฤดูหนาว เพื่อสั่งสอนพวกเราด้วยเถิด ท่านสามารถปราบเหล่าอมนุษย์เมื่อใดก็ได้ ในฤดูใบไม้ผลิที่จะมาถึง ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะพร้อมบริบูรณ์สำหรับการจาริกธุดงค์ของท่าน” พระดุนบาชาจากูนาและชินดอโม วิงวอนท่านว่า “ฤดูหนาวกำลังมาถึง ย่อมเป็นอุปสรรคอย่างมากในการเดินทางบนภูเขาหิมะ ได้โปรดเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนเถิด”

ท่าน มิลาเรปะ ได้กล่าวปฏิเสธคำอาราธนาของชาวบ้าน ท่านตั้งใจแน่นอนแล้วว่าจะออกเดินทาง และได้กล่าวแก่ชาวบ้านว่า “อาตมาเป็นบุตรผู้สืบมรดกทางธรรมของท่านนาโรปะ อาตมาย่อมไม่หวาดหวั่นต่อความยากลำบากและพายุร้ายบนภูเขาหิมะ สำหรับอาตมา การพำนักอาศัยนานๆในหมู่บ้าน เป็นเรื่องเลวร้ายเอามากๆ ยิ่งเสียกว่าความตาย ประกอบกับท่านอาจารย์มาระปะได้กำชับให้อาตมาหลีกเลี่ยงการถูกรบกวนจากโลกีย์วิสัย และให้อาตมาพยายามแสวงหาสถานที่สงบสงัดเพื่ออุทิศตนให้แก่การปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง”

ดุนบาชาจากูนา ชินดอโม และชาวบ้านหลายคน ได้ตระเตรียมเสบียงอาหารและปัจจัยที่จำเป็นในการเดินทาง มาถวายท่าน สานุศิษย์หกคนได้ติดตามมาส่งท่านถึงเดรลูนจูมู และต้องเผชิญกับพายุหิมะตลอดการเดินทางกลับหมู่บ้าน หิมะได้ตกติดต่อกันนานถึงสิบแปดวันเต็มๆ เส้นทางเชื่อมต่อระหว่างเมืองดริน กับ นะยานัน ใช้สัญจรไปมาไม่ได้ถึงหกเดือนเต็ม เหล่าสานุศิษย์ทั้งหมด เชื่อแน่ว่าท่านมิลาเรปะ คงจะต้องมรณภาพอยู่ท่ามกลางพายุหิมะอย่างแน่นอน พวกเขาได้ทำพิธีอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน เพื่อเป็นการระลึกถึงท่าน

เมื่อเริ่มฤดูใบไม้ผลิ สานุศิษย์กลุ่มหนึ่งได้ชักชวนกันออกค้นหาซากศพของท่านมิลาเรปะ ขณะนั่งพักเหนื่อยในระหว่างการเดินทาง ได้มีเสือดาวภูเขาตัวหนึ่ง ปรากฏกายยืนผงาดให้เห็นอยู่บนหินก้อนใหญ่ในระยะไม่ไกลนัก สักครู่ก็อันตรธานไป บรรดาสานุศิษย์ต่างแน่ใจว่าคงไม่มีโอกาสได้พบซากศพของท่านมิลาเรปะ เป็นแน่ นอกจากอาจมีชิ้นส่วนของเสื้อผ้าที่ท่านสวมใส่หลงเหลืออยู่บ้าง บางคนถึงกับร้องไห้ด้วยความเสียใจต่อชะตากรรมของท่านมิลาเรปะ ครั้นเมื่อเข้ามาถึงเดรลูนจูมู ทุกคนก็ต้องประหลาดใจที่ได้ยินเสียงของท่านมิลาเรปะ กล่าวทักทายพวกตนออกมาจากในถ้ำ โดยถามว่าทำไมจึงใช้เวลาในการเดินทางมากนัก เพราะท่านได้แลเห็นว่ามาถึงบริเวณตีนเขาตั้งนานแล้ว บรรดาสานุศิษย์ต่างแสดงความยินดีปรีดากันอย่างเหลือที่จะกล่าว ได้เข้าไปก้มกราบคารวะท่าน และเริ่มต้นผลัดกันซักถามถึงความเป็นอยู่ของท่าน ดุนบาชาจากูนา ได้แสดงความเห็นส่วนตนโดยเชื่อว่าท่านมิลาเรปะ ล่วงรู้ถึงการเดินทางมาของพวกตนโดยตลอด และได้เล่าให้ท่านฟังถึงการพบเสือดาวภูเขาระหว่างเดินทาง ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวว่าท่านนั่งอยู่บนหินก้อนใหญ่และสามารถเห็นการเดินทางมาของสานุศิษย์โดยตลอด เสือดาวภูเขาที่พบเห็นนั้น เป็นการแสดงอภิญญาของท่าน โดยอาศัยการบังคับปรากฏการณ์ซึ่งเกิดจากการปรุงแต่งของธาตุทั้งสี่ ท่านได้กำชับมิให้นำเรื่องเช่นนี้ไปโจษขานกัน เพราะท่านจะแสดงเป็นครั้งคราวให้เฉพาะศิษย์ที่มีภูมิธรรมพอสมควรดูเท่านั้น ชินดอโม ได้แสดงความประหลาดใจกับสุขภาพและพลานามัยอันสมบูรณ์ของท่านมิลาเรปะ เพราะไม่เห็นลู่ทางใดๆที่ท่านจะสามารถหาอาหารมาบริโภค ในสถานที่ซึ่งถูกล้อมรอบด้วยหิมะได้ ท่าน มิลาเรปะ ได้อธิบายว่า ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในสมาธิ และในบางครั้ง ท่านก็ได้รับการอนุเคราะห์จากเทพธิดา โดยปรกติท่านบริโภคแป้งครั้งละเพียงแค่ติดปลายช้อนเท่าที่จำเป็นอยู่เสมอ ท่านได้เล่าถึงการเห็นภาพนิมิตของบรรดาสานุศิษย์ อยู่ล้อมรอบและถวายอาหารแก่ท่านในวันปลายเดือนที่มีอาชาเป็นสัญลักษณ์ ซึ่งตรงกับวันที่บรรดาศิษย์ของท่านร่วมใจกันทำพิธีแผ่ส่วนกุศลให้ท่านโดยเข้าใจว่าท่านมรณะภาพแล้วพอดี ท่านมิลาเรปะได้กล่าวแนะนำว่าการอุทิศส่วนบุญให้ผู้ตายจะเป็นผลในระหว่างยังเป็นวิญญาณสัมภเวสีเท่านั้น การเรียนรู้เข้าใจถึงจิตวิญญาณอันเป็นปัจจุบันธรรมย่อมมีประโยชน์มากกว่า จากนั้นท่านถูกนิมนต์ให้กลับหมู่บ้าน ท่านกล่าวปฏิเสธว่า “อาตมาผาสุกมากในการพักอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้ การบำเพ็ญสมาธิของอาตมามีความก้าวหน้าดี อาตมาขออยู่ต่อ พวกเธอจงกลับไปเถิด โดยไม่ต้องมีอาตมาไปด้วย” บรรดาสานุศิษย์พากันไม่ยอมโดยอ้างว่า “ถ้าพระคุณเจ้าไม่กลับลงไปคราวนี้ รับรองได้ว่าชาวบ้านนยานันจะต้องก่นด่าพวกเรา ที่ปล่อยให้ท่านมรณภาพอย่างโดดเดี่ยว ณ สถานที่แห่งนี้ คำสาปแช่งต่างๆนาๆจะต้องท่วมทับพวกเราอย่างไม่ต้องสงสัยเลย” อุบาสิกาเวอโมออดอ้อนขึ้นมาบ้างว่า “ถ้าท่านไม่ไป เราก็จะอุ้มท่านไป หรือไม่ก็นั่งคอยอยู่ที่นี่จนกว่าพวกเราจะตาย” ในที่สุดท่านมิลาเรปะต้องยอมรับนิมนต์กลับหมู่บ้าน พร้อมบรรดาสานุศิษย์

สานุศิษย์พากันรื่นเริงและกล่าวแก่ท่านว่า “พวกเทพธิดาไม่ต้องการพระคุณเจ้าดอก พวกเราสิต้องการพระคุณเจ้า ขอให้พวกเราได้แสดงอวดพวกเทพธิดาสักหน่อยเถิดว่า พวกเราสามารถพิชิตหิมะได้โดยไม่ต้องมีรองเท้ากันหิมะ”

ในเช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งหมดมุ่งเดินทางสู่ นยานัน ท่านชินดอโม เดินทางร่วงหน้าไปก่อน เพื่อนำข่าวดีที่ท่านมิลาเรปะยังมีชีวิตอยู่และกำลังจะกลับมานยานัน ไปบอกชาวบ้าน เมื่อทั้งหมดเข้ามาใกล้หมู่บ้าน ท่านมิลาเรปะและสานุศิษย์ มาถึงลานหินกว้างที่ชาวนาใช้นวดและฟาดข้าว ข่าวการมาถึงของท่านมิลาเรปะที่แพร่กระจายไปในหมู่ชาวบ้าน ทำให้ทั้ง ผู้เฒ่า ผู้แก่ ชายหนุ่ม หญิงสาว เด็กเล็ก พากันยกโขยงแห่กันมานมัสการท่าน ส่งเสียงจ้อกแจจอแจ บ้างก็ร้องอุทาน บ้างก็ถามถึงทุกข์สุขของท่าน บ้างก็เปล่งสาธุการ และต่างพากันก้มลงกราบคารวะท่าน

ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวโศลกขึ้นว่า
ภายใต้แผ่นฟ้ากว้างในวันอันแจ่มใสเช่นนี้ ท่านทั้งหลายและอาตมา มิลาเรปะ ได้พบกันอีกวาระหนึ่ง
ก่อนที่ชีวิตอันไม่ยั่งยืนในโลกนี้จะสิ้นสุดลง
อาตมาจะได้เล่าให้ท่านทั้งหลายฟังถึงความเป็นไปที่ผ่านมาเมื่อฤดูหนาวที่เพิ่งจะสิ้นสุดลงนี้
โปรดตั้งใจสดับรับฟัง
เมื่อปลายปีขานก่อนที่ปีเถาะจะเริ่มขึ้น แรงบันดาลใจที่จะปลดปล่อยตนเองจากสังสารวัฏ
ได้บังเกิดขึ้นภายในดวงใจของอาตมาอย่างรุนแรง
อาตมาได้จาริกธุดงค์มายังภูเขาหิมะ ลาชิ ดูเหมือนว่าฟ้าและดินจะได้ร่วมรับรู้ด้วย
ขณะที่พายุพัดกระหน่ำอย่างรุนแรง กระแสน้ำก็ไหลเชี่ยวกราก
หมู่เมฆก่อรวมตัวกันเข้ามาจากทุกสารทิศ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ถูกบดบังจนมืดมิด
กลุ่มดาวทั้งยี่สิบแปดดวงดูคล้ายจะหยุดโคจร ทางช้างเผือกเหมือนถูกตรึงไว้กับห้วงเวหา
ดาวพระเคราะห์ทั้งแปด เป็นดั่งถูกผูกร้อยด้วยโซ่ตรวน
ห้วงนภากาศถูกหุ้มห่อด้วยไอหนาของหมอกควัน
ท่ามกลางแสงสลัวๆ หิมะโปรยปรายลงมาไม่ขาดสายติดต่อกันตลอดเก้าวันเก้าคืน
หลังจากนั้นก็กระหน่ำซ้ำเติมลงมาอีกระลอกหนึ่ง โดยตกติดต่อกันสิบแปดวันเต็ม
ก้อนหิมะใหญ่โตจนดูละม้ายถุงใส่ขนสัตว์ ล่วงหล่นลงมาดังหมู่นกที่ถลาร่อนสู่พื้นดิน
หนาแน่นเบียดเสียดกันดังฝูงผึ้ง บรรดาเศษฟองฝอยกระเซ็นเหมือนเส้นใยในเครื่องปั่นด้าย
เล็กละเอียดเท่าเมล็ดถั่ว ปลิวว่อนล่องลอยไปดุจปุยฝ้าย
หิมะตกหนักจนไม่มีใครสามารถวัดปริมาณของมันได้
ปกคลุมทั่วขุนเขาและท่วมทับขึ้นไปถึงยอดที่เสียดแทงเข้าไปในท้องฟ้า
มันห่อหุ้มกดทับหมู่ไม้ใหญ่น้อยทั้งมวล ขุนเขาซึ่งเคยดูดำทะมึนเปลี่ยนเป็นสีขาวโพลน
ทะเลสาบกลายสภาพเป็นลานน้ำแข็ง
หยดน้ำเกาะรวมตัวกันเป็นก้อนติดอยู่ใต้ชะง่อนหินผา
ฤทธิ์เดชของหิมะมากมายจนถึงกับทำให้เหล่าอันธพาลต้องละเลิกการรบกวนผู้คน
หมู่สัตว์ในป่าและท้องทุ่งพากันอดอยาก
ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหุบเขาถูกทอดทิ้งอย่างน่าเวทนา ทุกข์ทรมานด้วยความหิวโหยและสิ้นกำลัง
นกที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ก็พากันได้รับความหายนะ สัตว์ที่อยู่ในรูต้องกบดานอยู่ใต้พื้นดิน
ท่ามกลางทุพภิกขภัยอันใหญ่หลวงนี้ อาตมาคงสงบนิ่งอยู่ในสถานที่อันวิเวก
พายุหิมะปลายฤดูกักขังอาตมาไว้ในภูเขา
การดำรงอยู่ในสมาธิที่เป็นการต่อสู้ซึ่งมีความตายเป็นเดิมพันนั้น
ไม่ได้ผิดอะไรกับนักรบที่กำลังฟาดฟันกันด้วยดาบอันแหลมคมในสมรภูมิเลย
อาตมาผ่านวิกฤติการณ์อันแสนลำเค็ญนี้มาได้ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่ผู้บำเพ็ญตบะธรรมทั้งมวล
อำนาจแห่งการสามารถปลุกเร้าเตโชธาตุขึ้นต่อสู้กับความหนาวเย็น
ได้ปรากฏให้เห็นเป็นประจักษ์พยาน
ด้วยความรู้แจ้งต่อธรรมชาติของมหาภูติรูปทั้งสี่คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
พลังปราณทั้งเย็นและร้อนประสานกันกลายเป็นโอสถขนานวิเศษ
ด้วยพลังอำนาจแห่งวาโยกสิณ พายุร้ายจึงสงบลง
แม้แต่กองทัพของเทพยดาก็ไม่อาจมีชัยเช่นเดียวกับอาตมาได้

ถ้าเธอเชื่อเรื่องราวที่อาตมาได้เล่าให้ฟังนี้ ก็จงได้รับรู้ถึงคำพยากรณ์ของอาตมา
คำสอนชนิดที่เป็นการลงมือปฏิบัติเพื่อเข้าถึงความตระหนักชัดโดยไม่รั้งรอ
จะรุ่งเรืองและแพร่หลายกว้างไกลออกไป จะมีพระอรหันต์ขีณาสพปรากฏขึ้นในโลก
ชื่อเสียงของมิลาเรปะ จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
สานุศิษย์ของท่านจะได้รับการเคารพบูชาและกล่าวขวัญถึงในอนาคต

เพื่อตอบคำถามของพวกเธอเกี่ยวกับสุขภาพของอาตมา
อาตมาขอบอกให้ทราบทั่วกันว่า อาตมาแข็งแรงดี
สานุศิษย์ที่รัก พวกเธอทั้งหลายเล่า สุขสบายกันดีอยู่ฤาหนอ



คำบอกเล่าอันร่าเริงของท่านมิลาเรปะ ดลใจให้ชาวบ้านพากันเกิดปีติปราโมทย์ บ้างถึงกับจับกลุ่มกันร้องรำทำเพลง ท่านมิลาเรปะได้เข้าร่วมสนุกสนานกับชาวบ้านด้วย รอยเท้าและรอยมือของท่านมิลาเรปะ ถูกประทับลงบนลานหินเหมือนกับแกะสลักขึ้นมา ต่อมาลานหินแห่งนี้ถูกขนานนามว่า “ลานระบำหินสีขาว”

จากนั้นชาวบ้านได้แห่แหนท่านมิลาเรปะกลับสู่หมู่บ้านนยานันชามา ชาวบ้านต่างพากันคอยรับใช้และปรนนิบัติท่าน อุบาสิกาเลซีบุมกล่าวว่า “พระคุณเจ้ามิลาเรปะเจ้าคะ ไม่มีอะไรที่พวกเราจะยินดีเท่ากับการได้รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่และกำลังกลับมาสู่หมู่บ้านของเราอย่างปลอดภัย สีหน้าและแววตาของพระคุณเจ้า แจ่มใสเปล่งปลั่งกว่าที่แล้วมา ดูท่านแข็งแรงและเบิกบานใจ ที่เป็นเช่นนี้เพราะพวกเทพธิดาพากันปรนนิบัติดูแลท่าน ในดินแดนอันสงบสงัดใช่หรือไม่หนอ?”

ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะ ณ เบื้องบาทท่านอาจารย์มาระปะ
เทพธิดาทั้งหลายก็มาร่วมอวยพรชัย
น้ำอมฤตแห่งสายธารธรรมก็หลั่งรินลงมาอย่างสมบูรณ์
การสำรวมอินทรีย์ปฏิบัติในศีลอันยิ่ง ได้ปลูกฝังพืชพันธ์แห่งการรู้แจ้งลงในดวงจิต
ด้วยการปฏิบัติอย่างจริงใจและซื่อตรง ญาณทัศนะทั้งหลายก็ถูกบ่มเพาะให้ปรากฏออกมา
เมื่อเห็นแจ้งในปัจจุบันขณะ อาตมาพบความว่างเปล่าที่ละเอียดยิ่งกว่าปรมาณู
เมื่อไม่มีผู้กำหนดหมายและปราศจากการปรุงแต่งกำหนดหมายโดยสิ้นเชิงนั่นแหละ
ลักษณะสภาวะทั้งปวงจึงแสดงธรรมชาติตามที่เป็นจริง
ในสายธารแห่งการตรัสรู้ ย่อมไม่มีเวทีที่จะแสดงตน
ความพากเพียรอุตสาหะจะได้หยั่งลึกลงไป
เมื่อตระหนักชัดว่าผู้แสดงและการแสดงเป็นเพียงมายาไม่มีอยู่จริง

ในอาณาจักรแห่งความหลุดพ้นอันมีเอกสภาวะเดียว อาตมาได้แลเห็นสุญตภาวะของสรรพสิ่ง
เมื่อตัวแสดงและการแสดงสิ้นสุดลง ความหยั่งรู้ในสภาวธรรมจึงเป็นไปตามที่เป็นจริง
ความยึดมั่นถือมั่นสูญสลายไปในธรรมธาตุ
โลกธรรมทั้งแปดประการ ไม่นำความหวังและความหวั่นไหวมาให้อีกต่อไป
เมื่อความกังวลกับศีลและการต้องคอยระวังรักษาศีลลดหายลง
อาบัติเศร้าหมองต่างๆจึงถูกสังเกตเห็นได้ชัดเจนถึงที่สุด

ด้วยความรู้ที่ว่าจิตนี้คือธรรมกายอันสมบูรณ์แห่งพุทธะ
ด้วยการมอบชีวิตนี้เพื่อรับใช้มวลมนุษยชาติอย่างไม่เคลือบแคลงสงสัยใดๆ
ไม่มีตัวตนผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ พระธรรมชาติเจ้าเท่านั้นคือผู้ดำเนินไป

เพื่อตอบคำถามของบรรดาสานุศิษย์
นี้เป็นธรรมคีตาอันผาสุกที่ชายชราขับขาน

ความสงบเย็นได้ปกคลุมลงบนวิหารแห่งการปฏิบัติธรรมของอาตมา
น้ำในแอ่งบนยอดเขา ใสบริสุทธิ์สะอาด บังเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้ความพยายามใดๆ
หมดความจำเป็นที่จะต้องสร้างต้องก่ออีกต่อไปในเมื่อไม่มีความกระหายอยากหลงเหลืออยู่
ยุ้งฉางของอาตมาเต็มเปี่ยมอยู่เสมอโดยไม่ต้องตระเตรียมสะสมให้ลำบากยุ่งยาก

ด้วยการตรวจสอบความคิดและเฝ้าสังเกตดวงจิตของอาตมาอยู่เป็นนิจ
ความแจ่มแจ้งทั้งหลายก็ปรากฏออกมา
ด้วยการนั่งลงในที่อันต่ำต้อยไร้ความหยิ่งผยองลำพองตนไร้มานะทิฐิ
ทำให้อาตมาได้บรรลุถึงบัลลังก์อันสูงส่งงดงาม
ความสำเร็จทั้งมวลนี้เกิดแต่ความปรารถนาของท่านอาจารย์
อาตมาขอสนองคุณในความเอื้ออารีนี้ด้วยปฏิบัติบูชา
ท่านสาธุชนทั้งหลายที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้
ขอจงได้ปฏิบัติบำเพ็ญด้วยความซื่อตรงและเต็มเปี่ยมไปด้วยความผาสุกโดยทั่วหน้ากันทุกๆคน..


ดุนบาชาจากูนา ก้มลงกราบท่าน และกล่าวว่า “ช่างมหัศจรรย์และน่ายินดีมากจริงๆ ที่หิมะมากมายไม่ได้ทำอันตรายท่าน พวกเราสานุศิษย์สามารถร่วมเดินทางกลับมากับท่านถึงหมู่บ้านได้โดยปลอดภัย ช่างผาสุกอะไรเช่นนี้หนอ ที่บรรดาสานุศิษย์ได้พบคุรุของเขาทั้งหลาย พวกเราจะยินดีมาก ถ้าท่านจะได้เมตตาสอนธรรมะ โดยเล่าถึงประสบการณ์แห่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนาในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา เป็นของกำนัลสำหรับพวกเรา”

ท่านมิลาเรปะได้แสดงธรรมคีตา “หกสาระสำคัญ แห่งประสบการณ์ในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา” เพื่อเป็นของกำนัลแก่บรรดาสานุศิษย์ของท่าน ตามคำอาราธนาของชาจากูนา ว่า

ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะท่านอาจารย์ ด้วย กาย วจี และ มโน อันสมบูรณ์
เย็นวันนี้ ตามคำอาราธนาของ อุบาสก ชาจากูนา และโยมอุปัฏฐาก ดอโมส
อาตมาจะได้เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์ขณะบำเพ็ญเพียร
อาตมาผู้มาจากแดนไกลโพ้น พร้อมด้วยดวงจิตอันบริสุทธิ์
ศีลอันสะอาดหมดจดแห่งพระธรรมวินัย รวมอาตมาและท่านทั้งหลายไว้ ณ สถานที่นี้
ท่านสาธุชนทั้งหลาย สิ่งที่ท่านต้องการเรียนรู้
จะได้ถูกถ่ายทอดเป็นของกำนัลในการมาเยือนของอาตมา

อาตมาได้สละโลกมาช้านานแล้ว และรู้สึกสังเวชสลดใจกับมันเสมอมา
อาตมาได้มายังภูเขาลาชิ เพื่ออยู่เดียวดายในถ้ำแห่งการบำเพ็ญเพียรเผากิเลสมาร
รวมเวลาหกเดือนเต็ม ประสบการณ์ในการบำเพ็ญเพียรจึงเริ่มขยายตัวออก
ซึ่งอาตมาจะได้แสดงให้ฟัง ณ บัดนี้ ถึงแก่นสารสาระหกประการ

ลำดับแรก อุปมาหกอย่างถึงปรากฏการณ์ภายนอกทั้งหลาย
ลำดับที่สอง ข้อผิดพลาดในภายในหกประการ ที่บุคคลควรได้พิจารณาอย่างระมัดระวัง
ลำดับที่สาม เชือกหกเส้น ที่ผูกร้อยรัดพวกเราไว้กับสังสารวัฏ
ลำดับที่สี่ หกเส้นทางสู่การบรรลุถึงความอิสระหลุดพ้น
ลำดับที่ห้า แก่นสารสาระหกประการแห่งความรู้เห็น ที่ทำให้เกิดศรัทธาอันมั่นคง
ลำดับที่หก ประสบการณ์แห่งปิติสุขทั้งหก ในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา

ถ้าบุคคลไม่ได้ใส่ใจจดจำอรรถธรรมนี้ไว้ให้ดีแล้วไซร้
ย่อมไม่มีความประทับใจใดๆหลงเหลืออยู่ในดวงจิต
จงได้ตั้งใจสดับถ้อยคำสาธยายของอาตมาให้จงดีเถิด
ถ้ายังมีสิ่งกีดขวาง ย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสุญญากาศ
ถ้ายังนับจำนวนได้ ไม่อาจเรียกว่าหมู่ดาว
ไม่มีใครเรียกมันว่าภูเขาถ้ามันเคลื่อนไหวโยกโคลงได้
มันย่อมไม่ใช่มหาสมุทรถ้ายังล้นหรือหืดแห้งได้
ไม่เรียกว่านักว่ายน้ำถ้ายังต้องการสะพาน
มันย่อมไม่ใช่สายรุ้งถ้าสามารถจับต้องได้
เหล่านี้คือประสบการณ์ภายนอกหกอย่าง

เมื่อมีขอบเขตจำกัดของคำพูดอธิบาย ความเข้าใจย่อมมีขอบเขตอันจำกัดด้วย
ความหลับสนิทไม่ใช่สมาธิ
การยอมรับหรือการปฏิเสธ มิใช่การดำรงจิตไว้อย่างถูกต้อง
สายธารของความคิดที่หลั่งไหลไม่หยุดหย่อน ไม่ใช่การบำเพ็ญวิปัสสนา
ถ้ายังมีทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกอยู่ นั่นไม่ใช่ปรีชาญาณ
ถ้ายังมีเกิดตาย นั่นไม่ใช่พุทธะ
เหล่านี้คือข้อผิดพลาดภายในทั้งหกประการ

ผู้ที่อยู่ในขุมนรกอเวจีถูกครอบงำด้วยความชัง
เปรตผู้หิวโหยร้อนรนด้วยความกระหายอยาก
สัตว์เดรัจฉานถูกห่อหุ้มด้วยความมืดบอด
ปุถุชนถูกร้อยรัดด้วยกามตัณหา
อสุรกายหดหู่อยู่ด้วยความริษยา
ผู้หมกมุ่นสยบจมอยู่ในสวรรค์ด้วยการได้สมใจอยาก ดำเนินไปด้วยความหยิ่งลำพองและถือตน
ทั้งหกประการนี้คืออุปสรรคแห่งการหลุดพ้นจากสังสารวัฏ

ด้วยการมีสัญชาติแห่งความเป็นคนตรง
ด้วยการมอบศรัทธาให้แก่อาจารย์ผู้ชาญฉลาดและเข้มงวด
ด้วยการเพ่งโทษตนเองอยู่เป็นนิจ
ด้วยการไม่คลุกคลีด้วยหมู่
ด้วยการเฝ้าตรวจสอบจิตใจของตนอยู่เสมอ
ด้วยการเพ่งเพียรเผากิเลสไม่ท้อถอย
นี้คือหนทางทั้งหกสู่ความอิสระหลุดพ้น

ปรีชาญาณที่บังเกิดขึ้นในภายในคืออาณาจักรดั้งเดิม
เมื่อปราศจากทั้งภายนอกและภายใน นั่นคือการมีสติมั่นคง
เมื่อไม่มีความสว่างหรือความมืด นั่นคือโลกแห่งการรู้แจ้งในภายใน
แทรกซึมและปกแผ่อยู่ในทุกกาลสถาน คืออาณาจักรแห่งพระธรรม
รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงย่อมมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง จึงบังเกิดขึ้นเป็นสังขตธรรม
ความไม่แปรผันเป็นนิจนิรันดรคืออสังขตธรรม
เมื่อปราศจากกิเลสนิวรณ์ ย่อมเป็นประสบการณ์อันสำคัญ
เหล่านี้คือความรู้เห็นที่เป็นแก่นสารสาระหกประการ ที่ไม่เคยผันแปร

เมื่อความรุ่มร้อนด้วยเพลิงกิเลสกำลังสูญสลายไป
เมื่อก้าวเคลื่อนดำเนินไปด้วยมัชฌิมาปฏิปทา
เมื่ออสังขตธรรมปรากฏชัดแจ้งออกมา
เมื่อชำระมลทินทั้งหลายจนสิ้นเกลี้ยง
เมื่อความรักและความชังมอดมลายลงด้วยอุเบกขาธรรม
เมื่อเกิดความสละปล่อยวางอันนำความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์มาให้
เหล่านี้คือประสบการณ์อันผาสุกของสมณะ

เพื่อยังความปรีดามาสู่ท่านทั้งหลาย อาตมาได้แสดงถึงแก่นสารสาระทั้งหกประการ
ซึ่งเป็นประสบการณ์ในการบำเพ็ญเพียรระหว่างฤดูหนาวที่ผ่านมาของอาตมา
ขอให้สาธุชนที่มาร่วมชุมนุมกัน ณ ที่นี้ จงได้โปรดร่วมกันดื่มน้ำอมฤตแห่งคำสอนนี้
ด้วยความแช่มชื่นเบิกบานจงทุกๆคน
ขอให้ความปรารถนาอันบริสุทธิ์ของท่านทั้งหลาย จงสัมฤทธิ์ผล
นี้คือธรรมบรรยายที่แสนจะคร่ำครึ จากอาตมาผู้ชราภาพ แต่จงอย่ามองข้ามมันไปเลย
เพราะมันเป็นของกำนัลจากพระธรรมชาติเจ้า จงได้ดำเนินไปด้วยปีติเปี่ยมล้นในดวงใจ
บนเส้นทางแห่งคำสอนอันเป็นมงคลนี้

ชินดอโมได้อุทานออกมาว่า “พระคุณเจ้า ช่างไม่ได้ต่างอะไรกับพระพุทธองค์ ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และในอนาคต แต่อย่างใดเลย การได้อยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่าน และเรียนรู้จากท่าน เป็นโอกาสที่หาได้ยาก ผู้ที่ไม่ศรัทธาในตัวท่าน นับว่าโง่เขลายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน”

ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “มันอาจไม่ใช่สิ่งสำคัญอะไรนัก ที่ผู้คนจะมาศรัทธาในตัวอาตมา แต่การที่ท่านทั้งหลายได้เรือนกายอันมีค่าของมนุษย์ และได้เกิดมาในกาลสมัยและสถานที่ ซึ่งพระพุทธศาสนาประดิษฐานอยู่ ย่อมนับได้ว่าเป็นความโง่เขลาอยู่มากทีเดียว ถ้าท่านทั้งหลายจะไม่พากันปฏิบัติธรรม”

ท่านมิลาเรปะได้กล่าวโศลกธรรมว่า
ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบ ณ เบื้องบาทท่านอาจารย์มาระปะ
อาตมาผู้ปฏิญาณว่าได้ชัยชนะเหนือตนเอง
กำลังจะแสดงธรรมแก่ท่านทั้งหลายผู้เปี่ยมไปด้วยความภักดี

มันเป็นความหลงโง่งมอยู่เพียงใด ที่ท่านทั้งหลายยังคงเต็มไปด้วยความประมาทมัวเมา
เฝ้าประกอบแต่อกุศลธรรมอันก่อให้เกิดวิบากผลที่เป็นอันตราย
ทั้งๆที่พระสัทธรรมอันบริสุทธิ์ แผ่ซ่านปกคลุมอยู่รอบกายของท่านทั้งหลาย
มันเป็นความหลงโง่งมอยู่เพียงใด ที่ท่านทั้งหลาย ปล่อยให้วันเวลาในชีวิต
ล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ไร้ความหมาย
ทั้งๆที่เรือนกายอันมีค่าของมนุษย์นี้ เป็นของกำนัลที่ได้มาโดยยาก
มันน่าขบขันสักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลายยังคงพำนักอยู่ในอาณาจักรที่เต็มไปด้วยการจองจำกักขัง
และหลงใหลที่จะมีชีวิตผูกพันอยู่ในนั้น
มันน่าขบขันสักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลาย ยังคงมัวแต่สาละวน
ทะเลาะเบาะแว้งอยู่กับภรรยาและญาติมิตร ซึ่งโดยแท้ที่จริง เป็นเพียงผู้มาเยี่ยมเยียนเท่านั้น
มันเป็นความไร้สติสักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลาย มัวแต่สยบจมอยู่กับถ้อยคำสรรเสริญเยินยอ
อันไพเราะอ่อนหวาน ซึ่งโดยแท้ที่จริง เป็นเพียงเสียงที่ว่างเปล่าในความฝันเท่านั้น
มันเป็นความไร้สติสักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลายพากันละเลยกับชีวิตของตนเอง
โดยเอาแต่ต่อสู้กับศัตรูภายนอก
ซึ่งโดยแท้ที่จริง เป็นเพียงดอกไม้ที่บอบบางสลายง่ายมีสภาพไม่ยั่งยืน
มันเป็นความเขลาอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลายผู้กำลังเดินทางไปสู่ความตายอยู่แท้ๆ
ยังเที่ยวแส่หาเรื่องทรมานตนด้วยความวิตกกังวลในเรื่องครอบครัว
ซึ่งโดยแท้ที่จริงเป็นเพียงสิ่งที่ผูกพันร้อยรัดให้ติดแน่นอยู่ในคฤหาสน์ของมายา
มันเป็นความเขลาอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลาย ยังคงหลงยึดมั่นตระหนี่ในทรัพย์สินเงินทอง
ซึ่งที่แท้เป็นเพียงหนี้ที่กู้ยืมมาจากคนอื่นเท่านั้น
มันเป็นความหลงโง่งมอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลาย
มัวแต่พากเพียรประดับประดาตกแต่งร่างกายของตน
ซึ่งโดยแท้ที่จริงแล้ว เป็นเพียงภาชนะที่เต็มไปด้วยสิ่งปฏิกูลเท่านั้น
มันเป็นความหลงโง่งมอยู่สักเพียงไร ที่ท่านทั้งหลายพากันครุ่นคิดจนประสาทตึงเครียด
เพื่อความร่ำรวยมั่งคั่งด้วยวัตถุปัจจัย จนลืมทอดทิ้งน้ำอมฤตแห่งคำสอนเรื่องภายใน
ในบรรดาปุถุชนผู้มืดบอดด้วยอวิชชาทั้งหลาย
ผู้มีปัญญาสำนึกตน ย่อมประพฤติธรรมเช่นเดียวกับอาตมา

ผู้คนที่อยู่ในที่ชุมนุมกล่าวต่อท่านมิลาเรปะว่า “ เราปลื้มปีติกับโศลกธรรมแห่งปรีชาญาณของท่านมาก แต่พวกเราไม่มีวันที่จะบรรลุถึงศักยภาพแห่งความวิริยะอุตสาหะและปัญญาญาณเช่นท่านได้ พวกเราคงทำได้เพียงแต่หลีกเลี่ยงสิ่งโง่ๆที่ท่านตักเตือน ความปรารถนาของพวกเรามีเพียงแต่การได้โอกาสพิเศษที่ท่านอยู่กับพวกเราต่อไป ซึ่งจะทำให้พวกเรามีโอกาสปรนนิบัติรับใช้ท่าน และได้ฟังคำสั่งสอนของท่าน และชีวิตอันไม่ยืนยงของพวกเรา อาจได้รับความคุ้มครองจากบารมีของท่าน”

ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “เพื่อเป็นการแสดงความเคารพเชื่อฟังอาจารย์ของอาตมา อาตมาต้องบำเพ็ญเพียรที่ภูเขาหิมะลาชิ อาตมาอาจอยู่ที่นี่ได้ชั่วคราว แต่ไม่อาจพำนักอาศัยอยู่ที่นี่ได้เหมือนกับที่ชาวโลกทำกัน ความไม่น่าเลื่อมไสและอกุศลจิต อาจเป็นผลติดตามมา ถ้าอาตมาอยู่ท่ามกลางท่านทั้งหลาย” หลังจากนั้นท่านได้แสดงโศลกธรรมว่า

กราบคารวะท่านอาจารย์ มาระปะ ขอให้อุบาสกอุบาสิกาที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้
จงเป็นผู้มีศรัทธาอันซื่อตรงไร้มารยาต่อพระธรรมโดยไม่มีวันเสื่อมคลาย

เมื่อบุคคลอยู่ใกล้ชิดคลุกคลีกับมิตรของเขานานเกินไป ความเบื่อหน่ายจะบังเกิดขึ้นในเวลาต่อมา
การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ นำไปสู่ความขัดเคืองและเกลียดชังเสมอ
ความต้องการอันไม่หยุดหย่อนและร่านทุรนของผู้คน ย่อมนำพาไปสู่การเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
การปกป้องและแสวงหาผลประโยชน์ตามกิเลสตัณหาของมนุษย์ นำไปสู่การล่วงละเมิดศีลธรรม
การคบมิตรชั่ว นำไปสู่การกระทำอันเลว
คำพูดซื่อตรงอันเป็นความสัตย์จริง อาจทำความยุ่งยากให้เกิดขึ้นได้ เมื่อนำมาเปิดเผยต่อชุมชน
การมัวแต่สาละวนถกเถียงกันด้วยเรื่องความถูกหรือความผิด เป็นเพียงการช่วยเพิ่มศัตรูเท่านั้น
การยึดมั่นอย่างเอาเป็นเอาตายในลัทธินิกายที่ตนนับถือ
ล้วนนำไปสู่ความชั่วร้ายและพอกพูนบาปกรรม
การให้คำมั่นสัญญามากมาย ล้วนนำไปสู่ความอึดอัดขัดเคืองและคิดชั่ว
การเอร็ดอร่อยด้วยการบริโภคอาหารที่อยู่บนความตายของผู้อื่น
เป็นอกุศลกรรมซึ่งก่อวิบากที่เต็มไปด้วยพิษภัย
การเป็นอยู่แบบโลกๆ เป็นความต่ำทรามไร้สาระ
การเฝ้าคลุกคลีด้วยหมู่ ย่อมก่อให้เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยาม
อันนำไปสู่ความชิงชังและขัดแย้งในที่สุด
ผู้ที่ครอบครองบ้านหลายๆหลังนั้น ย่อมเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นเมื่อใกล้จะตาย
ความทุกข์ความคร่ำครวญอาลัยเป็นสภาพทนได้ยากในโลก

ผู้ปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับอาตมา จำเป็นต้องพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่อันสงบสงัดแต่ผู้เดียว
ท่านสาธุชนทั้งหลาย การสะสมกุศลธรรมเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์
การปรนนิบัติครูบาอาจารย์ นับเป็นความน่ายินดี
อาตมาจะมาพบกับท่านทั้งหลายอีก

บรรดาสานุศิษย์พากันกล่าวว่า “เราไม่เคยที่จะเบื่อหน่ายต่อคำสอนของท่านเลย มีแต่ท่านเท่านั้นที่เบื่อหน่ายพวกเรา พวกเราตระหนักอยู่แล้วว่าการปรนนิบัติรับใช้ท่านไม่ว่าจะอบอุ่นเพียงใด เพื่อรบเร้าให้ท่านอยู่ที่นี่ต่อไป ย่อมหาประโยชน์ไม่ได้ พวกเราเพียงแต่หวังให้ท่านมาเยี่ยมเยียนพวกเราบ้างเป็นครั้งคราว”

ชาวบ้านพากันร่วมถวายจตุปัจจัยแก่ท่านเป็นจำนวนมาก แต่ท่านมิได้รับไว้ ความศรัทธาต่อท่านมิลาเรปะ ได้หยั่งลงอย่างมั่นคงล้ำลึกในจิตใจของชาวบ้าน
“ถ้ายังมีสิ่งกีดขวางย่อมไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสุญญากาศ ถ้ายังนับจำนวนได้ไม่อาจเรียกว่าหมู่ดาว “

ดูผิวเผิน คำพูดข้างบนนี้ไม่ได้แปลกประหลาดลึกซึ้งอะไร แต่ในความเห็นของผู้แปล เข้าใจว่าท่านมิลาเรปะ ได้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เป็นข้อเท็จจริงสำหรับปุถุชน(สมมุติสัจจะ)นั้น เป็นความจริงที่ต้องมีเงื่อนไขกำหนดให้เป็นเช่นนั้นเสมอ เช่นเรากล่าวว่าน้ำเดือดที่ร้อยองศาเซนติเกรด ย่อมเป็นจริงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความดันในอากาศที่ระดับหนึ่งเท่านั้น ถ้าความดันในอากาศเปลี่ยนไป จุดเดือดของน้ำก็ไม่ใช่ร้อยองศา เราอาจเห็นสายฝนเกือบอยู่ในแนวนอน ถ้าเรามองผ่านหน้าต่างรถที่กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง แต่เมื่อรถจอดเราจะเห็นสายฝนอยู่ในแนวดิ่ง เรากำหนดรับรู้ว่าเป็นผ้า ถ้านำเส้นด้ายมาถักทอเรียงตั้งฉากเบียดชิดกัน แต่เรากำหนดรับรู้ว่าเป็นเชือก เมื่อเอาเส้นด้ายมาขวั้น การรับรู้ว่าเป็นผ้าหรือเชือก ไม่ใช่ความจริงแท้ เพราะผ้าหรือเชือกล้วนต่างปราศจากตัวตนของมันเอง เป็นเพียงค่าสัมพัทธ์ที่มีเงื่อนไขต่างกัน จึงทำให้ทรงความปรากฏแตกต่างกัน เงื่อนไขดังกล่าวคือกรรมที่กระทำต่อเส้นด้ายต่างกัน จึงย่อมมีวิบากแห่งผลกรรมที่แตกต่างกัน ท่าน อัลเบิตร์ไอสไตร์ ได้กล่าวว่าข้อเท็จจริงในธรรมชาติ ที่ตัวท่านเองค้นพบ เป็นเพียงค่าสัมพัทธ์ ทฤษฎี Relativity ที่ท่านค้นพบในวัยชรา ถึงกับทำให้ท่านอุทานออกมาว่าข้าพเจ้าไม่รู้อะไรเลย เพราะสิ่งที่รู้เห็นนั้นเป็นเพียง “Relative Truth” ยังไม่นับได้ว่าเป็นความจริงแท้สูงสุดอันคือ “ULTIMATE TRUTH” เพราะความจริงแท้สูงสุด ย่อมไม่ผันแปรตามเงื่อนไขของเหตุปัจจัยแวดล้อมใดๆ

คำสอนเรื่องความจริงแท้สูงสุดในศาสนาพุทธ ชี้ว่าสังขตธรรมทั้งปวงล้วนเป็นมายา สรรพสิ่งล้วนเป็นสังขตธรรม เพราะมีเหตุปัจจัยประชุมกันให้ทรงความปรากฏได้ การปรากฏของสังขตธรรมอันเป็นธรรมชาติซึ่งไม่เป็นอื่นจากการประชุมของเหตุปัจจัย จึงเป็นการปรากฏที่ปราศจากตัวตนของมันเองอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่อิสระจากเหตุปัจจัย การปรากฏของสังขตธรรมหรือสรรพสิ่ง จึงเป็นค่าสัมพัทธ์ของเหตุปัจจัย ไม่ใช่ความจริงแท้ ซึ่งตรงกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์ การปรากฏแห่งราชรถของพระยามิลินทร์ เป็นการประชุมกันของ ไม้ หนังสัตว์ เหล็ก ทองเหลือง ทองแดง ฯลฯ หาได้มีตัวตนของราชรถแม้น้อยหนึ่ง เมื่อนำความรู้เรื่องสังขตธรรมหรือสรรพสิ่งเป็นมายา มาใช้อบรมจิต ย่อมทำให้เกิดการสละปล่อยวางอย่างเด็ดขาด เพราะสังขตธรรมหรือสรรพสิ่งซึ่งปราศจากตัวตนของมันเอง ย่อมเป็นความว่างเปล่าอย่างถึงที่สุด ถึงแม้ว่าบทบาทอันแน่นอนของทฤษฎีแห่งเหตุปัจจัยหรือกรรมวิบาก จะดำเนินไปอย่างเฉียบขาดต่อประสิทธิผลในการทรงความปรากฏของสรรพสิ่งหรือสังขตธรรมก็ตาม ก็ไม่ได้ค้านแย้งกับความปราศจากตัวตนของมันเองในบรรดาสรรพสิ่งแต่อย่างใด ตรงกันข้าม ทฤษฎีกรรมวิบากหรือเหตุปัจจัย กลับยืนยันว่า สิ่งที่ทรงความปรากฏขึ้นด้วยการประชุมกันแห่งเหตุปัจจัยหรือกรรมวิบาก ย่อมปราศจากตัวตนของมันเองเป็นอนัตตา ผู้ปฏิบัติธรรมที่บรรลุถึงอนัตตาธรรมหรือสุญตาธรรมหรือความจริงแท้สูงสุด ย่อมอิสระหลุดพ้นเข้าถึงพระนิพพานอันไร้เหตุปัจจัยปรุงแต่งเป็นอสังขตธรรม ถึงแม้ว่าอสังขตธรรมซึ่งปราศจากเหตุปัจจัยปรุงแต่งจะไม่มีวันผันแปร แต่อสังขตธรรมก็เป็นอนัตตา ตรงตามพุทธวจนะที่กล่าวว่า สัพเพธัมมาอนัตตา ซึ่งหมายเอาทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรมว่าเป็นอนัตตา พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้อย่างชัดเจนด้วยว่า “สิ่งซึ่งบังเกิดปรากฏเนื่องจากอาศัยเงื่อนไขต่างๆ (ซึ่งสัมพัทธสัมพันธ์กัน เพื่อทรงความปรากฏนั้นเอาไว้) คือการไม่ได้บังเกิดขึ้นจริง มันไม่ได้ถูกทำให้บังเกิดขึ้นเพราะอาศัยความเป็นสิ่งที่หมายถึงตามจิตสังขารในภายใน ตถาคตย่อมกล่าวว่าทุกสิ่งที่ปรากฏโดยอาศัยเงื่อนไขต่างๆ ซึ่งสัมพัทธสัมพันธ์กัน เพื่อทรงความปรากฏนั้นเอาไว้ เป็นการปรากฏที่ว่างเปล่าปราศจากตัวตนของมันเอง ผู้ที่รู้จักสุญตาธรรม ย่อมทำให้มีอินทรีย์สังวรอันเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ด้วยสติ” ท่านนาคารชุน ผู้เป็นบิดาของพุทธแบบมหายาน กล่าวอย่างคมคายในเรื่องนี้ไว้ว่า “ถ้าสรรพสิ่งซึ่งเป็นสังขตธรรมทั้งปวง มิได้ถูกสังขารขึ้นมาอย่างแน่ชัดแล้วไซร้ สิ่งซึ่งเป็นอสังขตธรรม จะถูกสังขารขึ้นมาได้อย่างไร?”

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook