บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

หุบเขา วัชชระ สีเทา ท่านมิลาเรปะมาถึงหุบเขาวัชชระสีเทา และเข้าสถิตอยู่ในสภาวะของการเพ่งฌานให้เกิดญาณวิถี โยคีในลัทธิตันตริกจากกูตังผู้เคยฟังท่านมิลาเรปะแสดงธรรมมาก่อน เขามีความเลื่อมใสศรัทธาอย่างล้ำลึกในตัวท่านมิลาเรปะ ได้มากราบนมัสการและกล่าวกันท่านมิลาเรปะว่า “ถึงแม้ข้าพเจ้าจะได้บำเพ็ญสมาธิภาวนามาบ้าง ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้รับประสบการณ์หรือไม่เคยได้รับบุญกุศลสำหรับตนเองเลย ซึ่งอาจเกิดจากความโง่เขลา และทำให้ปฏิบัติลงไปผิดๆ ขอให้เมตตาสอนแนวทางที่ถูกต้องแก่ข้าพเจ้าด้วย” ท่านมิลาเรปะได้กล่าวตอบว่า “ในกรณีของท่านนั้น จำเป็นต้องเรียนรู้ถึงบรรดาแก่นสารสาระต่างๆ” จากนั้นท่านได้แสดงโศลกธรรมที่ชื่อว่า “หกแก่นสารสาระ”

ปรากฏการณ์ทางจิตนั้น ย่อมมีรูปแบบหลากหลายนัย จนไม่อาจนับคำนวณได้
มากมายดั่งปริมาณของฝุ่นธุลีหรือมากมายเช่นเดียวกับรังสีนาๆชนิดซึ่งนับไม่ถ้วนในแสงอาทิตย์
อาตมาย่อมหยั่งรู้และเข้าใจดีในธรรมชาติเหล่านี้

ปรมัตถสัจจะอันแท้จริงของปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้น
ย่อมไม่อาจนำมากล่าวแสดงด้วยเหตุผลหรือเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น
อาตมาย่อมหยั่งรู้และเข้าใจดีในธรรมชาติอันสุขุมลึกซึ้งละเอียดลออเหล่านี้

แม้ว่าอาตมาจักต้องเผชิญหน้ากับคมหอกดาบมากมายเฉพาะหน้า
ก็ไม่อาจทำให้ธรรมชาติแห่งความรู้แจ้งในภายในของอาตมาสั่นคลอนไปได้เลย
อาตมาได้ทำลายอุปาทานผูกพันยึดมั่นต่อบรรดาสรรพสิ่งลงโดยสิ้นเชิงแล้ว

ธรรมชาติของจิตซึ่งเคยโลดแล่นไปตามความเคยชินนั้น
ยากยิ่งนักที่จะกำราบให้เชื่องลงได้โดยง่าย แม้ว่าจะได้เก็บตัวอยู่ในหีบเหล็กกล้าก็ตาม
บุคคลควรได้ตระหนักชัดว่าปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวงนั้นล้วนเป็นเพียงมายา
จากนั้นสานุศิษย์ของท่านได้กล่าวถามว่า “ประสบการณ์ของท่านอาจารย์ที่เพิ่งกล่าวแสดงมานั้น บังเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป หรือว่าอุบัติขึ้นในทันทีทันใด” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “บุคคลที่ได้สั่งสมบารมีธรรมมามาก ย่อมบรรลุถึงความตรัสรู้ได้ในทันทีทันใด แต่ผู้คนโดยเฉลี่ยและที่ต่ำชั้นลงมา ย่อมค่อยๆสั่งสมความรู้แจ้งตระหนักชัดไปทีละเล็กละน้อย อาตมาจะได้แสดงถึงสัญลักษณ์ของการตรัสรู้อันแท้จริง และสัญลักษณ์ของบรรดาผู้ที่มีประสบการณ์กับการตรัสรู้จำลอง ซึ่งถูกเข้าใจผิดโดยบางคน ว่าเป็นของจริง”
ในโอกาสนี้ ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกอธิบายความแตกต่างของประสบการณ์แบบจริงแท้กับแบบจำลอง ในลำดับขั้นตอนทั้งสี่ขั้นของมหามุทราหรือสุญตสมาธิ

อาตมาขอน้อมเศียรเกล้ากราบลง ณ เบื้องบาทของคุรุผู้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์

การยึดติดในความมีอยู่แห่งจิต นำไปสู่สังสารวัฏ
การตระหนักชัดถึงความสิ้นอุปาทานยึดมั่นและความสว่างไสวแห่งมหาสติ
คือความไม่ก่อเกิดและอนันตภาวะที่แทรกซึมอยู่ทุกแห่งหน
อันเป็นสุดยอดสัญลักษณ์ของลำดับขั้นตอนแห่งเอกสภาวะเดียว

สภาพธรรมอันเอกที่ปรากฏขึ้นรู้เฉพาะตนเป็นปัจจัตตังนั้น
ย่อมไม่ปรากฏในบุคคลที่ชอบพูดถึงความเป็นเอกสภาวะเดียวของสรรพสิ่ง
แต่ยังคงบำเพ็ญสมาธิภาวนาที่เนื่องอยู่กับรูป
ถ้าบุคคลล่วงรู้ถึงสัจจะแห่งกรรม แต่ยังคงปฏิบัติผิดๆ
เขาย่อมบำเพ็ญเพียรอย่างมืดบอดและเต็มไปด้วยตัณหาราคะ
อาการเช่นนี้ ย่อมหาไม่พบในลำดับขั้นตอนที่แท้จริงของเอกสภาวะเดียว

การตระหนักชัดถึงธรรมชาติของจิตที่ปราศจากอุปาทานในเบญจขันธ์
ย่อมทำให้เข้าถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข อันไม่ต้องอาศัยอัตตาตัวตนเป็นผู้เสวยความสุขนั้น
มันอยู่เหนือถ้อยคำของภาษาที่ใช้พูดอธิบาย ซึ่งเป็นเพียงสมมุติบัญญัติของมนุษย์
บุคคลย่อมเห็นธรรมชาติของดวงจิตสว่างใสดุจดังห้วงอวกาศที่เป็นอนันตภาวะ
นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งสุดยอดของสภาวะที่อยู่เหนือถ้อยคำอธิบาย

แม้ว่าบุคคลจะได้พูดถึงสภาวะอันอยู่เหนือถ้อยคำอธิบาย
แต่ยังคงกำหนดหมายแยกแยะคุณค่าของสิ่งต่างๆ
โดยการกล่าวพาดพิงถึงสิ่งนั้นสิ่งนี้ ในลักษณะที่หลงสมมุติอยู่ตามเดิม
บุคคลประเภทนี้ยังคงเพียงแต่เล่นอยู่กับคำพูดเท่านั้น
โดยข้อเท็จจริงแล้ว ยังจัดว่าเป็นปุถุชนผู้มืดบอด
และเป็นผู้ที่บำเพ็ญสมาธิภาวนาด้วยความยึดมั่นในอัตตาตัวตน
ในสภาวะที่อยู่เหนือถ้อยคำทั้งปวง ย่อมไม่มีวิถีทางดังเช่นที่ว่ามานี้

การตระหนักชัดถึงความไม่แตกต่างระหว่างปรากฎการณ์ทั้งหลายทั้งปวงและความว่างเปล่า
คือธรรมกายที่หยั่งรู้ว่าวัฏสงสารและพระนิพพานไม่แตกต่างกัน
นี้เป็นความสมบูรณ์แห่งการเข้าถึงพุทธภาวะ
นี้เป็นสภาพของวิมุติรสที่หลายๆท่านได้ลิ้มลองดูแล้ว

บุคคลที่กล่าวว่า “ทั้งหมดคือหนึ่ง” แต่ยังคงแยกแยะว่าเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้
ในสภาวะของการลิ้มลองวิมุติรสอันเป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตน ย่อมไม่มีความมืดบอดเช่นนั้น

ธรรมชาติของความคิดที่หลั่งไหลนั้น
ก็เป็นธรรมชาติเดียวกันกับปรีชาญาณซึ่งแทรกซึมอยู่ทุกแห่งหน
อสังขตธรรมและสังขตธรรม โดยที่แท้แล้วก็คือสิ่งเดียวกัน
เหตุและผล โดยที่แท้แล้วก็คือสิ่งเดียวกัน
นี้คือความตระหนักชัดต่อกายทั้งสามแห่งพุทธะซึ่งดำรงอยู่ในบุคคล
นี้คือสุดยอดสัญลักษณ์แห่งสภาวะของความเป็นไปเองโดยไม่ต้องพากเพียรปฏิบัติอะไร

เมื่อบุคคลกล่าวถึง ความเป็นไปเองโดยไม่ต้องพากเพียรปฏิบัติอะไร
แต่ดวงจิตของเขายังโลดแล่นซุกซน
เขาพูดถึงความสว่างไสว แต่ความจริงแล้วยังมืดบอด
ในสภาวะของความเป็นไปเองโดยไม่ต้องพากเพียรปฏิบัติอะไร ย่อมไม่มีปรากฏการณ์เช่นนั้น
สานุศิษย์ได้อุทานขึ้นว่า “คำแนะนำของท่านช่างวิเศษอัศจรรย์จริงๆ เพื่ออนุเคราะห์คนโง่เขลาเหมือนพวกเรา ขอท่านอาจารย์ได้โปรดอธิบายถึง บารมีทั้งหก” ท่านมิลาเรปะกล่าวแสดงว่า

อาตมาขอน้อมเศียรเกล้ากราบลง ณ เบื้องบาทของคุรุผู้ทรงคุณอันประเสริฐ

โลกียทรัพย์นั้นเปรียบเสมือนหยาดน้ำบนแก้ว
เมื่อตระหนักชัดอยู่ดังนี้ ไฉนจึงไม่ยินดีต่อการคลายความยึดติดในมัน

การได้ถือกำเนิดเป็นมนุษย์คือสิ่งที่มีคุณค่า เมื่อตระหนักชัดอยู่ดังนี้
ไฉนจึงไม่ปฏิบัติธรรมด้วยความตั้งใจประดุจการรักษาดวงตาของตน

โทสะเป็นมูลเหตุแห่งการตกล่วงลงสู่อบายภูมิ
ไฉนจึงไม่หยุดยั้งเอาไว้ให้ได้ แม้จะต้องเสี่ยงชีวิตก็ตาม

ความเกียจคร้านย่อมไม่เอื้ออำนวยต่อการยังประโยชน์ตนและผู้อื่น
ฉะนั้นจงบำเพ็ญกุศลกรรมอย่างขยันขันแข็งเถิด

จิตที่ฟุ้งซ่านวิตกกังวลไม่หยุดหย่อน ย่อมไม่อาจเข้าถึงปรมัตถสัจจะได้
เมื่อรู้เห็นอยู่ดังนี้จึงสมควรจะได้ฝึกบำเพ็ญสัมมาสมาธิ

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าย่อมไม่อาจปรากฏได้ด้วยการค้นหาพระองค์
เมื่อรู้เห็นอยู่ดังนี้จึงต้องจดจ่อต่อธรรมวิจัยในภายใน

จนกว่าเมฆหมอกแห่งฤดูใบไม้ร่วงอันหนาทึบซึ่งผ่านจรเข้ามา
จะได้อันตรธานสูญสลายไปในฟากฟ้า
ความสดใสงดงามแห่งฤดูใบไม้ผลิจักปรากฏ
ขอท่านทั้งหลายจงอย่าได้ดำรงตนอยู่ในความประมาท
จงสำรวมระวังต่อการปฏิบัติบำเพ็ญด้วยความซื่อตรงและเต็มไปด้วยธรรมวิจัย
เมื่อได้ฟังบทโศลกนี้จบลง สานุศิษย์ต่างชื่นชมและเปี่ยมไปด้วยศรัทธา หลายวันต่อมา สานุศิษย์และโยมอุปปัฏฐากหลายคน ได้มาอยู่คอยปรนนิบัติรับใช้และถวายจตุปัจจัยให้แก่ท่าน พวกเขาได้รับฟังเรื่องราวในชีวิตของท่านมิลาเรปะ และพากันซักถามถึงเทคนิคในการผ่านบททดสอบต่างๆในระยะแรกๆ จนกระทั่งบรรลุธรรมในที่สุด ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบเป็นบทโศลกที่มีชื่อว่า “การสละคืนหกอย่าง”

เมื่อบุคคลหมดความสนใจห่วงหาอาลัยในโลกนี้แล้ว
ศรัทธาอันซื่อตรงของเขาที่มีต่อพระธรรมจะหยั่งลงอย่างมั่นคง

มันเป็นการยากนักที่จะสละความยึดติดในสถานที่ซึ่งตนพำนักอาศัยคลุกคลีอยู่กับมันมานาน
ดังนั้นเพื่อขจัดข้อขัดข้องนี้ จงละทิ้งมันไปโดยไม่ต้องลังเลใจ
บุคคลจะสามารถปลอดภัยจากโทสะได้หรือไม่หนอ

เป็นการยากที่จะเอาชนะไฟกิเลสที่มีต่อวงศาคณาญาติและมิตรสนิท
วิธีซึ่งดีที่สุดในการตัดความสัมพันธ์กับบรรดาวงศาคณาญาติ
คือการเลิกสมาคมกับเขาเหล่านั้นในทุกวิถีทาง

มันเป็นการยากนักที่จะสำนึกว่าตนนั้นร่ำรวยพอแล้ว ดังนั้นเขาควรสวมใส่เสื้อผ้าราคาถูก
เพื่อที่ว่าความต้องการอันรุนแรงเห่อเหิมจะได้ถูกขจัดออกไปได้บ้าง

มันเป็นการยากหนักหนา ที่จะหลีกเลี่ยงจากเสน่ห์ของโลกีย์
ด้วยการสมาทานในความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างต่อเนื่อง
ความโอ่อวดเห่อเหิมย่อมถูกขจัดออกไป

มันเป็นการยากที่จะระงับมานะทิฐิและความหยิ่งผยองลำพองตน
ดังนั้นจงไปอาศัยอยู่ตามป่าเขาเช่นเดียวกับสัตว์ทั้งหลาย

ความเข้าใจจริงแท้ย่อมจะพอกพูนขึ้นด้วยความวิริยะอุตสาหะ
การพากเพียรปฏิบัติด้วยสัมมาทิฐิย่อมเป็นบ่อเกิดแห่งกุศลธรรมทั้งหลายทั้งปวง

เหมือนกับห้วงนภากาศ ธรรมกายแผ่แทรกซึมอยู่ทั่วทุกทวารแห่งผัสสะ
ความมืดบอดแห่งอวิชชาพัดพาเข้าสู่สังสารวัฏ

มันไม่ใช่เรื่องยากที่จะแลเห็นธรรมกายเพียงชั่วครู่
แต่ยากหนักหนาที่จะดำรงความหยั่งรู้เห็นนั้นไว้ได้อย่างถาวร
บุคคลจึงยังคงเศร้าหมองต่อไปด้วยอิทธิพลของกิเลสนิวรณ์ทั้งห้า

การหยั่งลงสู่สุญตาธรรมอย่างแนบแน่นถาวรนั้น มิได้เป็นการหยุดยั้งอายตนะและผัสสะ
มันยังคงดำเนินไปได้เป็นปรกติตามธรรมชาติ เพียงแต่ว่าปราศจากการยึดมั่นถือมั่น
จากนั้นบุคคลย่อมหลอมรวมเข้ากับกายทั้งสามตลอดไป
นี้คือนิมิตหมายซึ่งบ่งชี้ถึงการตรัสรู้

การบำเพ็ญสมถะและวิปัสสนาดูประหนึ่งว่าถูกแบ่งแยกเป็นสองขั้นตอน
แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วมันดำเนินไปด้วยกันในสัมมาสมาธิ

ในโยคะที่ปราศจากการไปการมา ความปราศจากอวิชชาสัมผัสทั้งหกทวารย่อมบังเกิดขึ้น
อาตมาสถิตอย่างมั่นคงอยู่ในกายทั้งสามที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้

ไร้อวิชชาสัมผัส อาตมายังคงเดินได้อย่างมีพลัง
ไร้อุปาทานในเบญจขันธ์ อาตมาย่อมได้รับบุญกุศลอย่างท่วมท้น

อริยบุคคลย่อมเข้าใจในการบรรลุถึงความเบาว่างตลอดวัน
อวิชชาสัมผัสถูกระงับลงโดยสิ้นเชิง จิตวิญญาณได้รับการปลดปล่อยสู่ความอิสรเสรี
หมดความห่วงกังวลต่อเรือนกายอันเป็นมายานี้

บุคคลควรเล็งเห็นว่าปรากฏการณ์อันผันแปรทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นดังเมฆหมอกและหยาดน้ำค้าง
บุคคลที่ปฏิญาณว่าจะเป็นผู้ปลดปล่อยสรรพชีวิตสู่ความอิสระหลุดพ้น
ควรได้ตระหนักชัดว่า ปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวง
ไม่ได้ผิดแผกไปจากภาพสะท้อนของดวงจันทร์ในน้ำเลย

เมื่อปราศจากสัมผัสในทุกๆทวาร เรือนกายของมนุษย์นี้ก็เป็นเพียงภาพมายาไร้สาระ
การอิสระหลุดพ้นจากเครื่องร้อยรัดทั้งปวงนั้น
เปรียบได้กับการเบ่งบานของดอกปทุม ที่ปรากฏขึ้นเหนือกองดินเลน
อริยะบุคคลย่อมแน่ใจและไม่เคลือบแคลงสงสัยในการปฏิบัติธรรม

ธรรมชาติของจิตนั้นแทรกซึมอยู่ทุกหนทุกแห่งเหมือนห้วงอวกาศ
มันส่องสว่างเผยให้เห็นว่า ปรากฏการณ์ทั้งปวงคือธรรมกาย
มันหยั่งรู้และสาดแสงไปทั่ว
อาตมาเห็นมันชัดแจ้งดุจดังแลดูผลึกแก้วบนฝ่ามือของอาตมา

เมื่อเริ่มต้นไม่มีการมา ในท่ามกลางไม่มีการหยุดอยู่ ในบั้นปลายไม่มีการไป
สำหรับดวงจิตแล้ว ย่อมปราศจากการบังเกิดขึ้นมาและปราศจากการดับสูญสลายไป
ดังนั้นบุคคลย่อมสามารถล่วงพ้นกาลเวลาได้ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่มีความแตกต่างกัน

กลุ่มเมฆหมอกแห่งความรักและความชัง สูญสลายไปด้วยตัวมันเอง
ดวงจิตแจ่มใสดุจท้องฟ้าที่โปร่งโล่ง ดิน น้ำ ลม ไฟ หยั่งลงไม่ได้

มันไม่เคยแยกตัวออกจากอสังขตธรรม มันตัดภพชาติทั้งสามแห่งสังสารวัฏลงโดยสิ้นเชิง
นี้คือนิมิตหมายซึ่งบ่งชี้ถึงการตรัสรู้

ถ้าโยคาวจรตระหนักชัดอยู่ดังนี้ เมื่อละร่างเข้าสู่สภาวะสัมภเวสี
เขาอาจสามารถบรรลุถึงกุศลธรรมทั้งปวงได้อย่างสมบูรณ์

ด้วยความเข้าใจต่อข้อแนะนำอันล้ำลึก
บุคคลย่อมสามารถรวมจิตและเจตสิกเข้าด้วยกัน
ถ้าเขาล้มเหลวที่จะหลอมรวมมันเข้าด้วยกัน
เขายังคงสามารถปรับเปลี่ยนรูปมายาลวงของสัมภเวสี ไปสู่เรือนกายอันบริสุทธิ์แห่งปิติสุข

ถ้าบุคคลตระหนักชัดว่าสัมโภคกายไม่ใช่ของจริงมันเปรียบประดุจเงาเท่านั้น
เขาย่อมไม่มีวันดำเนินออกไปนอกลู่นอกทาง
นี้คือความรู้แจ้งเป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตนของอาตมา
อาตมาย่อมแน่ใจในธรรมชาติเหล่านี้ ชาวบ้านแห่งกูตัง ต่างก็มีศรัทธาตั้งมั่นในท่านมิลาเรปะ และได้เวียนกันมาถวายจตุปัจจัยให้กับท่านอยู่เสมอๆ
วันหนึ่ง ใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่ ขณะที่ท่านมิลาเรปะสถิตอยู่ในสมาธิที่มีความสว่างโล่งโถงเป็นอารมณ์แห่งสมาธิจิต ท่านได้นิมิตเห็นเทพธิดาแห่งวัชชระปรากฏเบื้องหน้าท่าน เธอได้พยากรณ์ว่า “พระคุณเจ้ามิลาเรปะ ท่านจะมีสานุศิษย์ที่รุ่งเรืองดังแสงตะวันหนึ่งองค์ รุ่งเรืองดังแสงจันทร์หนึ่งองค์ สุกสกาวดังดวงดาวยี่สิบสามองค์ ทั้งยังจะมีผู้เข้าถึงอรหัตผลยี่สิบห้าองค์ บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคลซึ่งเป็นผู้ไม่เวียนกลับมาสู่โลกียวิสัยอีกแล้วหนึ่งร้อยรูป มีสานุศิษย์ที่เกิดธรรมจักษุหนึ่งร้อยแปดคน และจะมีอุบาสกอุบาสิกาถึงหนึ่งพันคนผู้จะดำเนินไปในสัมมาอริยมรรค เขาเหล่านี้พ้นจากโลกอบายโดยเด็ดขาดแล้ว สำหรับสานุศิษย์ผู้เปรียบดังดวงจันทร์นั้น อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของแคว้นกูงตัง ขออาราธนาให้พระคุณเจ้าช่วยเดินทางไปโปรดเขาด้วย” ท่านมิลาเรปะได้รับคำอาราธนา และตกลงใจที่จะไปยังตอนเหนือของกูงตัง

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook