บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

พระราชาแห่ง เนปาล วันหนึ่งขณะที่ท่านมิลาเรปะ กำลังสถิตอยู่ในสุญญตาวิหารธรรมโดยมีอนิจสัญญาเป็นอารมณ์ ณ บริเวณถ้ำ ริก้าดายา แห่ง นะยิชาง ได้มีพรานป่าหมู่หนึ่งผ่านมา การได้เห็นท่านมิลาเรปะ นั่งอยู่นิ่งๆโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆท่ามกลางป่าอันเงียบสงัดวังเวง เป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะได้พบเห็น ในครั้งแรกทุกคนต่างถึงกับเผ่นหนีไปคนละทิศละทาง และแอบกำบังกายเฝ้าดูท่านอยู่ ในที่สุดนายพรานคนหนึ่งได้ร้องตะโกนถามท่านว่า “แกเป็นมนุษย์หรือปีศาจ? ถ้าเป็นมนุษย์ขอให้เจรจากับพวกเรา” ท่านมิลาเรปะ ยังคงนิ่งอยู่เช่นเดิม บรรดานายพรานป่าจึงระดมยิงท่านด้วยลูกธนูอาบยาพิษ แต่ไม่บังเกิดผลใดๆ เพราะลูกธนูมิได้ระคายผิวหนังของท่านแม้แต่น้อย จากนั้นพวกพรานป่าได้ช่วยกันหามท่านขึ้นโดยมีความประสงค์จะทุ่มลงไปในลำธาร แต่เขาไม่สามารถขยับกายของท่านได้ จึงร่วมมือกันสุมเชื้อเพลิงรอบตัวท่านและจุดไฟเผา แต่เปลวเพลิงที่ร้อนแรงก็ทำอันตรายท่านมิได้ หลังจากได้ปรึกษาหารือกันเป็นครู่ใหญ่ เหล่านายพรานก็ได้ช่วยกันยกแผ่นหินที่ท่านประทับนั่งสมาธิบรรลังก์อยู่ให้ลอยตัวขึ้นมา และโยนลงไปในลำน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากเบื้องล่าง ปรากฏว่า บรรดาพรานป่าต่างได้เห็นท่านนั่งสมาธิบัลลังก์เหนือผิวน้ำ และค่อยๆลอยเคลื่อนที่มานั่งยังตำแหน่งเดิมอีก โดยท่านไม่ได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆออกมาเลย ความอัศจรรย์ที่ปรากฏให้เห็น ทำให้ทุกคนตัดสินใจวิ่งหนีออกจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ระหว่างการเดินทางของพวกนายพราน ได้สวนทางกับท่านชิราเรปะ ซึ่งเป็นสานุศิษย์รูปหนึ่งของ ท่านมิลาเรปะ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความน่าอัศจรรย์ที่หมู่พรานได้ประสบพบมา ทำให้ท่านชิราเรปะ รู้ว่าพวกเขาหมายถึงท่านมิลาเรปะ อย่างไม่ต้องสงสัย ท่านจึงแสดงตนว่าเป็นสานุศิษย์ของนักบวชมหัศจรรย์รูปนั้น และได้บอกกล่าวแก่บรรดานายพรานว่า ท่านผู้นั้นมีนามว่าท่านมิลาเรปะ เป็นสมณะผู้บรรลุบรมธรรมสูงสุดในพระพุทธศาสนา แม้แต่สัตว์เดรัจฉานก็ยังเข้าใจคำสอนของท่านได้ เสียงโจษขานร่ำลือถึงท่านมิลาเรปะได้แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว จนเข้าถึงพระกรรณของกษัตริย์แห่งเนปาล เจ้าแม่ทาร่าผู้มีฤทธานุภาพมากได้กล่าวพยากรณ์ต่อพระราชาว่า พระองค์สมควรได้นำเสื้อแห่งกาชิกาและโอสถขนานเอกอารูร่า ซึ่งอยู่ในท้องพระคลังไปถวายต่อท่านมิลาเรปะ ซึ่งเป็นมหาโพธิสัตว์แห่งทศศตวรรษ ที่ท้องถ้ำดายา แห่ง นะยิชาง การบริจาคทานต่อวิสุทธิบุคคลครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่ติดตามมาในอนาคต พระราชาได้ส่งราชทูตไปสืบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ ราชทูตได้พบและเห็นสภาพความเป็นอยู่ โดยไม่ครอบครองสิ่งใดๆของท่านมิลาเรปะ และยังได้ฟังธรรมจากท่าน จึงกลับมารายงานพระราชาด้วยความศรัทธาอย่างมากต่อท่านมิลาเรปะ พระราชาจึงมีรับสั่ง ให้ดำเนินการตามคำแนะนำของเจ้าแม่ทาร่า พร้อมได้ฝากพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้นิมนต์ท่านมิลาเรปะ มายังประเทศ เนปาลด้วย
ราชทูตได้ถามท่านมิลาเรปะว่า “โอ้ คุรุ ท่านชื่ออะไร? ท่านลำบากหรือไม่ที่ปราศจากอาหารดีๆ? การเป็นอยู่เช่นนี้หมายถึงอะไร? มันจำเป็นอย่างไร ที่ต้องละทิ้งทรัพย์สมบัติและเครื่องอุปโภคทั้งหลาย? ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “อาตมาคือมิลาเรปะ สมณะชาวทิเบต ปราศจากการครอบครอง หมายถึง ปราศจากทุกข์ ณ บัดนี้ จงได้ฟังธรรมคีตาของอาตมา”

ขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบคารวะแด่คณาจารย์ทั้งปวง

อาตมาคือบุรุษที่มีนามว่ามิลาเรปะ
การไม่ปรารถนาที่จะครอบครองสิ่งใดๆ ทำให้อาตมาไม่ต้องดิ้นรนที่จะแสวงหามัน
อาตมาไม่มีภาระที่ทำให้ต้องกังวลในการเก็บรักษาสิ่งใดๆ
และในที่สุด อาตมาไม่ต้องตกอยู่ในอำนาจของความยินดีที่ทำให้ต้องสะสมเพิ่มมากขึ้นไปอีก
มันถูกต้องดีอยู่แล้วมิใช่หรือที่อาตมาไม่ครอบครองสิ่งใดๆ

การละขาดจากบรรดาวงศาคณาญาติและมวลมิตร
ทำให้อาตมาไม่ต้องเสี่ยงกับความสะเทือนใจที่เกิดแต่ความผันแปรไป
มันเป็นการขจัดความเร่าร้อนที่บังเกิดจากความเห็นแก่ตนเอง
มันเป็นการยุติการวิวาทบาดหมางกับผู้อื่น
และมันย่อมทำให้รอดพ้นที่จะต้องพลัดพรากจากกันด้วยความทุกข์ทรมาน
มันถูกต้องดีอยู่แล้วมิใช่หรือ ที่ละขาดจากญาติมิตรทั้งปวง

อาตมาปราศจากความหยิ่งผยองลำพองตนในดวงใจ
ดังนั้นอาตมาจึงไม่เคยดำริที่จะแสวงหาชื่อเสียงเกียรติคุณ
อาตมาไม่ต้องดิ้นรนในการแสวงหา อาตมาไม่ต้องวิตกกังวลในการเก็บรักษามันไว้
และท้ายที่สุดอาตมาไม่ต้องทุกข์ทรมานเพราะสูญเสียมันไป
มันถูกต้องดีอยู่แล้วมิใช่หรือ ที่ไม่ต้องมีชื่อเสียงและยศถาบรรดาศักดิ์ใดๆ

อาตมาไม่ครอบครองบ้านและที่ดิน มันทำให้อาตมาหมดภาระที่จะต้องรักษาดูแลมัน
อาตมาไม่ต้องเป็นทุกข์เพราะความต้องการที่เกี่ยวเนื่องกับมัน
มันถูกต้องดีอยู่แล้วมิใช่หรือ ที่ไม่ต้องมีบ้านและที่ดินเป็นของตน

ราชทูตกลับคืนสู่พระราชวังเพื่อถวายรายงานพระราชาแห่งยีราง และ โกกอม เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ พระราชามีพระดำรัสด้วยความศรัทธา กับราชทูตว่า “จงกลับไปดูซิว่า จะสามารถนิมนต์ท่านมาที่นี่ได้หรือไม่ ถ้าท่านไม่รับนิมนต์ ก็จงถวายเสื้อคลุมแห่งกาชิกาตัวนี้ และโอสถขนานเอกอารูร่า ให้กับท่าน”
ราชทูตกลับไปหาท่านมิลาเรปะ และนมัสการกราบเรียนท่านว่า “กระผมถูกพระราชาแห่งยีรางและโกกอม ซึ่งทรงมีศรัทธาในพระธรรม มานิมนต์ท่านไปเยือนประเทศของพระองค์” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “โดยทั่วไป อาตมาไม่พำนักในเมือง อาตมาไม่รู้วิธีที่จะทำให้พระราชาพอพระทัย และอาตมาไม่ต้องการอาหารดีๆหรือโลกียสุขใดๆ อาตมาจะดำเนินตามคำสั่งของคุรุของอาตมา ที่ให้บำเพ็ญสมาธิภาวนาในสถานที่อันสงบสงัด เธอผู้เป็นราชทูตของพระองค์ กลับไปได้แล้ว” ราชทูตกล่าวว่า “เมื่อท่านไม่รับนิมนต์ มันย่อมน่าเสียใจมาก ที่พระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ส่งราชทูตมานิมนต์นักบวชธรรมดา แต่ต้องกลับไปมือเปล่า” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมาเป็นจอมราชันแห่งสกลจักรวาล ไม่มีจอมราชันผู้ใด ที่เป็นสุขมากกว่า มั่งคั่งมากกว่า และมีพลังอำนาจมากกว่า อาตมา” ราชทูตย้อนว่า “ถ้าท่านประกาศว่าเป็นจอมราชันแห่งสกลจักรวาลเสียเองแล้วละก็ ท่านต้องมีของมีค่าเจ็ดอย่างของพระราชา จงเอาออกมาให้กระผมได้ชมด้วย” ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “ถ้าพระราชาและข้าราชบริพารของพระองค์ จะได้ดำเนินตามแนวทางของอาตมา แต่ละคนอาจได้เป็นจอมราชัน ที่มั่งคั่งและชาญฉลาดรอบรู้” ท่านมิลาเรปะได้กล่าวบทโศลกว่า

ถ้าพระราชาและผู้คนในนครน้อยใหญ่ของพระองค์ปรารถนาสันติสุข
ก็สมควรจะได้ดำเนินตามแนวทาง ของมิลาเรปะ
ในที่สุดเธอจักได้รับมัน
นี้เป็นความสำเร็จของมิลาเรปะ

ความซื่อตรงและสุจริตย่อมหมุนกงล้อแห่งกุศลธรรมทั้งกลางวันและกลางคืน
ปรีชาญาณในภายในคือมงกุฎอันสง่างามที่ก่อประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอย่างสมบูรณ์

การศึกษาและปฏิบัติตามพระธรรมวินัยเปรียบดังราชินีผู้ประเสริฐ
ย่อมส่งเสริมบารมีของพระราชาให้แผ่ไพศาลยิ่งๆขึ้นไป
การบำเพ็ญเพียรเปรียบดังบรรดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่
เพราะทำให้อาตมาสามารถรวบรวมทั้งเจโตวิมุติและปัญญาวิมุติไว้สำเร็จ
การประกอบกรรมที่ไร้มลทินหมองมัวใดๆเป็นดังช้างแก้วของพระราชา
เพราะสามารถดึงพาพุทธศาสนิกชนให้ดำรงมั่นอยู่ในแนวทางแห่งศาสนธรรม
ขันติ คืออาชาไนยตัวประเสริฐที่อาตมาใช้ขับขี่เข้าสู่ดินแดนแห่งอนัตตาธรรม
ธรรมวิจัย คือขุมกำลังอาวุธที่อาตมาใช้ทำลายบรรดาความคิดปรุงแต่ง
ด้วยอวิชชาที่หลั่งไหลอยู่ในภายใน

ถ้าพระราชาประกอบพร้อมด้วยอริยทรัพย์ตามที่อาตมาได้กล่าวมานี้
พระองค์ก็จักมีชื่อเสียงเกียรติ์คุณและรุ่งเรืองไพบูลย์
และเป็นอันหวังได้ว่า พระองค์จักพิชิตศัตรูทั้งปวงลงได้
เธอเองก็จะได้แผ่ขยายกุศลบารมีไปทั่วพระราชอาณาจักร
และชักชวนให้สรรพชีวิตซึ่งเปรียบประดุจมารดา
ได้ดำเนินตามแนวทางแห่งคำสอนของอาตมา

ราชทูตอุทานว่า “นี้เป็นธรรมะที่ทันสมัยจริงๆ มันมหัศจรรย์มาก ถ้าท่านไม่รับนิมนต์ที่จะไปกับกระผม กระผมมีของมีค่าสองอย่างที่จะถวายท่าน มันเป็นของกำนัลจากพระราชา อย่างแรกเป็นเสื้อกาชิกา และอีกอย่างหนึ่งเป็น โอสถขนานเอกอารูร่า”
ท่านมิลาเรปะ ได้รับของถวายจากพระราชาเอาไว้ แต่บอกปฏิเสธที่จะมายัง เนปาล นอกจากฝากถวายพระพรชัยมายังพระราชารวมทั้งประชากรของพระองค์ด้วย
ในระหว่างนี้ท่านเรชุงปะ และ ท่านเชนกอมเรปะ ได้ออกติดตามท่านมิลาเรปะ เพื่ออาราธนาให้ท่านกลับคืนสู่ทิเบต ได้บังเอิญพบกับพวกพรานป่ากลุ่มที่มาเห็นความน่าอัศจรรย์ของท่านมิลาเรปะ การติดตามท่านจึงง่ายดายขึ้นมาก ศิษย์ทั้งสองได้พบท่านมิลาเรปะกับเสื้อคลุมกาชิกาของพระราชา และได้เห็นโอสถขนานเอกอารูร่า วางอยู่ข้างกายท่าน หลังจากกราบนมัสการแล้ว จึงอาราธนาให้ท่านกลับสู่ทิเบต โดยอ้างว่าผู้ที่ถึงวิมุติภาวะแล้วนั้นไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานที่วิเวกอีกต่อไป และยังได้กราบเรียนถามท่านถึงความเป็นมาของเสื้อและโอสถ ที่เห็นด้วย

สถานที่แห่งนี้แออัดไปด้วยดอกไม้ป่าบานสะพรั่ง มวลพฤกษาต่างพากันเริงระบำไปกับสายลม
นกนาๆชนิดร้องขับขานด้วยเสียงอันไพเราะ ฝูงลิงกระโดดโลดเต้นไม่หยุดหย่อน
มันช่างน่ารื่นรมย์และอิสระเสรีอะไรเช่นนี้
มันเป็นความผาสุกที่ได้บำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ ณ สถานที่แห่งนี้
โดยมีท่านอาจารย์สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้า

อบอุ่นอยู่เสมอด้วยพลังแห่งเตโชกสิณ
ช่างผาสุกยิ่งนัก ณ ที่นี้ กับการบำเพ็ญเพื่อบรรลุถึงความเป็นมายาของสรีระ
อันทำให้ไม่ต้องพักผ่อนหรือพากเพียรพยายามแต่อย่างใดในการปล่อยวางโลกธรรมทั้งแปดประการ
เพราะมันดำเนินไปด้วยตัวของมันเอง

สงบระงับยิ่งนักเมื่อความเพ้อฝันอันวุ่นวายสับสนทั้งปวงมอดมลายลง
สว่างไสวยิ่งนักในอาณาจักรแห่งปรีชาญาณ
แจ่มใสบริสุทธิ์เมื่อเมฆหมอกแห่งอวิชชาสูญสลายลง
การเข้าถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุขคือการบรรลุพุทธภาวะโดยไม่ใช้วิชาแปลงกายแบบโยคี

ช่างปลอดโปร่งใจจริงหนอที่ได้ตระหนักชัดอย่างสมบูรณ์ ถึงธรรมชาติแท้จริงแห่งสภาพสัมภเวสี
อันอยู่ระหว่างความตายและการเกิดใหม่ ในอาณาจักรของสภาพที่ยิ่งกว่าสุข

บิดาของเธอ พบความผาสุกมากมาย ในการอวยพรชัย
อาตมาสำราญอยู่กับการบริโภคผลไม้ป่าหอมหวาน และสดชื่นกับการดื่มกินน้ำใสเย็นในลำธาร
จงได้สนองตอบถ้อยคำของอาตมา และเธอจักเข้าใจความหมายของมันได้

ลูกเอ๋ย เมื่อเธอถูกโจรปล้น สดมภ์ระหว่างเดินทางมาที่นี่
จงได้เข้าใจว่าเกิดแต่กรรมในอดีตชาติ
เธอจงได้เข้าใจว่า การปราศจากเงินทอง ย่อมหมายถึงการปราศจากศัตรู
ลูกเอ๋ย จงอย่าได้สะสมให้เกิดความมั่งคั่งเลย

จงกำราบดวงจิตของเธอลงให้ได้เถิด เธอจักไร้ศัตรูและผาสุกตลอดไป
ลูกเอ๋ย จงอย่าได้สั่งสมพยาบาทวิตกไว้ในดวงใจเลย

จงกำราบดวงจิตของเธอลงให้ได้เถิด เธอจักไร้ศัตรูและผาสุกตลอดไป
จงมองดูพระพักตร์ของพระพุทธองค์
ถ้าเธอจักมีความเมตตากรุณาแล้วไซร้ เธอจักปราศจากศัตรู

ลูกเอ๋ย จงรักผู้อื่นมากกว่ารักตนเอง

เชน กอม เรปะ กล่าวว่า “มีแต่ท่านอาจารย์ ที่สามารถมีความผาสุกได้โดยปราศจากศัตรูเช่นนั้น พวกเรามานิมนต์ท่านกลับทิเบต เราไม่เห็นความจำเป็นที่ท่านต้องมาปลีกวิเวกที่นี่ กลับไปโปรดผู้คนที่ทิเบตเถิด” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “การปลีกวิเวก เป็นการโปรดสรรพสัตว์อยู่ในตัวของมันเอง อาตมาอาจกลับไปทิเบต แต่ถึงแม้จะเป็นที่นั่น อาตมาก็ยังปลีกวิเวก เธอต้องไม่คิดว่านี้เป็นการปฏิบัติผิด อาตมาต้องทำตามบัญชาของท่านอาจารย์ของอาตมา การสั่งสมกุศลทุกลำดับขั้นตอนในสัมมาอริยมรรค ล้วนบังเกิดขึ้นในสถานที่วิเวก แม้ว่าเธอจะก้าวหน้าในความรู้แจ้งตระหนักชัดมากมายเพียงใด มันย่อมเป็นการดีกว่า ที่จะพำนักอยู่ในสถานที่ซึ่งไม่มีผู้คนย่างกรายเข้าไป เพราะมันเป็นอริยะประเพณี จงได้ฟังอาตมา”
การน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์เป็นสิ่งจำเป็นเสมอ
เช่นเดียวกับการปลดปล่อยสรรพชีวิตทั้งมวล มันมิใช่เป็นความปรารถนาของท่านอาจารย์ดอก
แต่มันเป็นอริยะประเพณีของวิสุทธิบุคคลทั้งมวล

การที่ลาพันธุ์ปากด่างทางภาคเหนือ ไม่เคยปล่อยให้ศีรษะตกลงเลยแม้ขณะกำลังจะตาย
นั้นมิใช่เป็นเพราะว่ามันยินดีที่จะตาย หากแต่เป็นเอกลักษณ์ตามธรรมชาติของมันเท่านั้นเอง

เสือตัวเมียทางภาคใต้ แม้จะอดอยากจนถึงแก่ความตาย
มันก็ไม่เคยกินลูกของมันเองเพื่อให้รอดพ้นความตาย นี้มิใช่การเรียนแบบอย่างจากผู้ใด
หากแต่เป็นธรรมชาติของสัตว์ป่าผู้ยิ่งใหญ่ชนิดนี้เท่านั้นเอง

สิงโตขาวเพศเมียทางตะวันตก ไม่เคยย่างกรายออกไปจากภูเขาหิมะ
ไม่ว่าจะหนาวเย็นเพียงใดก็ตาม ทั้งนี้มิใช่ว่ามันไม่สามารถจะไปยังที่อื่นๆ
หากแต่เป็นธรรมชาติของ ราชินีแห่งภูเขาหิมะ

พญาอินทรีย์ทางภาคตะวันออกคอยกางปีกอยู่เสมอขณะถลาร่อนไปในฟากฟ้า
นั้นมิใช่เป็นเพราะมันเกรงว่าจะล่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
หากแต่เป็นธรรมชาติเฉพาะของราชาแห่งนกที่จะกระทำเช่นนั้นเอง

อาตมา มิลาเรปะ พำนักอาศัยอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด
มิใช่เป็นเพราะเกรงว่าไม่อาจสามารถควบคุมตัณหาราคะเอาไว้ได้
หากแต่เป็นอริยะประเพณีของวิสุทธิบุคคลทั้งมวลที่กระทำดังนั้น

นักบวชผู้หลุดพ้นแล้ว ยังพำนักอยู่อย่างสันโดษ
มิใช่เป็นเพราะท่านยังหวั่นไหวต่อสิ่งรบกวน
หากแต่เป็นอริยะประเพณีของวิสุทธิบุคคลทั้งมวลที่กระทำดังนั้น
เมื่อบรรดาพระภิกษุและสาธุชน สำรวมปฏิบัติบำเพ็ญสมาธิภาวนา
ไม่ใช่เพื่อได้รับสถานภาพที่สูงส่งกว่าคนอื่นๆ
แต่มันเป็นวิถีทางปรกติธรรมดาสำหรับผู้แสวงหาความหลุดพ้น

สำหรับสานุศิษย์ผู้ภักดีของอาตมา การแสดงข้อความอันลึกซึ้งแก่เธอนั้น
มิใช่เพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ
หากแต่เป็นเส้นทางดำเนินโดยปกติในการสืบสานพระพุทธศาสนา

ท่านเรชุงปะกล่าวขึ้นว่า “กระผมจะจดจำข้อความนี้ไว้ในดวงใจของกระผม ท่านอาจารย์แตกต่างจากผู้คนอื่นๆมาก แล้วเสื้อคลุมงดงามกับโอสถขนานเอกนี้ ใครนำมาถวายท่าน?”
ท่านมิลาเรปะกล่าวบทโศลกชื่อ “ของกำนัลจากบุรุษและเทพธิดา”
พระราชาแห่งโกกอม ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์
ได้รับคำแนะนำจากเจ้าแม่แห่งความกรุณาให้นิมนต์อาตมาไปพบ

เจ้าแม่แห่งความกรุณากล่าวว่า
“จงไปนิมนต์มิลาเรปะมาพบมหาบพิตร
ขณะนี้ท่านบำเพ็ญสมาธิภาวนาอยู่ที่ ถ้ำ กาดายา ของเนปาล”

แต่ด้วยความตระหนักชัดถึงมรณะกาลที่อาจมาเยือนได้ทุกเวลา อาตมาจึงไม่รับนิมนต์
จากนั้นอาตมาได้รับเสื้อกาชิกาเป็นของกำนัล มันทำมาจากเปลือกไม้แห่ง บัลด์คาร์
มันย่อมสอดคล้องกับพลังแห่งเตโชกสิณของอาตมา

อาตมาได้รับการถวายโอสถขนานเอกอารูร่าด้วย

การบริจาคเสื้อกาชิกา ให้อาตมาได้สวมใส่ขณะบำเพ็ญสมาธิ
และการถวายโอสถขนานเอกอารูร่า ซึ่งสามารถรักษาโรคทุกชนิด
ที่เกิดจากการแปรปรวนของธาตุทั้งสี่ได้อย่างวิเศษ
จะมีผลให้ประชากรของพระราชา ปราศจากโรคาพาธเบียดเบียนถึงเจ็ดปีเต็ม

เรปะทั้งสองปฏิญาณที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับโลกธรรมทั้งแปด และนิมนต์ให้ท่านกลับทิเบตในที่สุด ท่านมิลาเรปะ รับนิมนต์ เดินทางกลับไปยังถ้ำ นะยาน ยวน แห่ง ชู มโด บนภูเขาหิมะลาชิ

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook