บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

การพบกันที่สายธารสีเงินยวง วันหนึ่งช่วงปลายฤดูร้อนที่ศรีริตอนเหนือ ซึ่งท่านมิลาเรปะใช้เป็นสถานที่พำนักบำเพ็ญสมณะธรรม ท่านได้ออกมาบิณฑบาตยังตอนบนของก๊อกตาง และเหนื่อยอ่อนจนหลับไปในขณะที่ท่านเอนกายนอนพักผ่อน ท่านฝันเห็นหญิงผิวสีเขียว ผมสีทอง และมีขนคิ้วที่ทอแสงจรัส เดินนำหน้าพาชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบปีตรงมาหาท่าน เธอกล่าวแก่ท่านมิลาเรปะว่า “ท่านมิลาเรปะ จะมีกลีบดอกบัวถึงแปดกลีบเบ่งบานขึ้นในดวงใจของท่าน และชายหนุ่มผู้นี้คือผู้ที่เป็นหนึ่งในแปดนั้น ได้โปรดอวยพรชัยและจูงดึงชายหนุ่มผู้นี้ขึ้นสู่ฐานะอันเลิศด้วยเถิด” ท่านมิลาเรปะ หยั่งทราบด้วยญาณวิถีของท่านว่าหญิงสาวในนิมิตเป็นเทพธิดา และดอกบัวแปดกลีบที่นางกล่าวถึง หมายเอาสานุศิษย์ที่ท่านจะได้พบเนื่องจากวิบากผลแห่งกรรมในอดีตชาติ ท่านดำริขึ้นว่า “วันนี้อาตมาอาจจะได้พบสานุศิษย์ ที่ถูกส่งมาด้วยวิบากผลแห่งกรรมในอดีต อาตมาจะพยายามเกื้อหนุนเขาอย่างดีที่สุด” ขณะที่ท่านเดินทางมาที่ตำบลบอง ถึงริมฝั่งสายธารสีเงินยวง ท่านได้หยุดพักผ่อนและงีบหลับไปอีก ระหว่างนั้นมีชายหนุ่มขับขี่มาบนม้าสีดำสนิทผ่านมาพบท่าน เขากล่าวถามว่า “ทำไมท่านจึงมานอนอยู่ที่นี่?” ท่านมิลาเรปะได้ย้อนถามชายหนุ่มว่า “คุณโยม กำลังจะเดินทางไปไหน?”
ชายหนุ่มกล่าวตอบว่า “กระผมจะข้ามสายธารสีเงินนี้ไปสู่ ดินรี”
ท่านมิลาเรปะได้บอกให้ชายหนุ่มฟังว่า “อาตมาชรามาก เป็นเรื่องยากที่จะลุยข้ามน้ำไป อาตมาขอร่วมนั่งหลังม้าไปกับคุณโยมด้วย ได้หรือไม่?”
ชายหนุ่มกล่าวปฏิเสธคำขอร้องของท่านว่า “กระผมกำลังจะข้ามไปเล่นกับเพื่อนที่ฝั่งโน้น ต้องรีบไป และไม่สามารถรับท่านขึ้นบนหลังม้ามากับกระผมได้ ม้าอาจต้องแบกน้ำหนักมากเกินไป ซึ่งอาจทำให้มันเจ็บตัวได้”
พอพูดจบเขาก็บังคับม้าให้ออกวิ่งต่อไปโดยไม่เหลียวมามองท่านอีก ท่านมิลาเรปะได้เพ่งสมาธิรวมจิตเป็นเอกภาพเดียวกับจิตของคุรุ รวบรวมพลังลมปราณแสดงอภิญญาล่องลอยไปเหนือผิวน้ำข้ามลำธารไปฝั่งตรงข้าม ท่านแลเห็นชายหนุ่มกับม้าของเขากำลังเปียกปอนทุลักทุเลอยู่กลางลำธาร ชายหนุ่มเองก็ได้แลเห็นท่านมิลาเรปะเดินไปบนผิวน้ำผ่านเขาไปด้วยสายตาของตนเอง เขาพยายามคิดว่าเป็นภาพลวงตา และพึมพำกับตนเองว่า “เกิดอะไรขึ้นกับข้าฯวะเนี่ย? กำลังเกิดภาพหลอนกับข้าฯหรืออย่างไร? ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ชายผู้นี้ต้องเกิดมาเพื่อจะลอยน้ำได้”
เมื่อชายหนุ่มข้ามฝั่งมาได้ เขาตรงเข้าไปหาท่านมิลาเรปะ และได้พบว่าท่านมิได้เปียกน้ำเลยแม้แต่ที่ฝ่าเท้าของท่าน ความศรัทธาได้บังเกิดขึ้นอย่างท่วมท้นในใจของชายหนุ่ม เขากล่าวอุทานออกมาว่า “ขอขมาพระคุณเจ้าด้วย ที่มิได้ล่วงรู้ว่าท่านมิใช่ปุถุชนคนธรรมดาทั่วๆไป และไม่ยอมรับท่านขึ้นบนหลังม้ามากับกระผม ได้โปรดยกโทษให้กระผมด้วยเถิดขอรับ” เขากราบท่านหลายหน และด้วยความเลื่อมใส ปัญหานาๆประการก็พรั่งพรูออกมาจากชายหนุ่ม “ท่านลามะมาจากที่ไหน ขอรับ? ภารกิจของท่านคืออะไรครับ? ใครเป็นคุรุของท่าน? วัดของท่านอยู่ที่ไหน? ท่านบำเพ็ญสมาธิภาวนาอะไรครับ? เมื่อเช้านี้ท่านมาจากที่ใด? คืนนี้ท่านจะพักที่ไหนครับ?” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า

จงโปรดฟังอาตมาพ่อหนุ่มเจ้าสำราญ

คุณโยมไม่รู้จักอาตมาดอกหรือ? อาตมาคือมิลาเรปะ อาตมามาจาก กุงตัง
อาตมาจาริกไปทั่วแว่นแคว้น วู และ ซาง
ขณะเดียวกันก็เรียนรู้ที่จะปฏิบัติภารกิจและฝึกบำเพ็ญตามบัญชาของคุรุไปด้วย

นับตั้งแต่ท่านอาจารย์ โงมิ มาจนถึงท่านอาจารย์ รอนดอนลากา รวมแล้วถึงสิบท่าน
อาตมาได้ศึกษาเกี่ยวกับวิถีของ ตันตระทั้งห้า สัมมาทิฐิ และปรัชญาแห่งพระธรรม

อาจารย์ ฮาจีนูจอน ได้แนะนำอาตมาเกี่ยวกับเวทมนต์ไสยศาสตร์อันร้อนแรง
ถึงแม้ว่าท่านจะเชี่ยวชาญมากเพียงใดก็ตาม ก็ไม่อาจขจัดความลังเลสงสัยในใจอาตมาลงไปได้

เสียงร่ำลือกล่าวขวัญถึงความน่าอัศจรรย์ของท่านอาจารย์มาระปะ
แห่งหมู่บ้านวังน้ำวน ทางตอนใต้
ท่านเป็นสานุศิษย์ของท่านนาโรปะและท่านเม็ดริปะ
ท่านเชี่ยวชาญเป็นพิเศษกับธรรมชาติของดวงจิต
ท่านหยั่งรู้ต่อการบังคับเรือนกายให้อยู่ในอำนาจ
ชื่อเสียงของท่านขจรขจายไปไกลในนามของท่านอาจารย์ มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม

เพียงแต่ได้ยินการกล่าวถึงท่าน โลมชาติบนผิวหนังของอาตมาก็ลุกชูชัน
แม้รู้ว่าจะเต็มไปด้วยความยากลำบากเพียงใดก็ตามในการเดินทางไปพบท่าน อาตมาก็มิได้รั้งรอ
เมื่อได้ประสบพบดวงหน้าของท่าน หัวใจของอาตมาก็ผันแปรไป
ในชีวิตของอาตมา ท่านเป็นอาจารย์ที่ไม่มีใครมาเทียบเทียมได้

อาตมาไม่มีเงินทองทรัพย์สินใดๆมาถวายท่าน
อาตมาอุทิศตนรับใช้ท่าน และได้เรียนรู้คำสอนสำคัญอันล้ำลึกแห่งเฮวัชชระตันตระ
และได้เรียนรู้คำสอนแห่งสัมมาอริยมรรคอันช่ำชองของท่านนาโรปะ
อาตมาได้เข้าปฏิญาณตน และบรรลุถึงการก่อแรงบันดาลใจทั้งสี่ แห่งปรมัตถสภาวธรรม

เมื่ออาตมาได้รู้แจ้งตระหนักชัดต่อสาระแห่งมหามุทราอันหมายถึงสุญตาธรรม
อาตมาได้เห็นแจ้งชัดต่อธรรมชาติแห่งตถตาภาพของความเป็นเช่นนั้นเอง แห่งดวงจิต
อาตมาได้รู้แจ้งตระหนักชัดถึงความเป็นจริงอย่างถึงที่สุด
อันอยู่เหนือขอบเขตของภาษาพูดที่จะอธิบายได้

บทปฏิบัติอันสำคัญแห่งสติปัฏฐานสี่
ที่เป็นธรรมธาราไหลริน เป็นเสียงกระซิบรู้เฉพาะตนในภายในเป็นปัจจัตตัง
เป็นบันไดที่ทำให้อาตมาได้เข้าใจถึงคำสอนอันลึกซึ้ง
อาตมาปฏิบัติบำเพ็ญในคำสอนอันล้ำลึกแห่งสัมมาอริยมรรคทั้งแปด รวมทั้งสัมมาวิมุติ
อาตมาฝึกฝนศิลปะแห่งการโยกย้ายถ่ายเทเพื่อปรับ ระบบประสาท พลังปราณ
และระบบกำจัดสารพิษ
อาตมาคล่องแคล่วชำนิชำนาญทั้งการฝึกพลังจิตและพลังปราณ เป็นอย่างดียิ่ง

อาตมาเป็นนักบวชที่สามารถล่องลอยอยู่ในท้องฟ้าได้
ด้วยการหลอมรวมมหาภูตรูปธาตุทั้งสี่เป็นเอกภาพเดียว อาตมาจึงไม่กลัวที่จะเดินบนน้ำ

เพื่อเป็นความรู้สำหรับเธอ วิหารของอาตมาอยู่ที่ศรีริ
เช้าวันนี้ อาตมา มาจากตอนบนของก๊อกตาง
เย็นวันนี้ อาตมาก็จะกลับไปที่เดิม ไม่มีความแน่นอนใดๆสำหรับที่พำนักของอาตมา
ชีวิตของนักบวช เป็นวิถีทางของอาตมา

เธอได้ยินที่อาตมาบอกให้ฟังแล้วใช่หรือไม่หนอ เจ้าหนุ่มน้อยที่แสวงหาแต่ความสำราญ?

ชายหนุ่มเต็มไปด้วยความศรัทธาอย่างแน่นแฟ้น เมื่อฟังท่านมิลาเรปะกล่าวจบลง น้ำตาของเขาไหลรินออกมา เขาจูงม้าสีดำของเขาเข้าไปใกล้ท่านมิลาเรปะ และกล่าวขึ้นว่า

ท่านเป็นนักบวชที่อยู่เหนือจินตนาการและความคาดคะเนใดๆ
ท่านเป็นดังพระพุทธะที่บุคคลพบเจอได้ยากยิ่งนัก
คำแนะนำของท่าน เป็นคำสอนแห่งนิรมานกายของพระพุทธองค์

มันดูเหมือนกระผมเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจนัก
มันดูเหมือนว่ากระผมได้เคยพบท่านมาก่อน แต่ก็ไม่แน่ใจนัก

การแสดงความเคารพต่อท่านของกระผม เพียงพอแล้วหรือยัง ผมก็ไม่แน่ใจนัก
ถ้าคำถามของผมไม่เหมาะสม หรือว่าท่าทางของผมไม่อ่อนน้อมกับท่าน
ก็ขอได้โปรดเมตตาอภัย ต่อการที่กระผมไม่รู้จักท่านเมื่อสักครู่ที่ผ่านมา

ม้าสีดำสนิทตัวนี้ของกระผม วิ่งเร็วดุจลมพัด
ที่คอของมัน ห้อยไว้ด้วยกระดิ่งมหัศจรรย์
บนหลังที่แสดงสายพันธ์ชั้นเลิศของมัน เป็นผ้าหุ้มอานม้าที่อุ่นหนาและเนียนนุ่ม
อานม้าทำด้วยไม้ที่แข็งแรง
สายรัดทำด้วยเหล็กทันสมัยจากแคว้นมอน
สายหนังสีแดงที่ยึดอานม้า ประดับประดาด้วยกระดุมเม็ดเล็กๆสวยงาม
ใกล้บริเวณขนคอบนหลังส่วนที่ชิดกับศีรษะ มันวาวเป็นประกาย เป็นสีแดงอมน้ำตาล

แซ่ในมือสำหรับบังคับมัน เมื่อขยับบังเหียน มันก็จักเชื่อฟังและออกวิ่ง
เมื่อมันเห็นธงชัยอยู่ข้างหน้า มันจักออกวิ่งเพื่อชัยชนะ
เมื่อท่านตระโกนสั่งให้มันวิ่งเร็วๆเข้า มันจักควบตะบึงไปจนสุดกำลัง
บุรุษในโลกนี้ ย่อมมีอาชาไนยตัวประเสริฐ เป็นความภาคภูมิใจของตน
กระผมขอมอบยอดม้าที่งดงามตัวนี้ให้แก่ท่าน
ได้โปรดนำพากระผมให้พ้นนรกที่กระผมกำลังจะตกจมลงไป ด้วยเถิด

เมื่อกล่าวจบ ชายหนุ่มได้มอบม้าให้ท่านมิลาเรปะ ท่านไม่ยอมรับไว้ และบอกชายหนุ่มว่าท่านมีสิ่งอื่นซึ่งเหนือกว่าม้าตัวนี้เสียอีก
จงได้โปรดสดับรับฟังคุณโยม
อาตมามีอาชาไนยแห่งพลังจิตและพลังปราณ ใช่หรือไม่หนอ
อาตมาประดับตกแต่งมันด้วยผ้าพันคอทำด้วยไหมแห่งญาณทัสสนะ
ผิวพรรณอันผ่องแผ้วของมันคือนิมิตหมายแห่งสัมมาทิฐิ
อานที่ใช้นั่งอย่างมั่นคงไปบนหลังของมัน คือปรีชาญาณสว่างโพลงที่สมบูรณ์พร้อมด้วยสติ
สะเปอร์ที่ใช้กระตุ้นมัน คือสามัญลักษณะสามประการ อันได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
สายเข็มขัดที่ใช้รัดเครื่องเคราของมัน คือคำสอนอันล้ำลึกเกี่ยวกับเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติ

เครื่องประดับสวยงามบนศีรษะของมัน คือการเดินลมปราณเพื่อความผาสุกในปัจจุบัน
ขนยาวที่ปกคลุมตลอดลำคอของมัน คือนิมิตหมายแห่งการอยู่เหนือกาลเวลา
สัมมาสมาธิอันสงบระงับ คือเครื่องประดับของมัน
สติที่ตั้งมั่นอยู่กับอิริยาบถอย่างต่อเนื่อง คือบังเหียนของมัน
แรงบันดาลใจที่หนุนเนื่องกันเข้ามา คือเชือกรอบศีรษะที่คอยกระตุ้นต่อจากบังเหียน

อาชาไนยตัวประเสริฐของอาตมา ได้ควบขับผ่านไปบนเส้นทางมัชฌิมาปฏิปทาอันกว้างใหญ่
ด้วยการขับขี่มัน บุคคลย่อมสามารถหลบลี้จากทะเลโคลนแห่งสังสารวัฏได้
และยังสามารถบรรลุถึงดินแดนแห่งการตรัสรู้

พ่อหนุ่มน้อย อาตมาไม่ต้องการม้าสีดำสนิทตัวนี้ของเธอดอก
จงไปตามทางของเธอ และแสวงหาความสำราญตามอำเภอใจเถิด

ชายหนุ่มดำริขึ้นว่า “แม้ว่าท่านไม่ยอมรับม้า ท่านคงยอมรับรองเท้า เพราะท่านเดินเท้าเปล่า” จากนั้นเขามอบรองเท้าให้ท่าน และกล่าวว่า

ท่านนักบวชที่น่านับถือ ท่านสมณะผู้ทรงคุณค่าดุจอัญมณี
โดยที่ท่านปราศจากความสยบจมติดอยู่ในสิ่งใดๆ
ท่านจาริกธุดงโดยไม่มีจุดหมาย จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง
บางครั้งท่านต้องผจญกับสุนัขที่มีเขี้ยวแหลมคม
ในบางแห่งท่านต้องเหยียบย่ำเข้าไปในพงหนามหรือสถานที่อันชื้นแฉะสกปรก
เท้าของท่านอาจมีอันตราย

การเดินด้วยเท้าเปล่าเป็นความยากลำบาก
รองเท้าหุ้มส้นสีน้ำเงินคู่นี้ จะเป็นข้าทาสผู้ซื่อสัตย์ของท่าน
สะเปอร์ทองเหลืองที่ส้นของมัน และเส้นไหมที่ถักทออยู่นี้ มีราคาแพงมาก
ช่างมีฝีมือที่ชำนาญ ทำมันขึ้นมาจาก หนังกวาง หนังจามรี และหนังจระเข้
รองเท้าคู่นี้ เป็นสัญลักษณ์โดดเด่นประจำตัวชายหนุ่มอย่างกระผม
ณ บัดนี้กระผมขอถวายรองเท้าคู่นี้ต่อท่าน
ได้โปรดอนุเคราะห์กระผม ด้วยพรชัยแห่งความเมตตากรุณาของท่านด้วยเถิด

ท่านมิลาเรปะไม่ยอมรับของถวายตามคำอาราธนาของชายหนุ่ม ท่านบอกให้ชายหนุ่มฟังถึงรองเท้าของท่าน คู่ที่ดีกว่าของชายหนุ่ม

จงฟังให้ดีเจ้าหนุ่มน้อยผู้ซื่อตรง
ดินแดนอันมืดครึ้มและทัศนียภาพอันมัวซัวแห่งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภพทั้งสามแห่งสังสารวัฏ

เต็มไปด้วยโคลนตมอันเปียกแฉะ คือท้องทุ่งแห่งตัณหาราคะ
เต็มไปด้วยหนามอันแหลมคม คือบ่อบึงแห่งความริษยา
เป็นดังสุนัขกระหายเลือด คือโทสจริตและเจตนาอันชั่วหยาบ
เต็มไปด้วยภยันตราย คือภูผาสูงชันแห่งความหยิ่งผยองลำพองตน

อาตมาได้ข้ามพ้นแล้วจากสายธารแห่งความ เกิด แก่ เจ็บ และตาย
อาตมาได้บรรลุถึงความวิมุติหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์
อาตมาทำรองเท้าขึ้นด้วยการการตัดขาดจากสังสารวัฏ
มันทำด้วยหนังแห่งสติที่ตื่นขึ้นจากความผันแปรเป็นอนิจจังและความเป็นมายาลวง
อาตมาทำรองเท้าของอาตมาด้วยช่างฝีมือที่ศรัทธาล้ำลึกในกฏแห่งกรรมและวิบากผลของมัน
ย้อมด้วยสีแห่งความสิ้นอุปาทานยึดมั่นต่อรูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวง
ถักร้อยด้วยเส้นด้ายและเส้นเชือกแห่งการสละอุทิศตน
ประสานรอยต่อด้วยคำสอนแห่งการสำรวมอินทรีย์ทั้ง กาย วจี และมโน

เหล่านี้คือรองเท้าของอาตมา ซึ่งเป็นรองเท้าสำหรับนักบวช
อาตมาไม่ต้องการรองเท้าของเธอดอก
คุณโยมที่รัก กลับไปบ้านเสียเดี๋ยวนี้เลย ได้แล้ว

ชายหนุ่มได้กล่าวขึ้นว่า “ท่านผู้ประเสริฐ แม้ว่าท่านจะไม่ยอมรับรองเท้าของกระผม กระผมก็ยังต้องการที่จะถวายเสื้อคลุมสีเขียวของกระผมตัวนี้แก่ท่าน มันเป็นเสื้อที่ดีมากสำหรับใช้ปกคลุมเวลาหลับนอน กระผมเห็นท่านมีแต่ผ้าฝ้ายบางๆผืนเดียวคลุมกาย ท่านคงต้องเผชิญความหนาวเย็นอยู่ตลอดเวลา ได้โปรดรับเสื้อคลุมที่ผมถวายด้วยเถิด” และเพื่ออ้อนวอนให้ท่านรับไว้ ชายหนุ่มได้กล่าวว่า

ท่านคุรุผู้บรรลุถึงสัมฤทธิ์ผล
ท่านผู้อิสระจากอุปาทานยึดมั่นต่อสิ่งทั้งปวง
ท่านท่องเที่ยวไปโดยปราศจากข้อจำกัดในดวงใจ
บางเวลาท่านปีนป่ายขึ้นสู่ยอดเขาสูง
บางเวลาท่านนอนด้วยสติตั้งมั่นริมถนนในเมือง
การสวมใส่ผ้าฝ้ายบางๆ เป็นความทุกข์ทรมานที่ไม่ได้ต่างอะไรกับการอดอาหาร
มันเป็นเรื่องเปลืองเปล่าที่ต้องทุกข์ทรมานเพราะความหนาวเย็น

นี้เป็นเสื้อคลุมที่ดีที่สุดของกระผม
ทำมาจากผ้ามันดะเร สีเขียวอมแดง
ด้านหน้าประดับด้วยไหมคุณภาพเยี่ยม ตกแต่งประดับด้วยขนสัตว์
คอปกขนแมวน้ำ รับกับลายขลิบที่ขอบชายเสื้อ
ไหล่เสื้อรองไว้อย่างดี สุขสบายยิ่งนักเมื่อได้สวมใส่ และแลดูสง่างามมาก
ไม่ต้องหวาดกลัวกับลมหนาวที่กัดแทะเข้าไปภายใน
มันเป็นเสื้อคลุมที่สูงค่า
ได้โปรดรับไว้เถิดครับ ท่านพ่อครับ
ได้โปรดอวยพรชัยให้กระผม และได้โปรดประทานความเมตตาให้กระผมด้วย

ท่านมิลาเรปะไม่ยอมรับเสื้อคลุมไว้ และกล่าวว่า “อาตมามีเสื้อคลุมที่วิเศษกว่าของคุณโยมเสียอีก” จากนั้นท่านกล่าวว่า
จงฟัง เจ้าเด็กหนุ่มผู้ช่างเจรจาหว่านล้อม
ครอบคลุมไปทั่วทุกนครแห่งภพทั้งหกในสังสารวัฏ
คือการพัดกรรโชกอย่างรุนแรง โดยลมร้ายแห่งกรรมและวิบากผลของมัน
ซึ่งถูกขับเคลื่อนมาด้วยอวิชชาสัมผัส และการสูญสิ้นอิสรภาพ
บุคคลย่อมท่องเที่ยวระหว่างชีวิตและความตาย และอาจต้องเร่ร่อนอยู่ในภาวะสัมภเวสี

บางเวลา บุคคลปีนป่ายขึ้นไปถึงยอดภูผา ที่เป็นเหมือนความฝัน ระหว่างชีวิตและความตาย
บางเวลา บุคคลนอนหลับไหลอยู่บนถนนในนครสัมภเวสีแห่งสังสารวัฏ

สำหรับวิถีทางของอาตมานั้น ได้มุ่งทะยานขึ้นสู่อาณาจักรแห่งความเป็นจริงสูงสุด
และสวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์แห่งดวงจิตอันบริสุทธิ์
ซึ่งถักทอด้วยพระธรรมวินัยที่ปราศจากมลทิน

ความมีสติอันสมบูรณ์ คือช่างตัดเย็บ
ที่ทำให้เสื้อของอาตมาได้ทรวดทรงแห่งโยคะทั้งสาม
ลายถักบนเสื้อของอาตมา คือศิลปะแห่งการหลอมรวม กุญแจสำคัญสามดอกเข้าด้วยกัน
อันได้แก่ การปรากฏกับสุญตา ความที่ยิ่งกว่าสุขกับสุญตา และแสงสว่างใสกับสุญตา
อาตมาทำให้หัวไหล่เสื้อ ที่หนุนสูงขึ้นมา สว่างไสวด้วยแสงโอภาสอันยิ่งใหญ่
ในขณะแห่งมรณกาล
อาตมาขลิบชายเสื้อด้วยโอกาสอันงาม ที่จะบรรลุถึงความตรัสรู้ในขณะแห่งสัมภเวสี
ซึ่งเกิดจากการมีธรรมวิจัยตรวจสอบความบริสุทธิ์แห่งเรือนกายอันเป็นมายา

นี้คือเสื้อคลุมของนักบวชเช่นอาตมา
อาตมาไม่ปรารถนาเสื้อคลุมของคุณโยมดอก
จะไปไหนก็ไปเถิด คุณโยมหนุ่มน้อย และจงผาสุกสำราญ

ชายหนุ่มกล่าวต่อไปว่า “ท่านสมณะผู้ประเสริฐ เมื่อท่านไม่ยอมรับเสื้อคลุม ก็จงรับเสื้อคลุมสั้นของกระผมเถิด” และได้ชี้ชวนว่า

คุรุผู้ประเสริฐ วิสุทธิบุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์
ในฤดูร้อนที่แสงแดดแผดจ้า
เมื่อได้ยินเสียงนก ‘คุ๊กคู’ ขับขาน
บุคคลอาจไม่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าก็ได้ โดยไม่รู้สึกหนาวเย็น
แต่ในฤดูหนาว เมื่อดวงจันทร์แห่งความเย็น ทอแสงสว่างนวลขึ้นมา
และขณะที่พายุพัดกระหน่ำ
ผ้าฝ้ายบางๆ ย่อมถูกความหนาวเย็นทิ่มแทงเข้ามา ดังหัวลูกศร

ท่านพ่อ บททดสอบนี้หนักหนาเกินไปสำหรับท่านพ่อ
นี้เป็นเสื้อคลุมสั้นสีเขียวอมเทา ขลิบชายเสื้อด้วยขนสัตว์สีเลือดนกปนน้ำตาล
มันเป็นเสื้อคลุมสั้นที่ดีมาก
โยมขอมอบให้ท่าน ณ บัดนี้
โปรดรับไว้ และจงได้อนุเคราะห์โยมด้วยพรชัยของท่าน

ท่านมิลาเรปะไม่ยอมรับ และกล่าวว่าท่านมีเสื้อคลุมสั้นที่ดีกว่า โดยท่านกล่าวว่า

คุณโยมผู้เอื้ออารี จงได้โปรดฟังอาตมา
ด้วยมีความมืดบอดแห่งอวิชชาเป็นผู้นำทาง
อาตมาเดินทางลงสู่มิจฉามรรคที่เต็มไปด้วยภยันตราย
ถูกกระหน่ำด้วยพายุร้ายแห่งตัณหาราคะ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น
อาตมาเปียกปอนชุ่มโชกอยู่ด้วยห่าฝนแห่งวิบากของกรรม
เมื่อถูกตักเตือนด้วยบททดสอบเหล่านี้
อาตมาจึงแสวงหานครแห่งความอิสรเสรี

ด้วยส่วนคอเสื้อแห่งเตโชกสิณ ที่ทำขึ้นด้วยจักกระทั้งสี่เบื้องบน
ช่างตัดเย็บของอาตมา คือพลังจิตและพลังปราณในภายใน
เป็นผู้อุ่นโลหิตในกายให้สามารถไหลหมุนเวียนได้โดยสะดวก
ประสบการณ์แห่งการหลอมรวมความที่ยิ่งกว่าสุขและสุญตาธรรม
เป็นเข็มสำหรับเย็บปักถักร้อย
เสื้อผ้าของอาตมาคือพลังแห่งเตโชธาตุในภายใน
ฤดูร้อนและฤดูหนาว สำหรับอาตมาแล้ว มันไม่ได้แตกต่างกันเลย

แม้ว่าเสื้อขนสัตว์ของท่านจะดูหรูหรางดงามดี
แต่เสื้อผ้าฝ้ายของอาตมาเบาสบายกว่า และให้ความผาสุกมากกว่า
คุณโยมที่รัก อาตมาไม่ต้องการเสื้อคลุมสั้นของคุณโยมดอก
คุณโยมกลับบ้านไปได้แล้ว

ชายหนุ่มกล่าวตอบว่า “แม้ว่าท่านจะไม่รับเสื้อคลุมสั้นของโยม แต่การบำเพ็ญสมาธิภาวนานานๆ อาจทำให้เหนื่อยอ่อน ได้โปรดรับหมวกคลุมศีรษะของโยมไว้ด้วยเถิด ท่านอาจนำไปแลกอาหาร เพื่ออนุเคราะห์เรือนกายของท่านเอาไว้” จากนั้นเขาได้กล่าวว่า

คุรุผู้ประเสริฐ วิสุทธิบุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์
ด้วยความน่าเคลื่อนเหียนในสังสารวัฏ
ท่านจึงมุ่งสู่ความอิสระหลุดพ้นจากวัฏฏะของการเวียนเกิดตาย
ท่านบำเพ็ญสมาธิภาวนาอย่างต่อเนื่องยาวนาน
และฝึกฝนการสละอุทิศตน

ดังนั้นในบางเวลา ท่านต้องรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว
หมวกคลุมศีรษะอันสง่างามของโยม เป็นที่เลื่องลือในอินเดีย
โครงร่างของมันทำด้วยโลหะที่มีราคา โดยฝีมือช่างผู้ชำนาญ
หุ้มด้วยหนังจระเข้และนกแร้ง ปักด้วยขนนกที่น่ารัก
ราคาของมันพอๆกับจามรีตัวใหญ่ๆตัวหนึ่งทีเดียว
ณ บัดนี้ โยมขอมอบให้พระคุณเจ้า ผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
ท่านสามารถนำไปแลกเครื่องอุปโภคบริโภคได้ เพื่ออนุเคราะห์เรือนกายของท่าน
ในฤดูร้อนและในฤดูหนาว โยมจักได้ติดตามไปกราบนมัสการท่าน

ท่านมิลาเรปะไม่ยอมรับหมวกคลุมศีรษะไว้อีกเช่นกัน ท่านได้กล่าวว่า

คุณโยมที่รัก อย่าได้สูญเสียศีรษะของคุณโยมไปเลย
อาตมาสืบทอดคำสอนของท่านนาโรปะ
ผู้ซึ่งสามารถเจนจบในศิลปะแห่งเหตุและผลของสกลจักรวาล
ท่านเป็นปรมาจารย์แห่งการปฏิบัติบำเพ็ญอันล้ำลึก
อาตมาย่อมไม่หวาดกลัวแม้เศษเสี้ยวของวาโยธาตุในภายใน
และอาตมาไม่ต้องเนื่องอยู่กับการบริโภคเนื้อสัตว์ที่ต้องดักจับมา
อาตมารู้สึกผาสุกเสมอกับลมพายุ ที่ทะลุทะลวงเข้ามากระทบกาย

เหนือเศียรเกล้าของอาตมา คืออัญมณีล้ำค่าแห่งสุริยันและจันทรา
คุรุมาระปะของอาตมา ผู้ถ่ายทอดพระธรรม ประทับนั่งอยู่
ตกแต่งประดับประดาด้วยกระดูกของมนุษย์
ท่านเป็นร่างจำแลงของพระพุทธองค์ที่เป็นดังแก้วสารพัดนึก
ถ้าคุณโยมได้แลดูด้วยความเคารพบูชา คุณโยมย่อมหยั่งรู้ว่า ท่านคือพระพุทธเจ้า ดอจี ชาง
ท่านย่อมปกป้องคุณโยมตลอดกาลนานดังบุตรของท่าน
หมวกคลุมศีรษะที่หาได้ยากยิ่งนี้ คือเครื่องประดับอันเร้นลับของอาตมา

คุรุที่วิเศษมหัศจรรย์เหนือเศียรเกล้าของอาตมา คือความงดงามยิ่งนัก
คุณโยมที่รัก อาตมาไม่ต้องการหมวกคลุมศีรษะของเธอดอก
จงขับขี่ม้าต่อไปด้วยหัวใจที่ผาสุกเถิด

ชายหนุ่มคิดในใจว่า “ท่านลามะผู้วิเศษไม่ยอมรับอะไรสักอย่างเดียว บางทีของกำนัลของเราอาจมีค่าน้อยเกินไป” ชายหนุ่มถอดเอาหยกงดงามที่คล้องคอไว้ออกมา และกล่าวว่า

คุรุผู้ประเสริฐ วิสุทธิบุคคลผู้ศักดิ์สิทธิ์
ท่านได้สละอุทิศตนโดยปราศจากความยึดติดในดวงใจ
สำหรับท่านแล้ว วัตถุปัจจัยทั้งหลาย ล้วนเป็นมายาลวง
ท่านไม่ปรารถนาทรัพย์สินเงินทองใดๆ
ความศรัทธาล้ำลึกในตัวท่าน อุบัติขึ้นด้วยตัวของมันเองในจิตใจของกระผม

มันน่าอับอายนัก ที่บุคคลแสดงความชิงชังในมรดกของบิดา
ผู้คนที่เกิดความชิงชังเช่นนั้นในหัวใจ ย่อมอาจกลายเป็นปีศาจ
ดังนั้น กระผมจึงขอร้องท่านอาจารย์ อย่าได้ปฏิเสธหยกงามก้อนนี้เลย
หยกเจียรนัยหกเหลี่ยมขาวสะอาดนี้ ส่องสว่างเป็นประกายแวววาว
หนังกวางอ่อนนุ่มชิ้นเล็กๆและดอกป๊อบปี้ ประดับให้ก้อนหยกดูงดงามมากยิ่งขึ้น
ด้วยหยกก้อนนี้ ท่านจะไม่มีวันยากจน
กระผมมอบให้ เป็นสร้อยประดับที่คอของท่าน
จงได้อวยพรชัยให้โยมด้วยความเมตตาของท่าน
และจงได้ให้ธรรมทานแก่โยมด้วยคำสอนของพระพุทธองค์

ท่านมิลาเรปะยังคงไม่ยอมรับเช่นเดิม และกล่าวว่า “อาตมาไม่ต้องการหยกของคุณโยม อาตมามีอัญมณีที่ทรงคุณค่ามากกว่าหยกของคุณโยม จงฟังอาตมา”

จงฟัง คุณโยมที่รักของอาตมา คุณโยมผู้มีบิดาที่แสนดี
อาตมาได้จาริกธุดงไปทั่วแว่นแคว้นใหญ่น้อย
บนถนน และหน้าประตู อาตมาย่อมบิณฑบาต
อาตมาไม่มีความตะกละในอาหารดีๆ
อาตมาไม่ครอบครองสิ่งใดๆ

ไม่มีวันจบสิ้นดอก สำหรับความอยากตะกละตะกรามของผู้คน
แม้ว่าจะมั่งคั่งร่ำรวยด้วยมรดกมากมาย บุคคลก็ไม่สามารถบรรลุถึงความอิ่มอุดมได้เลย
อาตมาไม่ริษยาเธอ เนื่องด้วยทรัพย์สินเงินทองของเธอดอก

ขุมคลังสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาตมา คือความอิ่มอุดมในหัวใจของอาตมา
คำสอนแห่งเสียงกระซิบในภายในเป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตนที่ถ่ายทอดกันต่อๆมา
คือมรดกอันเป็นความมั่งคั่งของอาตมา
การสละอุทิศตนของอาตมาต่อพระธรรม คือเครื่องประดับของอาตมา
อาตมาตกแต่งเรือนกายของอาตมาด้วย สัมมาสติที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์อยู่เสมอ
โยคะแห่งช่วงกาลทั้งสี่ คือเครื่องบันเทิงเริงรมของอาตมา
สติทั้งหยาบและละเอียด คือสิ่งที่น่ารักน่าใคร่ของอาตมา
อาตมาไม่ต้องการสร้อยคอหยกของเธอดอก
หนุ่มน้อยที่รัก จงผาสุกและไปตามทางของเธอเถิด

ชายหนุ่มคิดในใจว่า “มันเป็นเพราะตัวเรามีบาปกรรมอันหนักหรืออย่างไร ท่านมหาสมณะจึงไม่โปรดเรา?” เขากล่าวกับท่านมิลาเรปะว่า “มันเป็นธรรมชาติ ที่วิสุทธิ์บุคคลเช่นท่าน ไม่ครอบครองสิ่งที่เป็นมายาเหล่านี้ ณ บัดนี้ โยมขอมอบเพื่อนยากทั้งสามของโยม อันได้แก่คันธนู ลูกธนู และดาบ ให้กับท่าน นับแต่นี้ต่อไป กระผมจะไม่พกพาอาวุธ หรือเข่นฆ่าผู้ใด กระผมขอท่านจงได้เมตตาอวยพรชัย ปกป้องคุ้มครองกระผม ด้วยมหากรุณาธิคุณของท่าน” ชายหนุ่มปลดสายสะพายอาวุธออก และกล่าวว่า

โอ้ท่านมหาสมณะ และลามะผู้เต็มไปด้วยความเมตตา
โยมไม่เคยให้ศัตรูของโยม คลาดจากสายตาไปได้เลย
กระผมปลดคันธนูจากข้างขวา ดึงลูกธนูออกจากข้างซ้าย
ดาบอันแหลมคมห้อยอยู่ที่บั้นเอว
กระผมย่อมสามารถทำลายศัตรูให้พินาศไป

ด้วยเพื่อนยากทั้งสาม กระผมเป็นดังโจรอำมหิต
เมื่อกระผมปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้าบรรดาศัตรู หัวใจของพวกเขาก็กระเจิดกระเจิง ด้วยเรือนกายที่สั่นเทา
เหมือนกับจามรีที่ตกใจกลัว เขาทั้งไหลพากันเผ่นหนีเตลิดหายไป

เมื่อคิดถึงพวกเขาและการกระทำที่ผิดพลาดของกระผม กระผมรู้สึกเศร้าและเสียใจ
ในวันนี้ กระผมขอถวายเพื่อนยากทั้งสามกับท่าน
กระผมจะศึกษาปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเข้มงวด
และจะติดตามท่านไปทุกหนทุกแห่ง

ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “อาตมาไม่คิดว่าคุณโยมจะรักษาคำปฏิญาณไว้ได้ และอาตมาก็ไม่ต้องการเพื่อนยากทั้งสามของคุณโยม เพราะอาตมามีสิ่งที่ดีกว่า ที่จะบอกให้คุณโยมได้รู้เอาไว้”

จงฟังอาตมา พ่อนักสู้ตัวฉกาจ
พิษร้ายของกิเลสนิวรณ์ทั้งห้าประการ ย่อมเพ่นพ่านอยู่ในดินแดนของความคิดที่ชั่วร้าย
บุคคลผู้ที่ไม่ได้สละความเห็นว่ามีแก่นสารสาระ ในการประทุษร้าย
ย่อมถูกจองจำและหมดโอกาสสำหรับความอิสระหลุดพ้น
สงครามและกองทัพ ไม่ใช่เรื่องสำหรับนักบวช

โลกภายนอกคือความน่าสลดสังเวชของอาตมา
ความสว่างไสวแห่งความสิ้นอุปาทานในภายใน คือผ้าคลุมหนังเสือดาวของอาตมา
อาวุธของอาตมา คือดาบแห่งปัญญาญาณอันยิ่งใหญ่

มรรคาแห่งการหลอมรวมเป็นเอกสภาวะเดียว คือจีวรของอาตมา
ผู้ปกป้องอาตมา คือกุศลแห่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
เหล่านี้คือนิมิตหมายภายในของอาตมา

ด้วยเส้นเชือกเหนี่ยวรั้งคันธนูแห่งสุญตภาวะ อันคือความไม่ก่อเกิดอย่างถึงที่สุด
อาตมาเล็งอย่างแน่วแน่ผ่านศูนย์แห่งโพธิจิต
อาตมาปล่อยลูกธนูแห่งพรหมวิหาร อันไม่มีประมาณออกไป ยังกองทัพของกิเลสนิวรณ์ทั้งห้า
ไม่มีความน่าประหลาดใจแต่อย่างใด ที่อาตมาย่อมได้รับชัยชนะ
อาตมาย่อมสามารถทำลายล้างศัตรู อันคือตัณหาราคะ
นั้นคือวิถีทางแห่งชัยชนะของอาตมา
อาตมาไม่ต้องการของกำนัลจากท่านดอก
คุณโยมหนุ่มน้อย จงผาสุก และไปได้แล้ว

ชายหนุ่มกล่าวว่า “ท่านครับ แม้ว่าท่านจะไม่ยอมรับเพื่อนยากทั้งสามของกระผมต้องขอพรชัยจากท่านอยู่ดี ได้โปรดกรุณารับเข็มขัดและมีดไปด้วยเถิด”

ท่านนักบวช ผู้เป็นพระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต
แม้ว่าจะมีผู้คนมากมาย เรียนรู้พระธรรม แต่มีเพียงสองสามรายเท่านั้นที่สามารถปฏิบัติได้
หนึ่งในร้อยก็ยังหาได้ยากนัก ที่สามารถพิสูจน์ทราบถึงความตรัสรู้
โยมจักไม่หาคำสอนจากผู้ใดอีก แม้ว่าเขาจะรู้จักทั้งโลกของพระธรรม
โยมจักเรียนรู้จากท่านเท่านั้น ท่านพ่อเรปะ พระพุทธเจ้าที่ยังมีชีวิต
คำสอนของท่าน กลั่นออกมาด้วยความเหนื่อยยาก โยมจึงไม่กล้าร้องขอ โดยปราศจากการเป็น
ผู้ให้ก่อน

ในใจกลางประเทศเนปาล บริเวณที่สายน้ำดุดันไหลเชี่ยวกราก
ขณะที่หมู่เมฆดังหินผารายล้อม ณ หัวสิงโตตอนปลายสายน้ำเชี่ยว
เข็มขัดเส้นนี้พร้อมทั้งเครื่องประดับเงิน ถูกประดิษฐ์ขึ้นมา
ริ้วทองและเงินตกแต่งอยู่บนเข็มขัด เมื่อกระผมใส่มัน เรือนกายของกระผมก็ดูสง่างาม
กระผมขอมอบเข็มขัดและมีดให้ท่าน ก่อนที่ผมจะร้องขอให้ท่านสั่งสอนผม

ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เวลานี้ อาตมาไม่สามารถให้คำสอนและข้อแนะนำแก่เธอได้ และอาตมาก็ไม่ต้องการของกำนัลของเธอด้วย อาตมามีเข็มขัดที่ดีกว่า จงฟังอาตมา”
จงฟัง พ่อหนุ่มหน้าซื่อ
จากหลังคากระท่อมในภูเขาหิมะของอาตมา
น้ำนมชั้นเลิศและน้ำอมฤตไหลรินลงมา
แม้ว่ามันจะไม่ได้ทำด้วยทองคำหรืออัญมณี
อาตมาจะไม่เทมันลงในภาชนะดินเผา

รอบๆเอวของอาตมา ผู้เป็นยาจกที่มีดวงจิตตั้งมั่น
รัดไว้ด้วยเข็มขัดเชือก แห่งความกระตือรือร้นในการสละอุทิศตน
ปราศจากความเสแสร้งและฉ้อฉลใดๆ คือรูปแบบเข็มขัดของอาตมา
ปรีชาญาณอันสว่างไสว คือมีดดาบของอาตมา
ปลอกมีดดาบ คือความแน่ใจในพระไตรลักษณ์
ศรัทธาและวิริยะในพระธรรม คือริ้วประดับทองและเงิน
ความงดงามของพระธรรม คือความประเสริฐเหนือสิ่งอื่นใด

ด้วยเกรงว่าเทพธิดาจะเพ่งโทษอาตมา
อาตมาไม่เคยร้องขอทรัพย์สินเงินทอง ตลอดเวลาที่ได้สั่งสอนผู้คนในอดีต
ไฉนอาตมาจักเกิดความต้องการมัน ณ บัดนี้เล่า
เจ้าหนุ่มน้อยที่รัก เธอกลับไปบ้านของเธอได้แล้ว
อาตมาไม่ต้องการของกำนัลจากเธอดอก

ชายหนุ่มกล่าวกับท่านมิลาเรปะอีกว่า “พระคุณเจ้าครับ ท่านไม่ต้องการทรัพย์สินใดๆเลยจริงๆนั่นแหละ ดังนั้นท่านไม่ควรปฏิเสธกระผม ถ้ากระผมจะถวายวิหารในสถานที่สงบสงัดให้ท่านได้พำนัก” เขากล่าวโน้มน้าวว่า
ท่านเป็นนักบวชที่แท้จริง
ท่านหน่ายคลายต่อโลกียทรัพย์ทั้งปวง
ในวิถีทางที่แตกต่างจากการเป็นอยู่ในสังคมโลก ท่านสละบ้านเกิดเมืองนอนไปห่างไกล
โดยปราศจากการกำหนดหมายว่าเป็นเขตแดนใด ท่านจาริกธุดงไปทั่วทุกแห่งหน

แม้ว่าท่านจะมีความเห็นต่อสิ่งทั้งปวงโดยความเป็นประการอื่น
บ้านที่ถาวรอาจช่วยก่อแรงบันดาลใจให้ท่านได้เป็นอย่างดี

ขอให้เราหาที่บนภูเขาสร้างวิหารให้แก่ท่าน ขอให้เราได้ทำเสาหินสูงใหญ่ที่ขาวสะอาด

ประดับอยู่เหนือหมู่เสาหิน คือแสงสว่างแห่งสุริยันและจันทรา
บนพื้นวิหารที่กว้างขวาง เราจักวาดธรรมมณฑล ด้วยหินหลากสี
เราจักปลูกไม้ดอกนาๆพันธุ์
เราจักขุดคูน้ำโดยรอบวิหาร
เราจักประดับด้วยกาแลไม้บนหน้าจั่ว
เจดีย์แปดชั้น จักทำให้สถานที่นี้สวยงามมากยิ่งขึ้น
จักประดิษฐานไว้ด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรแก่การเคารพกราบไหว้
โปรดกรุณายอมรับวิหารเป็นที่พำนักของท่านด้วยเถิด ท่านจะได้อยู่อย่างสุขสบาย

ท่านมิลาเรปะยังคงปฏิเสธเช่นเดิม ท่านกล่าวว่า “อาตมาจักไม่พำนักอยู่ในวิหารใดๆ และจักไม่ทำให้มันเป็นบ้านของอาตมา อาตมาไม่รู้จักการเอาใจผู้คนที่มาเยือนวิหาร จงฟังอาตมา”

เจ้าเด็กหนุ่มผู้ยุ่งเหยิงของอาตมา เธอไม่รู้ดอกหรือว่า
โลกที่เราอาศัยอยู่นี้คือสิ่งที่ไม่ยืนยงและเป็นเพียงมายา
เมื่อเธอต้องเผชิญหน้ากับพญามัจจุราช โภคทรัพย์มากมายของเธอย่อมหาประโยชน์มิได้
ความร่ำรวยไม่อาจซื้อชีวิตของบุคคล
ดาบอันแหลมคมของนักรบผู้เก่งกล้า ที่เคยกวัดแกว่งเพื่อพิชิตศัตรู หมดความหมายลงสิ้นเชิง
ไม่มีเวทีที่จะให้เธอเดินโอ้อวดตนอีกต่อไป เนื้อและเลือดของเธอจะกลายเป็นผงคุลีดิน

อาตมาระลึกรู้และหวาดหวั่นต่อสภาพการณ์เช่นนี้
อาตมาจึงหลีกหนีจากการครอบครองโลกียทรัพย์ทั้งมวล

วิหารที่อาตมาพำนักอาศัย คือดวงจิตภายในที่ปราศจากการก่อเกิด
เครื่องประดับกาแล คือพลังปราณที่หนักแน่นมั่นคง
อาตมาตั้งเสาแห่งสัจจะขึ้น บนฐานรากแห่งความเป็นอมตะ
สุริยันและจันทรา คือโยคะแห่งการตื่นและอนุตรโยคะ

บนพื้นแผ่นดินแห่งเตโชกสิณ
อาตมาวาดธรรมมณฑลแห่งความรู้แจ้งตระหนักชัดขึ้นมา
ประสบการณ์แห่ง สภาพที่ยิ่งกว่าสุข ความสว่างไสวแห่งสติ และการปราศจากความคิดที่หลั่งไหล
เป็นบรรดาดอกไม้งามในสวนของอาตมา
ล้อมรอบเจดีย์แห่งกุศลกรรมบถทั้งสิบ เป็นคลองขุดที่แข็งแรงแห่งสุญตาธรรม

นี้คือวิหารของอาตมา
อาตมาไม่ต้องการวิหารของเธอดอก
คุณโยมหนุ่มน้อยของอาตมา จงผาสุกและไปได้แล้ว

ชายหนุ่มกล่าวกับท่านมิลาเรปะว่า “พระคุณเจ้าครับ แม้ว่าท่านจะไม่ยอบรับวิหาร ก็มีความจริงอยู่ว่าร่างกายของมนุษย์นี้ต้องล้มป่วยไม่วันใดก็วันหนึ่ง กระผมมีน้องสาวที่มีความสามารถ หล่อนศรัทธาในพระธรรมมาก กระผมขอถวายเป็นข้าทาสของท่าน ได้โปรดกรุณารับไว้ด้วยเถิด” เขากล่าวโน้มน้าวว่า

ท่านนักบวชผู้ประเสริฐ ท่านผู้ยินดีพำนักอยู่ในกระท่อม
แม้ว่าท่านจะตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ถึงความผิดพลาดของสตรี
และไม่มีความปรารถนาในสตรีใดๆ
เรือนกายอันเปราะบางของมนุษย์ ต้องน้อมรับความเจ็บป่วยอยู่เสมอ
ดังนั้น บุคคลจึงต้องการมิตรผู้เอื้ออาทรอยู่เสมอ

กระผมขอมอบน้องสาวคนเดียวของกระผมแก่ท่าน
เธอเป็นที่รักหวงแหนยิ่งของพี่ชายทั้งสาม
เธอโดดเด่นขึ้นมาจากบิดามารดาที่สูงศักดิ์
เธอนับได้ว่าเป็นเชื้อพระวงศ์และมั่งคั่ง
อย่าได้เข้าใจผิดว่าเธอเป็นหญิงสามัญ
เธอเป็นผู้ที่อยู่ในดวงใจของมหาชน
เธองดงามดังสายรุ้ง เธอสวยหมดจดยิ่งกว่าแม่พวกเทพธิดา
ผ้าฝ้ายที่คลุมบนตัวเธอ ย่อมดูผุดผาดยิ่งกว่าผ้าไหม
เพชรและทองคำที่ประดับบนศีรษะของเธอ
อีกทั้งสร้อยคอที่ประดับด้วยอัญมณีและไข่มุก ซึ่งส่งประกายแวววาว
ก็ยังเทียบไม่ได้กับความเปล่งปลั่งสวยสคราญของเธอ
ความอ่อนหวานและมีเสน่ห์ของเธอ ยากเกินกว่าที่จิตกรจะแต้มแต่งขึ้นมาได้
ผู้ชายที่มาติดพันเธอ มีมากมาย แต่ไม่มีผู้ใดที่พวกเรายอมรับ
ในวันนี้ โยมขอมอบเธอให้กับท่านลามะ ผู้เป็นนิรมานกายแห่งพุทธะ
กรุณาอย่าได้รังเกียจของกำนัลจากโยมเลย

ท่านมิลาเรปะยังคงไม่ยอมรับอีกตามเคย ท่านกล่าวว่า “อย่าได้เจรจาโง่ๆอย่างนั้นเลยคุณโยม อาตมาได้สละเครื่องผูกพันร้อยรัดคือครอบครัวออกมาแล้ว อาตมาไม่สนใจหญิงที่เต็มไปด้วยอุปทานยึดมั่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ความศรัทธาของปุถุชนนั้น ง่อนแง่นคลอนแคลน และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อาตมาเป็นขอทานยากจน ที่ไม่มีครอบครัวและวงศาคณาญาติ ผู้คนจักหัวเราะเยาะคุณโยม เมื่อได้รู้ว่าคุณโยมมอบเธอให้กับอาตมา ในภายหลัง คุณโยมจักเสียใจต่อสิ่งที่ได้กระทำลงไป อาตมาไม่ต้องการเป็นน้องเขยของคุณโยมดอก อาตมามีกัลยาณมิตรผู้เลอเลิศยิ่งกว่าน้องสาวของคุณโยม จงฟัง”
พ่อขุนนางหนุ่ม
ในบรรดาสิ่งทั้งหลาย สตรีเป็นสาเหตุแห่งตัณหาราคะและความยึดมั่นถือมั่นอย่างยิ่ง
สตรีเพศที่สว่างไสวด้วยการบรรลุธรรมจนเป็นที่ยอมรับได้นั้น หาได้ยากยิ่งนัก
การมีมิตรที่เป็นเทพธิดาบนมรรคาแห่งโพธิญาณ
เป็นเรื่องมหัศจรรย์และน่าพิศวง
คุณโยมออกจะคุยโอ่เกินไปสักหน่อย
นี้เป็นเหตุผลที่ว่าทำไม การปฏิบัติเพื่อบรรลุสู่สุญตาธรรม จึงเป็นสิ่งที่ยากเย็นนักหนา

ผู้หญิงมหัศจรรย์ของอาตมาคือสุญตาธรรมที่อิสระจากตัณหาราคะ
เต็มไปด้วยความเมตตาบนใบหน้าของเธอ และเต็มไปด้วยความกรุณาปราณีบนรอยยิ้มของเธอ
ธาตุแห่งความบริสุทธิ์ คือเสื้อผ้าอาภรณ์ของเธอ
เอกสภาวะเดียวของทวิลักษณ์ คือเส้นไหมที่ใช้ประดับเสื้อผ้าของเธอ
การไม่มีทิฐิวิปลาสแบ่งแยกออกเป็นสิ่งต่างๆ คือเข็มขัดรัดเอวของเธอ
ความที่ยิ่งกว่าสุขทั้งสี่ คือเครื่องประดับรอบกายเธอ
สร้อยคอของเธอทำให้สิ่งทั้งปวงมีเอกภาพเดียว
เธอเป็นแม่มดเจ้าเสน่ห์อะไรเช่นนั้น
ความรู้แจ้งตระหนักชัดต่อความจริงสูงสุด คือต้นกำเนิดดั้งเดิมของเธอ
นี้คือคู่ชีวิตของอาตมา
อาตมาไม่ยินดีกับผู้หญิงแห่งสังสารวัฏของเธอดอก
คุณโยมหนุ่มน้อย มันถึงเวลาที่คุณโยมจะต้องไปแล้ว

เมื่อรู้ว่าท่านมิลาเรปะไม่ยอมรับเป็นที่แน่ชัดแล้ว ชายหนุ่มได้กล่าวว่า “ แม้ว่าดวงจิตที่บรรลุธรรม จะไม่มีความละอายหรือขายหน้า แต่เพื่อการเป็นมนุษย์และเพื่อการปกปิดความน่าละอาย ท่ามกลางหมู่มนุษย์ กระผมขอมอบกางเกงให้กับท่าน โปรดกรุณารับไว้ด้วยเถิด”

ท่านนักบวชผู้ไม่มีอะไรต้องซุกซ่อนด้วยความละอาย
แต่การดำเนินตามมรรคาของตันตระ โดยเปลือยร่างกายอยู่ในขุนเขา
อวัยวะเพศชายของท่าน ย่อมเป็นที่เปิดเผย และทุกคนสามารถเห็นได้ตลอดเวลา

แม้ว่าท่านจะพ้นแล้วจากความอับอายใดๆ
พวกเราที่เป็นผู้ชายแบบโลกๆ รู้สึกอายต่อการเปิดเผยที่สัปดนนั้น
แม้แต่พระพุทธองค์ผู้สูงส่งสมบูรณ์ ผู้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณอันไม่มีใดเทียม
ก็ยังทรงอนุโลมตามประเพณีของชาวโลกอย่างตรงไปตรงมา

กางเกงของกระผมตัวนี้ เป็นของใช้ส่วนตัว มันทำขึ้นมาจากขนสัตว์ที่นุ่มเนียนมาก
มารดาและน้องสาวของกระผม ปั่นเส้นใยขึ้นมา
ภรรยาผู้สูงศักดิ์ของกระผม ถักทอเส้นใยขึ้นเป็นผ้าขนสัตว์
ลูกสาวของเพื่อนบ้าน เป็นผู้ย้อมสีมัน เพื่อมอบให้กระผม
คุณลุงผู้กรุณาของผมเป็นคนตัดเย็บ

ด้วยอาภรณ์เช่นนี้ เราปกปิดส่วนที่ควรละอาย
กระผมขอมอบกางเกงนี้ให้ท่าน
อย่าได้กล่าวปฏิเสธว่า “ไม่เอา” อีกเลย โยมไม่อยากได้ยินอีกแล้ว

ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เจ้าหนุ่มน้อยที่รัก ดูเหมือนว่าเธอจะไม่รู้จักความละอายเอาเสียเลย อวัยวะของอาตมาเป็นอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ได้มีอะไรน่าขบขันหรือสัปดนเลย เธอจะหัวเราะไปทำไมกัน? เมื่อแรกเกิด อาตมาคลอดจากครรภ์มารดาในสภาพเปลือยเปล่า เมื่อเวลาแห่งมรณกาลมาถึง อาตมาจักทอดทิ้งเรือนกายไว้โดยปราศจากเครื่องหุ้มห่อ ดังนั้นอาตมาจะไม่ทำอะไรที่พิเศษผิดแผกออกไปจากที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และอาตมาจะไม่กังวลกับความอายที่สร้างขึ้นมาด้วยอัตตาของเธอ จงฟัง”
ไฉนหนอ หนุ่มน้อยแสนดีของอาตมา จึงเห็นสิ่งที่ไม่ควรละอาย ว่าน่าละอาย
มันเป็นเพียงอวัยวะเพศชายที่เป็นธรรมชาติติดตัวมาแต่กำเนิด
อาตมาไม่เข้าใจสิ่งที่เธอเรียกว่าเป็นความละอายของเธอ
เธอยังโง่งมต่อสิ่งที่เธอสมควรจะละอายอย่างแท้จริงยิ่งนัก

จงดูที่ บาป ความชั่วร้าย และ การกระทำที่ไร้สาระ ซึ่งเธอกลับไม่มีความละอายต่อมัน
จงให้อาตมาได้บอกเธอเถิดว่า อาตมาสามารถนับถือตนเองได้อย่างไร

ผ้าขนสัตว์อันอ่อนนุ่มของอาตมา คือดวงใจที่แสวงหาโพธิญาณ
อาตมาปั่นด้ายอันเป็นการก่อแรงบันดาลใจเริ่มต้นด้วยสติปัฏฐานสี่
ผ้าที่อาตมาถักทอขึ้นมา คือมรรคาสู่ความอิสระหลุดพ้นด้วยสัมมาสมาธิ
อาตมาย้อมสีด้วยกุศลธรรมและความปรารถนาอันบริสุทธิ์
คุณลุงช่างตัดเย็บของอาตมา คือธรรมวิจัยที่เต็มไปด้วยสติ
กางเกงแห่งความสามารถนับถือตนเองได้ จึงถูกตัดเย็บขึ้นมา

เหล่านี้คือกางเกงแห่ง ความสง่างามและความเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่น ของอาตมา
ดังนั้นอาตมาจึงไม่ต้องการกางเกงของเธอ
คุณโยมที่รัก กลับไปบ้านเสียเถิด

ชายหนุ่มดำริในใจว่า “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้ คงจะไม่ยอมรับของกำนัลทุกอย่างจากเรา เราควรสืบค้นว่าท่านพำนักอยู่ที่ใด และกำลังจะไปไหน น่าจะดีกว่า เราจะต้องพยายามทุกวิถีทาง ที่จะอาราธนาท่านไปเยี่ยมเยือนบ้างเมืองของเรา” เขาได้กล่าวขึ้นว่า “แม้ว่าท่านจะไม่ยอมรับสิ่งใดเลย ที่โยมถวายเป็นของกำนัล ก็ขอได้โปรดไปเยือนบ้านเมืองของกระผม และช่วยบอกกระผมด้วย ว่าท่านกำลังจะไปไหน คงจะต้องมีจุดหมายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่ กรุณาอย่าได้ปกปิดความตั้งใจของท่านเลย โปรดบอกความจริงต่อกระผมเถิดขอรับ”
ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ลูกเอ๋ย อาตมาไม่มีอะไรจะต้องปกปิดซ่อนเร้นดอก ในฤดูเก็บเกี่ยว อาตมาไปบิณฑบาตยังดินรี เมื่อถึงเวลานวดข้าว อาตมาไปยัง นะยานัน ในฤดูหนาวอาตมาพำนักอยู่ในสถานที่วิเวก ซึ่งมีแต่พวกนกและมาม๊อดเท่านั้น” ชายหนุ่มดำริขึ้นว่า “หลังจากนี้สองสามวัน เราจะนิมนต์ท่านไปที่บ้านของเรา เพื่อแสดงธรรม ท่านจะยอมไปหรือไม่หนอ”
เขาได้กล่าวว่า

คุรุผู้ปราศจากมลทิน ผู้เป็นร่างจำแลงของพระพุทธองค์
ท่านกล่าวว่าท่านไปยังดินรีเพื่อบิณฑบาต
แต่สถานที่นั้นถูกสาปและปราศจากบุญกุศลใดๆ
แม้ว่าห้วงเวหาเบื้องบนจักกว้างใหญ่ไพศาลยิ่งนัก
กุศลของผู้คนที่นั่นก็น้อยนัก ประดุจดังเมล็ดของมัสตาร์ด
มือของพวกเขา ผอมเกร็งดังประตูลูกกรงวิหาร ที่ญาติโยมมาออกัน
แป้งที่ใช้บริโภค มีราคาแพงกว่าทองคำ
ความพยายามที่จะขอบิณฑบาตนับร้อยๆครั้ง ต้องล้มเหลวและเสียเวลาเปล่า
ความยากจนอดอยากแสนเข็ญ ปิดล้อมสถานที่นั้นเอาไว้

ดินแดนแห่งนยานัน ก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เป็นสวรรค์สำหรับหมู่โจรและบรรดาฆาตกร
เกลื่อนไปด้วยคนโรคเรื้อน
ขณะที่เนืองแน่นไปด้วยหลุมฝังศพและป่าช้า
มันน่ากลัวเสียจน ไม่มีใครกล้าเข้าไป ถ้าไม่มีเพื่อนไปด้วยสักร้อยคน หรือไม่กล้าเดินถึงสามก้าว โดยไม่มีคนนำ
นยานัน เป็นเมืองที่ต้องคำสาป มีชื่อเสียงโด่งดังในทางเลวร้าย

รอยต่อเขตแดนทิเบตและเนปาล หนาวเย็นและสูงชัน
เป็นดินแดน ที่พายุหิมะพัดกระหน่ำอย่างไม่ปราณี
ผู้คนที่นั่นโง่เง่าดื้อด้านเหมือนพวกลา
แม่น้ำไหลลงใต้ไปทางเนปาล ในที่ซึ่งหุบเขาเบื้องล่างร้อนระอุ
สะพานแขวนอันตรายที่แกว่งไกวเหนือโขดหินผา
โรคภัยและความร้อนในเนปาล เป็นอันตรายถึงชีวิต
ผู้คนในภาคใต้ส่งสำเนียงแตกต่างออกไป
ต้นไม้ที่นั่นแข็งทื่อดังศพ
ด้วยความภักดีของกระผม พระคุณเจ้าอย่าได้ไปที่นั่นเลย ได้โปรดเลื่อนการเดินทางออกไปก่อนเถิด
ถึงแม้ว่าท่านจะไม่ยอมรับของกำนัลใดๆจากกระผม
กระผมก็ขอร้องให้ท่านยอมรับความปรารถนาดีของกระผม

ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “เหนือกว่าเรื่องอื่นใดทั้งหมด อาตมาไม่อดทนต่อโยมอุปัฏฐากที่หยิ่งผยองลำพองตน อาตมาไม่สนใจที่จะไปเยือนบ้านเมืองของเธอ สำหรับ นยานัน และ ดินรี อาตมารู้จักมันดีกว่าเธอ จงสดับรับฟัง ธรรมคีตาของอาตมา”
เจ้าหนุ่มน้อยผู้หยิ่งผยองลำพองตน
จงได้สดับรับฟังธรรมคีตาของอาตมาด้วยความศรัทธา
มันเป็นการยากนักหนา ที่จะได้พบบุรุษที่เต็มไปด้วยบุญกุศลโดยปราศจากมลทิน
ยากนักหนาที่จะได้พบสถานที่ซึ่งบุรุษผู้เต็มไปด้วยความบริสุทธิ์พำนักอาศัยอยู่

อาตมาเป็นนักบวชที่คิดและพูดในสิ่งซึ่งอาตมายินดี
แต่อาตมาไม่เคยซุบซิบนินทาด้วยเจตนาร้าย

แม้ว่าแป้งสำหรับบริโภค จะเป็นที่ต้องการอย่างมากในดินรี
แต่มันไม่ได้เป็นการยากสำหรับอาตมาเลย ในการที่จะได้มา
ถึงกระนั้น อาตมาก็ยังคงชื่นชมในโอชารสแห่งน้ำอมฤตทั้งห้ามากกว่า
แต่อาตมาก็ไม่เคยสวาปามเข้าไปอย่างตะกละตะกลามเลย

อาตมาเป็นนักบวชที่บริโภคอาหาร แห่งสุญตสมาธิในภายใน
ดังนั้นรสอร่อยของอาหารทั้งปวง จึงหมดความหมายสำหรับอาตมา
รื่นเริงและผาสุกยิ่งนักใช่หรือไม่หนอ สำหรับอาตมา ขณะที่อยู่ในช่วงเวลาแห่งทุพภิกขภัย

ถึงแม้ว่าเส้นทางจะน่าหวาดกลัวเพราะเต็มไปด้วยภยันตราย
การสวดภาวนาถึงวิสุทธิบุคคลผู้กรุณา ก็ไม่เคยทำให้อาตมาต้องตกอยู่ในอันตรายเลย
พระรัตนตรัย คือร่มเงาเครื่องปกป้องคุ้มภัยให้อาตมาอย่างดีที่สุด
บรรดาเทพธิดาในสถานที่ทั้งสามแห่งที่เธอกล่าวถึง จะคอยเป็นผู้ชี้แนะแก่อาตมาเสมอ
มิตรคู่ใจที่ไม่เคยพรากจากอาตมาเลย คือโพธิจิต
ผู้ปกป้องคุ้มครองอาตมา คือ เทพผู้พิทักษ์ในแปดสวรรค์ชั้นฟ้า

เพราะปราศจากการครอบครอง อาตมาจึงปราศจากศัตรู
รื่นเริงและง่ายดาย เมื่ออาตมาพบกับหมู่โจร
แม้ว่า นยานัน อาจมีชื่อเสียงในทางเลวร้าย
ผู้คนที่นั่นก็เต็มไปด้วยความจริงใจและเปิดเผย

พวกเขาเจรจาอย่างตรงไปตรงมา ซื่อๆง่ายๆไร้กังวล
พวกเขากินดื่มโดยไม่มีการเสแสร้ง
เขาปล่อยให้สิ่งต่างๆเป็นไปอย่างที่มันเป็น
ไม่ว่าจะเป็นพุ่มไม้เล็กๆหรือว่าป่าที่มั่งคั่งสมบูรณ์

สำหรับอาตมา ไม่สนใจต่อความมั่งคั่งแบบโลกๆ
อาตมาไม่ยึดติดในอาหารและเครื่องดื่ม
อาตมาไม่ใส่ใจกับความบันเทิงใดๆ
ด้วยเหตุนั้น อาตมาจึงบำเพ็ญสมาธิภาวนาได้อย่างล้ำลึก

นี้คือคำตอบว่าทำไมอาตมาจึงไปที่ นยานัน
ด้วยศิลปะแห่งเตโชกสิณ อาตมาไม่กลัวทั้งร้อนทั้งหนาว
รื่นเริงและผาสุกเสมอ เมื่ออาตมาเผชิญกับหิมะที่โปรยปรายลงมา

ในวันนี้ อาตมาไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะเลื่อนการเดินทางของอาตมาออกไปอีก
แต่อาตมาจะไม่ไปยังบ้านเมืองของเธอ
โยมอุปัฏฐากที่หยิ่งผยองลำพองตน เป็นความขมขื่นสำหรับอาตมา
อาตมาจะทำตัวให้คนพวกนั้นโปรดปราน โดยที่อาตมาไม่รู้จักพวกเขาได้อย่างไร
ขึ้นขี่ม้าของเธอเถิด มันสายมากแล้ว
มันถึงเวลาที่เธอจะต้องไปแล้ว
ขอให้เธอมีสุขภาพดี และมีชีวิตที่ยั่งยืนนาน

การได้ยินท่านมิลาเรปะบอกปฏิเสธเช่นนี้ ทำให้ชายหนุ่มเสียใจและผิดหวังมาก เขากล่าวว่า “พระคุณเจ้าครับ อะไรก็ตามที่กระผมถวายท่าน ท่านไม่ได้รับไว้แม้แต่อย่างเดียว คำบอกเล่าด้วยความปรารถนาดี ก็ไม่ได้รับความสนใจ กระผมตระหนักแล้วว่า กระผมเป็นคนบาปหนา กระผมได้สาบาน ณ บัดนี้ว่า จะไม่ไปไหนอีก แต่จะฆ่าตัวตายต่อหน้าพระคุณเจ้า” เมื่อกล่าวจบ เขาชักมีดปลายแหลมออกมาจ่อที่หัวใจ และกล่าวว่า

จงฟังเถิด พระคุณเจ้า
ในเช้าอันแจ่มใสนี้ ขณะที่ขี่ม้ามาบนเส้นทางของกระผม
กระผมเห็นบุรุษเปลือยเปล่า นอนอยู่ข้างธารน้ำสีเงินยวง

กระผมกล่าวทักว่า “เขาเป็นนักบวชบ้า หรือตัวตลกโง่เง่า? ปล่อยให้ร่างกายเปลือยอย่างไม่ละอาย เขาต้องสติแตกแน่ๆ”

ความไม่ศรัทธาและดูแคลน จึงบังเกิดขึ้นในจิตใจของกระผม
กระผมปฏิเสธความคิดที่จะเป็นมิตรกับท่าน และมุ่งหน้าไปแต่ผู้เดียว
ความนึกคิดทั้งหลายทั้งปวงนี้ ถูกหยั่งรู้อย่างกระจ่างชัดด้วยญาณวิถีของพระคุณเจ้า
มันเหมือนกับเกิดบาดแผลฉกรรจ์
ณ บัดนี้ กระผมได้แต่เสียใจกับความผิดพลาดที่ได้กระทำลงไป

เมื่อพระคุณเจ้ากำลังข้ามแม่น้ำสีเงิน เพื่อไปยังฝั่งข้างโน้น กระผมเห็นท่านล่องลอยไปเหนือผิวน้ำ
ประดุจพญาอินทรีย์ในฟากฟ้า ที่บินทะยานดังสายลมในห้วงเวหา
กระผมเห็นท่านถลาร่อนไปเหนือแม่น้ำซาง จนลุถึงฝั่งตรงข้าม
กระผมอัศจรรย์ใจและเกิดปิติท่วมท้น ที่ได้เห็นบุรุษผู้มีฤทธิ์เดชเช่นนั้น
กระผมเกิดความลำพองใจและผาสุก ด้วยคิดว่ากระผมเป็นผู้มีพรสวรรค์ เพราะมีความมืดบอดและติดยึดน้อยมาก
กระผมคิดว่ากระผมเป็นภาชนะที่ดีเยี่ยมสำหรับรองรับพระสัทธรรม
กระผมคิดว่ากระผมเต็มไปด้วยกุศล มีบุญบารมีอันยิ่งใหญ่ และมีความปรารถนาอันบริสุทธิ์

ตั้งแต่ได้ถือกำเนิดมา กระผมไม่เคยมีความยินดีเท่าในวันนี้เลย
ไม่ว่าจะเป็นความมั่งคั่ง หรือความผาสุกใดๆ ที่กระผมถวายท่าน
ท่านไม่ได้มีความสนใจแม้แต่น้อย
กระผมไม่เคยได้ยินว่ามีนักบวชเช่นท่านในทิเบต
กระผมไม่เคยได้พบพุทธศาสนิกชนที่สมบูรณ์เช่นนี้มาก่อน
ช่างสุดแสนมหัศจรรย์และเหนือธรรมดายิ่งนัก
ในเช้าอันแจ่มใสแห่งการแสวงบุญของกระผม
กระผมได้พยายามบำเพ็ญทานและเฝ้าอ้อนวอนพระคุณเจ้า ในทุกวิถีทาง
มหัศจรรย์และเหนือธรรมดา ท่านไม่ได้ให้ความสนใจเลย
กระผมรู้สึกว่าเป็นคนโง่เขลาและน่าสมเพช
กระผมได้ตระหนักแล้วว่า กระผมเป็นคนโง่และปราศจากบุญกุศล
ด้วยความรู้สึกผิดหวัง กระผมได้สูญเสียความเชื่อมั่นในวิถีทางของตนเองลงสิ้น
กระผมเริ่มเชื่อแล้วว่า กระผมไม่มีสมรรถนะที่จะปฏิบัติธรรม

จะมีประโยชน์และความหมายใดๆอีกเล่า เมื่อบุคคลยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์
แต่ไม่ได้ยินถ้อยคำใดๆเอื้อนเอ่ยออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธองค์เลย
บุคคลจะสามารถเผชิญหน้าและบอกเล่าต่อผู้คนถึงเรื่องนี้ได้อย่างไร
แทนที่จะกลับไปด้วยความอับอาย กระผมจะจบชีวิตลงต่อหน้าพระคุณเจ้า
สภาพการณ์ทุกอย่างรัดรึงเข้ามาจนถึงเวลาสำหรับความตายแล้ว
มันย่อมเป็นการดีกว่าอย่างอื่น กระผมสมควรตาย ณ บัดนี้
เป็นการตายต่อหน้าพระอริยเจ้า ขณะที่หัวใจเปี่ยมล้นด้วยนึกถึงแต่พระธรรม
โอ้ ท่านมหาสมณะผู้เต็มไปด้วยมหากรุณา
เมื่อได้ยินเรื่องเศร้าจากชายผู้อาภัพเช่นนี้
พระคุณเจ้าผู้เป็นสัพพัญญู ย่อมรู้ว่าสมควรที่จะพูดอะไรกับกระผม

เมื่อได้ยินคำอ้อนวอนจากใจจริงของชายหนุ่ม ท่านมิลาเรปะดำริว่า “ชายผู้นี้มีความจริงใจและซื่อตรงมาก คงจะมีการอธิษฐานร่วมกันมา ในชีวิตก่อนหน้านี้เป็นแน่ คำพยากรณ์ของเทพธิดาในความฝันของอาตมา ดูเหมือนว่าจะเจาะจงมาที่ชายผู้นี้ อาตมาควรยอมรับเขา” ท่านมิลาเรปะได้แสดงธรรมคีตาว่า

จงได้รับฟังอาตมา อุบาสกหนุ่มที่รัก
การมีจิตใจที่จดจ่อต่อกุศลกรรมคือนิมิตหมายของบุคคลที่มีวิบากแห่งกรรมชั่วเพียงเล็กน้อย

การที่เธอขวนขวายเพรียกหาแต่พระธรรม
ย่อมแสดงถึงความจางคลายในความมีมานะทิฐิหยิ่งผยองลำพองตนของเธอ

การมีขันติธรรมอันประกอบพร้อมด้วยศรัทธาของเธอ
เป็นนิมิตหมายแห่งความไม่เกียจคร้าน

การบริจาคออกโดยไม่สงวนเอาไว้เลย แสดงถึงความเป็นคนไม่ตระหนี่ถี่เหนียวของเธอ
ความมีปัญญาและรู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของเธอก็อยู่ในขั้นดีเลิศ
ดังนั้น เธอจะต้องไม่โง่งมและเจ้าโทสะอย่างแน่นอน

โดยที่เธอแสดงความคารวะอ่อนน้อมต่ออาตมา
ย่อมแสดงว่าเธอได้เคยใกล้ชิดกับพระธรรมมาในอดีตชาติอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ในเช้าตรู่แห่งวันอันแจ่มใสนี้ อาตมาผู้จาริกมาจากกุงตัง และเธอชายหนุ่มจากแจลกรูม ตอนล่าง
ได้มาพบกัน ณ ริมฝั่งแห่งสายธารสีเงินยวงนี้
มันดูเหมือนว่าอิทธิพลแห่งความปรารถนาต่อความหลุดพ้น
จะเป็นผู้กำหนดหมายโชคชะตาของเธอและอาตมาในวันนี้
เธอผู้ปราศจากการร้อยรัดของวิบากกรรม กำลังจะได้ตื่นจากความหลับใหล

อาตมากล่าวข้อความอันน่ายินดีนี้แก่เธอ
สำหรับโอกาสในการที่เธอจะได้เริ่มปฏิบัติธรรมจริงๆเสียที
เมื่อความสุจริตงอกเงยขึ้นในดวงใจ
เมื่อระงับความปรารถนาต่อโลกียทรัพย์ออกไปเสียได้
เมื่อต้องการที่จะติดตามอาตมาอย่างแท้จริง
จงได้เลิกยุ่งเกี่ยวโหยหาอาลัยกับบรรดาวงศาคณาญาติ
อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติบำเพ็ญลงโดยสิ้นเชิง

เครื่องอุปโภคบริโภคอันประณีตนั้นโดยที่แท้แล้วก็คือทูตแห่งพญามาร
ความเกี่ยวข้องหมกจมอยู่ในมันย่อมนำมาแต่อันตราย
จงได้สละคืนสิ่งที่ร้อยรัดเธอออกไปทั้งหมด

ความยินดีต่อโลกียสุขคือโซ่ตรวนแห่งพญามาร
จงได้ขจัดตัณหาราคะ ด้วยการเจริญมรณสติ
บรรดามิตรสหายคือกับดักอันยั่วยวน เขาทั้งหลายเป็นเพียงมายา จงเฝ้าสังเกตให้ดี

การครอบครองที่ดิน เป็นคุกมืดของพญามารที่ยากต่อการได้รับอิสรภาพ
การปฏิบัติธรรมในทันทีทันใดโดยไม่รั้งรอเท่านั้น จึงจะนำมาซึ่งความสำเร็จในเวลาอันรวดเร็วได้

เรือนกายอันเป็นมายาของเธอย่อมดำเนินไปสู่ความเปื่อยเน่าภายในช่วงเวลาที่จำกัด
ดังนั้นจึงจำเป็นต้องผูกพันกับพระธรรมไว้ ณ บัดนี้

วิหกอันว่องไวแห่งดวงจิต จักโผบินไปมาอยู่ดี
มันย่อมเป็นการดีกว่าเสมอในกาลบัดนี้ ที่จะโผบินตามเส้นทางสู่สรวงสวรรค์

จงได้เชื่อฟังและลงมือปฏิบัติตามอาตมา
เธอจะกลับกลายเป็นภาชนะอันมีค่าไว้รองรับพระสัทธรรม
ข้อชี้แนะอันประเสริฐแห่งคำสอนเกี่ยวด้วยเรื่องภายในอันลึกซึ้ง จะถูกถ่ายทอดให้แก่เธอ

ลูกเอ๋ยนี้เป็นรุ่งอรุณแห่งเส้นทางดำเนินสู่พระโพธิญาณ
แม้แต่อาตมาเองก็พลอยชื่นชมไปกับเธอด้วย
ตัวเธอเองก็เหมือนกัน พ่อหนุ่มน้อย สมควรที่จะได้ร่วมปลื้มปิติและอิ่มเอมใจ

ชายหนุ่มยินดีเหลือที่จะกล่าว เมื่อได้ฟังธรรมคีตาบทนี้ของท่านมิลาเรปะ เขาก้มลงกราบเท้าท่านหลายครั้ง ด้วยความปลื้มปิติอย่างยิ่ง และกล่าวปฏิญาณตน ก่อนที่จะจากไป

สี่เดือนให้หลัง เมื่อท่านมิลาเรปะไปพำนักที่ แมนลัน ชูบา แห่งแคว้นดริน ชายหนุ่มพร้อมกับหลานชาย ได้มากราบนมัสการท่าน ชายหนุ่มได้ถวายหยกสีขาวที่ไร้รอยตำหนิให้ท่านก้อนหนึ่ง ส่วนหลานชาย ได้ถวายทองคำหนักไม่น้อยกว่าครึ่งออนซ์ แต่ท่านมิลาเรปะไม่ยอมรับของกำนัล
ในเวลานั้น นักปริยัติชื่อ ภารี กำลังก่อสร้างสถูปของท่าน ซูดอ นามแจล พุทธะ อยู่ที่แคว้นดริน ท่านมิลาเรปะจึงกล่าวกับชายหนุ่มและหลานว่า “มันไม่มีความจำเป็นอะไร ที่อาตมาจะต้องรับของกำนัลจากพวกเธอ แต่พวกเธอสามารถนำไปให้ ภารี ผู้เป็นนักปริยัติ และขอร้องให้เขา สั่งสอนพวกเธอเป็นการเริ่มจุดประกาย สำหรับคำแนะนำที่เป็นกุญแจสำคัญ อาตมาจะเป็นคนถ่ายทอดให้พวกเธอเอง”
ชายหนุ่มและหลานได้ไปหาท่าน ภารี นักปริยัติ และขอร้องให้สอนธรรมะแก่พวกตน ท่านภารี ได้สอนทั้งสิ่งที่เห็นเป็นรูปธรรมและนามธรรม
จากนั้นชายหนุ่มจึงกลับมาหาท่านมิลาเรปะ และได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่กับท่านมิลาเรปะถึงห้าปีเต็ม เขาได้เรียนรู้ถึงโยคะทั้งหกของท่านนาโรปะ และได้เรียนรู้ถึงการบำเพ็ญมหามุทราสมาธิภาวนาของท่านปรมาจารย์เม็ดริปะ อันหมายถึงสุญตาธรรม ท่านมิลาเรปะตั้งฉายานามให้ในครั้งแรกว่า ธัมมะวอนชู และต่อมาท่านเปลี่ยนฉายาให้ใหม่ว่า เรปะชิวาอุย ท่านชิวาอุย สละโลกทั้งปวงออกไปอย่างเด็ดขาด ท่านมีปฏิปทาที่เต็มไปด้วยความสันโดษมักน้อยและไม่เคยหวนกลับคืนมายังบ้านเกิดเมืองนอนอีกเลย ท่านมิลาเรปะ ยินดีกับความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของท่านชิวาอุยมาก ท่านได้กล่าวว่า
อาตมาขอน้อมเศียรเกล้ากราบคารวะต่อคุรุทั้งปวง
ยิ่งใหญ่นักหนา คือพรชัยจากคุรุผู้เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา
ยิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยพลานุภาพ คือข้อชี้แนะที่เป็นกุญแจสำคัญ
ของท่านมารปะและท่านมิลาเรปะ
เธอ ชิวาอุย ผู้ขยันขันแข็งและทรหดอดทน
ด้วยความกรุณาของเทพธิดา ทำให้เธอได้บรรลุถึงความเข้าใจที่แจ่มกระจ่าง

ลูกเอ๋ย ถ้าเธอปรารถนาจะได้บรรลุถึงบรมธรรมสูงสุด
จงอย่าดื้อรั้นและมัวแต่พูดถึงเรื่องไร้สาระ
ระงับความนึกคิดถึงความรุ่งเรืองโอ่อ่าในอดีตลงให้ได้
จงพำนักอาศัยอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด
ถอยห่างจากเพื่อนที่เลวทรามและพยายามเฝ้าตรวจตราจิตใจของตนเองอย่างต่อเนื่อง
อย่าได้ตั้งความปรารถนาที่จะตั้งตนเป็นอาจารย์
จงอ่อนน้อมถ่อมตนและปฏิบัติบำเพ็ญอย่างแข็งขันเถิด
อย่าใจเร็วมุ่งหวังต่อโพธิญาณ แต่จงได้อุทิศชีวิตให้แก่การปฏิบัติธรรม
จงละทิ้งถ้อยคำสมมุติจากการศึกษาพระปริยัติธรรม
แต่จงเข้าถึงความตระหนักชัดต่อสภาวธรรมในภายใน
ถ้าเธอปรารถนาจะบำเพ็ญประโยชน์แก่ตน
จงอย่าใส่ใจกับการพูดและถ้อยคำ แต่จงตั้งมั่นอยู่กับการสละอุทิศตน

ท่านชิวาอุย ได้กล่าวกับท่านมิลาเรปะว่า “ท่านอาจารย์ได้กล่าวเอาไว้ว่า ผู้ที่รู้ปริยัติธรรมมากมายโดยไม่มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง ย่อมมีแนวโน้มไปสู่การออกนอกลู่นอกทางเสมอ ขอท่านช่วยขยายความในส่วนนี้โดยละเอียดด้วย”
ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “ตามที่อาตมากล่าวเอาไว้เช่นนั้น อาตมาหมายถึงอันตรายที่เกิดจากการยึดติดต่อโลกียกรรมทั้งหลายทั้งปวงในชีวิตนี้ โดยปราศจากความพยายามที่จะสละปล่อยวางออกไปให้หมดจดสิ้นเชิง อันตรายอื่นก็คือการที่จักเกิดแนวโน้มให้คลาดเคลื่อนออกไปจากกุญแจดอกสำคัญแห่งการปฏิบัติบำเพ็ญ ในแนวคำสอนของมิลาเรปะ ย่อมหาไม่พบความผิดพลาดหรืออันตรายดังกล่าว เพราะเราไม่เคยที่จะใส่ใจกับโลกีย์กรรมและการพูดมากใดๆ สิ่งที่เราตอกย้ำมากนี้ คือการปฏิบัติบำเพ็ญอันแท้จริง จงได้ฟังธรรมคีตาของอาตมาที่ให้ชื่อว่า ‘ธรรมคีตาแห่งอันตรายจากมิจฉาทิฐิ’ ”
ขอน้อมคารวะต่อคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์

จงพิจารณาดูผู้คนที่วางท่าโอ่ในการเจรจาถ้อยคำที่เต็มไปด้วยโวหารข่มขี่ผู้อื่น
จงดูพวกคนหลอกลวง ที่บ้าคลั่งพากันดำเนินไปสู่การถกเถียงอย่างเอาเป็นเอาตาย

ในการเจรจา ดูเหมือนว่าพวกเขาทำให้เธอต้องตื่นตระหนก
ในการนอน พวกที่วางท่าโอ่เหล่านี้ ง่วงโงกขี้เซายิ่งนัก
เขาพากันเดินเหมือนพวกมองโกลที่หยิ่งยโสโอหัง
อันตรายและอุปสรรคนานับประการแวดล้อมบุคคลเหล่านี้อยู่
อาณาจักรทั้งสามและภพภูมิทั้งหก ทำให้พวกเขาตกอยู่ในภยันตราย
ตัณหาราคะที่ไม่มีวันจบสิ้น ได้นำพาสรรพชีวิตทั้งมวล เข้าสู่อันตราย

มีทางดำเนินที่ผิดพลาดเจ็ดประการ ที่เธอสมควรจะได้สังวรระวังเอาไว้ ให้จงดี
การตกล่วงลงในความติดยึดต่อความสงบระงับแบบฤาษีของพวกหินยาน
การใช้พระศาสนาเป็นเครื่องมือหากิน
การหยิ่งทะนงในความเป็นสมณะ
การหมกจมอยู่กับนิมิตลวงอันบ้าคลั่ง
การปล่อยใจไปกับคำพูดไร้สาระ
การตกลงไปในกับดักของความเห็นว่าว่างเปล่าอย่างสุดโต่ง ชนิดขาดสูญ
อวิชชาคือปฐมเหตุในความเข้าใจที่ผิดพลาด และภยันตรายทั้งปวง
คำสอนแห่งเสียงกระซิบในภายในที่สืบทอดต่อๆกันมา คือลมหายใจของเทพธิดา
อย่าได้เกิดวิจิกิจฉาต่อพระสัทธรรมเลย
จงจำไว้เถิดว่า ความลังเลสงสัยย่อมเกิดจากอิทธิพลของความชั่วร้ายเสมอ

ชิวาอุย เธอจะดำเนินออกไปนอกลู่นอกทางได้อย่างไร เมื่อเธออยู่ใกล้ชิดอาตมา

จงสละปล่อยวางความลังเลสงสัยลงให้ได้ และปฏิบัติบำเพ็ญสมาธิภาวนา
ผู้ที่ดำเนินตามคำสอนอันถูกต้องแท้จริง ย่อมไม่มีวันออกนอกลู่นอกทาง

ลูกเอ๋ย อย่ามัวนึกถึงแต่ความหมายของถ้อยคำ ที่เป็นความรู้อันเกิดแต่การจดจำ
แต่จงตั้งมั่นในการบำเพ็ญสมาธิภาวนาของเธอ
ไม่ช้าไม่นานดอก เธอจักบรรลุถึงการตรัสรู้ที่ยิ่งใหญ่

ท่านชิวาอุยได้ปฏิบัติตาม โดยละเลิกการสืบค้นที่ดำเนินอยู่บนอรรถของพยัญชนะ ในระบบของเหตุผลแบบตรรกศาสตร์ แต่เพ่งลงไปสู่การสละอุทิศตน จนท่านไม่ใส่ใจแม้กระทั่งเสื้อผ้าและอาหาร
วันหนึ่ง มีเพื่อนมาตะโกนเรียกหาท่านชิวาอุย และได้เห็นร่างกายที่ผ่ายผอมของท่าน เพื่อนจึงสำคัญผิด และเกิดเวทนาสงสารท่าน โดยกล่าวว่า “ธัมมะวอนชู แกเป็นส่วนหนึ่งของความผาสุกรื่นเริงที่แยกตัวออกมาจากครอบครัวที่มั่งคั่ง แต่มาบัดนี้ ดูแกยากจนและแก่ชรา ด้วยไม่มีทั้งอาหารและเสื้อผ้า มันน่าเศร้านัก มันน่าเศร้านัก” ชิวาอุยได้กล่าวตอบว่า

โอ้ คุรุผู้เป็นดังบิดาของอาตมา ท่านผู้วิเศษ ท่านผู้เป็นพุทธะอันแท้จริง
ท่านผู้เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยมสำหรับบิดาและมารดาของอาตมา

พี่น้องชายหญิง และวงศาคณาญาติทั้งปวงของอาตมา ตกจมอยู่ในสังสารวัฏ
แต่อาตมาได้สละวางออกมาได้
ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐของอาตมา เป็นกัลยาณมิตรทางจิตวิญญาณและเป็นกัลยาณมิตรทางธรรมของอาตมา
ท่านอาจารย์เป็นผู้เดียว ที่เป็นแหล่งพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์
อาตมาพำนักอยู่กับท่านผู้เป็นพุทธะอันแท้จริง อาตมาพำนักอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด

การอยู่ด้วยกันสามหรือสี่คน ล้วนนำไปสู่การสนทนาที่ไร้สาระ
เพื่อหลีกเลี่ยงสภาพการณ์ดังกล่าว อาตมาจึงพำนักอยู่ในสถานที่วิเวก

ตำรับตำราและบทวิจารณ์ ไม่ได้นำพาผู้คนไปที่ใดดอก นอกจากพาไปสู่ความหยิ่งผยองลำพองตน
แต่คำสอนของพระพุทธองค์ ย่อมก่อให้เกิดความรู้แจ้งตระหนักชัดที่เป็นเสียงกระซิบในภายในอันเป็นปัจจัตตัง
ดังนั้นอาตมาจึงสละคืนตำรับตำราและบทวิจารณ์ทั้งปวง
อาตมาบำเพ็ญโดยตั้งมั่นอยู่กับความกระจ่างแจ้งแห่งเสียงกระซิบในภายในอันเป็นปัจจัตตัง

กระท่อมที่สงบสงัด เป็นสถานที่ซึ่งใกล้ชิดกับพระพุทธองค์
ผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและซื่อตรง สามารถใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างดี
ยิ่งมีมากเท่าใด บุคคลก็ยิ่งกระหายอยากเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ดังนั้นอาตมาจึงละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนของอาตมา

ประเทศที่ปราศจากขอบเขตุ คือสถานที่ซึ่งใกล้ชิดกับพระพุทธองค์
ผู้ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความศรัทธาและซื่อตรง สามารถใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมได้อย่างดี
มิตรสหายและคนรับใช้ เป็นเหตุให้เกิดความร้อนใจและความทะยานอยาก
ดังนั้น อาตมาจึงสละออกไปตลอดกาล

ความศรัทธาหยั่งลงในเพื่อนของท่านชิวาอุย หลังจากได้ยินเพื่อนเก่ากล่าวจบลง และได้ถวายจตุปัจจัยเป็นจำนวนมากแก่ท่านชิวาอุย ท่านมิลาเรปะยินดีที่ได้เห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้
ท่านชิวาอุยได้ปรนนิบัติรับใช้ท่านมิลาเรปะ จวบจนถึงวันที่ท่านดับขันธ์นิพพาน ท่านชีวาอุยได้เรียนรู้อย่างสมบูรณ์จากท่านมิลาเรปะ ดังนั้นท่านจึงไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง ในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
ส่วนหลานของท่านชิวาอุย ไม่ได้เป็นนักบวชที่ดีนัก ท่านพำนักอยู่ในวิหารซึ่งอยู่ที่เขตรอยต่อของนะยานัน
หลังการดับขันธ์นิพพานของท่านมิลาเรปะ ท่านชิวาอุย ได้ปฏิบัติบำเพ็ญอย่างอุกฤตในถ้ำแห่ง แมนชู ซี่งอยู่ในหุบเขา โกหะ แห่งแคว้น ปาดรู ท่านได้บรรลุถึงบรมธรรมสูงสุดและยังสามารถแสดงอภิญญาเดินผ่านทะลุกำแพงหินได้อีกด้วย

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook