บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี ขอน้อมคารวะบรรดาคณาจารย์ทั้งปวง

พระผู้เป็นเจ้าของบรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย
พระผู้เป็นเจ้าของบรรดาเทพธิดาทั้งหลาย
ท่าน มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรมที่ยิ่งใหญ่
ท่านไม่ได้ถูกอวยพรชัยโดยคุรุที่สืบสานพระศาสนาดอกหรือ?

ไข่มุกที่ส่งประกายแวววาว ด้วยกระแสคลื่นแห่งความเมตตากรุณา
จากมงกุฎเหนือเศียรของท่าน
ท่านไม่ใช่ มิลาเรปะผู้ได้รับพรชัยอันยิ่งใหญ่ ดอกหรือ?

ท่านไม่ใช่ผู้ที่เผยแพร่และช่ำชอง ด้วยการสละอุทิศตนอย่างสมบูรณ์ ดอกหรือ?
ข้าฯขอน้อมคารวะด้วยความจริงใจ ต่อท่านเรปะผู้วิเศษ วัชระผู้แย้มยิ้ม

เพื่ออนุเคราะห์บรรดาผู้ที่เต็มไปด้วยอวิชชา
ข้าฯจักแสดงเรื่องราวที่ท่านมิลาเรปะ วิสัชนาข้อปุจฉาของบรรดาอมนุษย์
ซึ่งเต็มไปด้วยข้อแนะนำอันล้ำลึก ต่อทางดำเนินในภาวะสัมภเวสี ที่เต็มไปด้วยภยันตราย

เมื่อท่านมาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม บอกข้อกัมมัฏฐานต่อท่านมิลาเรปะ พระพุทธเจ้าสัมวาราและเทพเทวาองค์อื่นๆในธรรมมณฑล พร้อมด้วยผู้พิทักษ์รักษาพระธรรมทั้งสามสิบสองท่าน รวมทั้งเทพธิดาแห่งทานบริจาคสิบหกองค์ ได้เปิดเผยตนเองให้ปรากฏบนท้องฟ้า ท่านมิลาเรปะได้แลเห็นทัศนียภาพนี้อยู่ชั่วขณะ ท่านถูกขนานนามว่า “วัชระผู้แย้มยิ้ม” โดยคุรุของท่านและบรรดาเทพธิดา
ด้วยการแนะนำของท่านมาระปะ ท่านมิลาเรปะได้อุทิศชีวิตในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ด้วยการปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์ของท่าน ทำให้ท่านบรรลุถึงเป้าหมายสูงสุดของตันตระ และเต็มไปด้วยกุศลบารมีมากมาย ตามธรรมชาติของเหตุและผล สรีรกายของท่านได้เข้าถึง “กายสายรุ้ง” ดังนั้น ท่านจึงกลายเป็นมหาสมณะผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งบรรลุถึงความรู้แจ้งตระหนักชัดอันสูงสุดแห่งมหามุทรา หรือ มหาสุญญตา
ท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ทางตะวันออกของเมืองดินม่าดรินอันมหัศจรรย์ กุฏิของท่านถูกขนานนามว่า “ทิพย์ปราสาทของบุญกุศลแห่งชูบา” ท่านได้แทรกซึมอยู่ในอาณาจักรที่อยู่เหนือถ้อยคำอธิบายทั้งมวล อันเป็นอาณาจักรแห่งแสงสว่างใส ที่ไม่มีการก่อเกิดและการดับสูญ
ในฤดูใบไม้ร่วงของปีมะเมีย ได้เกิดโรคฝีดาษระบาด ทำให้ผู้คนล้มตายลงเรื่อยๆ เทพธิดาซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของกลุ่มเจ้าแม่ทะเซรินมา ได้มากราบนมัสการท่าน และอาราธนาให้ท่านเดินทางไปเยี่ยมไข้เทพธิดาอีกองค์หนึ่ง นางได้ใช้อิทธิฤทธิ์พาท่านมิลาเรปะไปพบผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องอาศัยการเดินเท้าแต่อย่างไร
ผู้ป่วยได้เล่าให้ท่านฟังว่า มีชายเลี้ยงแกะมาสุมควันไฟขึ้น ณ บริเวณใกล้ๆนี้ และหลังจากนางต้องสำลักควันในวันนั้นแล้ว นางก็ล้มป่วยลง อาการไอของนาง ทำให้เกิดโรคระบาดขึ้นในหมู่ชาวบ้านบริเวณใกล้เคียงสถานที่นั้น ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวตักเตือนเทพธิดาถึงการที่นางมิได้ปฏิบัติตามคำปฏิญาณของพระโพธิสัตว์ที่ให้ไว้กับท่านเมื่อไม่นานมานี้ การละเมิดพระธรรมวินัยและคำปฏิญาณของตนเอง ย่อมทำให้ได้รับโทษภัย
ท่านมิลาเรปะ ได้ใช้พลังจิตของท่านรักษาเทพธิดาอยู่เจ็ดวันจึงหายเป็นปกติ การหายป่วยของเทพธิดา ทำให้โรคระบาดยุติลงด้วย
ในวันที่ยี่สิบเก้าของเดือนนั้น เจ้าแม่ทะเซรินมา ผู้มีอายุอันยืนยาวพร้อมด้วยหมู่กลุ่มของเธอได้มาแสดงความกตัญญูด้วยสำนึกในการช่วยเหลือของท่าน และกล่าวว่า “ท่านเป็นผู้ที่รักษาชีวิตของพวกเราไว้ ท่านมีความกรุณากับพวกเราอย่างที่สุด” จากนั้นเทพธิดาได้แสดงบทโศลกว่า

บุคคลผู้ซึ่งพยากรณ์ได้ว่าฝนจักตก ย่อมรู้จักสังเกตท้องฟ้า
เมื่อบุคคลแลเห็นหมู่เมฆทะมึนรวมตัวกัน และได้ยินเสียงมังกรคำราม
บุคคลย่อมรู้ว่า ไม่ช้าไม่นานพญามังกรจักปล่อยหยาดพิรุณลงมา เพื่อหล่อเลี้ยงสรรพชีวิต
เมื่อฝนตกปรอยๆ ย่อมแสดงว่า ความชื้นและไออุ่นเข้าสู่ดุลยภาพบนพื้นพสุธา
เมื่อฟ้าร้องดังกึกก้องกัมปนาท ย่อมแสดงว่า ความชื้นและไออุ่น ได้สูญเสียดุลยภาพไปแล้ว

ภายใต้หมู่เมฆที่ลอยฟ่องฟ้า ภูเขาหิมะที่มีสามยอด ตั้งตระหง่าน มียอดตรงกลางสูงที่สุด
มงกุฎผลึกแก้ว คือเครื่องประดับตกแต่งปลายยอดของมัน
แสงดาว ส่งประกายแวววาว ล้อมรอบมัน ในคืนฟ้าแจ่มใส
แสงสุริยันและจันทรา เปล่งประกายสว่างไสวบนภูเขาหิมะ สวยสดงดงามอร่ามตา
ณ ที่นั้น ทิพย์ปราสาทของพวกเราตั้งอยู่

ลาดชันของภูเขาหิมะทางด้านซ้าย คือท้องทุ่งแห่งหุบเขาสมุนไพร
หลังคาสายรุ้งครอบคลุมเหนือมัน เมื่อบังเกิดแสงสะท้อนอันงดงาม
น่ายินดีคือท้องทุ่งสมุนไพรในหุบเขา
ณ สถานที่นี้ เทพประจำท้องถิ่น สนุกสนาน และ เริงระบำ
ณ สถานที่นี้ คือดินแดนแห่งธัญพืชและผลไม้
มันเป็นอุทยานของมวลดอกไม้ที่น่ารัก

กุฏิของท่านอาจารย์ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ มันเป็นสถานที่แห่งพรชัยอันยิ่งใหญ่
ซึ่งท่านมหาสมณะมิลาเรปะพำนักอาศัยอยู่

ด้วยกุศลบารมีในอดีตชาติ ท่านได้รับสรีระของมนุษย์ที่มีค่ายิ่ง
ท่านบำเพ็ญสมาธิภาวนาโดยปราศจากความเบี่ยงเบน
ดังนั้น ท่านจึงบรรลุถึงความรู้แจ้งตระหนักชัดต่อธรรมชาติของดวงจิตอันไม่มีความก่อเกิด
และเป็นเจ้าแห่งการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
ปราศจากบรรดาอุปสรรคและสิ่งรบกวน ที่จะมาทำให้ท่านหวั่นไหว
ท่านมั่นคงดุจดังภูผา ท่านคือนักบวชที่ไม่มีวันสั่นคลอน
ท่านเป็นเจ้าแห่งเตโชกสิณ เสื้อผ้าจึงไม่จำเป็นสำหรับท่าน ท่านเปิดเผยเรือนกายเปลือยเปล่า
ด้วยความเมตตากรุณาและการสละอุทิศตนของท่าน สรรพชีวิตมากมายได้รับความปลอดภัย
ในช่วงเวลาแห่งมลทินหมองมัวและความทุกข์ระทม ท่านก็มาสู่ภูมิภาคนี้
ท่านเป็นเกียรติ์คุณแห่งโลกภพนี้ ท่านเป็นสรณะและเป็นความภาคภูมิใจของพวกเรา

เมื่อวันที่สิบเอ็ดของเดือนนี้ ดิฉันได้รับอันตรายและมลพิษจากควันไฟ
ความเจ็บปวดเหนี่ยวรั้งเรือนกายของดิฉัน ให้ฉีกขาดอย่างสุดที่จะทนทานได้
ดังนั้นดิฉันจึงกลายเป็นคนเจ้าโทสะอารมณ์ร้าย
ดิฉันร้องขอความช่วยเหลือจากท่าน ท่านได้อวยพรชัยให้ดิฉันด้วยความเมตตากรุณา
ท่านจัดพิธีล้างมลพิษ
และให้ความสว่างแก่ดิฉัน บนแก่นสารสาระแห่งดวงจิตที่อยู่เหนือความเกิดและตาย
ดิฉันได้รู้แจ้งตระหนักชัดในพระสัทธรรมโดยพลัน
เหมือนหมู่เมฆสูญสลายไปในฟากฟ้า
ความเจ็บป่วยของดิฉันถูกขจัดออกจนหมดสิ้น
ดวงจิตของดิฉันสดชื่นและแววไว
เรือนกายของดิฉันโปร่งเบาดังขนสัตว์ มีแต่ความสบายและผาสุก
ความไข้จากไป สุขภาพก็กลับคืนมา
ลมหายใจที่อ่อนระทวย กลับเข้มแข็งดังเดิม
นิมิตหมายแห่งความตายอันน่าสยดสยอง ถูกขจัดออกไป

ยมทูตผู้ล้มเหลว ต้องกลับไปด้วยความอับอาย
ดิฉันเป็นหนี้ท่านมากเหลือเกิน โอ ท่านสมณะผู้ยิ่งใหญ่
แม้ว่าดิฉันจักถือกำเนิดอย่างต่ำต้อย และเต็มไปด้วยความโง่เขลา
ความเมตตาของดิฉันช่างมีน้อยและเป็นปมด้อย
ดิฉันจักลืมพระคุณเจ้าผู้รักษาชีวิตของดิฉันไว้ได้อย่างไร?
ดิฉันจักไม่มีวันลืมประโยชน์สุขที่ได้รับนี้เลย

เพื่อแสดงความกตัญญูอันล้ำลึกของดิฉัน
ณ บัดนี้ ดิฉันขอมอบพลังอำนาจของดิฉันให้ท่าน
ด้วยคำตรัสเยี่ยงกษัตริย์ ดิฉันจักเชื่อฟังคำสอนของท่าน
นับตั้งแต่นี้ต่อไป จวบจนบรรลุพระโพธิญาณ
ดิฉันจักเป็นกัลยาณมิตรของท่าน ด้วยสัจจะวาจานี้ ขอให้ดิฉันไม่มีวันพรากจากท่าน
ดิฉันจักติดตามก้าวย่างของท่านดังเงา
เหมือนดังสาวกปัญจวัคคีย์ห้าองค์แรกของพระโคดมสัมพุทธเจ้า
พวกเราจักเป็นสาวกกลุ่มแรก ในศาสนาอันบริสุทธิ์ของพระคุณเจ้าได้หรือไม่หนอ?
เมื่อท่านบรรลุพุทธภูมิ
พวกเราจักเป็นกลุ่มแรกที่ได้ดื่มน้ำอมฤตของท่าน และกลายเป็นธรรมทายาท ได้หรือไม่หนอ
เราจักรวบรวมหมู่เมฆแห่งพรหมวิหารทั้งสี่ และหลั่งรินหยาดพิรุณแห่งสรวงสวรรค์ลงมา
เพื่อหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตผู้มืดบอดทั้งปวง

ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “แม่เทพธิดาทั้งห้า ด้วยศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของพวกเธอ ที่แสดงออกมาด้วยความกตัญญูอย่างล้ำลึก ต่อการที่อาตมาช่วยรักษาพวกเธอ ถ้อยคำของพวกเธอ ส่อแววให้เห็นว่าพวกเธอมีสมรรถนะที่จะรับคำสอนของตันตระ อาตมาตั้งใจที่จะมอบคำแนะนำ ซึ่งอาจทำให้พวกเธอสามารถปลดปล่อยตัวเองออกจากความทุกข์ทรมานในสังสารวัฏตลอดกาล แต่พวกเธอจะปฏิบัติมันได้หรือ?”จากนั้นท่านมิลาเรปะได้แสดงธรรมคีตาชื่อ “ความงอกงามเติบโตของปิติสุข”

ภายใต้ห้วงเวหาแห่งแสงสุริยาทางตะวันออก
มียอดเขาสูงงดงาม เมนลฮา ตั้งอยู่
ประดุจดังหัวของอินทรีย์แก้ว ที่สะท้อนแสงสีทองสาดส่องไปทั่ว
หมู่เมฆที่ลอยฟ่องดุจหลังคา รองรับด้วยสายรุ้งงอโค้ง
บริเวณช่วงกลางของภูเขา สายหมอกพันรอบก้อนศิลาน้อยใหญ่
มันไม่ใช่ภูเขาหิมะ ราชินีแห่งอสุรี ดอกหรือ?
พำนักอยู่ ณ ที่นั้น ไม่ใช่เทพธิดาผู้มหัศจรรย์ทั้งห้าดอกหรือ?
ด้วยเสียงอันก้องกังวาน เทพธิดานางหนึ่งได้แสดงบทโศลกแห่งสรวงสวรรค์
เธอไม่ใช่เทพธิดาผู้มีอายุอันยืนนาน ซึ่งสง่างามและมีเสน่ห์มากที่สุด ดอกหรือ?

เวลานี้ เธอถูกทำให้ตื่นตระหนก ด้วยสูญเสียความภาคภูมิใจ
เรือนกายของเธอถูกเหนี่ยวรั้งให้ได้รับความทุกข์ทรมาน
และดวงจิตของเธอเต็มไปด้วยความโศกตรม
ลมหายใจของเธอ อ่อนระทวยดังหมอกที่โปร่งบาง
และชีวิตของเธอใกล้จะพบจุดจบ

ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ ล้วนเนื่องอยู่กับวิบากผลอันขมขื่น แห่งกรรมอันเลวในอดีต ที่สุกงอม
ถ้าเธอไม่ได้รับวิบากผลจากบาปกรรมนี้ บางที เธออาจตกล่วงลงสู่อเวจีมหานรก
ซึ่งน่าสยดสยองยิ่งกว่าความเจ็บป่วยใดๆ

การรอดพ้นความตายถือว่าเป็นโชคดี
บทสาธุการอันมีค่าของเธอ แสดงว่าเมล็ดพันธ์แห่งความศรัทธาของเธอได้งอกงามแล้ว
ด้วยความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ที่อาตมาอวยพรให้เธอ
ด้วยอาศัยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ของตันตระ
อาตมาได้ปกป้องเธอไว้จากอุ้งหัตถ์ของพญามัจจุราช ใช่หรือไม่หนอ

ความสิ้นหวังและอับโชค ได้แปรเปลี่ยนเป็น สิ่งดีงามและมีคุณประโยชน์
ด้วยความยินดี เธอเปล่งสาธุการขอบคุณอาตมา
ด้วยความกตัญญูอย่างล้ำลึก ซึ่งคนอื่นๆอีกหลายคนไม่มี
ด้วยน้ำเสียงอันมีเสน่ห์ เธอแสดงบทโศลกอันไพเราะ ที่มีความหมายงดงาม
เมื่อได้ฟังมัน อาตมารู้สึกยินดีและผาสุก

ถ้าเธอจักได้กระทำตามข้อแนะนำของอาตมา
จงได้รับฟังและจดจำไว้ให้ดี
เจ็บปวดทุกข์ทรมานยิ่งนัก คือเส้นทางดำเนินแห่งสังสารวัฏ
เต็มไปด้วยภยันตรายและยากที่จะข้ามไปได้ คือแม่น้ำทั้งสี่ แห่งความ เกิด แก่ เจ็บ และ ตาย
ความเหี่ยวแห้งโศกตรมคือ “ป่า” แห่งโลกธรรมทั้งแปดประการ
ยากที่จะหลบหนี คือภยันตรายแห่งภาวะสัมภเวสีทั้งสาม
การมีชีวิตอยู่ภายใต้อิทธิพลของตัณหาราคะอย่างต่อเนื่อง เป็นความเศร้าหมองอย่างยิ่ง
แต่ ณ ที่นี้ คือเส้นทางดำเนินที่ปราศจากความหวาดหวั่น
และจักทำให้หลุดรอดจากความน่าสะพรึงกลัว อันนำพาไปสู่ดินแดนที่ยิ่งกว่าสุข ตลอดกาลนิรันดร

อาตมาอาจไม่ใช่บุคคลที่ดีเลิศ
แต่ศาสนธรรมของอาตมาคือสิ่งวิเศษสุด
จากมหาสมณะ ดอจี ชาง พระพุทธเจ้าองค์ที่หก ถึงคุรุมาระปะของอาตมา
บรรดาคุรุผู้สืบสานส่งต่อศาสนธรรม คือนิรมานกายทั้งหลาย ที่ไม่เคยทรยศต่อการเผยแพร่ธรรม
จงทะนุถนอมและมองเห็นคุณค่าในคำสอนของอาตมา ไว้ให้จงดี
เรื่องราวของท่านเม็ดริปะและท่านนาโรปะ เป็นที่รู้จักกันดี
พวกเธอต้องเคยได้ยินชื่อของท่านทั้งสองมาแล้วด้วยเช่นกัน
ชื่อเสียงเกียรติ์คุณของท่านขจรขจายไปทั่วอินเดีย
ผู้ที่ได้รับพรชัยจากท่านทั้งสอง คือคุรุมาระปะบิดาของอาตมา
เหมือนดังเงาข้างกายท่าน อาตมาอยู่ใกล้ชิดท่านนานถึงหกปีกับแปดเดือน
ด้วยการปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่าน
ความปิติปราโมทย์และแรงบันดาลใจก็หยั่งลงในดวงจิตของอาตมา

ตันตระเฮวัชระอันล้ำลึก, มหากรุณาของเดมชอง,
แก่นสารแห่งตันตระมหามายา, ความน่าสยดสยองของตันตระแห่งซังดู,
ตันตระแห่งเดนยีอันเร้นลับ, และนิรมานกายแห่งหัวกะโหลก
ตันตระที่สำคัญทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ และบทวิจารณ์ของมัน ซึ่งมีความล้ำลึกดังมหาสมุทร
ถูกมอบเป็นของกำนัลอันมีค่าดุจอัญมณีให้กับอาตมา

คำแนะนำที่เป็นกุญแจ เป็นแก่นสาร และแหลมคมที่สุด
ต้องถูกสอนอย่างใกล้ชิด ตัวต่อตัว
เพื่อช่ำชองในมัน บุคคลต้องปฏิบัติบำเพ็ญ
เหมือนลูกมือช่างทอง บุคคลต้องเรียนรู้ศิลปะของการหลอมและการผสมทอง
รวมทั้งเรียนรู้การก่อไฟ
การสอนแก่นสารของตันตระ ก็สอนด้วยถ้อยคำจากปาก

เป็นประจักษ์พยานโดยบรรดาเทพธิดา
อาตมาได้รับคำแนะนำอันล้ำลึกจากศาสนธรรมที่สืบสานต่อๆกันมา
แด่คุรุผู้เป็นดังบิดาของอาตมา อาตมารู้สึกขอบคุณท่านตลอดไป
เพื่อตอบแทนท่าน อาตมาฝึกฝนบำเพ็ญสมาธิภาวนา อย่างหนักและต่อเนื่อง
อาตมาช่ำชองในการเดินลมปราณทั้งห้า
ด้วยความเชื่อมั่น อาตมาสามารถแสดงการกระทำที่เป็นเอกภาพได้
อาตมาไม่หวาดกลัวต่อความเจ็บปวดของโรคภัย อีกต่อไป
โอ้ ลูกสาวเทพธิดาของอาตมา ถ้าเธอต้องการความผาสุกเช่นเดียวกับอาตมา
จงได้เชื่อฟังถ้อยคำและติดตามทุกก้าวย่างของอาตมา เข้าสู่สัมมาอริยมรรค
และไม่ช้าไม่นานดอก เธอจักได้บรรลุถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข

เรือนกายของมนุษย์ ถูกรบกวนให้เจ็บป่วย
ความพยายามที่จะปลดปล่อยดวงจิตจากความเศร้าโศก กลับทำให้ทุกข์ทรมานเพิ่มมากขึ้น
ด้วยอิทธิพลของกรรมและผัสสะ ความยุ่งยากที่ตัวตนสร้างขึ้นมา ก็อุบัติขึ้น
มันเป็นเพียงความฝันที่ผ่านไปชั่วขณะเดียว
แม้แต่ในนรกอันทุกข์ทรมานยาวนานหลายกัปกัลป์ ก็ไม่ได้ดำรงอยู่จริง
จากความชั่วร้ายและสามัญสำนึกด้วยอวิชชาภายใน ทำให้เกิดความเจ็บปวดภายนอก
นี้คือความจริงถึงที่สุด
พระพุทธเจ้าสมณะโคดม สอนท่านดอจีนินโปว่า
มหาสกลจักรวาลทั้งหมด เป็นเพียงจินตนาการ
ทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นการแสดงของเงา แห่งดวงจิตของบุคคล
ถ้าบุคคลไม่ได้หยั่งรู้ถึงสัจจะอันนี้ เขาอาจเข้าสู่พรหมโลก ซึ่งเขาจะไม่มีวันได้รับความสุขที่แท้จริง

มิจฉาทิฐิสุดโต่งสี่อย่าง นำไปสู่เบื้องต่ำ ไม่มีวันที่จะนำพาบุคคลบรรลุพุทธะผู้เป็นสัพพัญญู
การสั่งสมบ่มเพาะโพธิจิต และมีธรรมวิจัยบนสุญญตาธรรม เท่านั้น
กรรมทั้งหลาย ความยุ่งยากทั้งปวง อุปสรรคทั้งมวล และสามัญสำนึกด้วยอวิชชา
จึงจะถูกขจัดให้หมดสิ้นไปได้
โอ้แม่เทพธิดา มันเป็นบุญวาสนาของเรา ที่พบกันที่นี่ ในวันนี้
จงสั่งสมอริยทรัพย์ และสละปล่อยวางสิ่งรบกวน
ความปรารถนาของเธอ จักบรรลุถึงสัมฤทธิ์ผล ในเวลาไม่ช้าไม่นานเลย

จากนั้นท่านมิลาเรปะได้กล่าวกับบรรดาเทพธิดาว่า “จงได้คิดคำนึงถึงบทโศลกที่อาตมาเพิ่งได้กล่าวจบลงไปและพิจารณาความหมายของมัน รวมทั้งนำไปปฏิบัติ อย่างระมัดระวังในคราวเดียวกัน พวกเธออาจคิดว่า กายทั้งสี่แห่งพุทธะ เป็นบางสิ่งบางอย่างที่อยู่นอกเหนือไปจากตัวของเธอเอง อันเป็นสิ่งที่หมายถึงภายนอก หรือเป็นจุดหมายที่เธอควรจะฟันฝ่าไปให้ถึง แต่ในความจริงแล้ว ไม่ได้มีพุทธะที่เธอจะหาพบได้ นอกดวงจิตของบุคคลแต่อย่างใด แสงสว่างแห่งมรณะกาลคือธรรมกาย ภาวะสัมภเวสีคือสัมโภคกาย การถือกำเนิดที่แตกต่างกันหลายภพชาติของบุคคล คือนิรมานกาย และเอกภาพที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ของกายทั้งสามนี้ ถูกเรียกขานว่า กายแห่งแก่นสารสาระ กายแห่งพุทธะทั้งสี่ อยู่กับเราตลอดเวลา เราก็ยังไม่รู้จักมัน เพื่อเปิดเผยให้เห็นแจ้งตระหนักชัดในกายทั้งสี่ บุคคลต้องพึ่งพาคำแนะนำอันล้ำลึก จากคุรุที่บรรลุถึงบรมธรรมของศาสนธรรมที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา โดยปราศจากการถูกรบกวนแทรกแซง”
เทพธิดาผู้มีอายุอันยืนยาวกล่าวว่า “เมื่อคุรุปัทมสัมภาวะของเราเริ่มแรกมาจากอินเดียสู่ทิเบต พวกเราทั้งหมดได้ไปรบกวนท่าน แต่พวกเราถูกปราบด้วยพลังอำนาจและอิทธิฤทธิ์ของท่าน จากนั้นพวกเราก็เชื่อฟังท่าน และถวายชีวิตกับท่านพร้อมทั้งคอยปรนนิบัติท่าน เราได้อ้อนวอนขอเรียนคำสอนตันตระที่เป็นแก่น จากท่าน เราได้รับคำแนะนำเรื่องสัจจะแห่งกรรมและธรรมะอื่นๆรวมทั้งพระสูตร ที่ป่าช้าอันมืดครึ้มและเอะอะในอินเดีย พวกเราได้รับการปลุกเร้าที่ยิ่งใหญ่และได้รับคำสอนแห่งวัชระยาน จากคุรุ โชจิโกชา เพราะฉะนั้นบางที พวกเราอาจพิจารณาว่าตนเองมีสมรรถนะที่จะรับคำแนะนำอันเร้นลับ คราวนี้เราทุกข์ทรมานมากจากความเจ็บป่วย บทเรียนที่เจ็บปวดนี้ช่างดูจริงจังและน่ากลัวมาก จนพวกเราถูกทำให้ฝังใจตลอดไปว่า จะไม่มีวันสามารถทนกับความทุกข์ทรมานในนรกอเวจีได้แม้ชั่วขณะเดียว บทโศลกของท่านประทับใจพวกเรามาก จงได้สวดภาวนา เพื่อปกป้องพวกเราจากความหวาดหวั่นเหล่านี้ จงได้ชำระล้างพวกเราจากบาปกรรมทั้งปวง และแสดงเส้นทางดำเนินสู่พุทธภาวะต่อพวกเรา” เทพธิดาได้แสดงบทโศลกว่า

ลอยฟ่องอยู่ในห้วงเวหาอันแจ่มใส
หมู่เมฆสีทองถูกเนรมิตขึ้นมาด้วยพลังอำนาจ เพื่อประดับมงกุฎของพญานาคราช
ใต้ลงไป เป็นคนธรรพ์, อมนุษย์, และปีศาจที่เสพของหอม
พากันร้องรำทำเพลงอย่างสนุกสนาน และเสพโลกีย์สุขด้วยการหัวเราะอย่างคึกคะนอง
ภายใต้หมู่เมฆที่ลอยฟ่องนั้น
หุบเขาที่โชคดีแห่งดินม่า ตั้งอยู่ ภูมิภาคตอนบนของมันล้อมรอบไปด้วยลานหิมะ
ที่ตีนเขาส่วนล่างของมัน ล้อมรอบไปด้วยน้ำพุและลำธาร
ที่ใจกลางของหุบเขานี้ มีทุ่งหญ้าเขียวขจีงอกงามเติบโตอยู่อย่างหนาแน่น
เป็นที่สำเริงสำราญของเหล่าเทพเทวา
หุบเขาสมุนไพรอันมั่งคั่งแห่งนี้ เป็นขุมคลังสมบัติของพญานาคราช
เต็มไปด้วยผลไม้และน้ำผึ้งป่า
เป็นที่ซึ่งบรรดาสัตว์สี่เท้าถือกำเนิดขึ้นมา
เป็นดินแดนแห่งทุ่งหญ้า ที่สงบเงียบและรื่นรมย์

ใกล้กับริมฝั่งแม่น้ำ มีกุฏิซึ่งมหาสมณะผู้มหัศจรรย์พำนักอาศัยอยู่
เพียงแต่ได้ยินชื่อของท่าน หรือได้เห็นเรือนกายอันน่ารักของท่าน
อุปสรรคนานัปการและบาปกรรมของบุคคล ก็จักถูกขจัดออกไป
ท่านเต็มไปด้วยพลังอำนาจและบรรลุสุญญตาธรรม
ท่านรู้แจ้งตระหนักชัดต่อดวงจิตที่มีธรรมชาติแห่งสัพพัญญู
ท่านสอนถึงสุญญตาธรรมด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา
บรรดาเทพเทวาและสรรพวิญญาณ สมควรจะได้ให้ความเลื่อมใสเคารพบูชาท่าน
ควรได้มอบความจริงใจและจงรักภักดีกับท่าน
พระคุณเจ้าเป็นพุทธะชิโนรส ผู้ซึ่งสามารถทำให้ความปรารถนาของพวกเรา สัมฤทธิ์ผล

ถูกขับเคลื่อนมาด้วยอวิชชา ที่รากเหง้าของมันหยั่งลงไปล้ำลึก
พวกเราเหล่าเทพธิดาผู้ทรงฤทธิ์แห่งโลกภพ
ได้ท่องเที่ยวในสังสารวัฏมายาวนานตั้งแต่ช่วงกาลเวลาที่ไม่มีจุดเริ่มต้น
แรกเริ่ม พวกเราต้องเกิดมาในโลกนี้อย่างไม่มีทางเลือก
จากนั้นพวกเราคิดไปเองว่า เราจะมีชีวิตอยู่ได้แสนนาน
แต่ในฉับพลัน เราได้ยินเสียงของความตาย ร้องเรียกหาเรา
มือของเราถูกร้อยรัด เราไม่มีทางที่จะหลบหนีได้เลย
เราวิงเวียนที่ศีรษะของเราและเต็มไปด้วยความมืดบอดในดวงใจ

พวกเราไม่มีอิสระที่จะหลุดรอดไปจากความตาย
พวกเราจักต้องสูญสลายไปพร้อมๆกับความงดงามและความน่ารักของพวกเรา

เมื่ออวัยวะน้อยใหญ่หยุดทำงาน
ละครที่น่าหวาดเสียวแห่งสัมภเวสีก็เริ่มต้นขึ้นในทันใด
ตลอดเส้นทางสัมภเวสีอันน่าสะพรึงกลัว ผู้เดินทางย่อมสับสนและเดียวดาย
ถูกไล่ล่ามาด้วยปีศาจที่ไร้ความกรุณา
เขาทั้งหลายถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ ด้วยความร้อนรนและตื่นตระหนก
ด้วยวิบากผลจากบาปกรรมและวิบากผลจากสามัญสำนึกอันเกิดจากอวิชชา
เขาจึงถูกผลักจนกระเด็น
จากนั้น โดยปราศจากความใส่ใจต่อความปรารถนาใดๆของเขาทั้งหลาย
เขาทั้งหลายต้องปฏิสนธิใหม่ ในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย

ในมหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ เราเวียนว่ายอยู่ในวังวนแห่งการ เกิด แก่ เจ็บ และตาย
ยังไม่มีผู้ใดช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการจมลงสู่ก้นมหาสมุทร
ในวันนี้ ท่านได้มอบพ่วงแพแห่งโพธิจิตกับพวกเรา
เราจักใช้มันเพื่อหลบหนีจากดินแดนอันชั่วร้ายแห่งตัณหาราคะ
ถ้าสามารถฝ่าคลื่นลมแห่งมิจฉาทิฐิไปได้ พวกเราก็จักบรรลุถึงดินแดนอันผาสุกได้โดยปลอดภัย
ด้วยความหวังและการมีผู้นำทางที่ช่ำชอง ความปรารถนาของเราย่อมจักสัมฤทธิ์ผล

ในสังสารวัฏอันมืดมนและเต็มไปด้วยหมู่ไม้ที่น่ากลัว
ตัณหาราคะ คือสัตว์ร้ายซึ่งเป็นดังปีศาจ ที่ท่องเที่ยวไปในไพรพง
การได้เห็นมัน ทำให้เราตื่นตระหนกสั่นกลัว ใช่หรือไม่หนอ
ในไพรพงที่เต็มไปด้วยหนามแหลมและมืดมนเช่นนี้ พวกเราจึงหลงทาง
จงสวดภาวนาให้พวกเราได้เห็นเส้นทางแห่งสัมมาอริยมรรค
และนำพาพวกเราไปยังที่ปลอดภัยด้วยเถิด
จงขจัดความมืดบอดของเรา เหมือนกับที่จันทร์เพ็ญในฤดูใบไม้ร่วง ส่องสว่างให้แก่โลกภพ
ในเส้นทางสัมภเวสีอันน่าสะพรึงกลัว เต็มไปด้วยภยันตรายและไม่มีหนทางหลบหนี
จงได้ชี้บอกให้พวกเราเห็นถึงบรรดาหลุมพรางต่างๆ ที่ล้วนเป็นอันตราย
เราตกเป็นนักโทษด้วยเครื่องร้อยรัดแห่งความชั่วร้าย
และถูกล่ามโซ่ตรวนอยู่ในคุกตะรางด้วยการกระทำของเราเอง
เราไม่สามารถหลบหนีจากคุกตะรางอันน่าสะพรึงกลัวนี้
แต่ในวันนี้ เราได้พบพระคุณเจ้าแล้ว
ท่านคือคุรุผู้มาช่วยเหลือ ท่านเป็นผู้ที่ไม่มีใครจะหาญกล้ามาโต้แย้งกับท่าน
ด้วยการชี้นำและปกป้องของพระคุณเจ้า
เราจักข้ามถนนไปได้อย่างแน่นอน

จงได้สวดภาวนาเพื่อแสดงให้พวกเราเห็นถึงสัมมาอริยมรรคสู่ธรรมกาย
โดยอาศัยแสงสว่างแห่งมรณะกาล
จงได้สวดภาวนาเพื่อแสดงให้พวกเราเห็นถึงสัมมาอริยมรรคสู่สัมโภคกาย
โดยอาศัยภาพหลอนแห่งสัมภเวสี
จงได้สวดภาวนาเพื่อแสดงให้พวกเราเห็นถึงสัมมาอริยมรรคสู่นิรมานกาย
เพื่อทำให้เราอวตารลงมาเกิด ได้ตามที่เราปรารถนา

นอกเหนือไปจากอาณาจักรอันน่าสะพรึงกลัวทั้งสามแห่งสัมภเวสี
มีดินแดนแห่งสุขาวดีสถิตอยู่
เราได้ยินได้ฟังถึงมันมากมาย แต่เราไม่เคยไปที่นั่น
โอ้ คุรุผู้เมตตา ณ บัดนี้ จงได้แนะนำเราถึงดินแดนแห่งนี้ด้วยเถิด
จงสนองตอบต่อการร้องขอความช่วยเหลือของเรา ผู้ซึ่งหมดหวังและเศร้าโศก ด้วยเถิด
ณ บัดนี้ จงได้สวดภาวนา เพื่อเปิดเผยกายทั้งสี่แห่งพุทธะ ด้วยเถิด

ท่านมิลาเรปะได้ให้คำแนะนำ ถึงคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายใน ที่ถ่ายทอดต่อๆกันมา ท่านได้แสดงบทโศลกว่า

ในประเทศอินเดีย มีดินแดนอันเป็นที่ตั้งของวิหารบิดราม่า
อันเป็นศูนย์กลางของการศึกษาทั้งมวล
ณ ที่นั้น วิสุทธิบุคคลนาโรปะ แห่งโรงเรียนด้านเหนือ
ผู้ได้รับชัยชนะเหนือความ เกิด แก่ เจ็บและตาย อันเป็นความสำเร็จสูงสุด
ผู้ช่ำชองตันตระทั้งสี่
ผู้ช่ำชองทั้งโลกียธรรมและโลกุตรธรรม

ศิษย์เอกของท่าน นาโรปะ คือท่านมาระปะ ท่านเปรียบดังบิดาของอาตมา
ท่านเป็นบุรุษชาติอาชาไนยผู้มีจิตใจที่กล้าแข็งและเต็มไปด้วยความทรหดอดทน
ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านระบือไปไกลในทิศทั้งสิบ

ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ในช่วงกลียุค คำสอนของพระพุทธองค์จะเลอะเลือน
ชีวิตของผู้คนจะสั้นและเต็มไปด้วยความขัดสน
เงาแห่งความชั่วร้าย และอุปสรรคนานัปการ จะปกคลุมดำมืดไปทั่วพิภพ
ความมั่งคั่งและมีอายุยืนยาว กลายเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง

คำสอนเพื่อบรรลุสู่พระโพธิญาณ จะมีมากมายหลายรูปแบบจนไม่อาจหาข้อสรุปลงได้
บทพิสูจน์ที่จะเป็นเครื่องตัดสินความถูกต้องในคำสอน บังเกิดขึ้นได้ยากยิ่งนัก
การเข้าใจต่อพระสัทธรรมอย่างแท้จริงแทบจะเป็นเรื่องเหลือวิสัย
ลูกเอ๋ย จงอย่าได้พากเพียรไปในทางอื่นใดเลย
แต่จงปฏิบัติบำเพ็ญอย่างหนักตามแนวทางแห่งสัมมาอริยมรรค”

ด้วยการดำเนินตามคำสั่งสอนนี้ อาตมาจึงละเลิกความเกียจคร้าน
และบำเพ็ญสมาธิภาวนา ด้วยความทรหดอดทน ในกุฏิของอาตมา
ดังนั้น อาตมาจึงได้รับประสบประสบการณ์บางอย่างที่เหนือธรรมดา

เทพธิดาผู้มีวาสนาบารมี ณ บัดนี้ จงได้ฟังอย่างตั้งใจ
ในสายธารแห่งความเกิดตายและสภาพสัมภเวสี
ย่อมปราศจากจุดสิ้นสุดในการเวียนว่ายไปในสังสารวัฏ
จงได้เข้าใจเถิดว่า สภาพธรรมหกประการแห่งสภาวะสัมภเวสี คือรากเหง้าของสิ่งทั้งปวง

จงได้ฟังข้ออุปมาต่อไปนี้ เมื่อเรือเดินสมุทรอยู่ในอันตราย
นักเดินเรือสามคนได้ถูกส่งออกมา เพื่อหาหนทางช่วยเหลือ

เมื่อบรรดาพ่อค้าวาณิชในเรือได้แลเห็นการกลับมาของบุคคลทั้งสามพร้อมผู้ช่วยเหลือ
เขาย่อมพากันเต็มไปด้วยความยินดี
โดยปราศจากผู้ชำนาญ ผู้คนทั้งหมดย่อมหลงทิศทางและอาจพลัดเข้าไปในอาณาจักรของศัตรู
การเดินทางข้ามมหาสมุทรโดยไม่มีผู้ชี้นำทั้งสามคนนี้
ย่อมก่อให้เกิดความวิตกกังวลในบรรดาผู้เดินทางทุกคน
ความผิดพลาดอาจทำให้ต้องตกไปอยู่ในวงล้อมของโจรสลัด

การเวียนวนอยู่ด้วยความมืดบอดในสภาวะสัมภเวสี สิดปา
ทำให้ต้องถูกเผาไหม้สลับกับความเย็นยะเยือกตลอดสี่สิบเก้าวัน
หลังจากนั้นย่อมถูกผลักใสให้กลับไปสู่สังสารวัฏด้วยอิทธิพลของกรรม
ถ้าในสภาพอันเปรียบประดุจนักโทษนี้ เธอปรารถนาจะหลบหนี
ก็จงได้เพ่งพิจารณาถึงเอกสภาวะเดียวของสังสารวัฏและพระนิพพาน
ในช่วงขณะที่อยู่ในสภาพสัมภเวสี
จงได้บำเพ็ญสมณธรรมขั้นปรมัตถ์สัจจะ อันหมายถึงสุญญตาธรรม

ในสภาวะสัมภเวสีอันอยู่ระหว่างความเกิดและความตาย
นี้เป็นโอกาสสุดท้ายอันงดงามที่สุด
ที่จะได้เปิดประกายอันสว่างโพลงของดวงใจ
บุคคลจึงควรได้ฝึกฝนความมีสติอันสมบูรณ์ไว้เสมอ

ปรีชาญาณในภายในอันเป็นผลเนื่องมาแต่การพากเพียรปฏิบัติ
จะเป็นผู้ปลดเปลื้องพันธนาการแห่งสังสารวัฏ

สัมภเวสีแห่งความฝันและการหลับ นับว่าดีที่สุด
ที่จะปรับเปลี่ยนสามัญสำนึกด้วยอวิชชา ให้กลายเป็นปรีชาญาณ
บุคคลควรได้ปฏิบัติสมาธิแห่งแสงสว่าง ของสรีระลวง
ในช่วงปลายของ สิดปา สัมภเวสี
กายทั้งสามแห่งพุทธะจะปรากฏ นี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่งในการก้าวเข้าสู่ดินแดนอันบริสุทธิ์

ถ้าบุคคลล้มเหลวต่อการตระหนักชัดถึงกายทั้งสามแห่งพุทธะ
และล่วงเลยไปจนเวลาแห่งปฏิสนธิกาลได้มาถึง
วิบากผลจากกุศลอันบริสุทธิ์ ยังสามารถนำพาให้เขาจุติลงในภพภูมิที่ผาสุก
เรือนกายของเขาจะได้รับการอนุเคราะห์ให้มั่งคั่งสมบูรณ์
กฎแห่งกรรมและวิบากไม่เคยล้มเหลวที่จะกำหนดเส้นทางดำเนินตามวิถีของมัน

ด้วยการตื่นขึ้นมาจากกรรมในอดีต และบำเพ็ญสมาธิภาวนาอย่างสมบูรณ์
ย่อมทำให้เขาสามารถบรรลุถึงความหลุดพ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว

แม่เทพธิดาทั้งห้า บัดนี้เธอได้ถูกกำนัลด้วยคำสอนอันสำคัญเรื่องสัมภเวสีแล้ว
ถึงแม้ว่าท่านเจ้าประคุณ มาระปะ จะมาในที่นี้ ก็ย่อมไม่อาจกล่าวอธิบายได้มากไปกว่าอาตมา
เทพธิดากล่าวว่า “คำแนะนำของท่านเกี่ยวกับสัมภเวสี แจ่มแจ้งและกินความกว้าง ณ บัดนี้ จงได้บอกเราถึงแก่นแห่งคำสอนนี้ เพื่อทำให้มันง่ายขึ้น สำหรับนำไปปฏิบัติ” เทพธิดาได้กล่าวบทโศลกว่า

เราขอน้อมคารวะพระคุณเจ้า คุรุผู้เมตตา คุรุผู้เป็นสรณะของสรรพชีวิต
ด้วยคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายในที่ถ่ายทอดสืบต่อกันมา
ท่านปรับเปลี่ยนความทุกข์ของเราเป็นความผาสุก ประดุจดังทำเหล็กให้กลายเป็นทองคำ
จงได้สวดภาวนาให้ พุทธะอันเต็มไปด้วยความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งใหญ่ เมตตาและปกป้องคุ้มครองเรา

เหนือกองดินเลนแห่งสังสารวัฏ คือดอกบัวที่บริสุทธิ์สะอาดไร้มลทิน
โอ้ คุรุผู้ประเสริฐ ผู้จุดดวงประทีปแห่งสุญญตาธรรม
หมู่เทพธิดามากมายรายล้อมท่าน
เหมือนดังสุริยันและจันทรา สาดส่องลงมาที่ท่าน
เพื่อขจัดความมืดมนแห่งกระแสคลื่นของความคิดที่หลั่งไหล

เราไม่เคยรู้สึกว่าพอ ที่ได้ยลดวงหน้าที่งดงามและเรือนกายที่มีรัศมีผ่องใสของท่าน
พระคุณเจ้างดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ ท่านเป็นดังพุทธะชิโนรส
การได้เห็นพระคุณเจ้า บุคคลย่อมบังเกิดความรู้สึกยินดีและผาสุก
ด้วยสำเนียงอันเป็นทิพย์ของพวกเรา เราขอเปล่งสาธุการต่อท่าน

เสียงของพระคุณเจ้า ยิ่งใหญ่และทรงพลังอำนาจ เหมือนกับเสียงคำรามของพญาราชสีห์
เหมือนกับพระธรรมที่ใสสะอาด และเป็นสุญญตา
เสียงของท่านทำให้เหล่าปีศาจตื่นตระหนก
และทำให้ความปรารถนาของผู้ที่มีพรสวรรค์ สัมฤทธิ์ผล
ชื่อเสียงเกียรติ์คุณของท่าน ขจรขจายไปไกลในทิศทั้งสิบ

ดวงจิตของท่านแข็งแกร่งดังเพชร
ดวงจิตของท่านเหมือนห้วงอวกาศ ที่ครอบคลุมสิ่งต่างๆไว้ทั้งหมด
จากห้วงเวหาแห่งความปราศจากการนึกคิดจินตนาการ โพธิจิตของท่าน ทอแสงเจิดจรัส
ปลดเปลื้องบรรดาสานุศิษย์ออกจากความมืดบอด

กาย วจี และ มโน ของท่าน เป็นเช่นเดียวกับพุทธะ
ความตรัสรู้ งอกงามขึ้นมาจาก กาย วจี และ มโน ของท่าน
ถ้าบุคคลระลึกถึงท่าน ผู้เป็นอัญมณีแห่งสัมฤทธิ์ผล
ความปรารถนาทั้งปวงของบุคคล ย่อมบรรลุถึงสัมฤทธิ์ผล
ถ้าบุคคลเคารพบูชาท่านด้วยความสุจริต
ย่อมเป็นเหมือนดังประดับตกแต่ง มงกุฎแห่งความเมตตา เหนือเศียรเกล้าของเขา
ความหวังทั้งปวงของเขา จักบรรลุถึงสัมฤทธิ์ผล
ถ้าบุคคลสวดภาวนาถึงท่านจากก้นบึ้งของดวงใจ ทั้งกลางคืนและกลางวัน
เขาจักเป็นดังจอมราชัน พระคุณเจ้าจักประทานให้ในสิ่งที่เขาร้องขอทั้งหมด
ท่านอาจารย์ผู้วิเศษ เราขอน้อมคารวะ และเปล่งสาธุการ

จากหมู่เมฆแห่งความกรุณาของท่าน หยาดน้ำอมฤตแห่งพรชัย ตกล่วงลงมา
เมื่อสานุศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ดื่มกินมันเข้าไป เขาจักพิชิตตัณหาราคะได้ในชีวิตนี้
เมล็ดพันธ์แห่งโพธิญาณจักงอกงามเติบโตขึ้นในดวงใจของเขา
เมื่อบรรลุถึงลำดับขั้นตอนที่สิบสาม
เขาจักกลายเป็นพระพุทธเจ้า ดอจี ชาง องค์วัชระธารา ผู้ยิ่งใหญ่

ด้วยคำสอน ปัญญาญาณ และ ภาพลักษณ์ ของท่าน
สรรพชีวิตทั้งปวงจักเต็มเปี่ยมด้วยความผาสุกได้หรือไม่หนอ
ดอกไม้แห่งความอิ่มอุดม จักบานสะพรั่ง ด้วยธรรมปิติ ได้หรือไม่หนอ
พวกเราขอรับใช้ท่านบนเส้นทางแห่งสัมมาอริยมรรค จวบจนกว่าจะบรรลุพระโพธิญาณ
ได้หรือไม่หนอ
เราจักบรรลุถึงสุญญตสมาธิ เพื่อรักษาสภาพที่ยิ่งกว่าสุข ให้ยั่งยืนถาวร ได้หรือไม่หนอ
เราเป็นสตรีที่มีปัญญา ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพระสัทธรรม อันเป็นมัชฌิมาปฏิปทา
เราจักเคารพเชื่อฟังท่านด้วยความยินดี จงอนุญาตให้เราได้รับใช้ท่านด้วยเถิด

สุดท้ายแห่งการอาราธนาให้พระคุณเจ้าสอนเรื่องสัมภเวสี
ขอจงสวดภาวนาแนะนำให้พวกเรา บรรลุถึงความรู้แจ้งตระหนักชัดต่อกายทั้งสี่แห่งพุทธะ
เมื่อถึงเวลาที่มรณกาลมาเยือน

เราถูกฟูมฟักและหล่อเลี้ยงมาด้วยความกรุณาของท่าน
เราจักได้รับพรชัยแห่งกุศลบารมีเหมือนกับท่าน ในชีวิตนี้ ได้หรือไม่หนอ
เราจักบรรลุถึงอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้หรือไม่หนอ

ท่านมิลาเรปะได้แสดงธรรมโปรดเทพธิดาทั้งห้าว่า “แม่เทพธิดา เมื่อสรรพชีวิตถูกขับเคลื่อนมาด้วยอิทธิพลของ กามตัณหา ภาวะตัณหา วิภาวะตัณหา และบรรดาความคิดที่หลั่งไหล สรรพชีวิตจึงได้ท่องเที่ยวไปบนเส้นทางดำเนินใน กามภพ รูปภพ และอรูปภพ ต้องตกเป็นข้าทาสของโลกธรรมทั้งแปดอย่างไม่มีทางหลบหนีตลอดกาล เส้นทางดำเนินนี้ยาวนานและเต็มไปด้วยภยันตราย จนบุคคลรู้สึกบอบช้ำ ระหกระเหินและสิ้นหวัง
ผู้ที่เดินทางบนถนนสายนี้ แบ่งออกได้เป็นสามประเภท
ประเภทแรก ได้สดับรับฟัง เจริญรอยตาม และปฏิบัติบำเพ็ญตาม พระธรรมคำสอน
พวกที่สอง ได้สดับรับฟังด้วยเช่นกัน แต่ไม่ได้นำคำสอนมาปฏิบัติ ขณะที่
พวกที่สาม ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินได้ฟัง พระธรรมคำสอน
พวกแรก ย่อมไม่หวาดกลัวหรือวิตกกังวลกับภยันตรายในเส้นทางดำเนิน เขาย่อมไม่หวาดกลัวกับหลุมพรางต่างๆของเหล่ามาร เพราะว่าพวกเขาพากันปฏิบัติธรรม จึงทำให้เขาสามารถขจัดความหวาดกลัวทั้งปวงออกไปได้ ส่วนพวกที่สาม เป็นปุถุชนส่วนใหญ่ผู้ซึ่งเข้ามาในเส้นทางอันน่าสะพรึงกลัว โดยไม่ได้ตั้งใจ และถูกวิบากกรรมฉุดคร่าจับกุมไป พวกเขาทั้งหลายจักต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานกับการเกิดและตาย และเวียนว่ายไปในภพทั้งสามแห่งสังสารวัฏ ตลอดกาลนานพวกที่สอง ก็มีความหวาดกลัวและอันตรายเท่าๆกับพวกที่สาม แต่โดยที่พวกเขาได้สดับตรับฟังพระธรรมคำสอนมา จึงเรียนรู้ที่จะต่อสู้กับอิทธิพลของความชั่วร้าย และเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าพวกเขาเกิดศรัทธาอันมั่นคงต่อพระพุทธเจ้า และเข้าใจพร้อมทั้งใส่ใจกับพระธรรม ร่วมกับการมีเกราะคุ้มภัย คือความขยันหมั่นเพียรอย่างต่อเนื่อง พวกเขาอาจเริ่มเข้าถึงกายทั้งสามแห่งพุทธะอย่างช้าๆค่อยเป็นค่อยไป โดยการพิจารณาอย่างจดจ่อระมัดระวัง ว่าอายตนะและธาตุทั้งหลาย เลือนหายไปได้อย่างไร
พวกเธอถามอาตมาถึงคำสอนที่ทำให้รู้แจ้งตระหนักชัดต่อกายทั้งสามแห่งพุทธะพวกเธอควรได้รู้เอาไว้ว่า ในขณะเวลาแห่งมรณกาล เมื่อธาตุทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอกเลือนหายไป จิตวิญญาณของผู้ที่กำลังตาย จะถูกปลดปล่อยจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ความเป็นจริงอย่างถึงที่สุดอันคือ แก่นสารสาระแห่งสุญญตาของธรรมธาตุ ซึ่งอยู่เหนือขอบเขตของความนึกคิด จักเปิดเผยออกมาด้วยตัวเอง จักแจ่มใสสว่างไสวดังสุริยันและจันทราในฟากฟ้า นี้คือแสงสว่างแห่งมรณกาล หรือธรรมกายนั่นเอง บุคคลควรได้จดจำมันว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง แต่เพื่อที่จะสามารถกระทำดังนั้นให้ได้ในขณะแห่งมรณกาล บุคคลต้องเริ่มต้นด้วยการเข้าใจธรรมชาติของจิต ในแนวทางที่คุรุได้ชี้ให้เห็นเมื่อตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ และต้องฝึกฝนถึงการจุดดวงประทีปในเส้นทางดำเนิน ในมรรคาอันน่าสะพรึงกลัวแห่ง สิดปา สัมภเวสี ผู้ที่เวียนว่ายจะถูกไล่ล่าและถูกโจมตีโดยเพชฌฆาต ผู้ซึ่งตามความเป็นจริงแล้ว ถูกสังขารขึ้นมาโดยกรรมในอดีต และความนึกคิดทั้งหลายของเขาเอง จิตสังขารด้วยอวิชชาเป็นรูปของสรีรกาย จะถูกส่องสว่างให้เห็น อวัยวะของมันจักครบบริบูรณ์ และมันครอบครองพลังอำนาจของธรรมชาติแห่งโลกียกรรม ซึ่งรวมทั้งความสามารถที่จะผ่านทลุไปในวัตถุทั้งหลาย ฯลฯ เป็นต้น เรือนกายแห่งสัมภเวสีที่ขั้นตอนแห่งภาวะนี้ อันที่จริงแล้ว คือสิ่งเดียวกับสัมโภคกาย ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ บุคคลควรได้ปลุกเร้าเอกสภาวะเดียวของทวิลักษณ์ อันเป็นเรือนกายของพุทธะซึ่งเป็นเหมือนวิทยากล ขึ้นมา เพื่อแทนเรือนกายแห่งสัมภเวสีของกรรม ที่สร้างขึ้นมาโดยจิตสังขารด้วยอวิชชาที่หยั่งลงเป็นสามัญสำนึกทั้งหลาย และ ดังนั้น จงได้จดจำสัมโภคกายว่าเป็นเช่นนั้นเอง เพื่อจะสามารถจดจำสัมโภคกายนี้ให้ได้ในภาวะแห่งสัมภเวสี บุคคลควรได้ฝึกปฏิบัติโยคะแห่งการอุบัติ และเห็นทัศนียภาพอย่างชัดเจนของนิมิตแห่งเรือนกายของพุทธะ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และฝึกปฏิบัติโยคะแห่งความฝันด้วย เพื่อที่จะได้ช่ำชองในปรากฏการณ์ของเรือนกายที่เป็นภาพหลอน ในช่วงเวลาแห่งขั้นตอนสุดท้ายของภาวะสัมภเวสี บุคคลถูกพัดพามาด้วยลมแห่งกรรมและวิบากผลของมัน และถูกขับเคลื่อนมาด้วยอวิชชา โดยปราศจากทางเลือกใดๆไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม บุคคลย่อมค้นหาภพภูมิที่จะถือกำเนิด เมื่อมองดูบิดามารดาร่วมประเวณีกัน ความรักและความชัง ได้อุบัติขึ้นมา แต่ถ้าในเวลานี้ เขาสามารถจดจำ คำแนะนำที่เป็นแก่นสารสาระ และเข้าสู่ประสบการณ์แห่งความที่ยิ่งกว่าสุขในสุญญตสมาธิและทรงอยู่อย่างนั้นได้แล้วละก็ กรรมและความนึกคิดแบบโลกๆย่อมจะไม่อุบัติขึ้นมาอีก เมื่อเขาตั้งใจที่จะถือกำเนิด เขาควรคิดและสังเกตว่า สิ่งที่เขาเห็นทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์แห่งนิรมานกายของพุทธะ และจงจดจำนิรมานกายตามนัยที่มันเป็นเช่นนั้นเอง
“เพื่อให้สามารถจดจำนิรมานกายได้ บุคคลควรได้พยายามทำให้ปรีชาญาณอุบัติขึ้นมาโดยอาศัยการฝึกปฏิบัติโยคะแห่งเตโชธาตุของสัมมาอริยมรรคสู่ความหลุดพ้น และสุญญตาแห่งกรรมของมรรคาแห่งความรักความเมตตา ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ จากวิถีทางเช่นนั้นเท่านั้น เขาจึงจักสามารถตระหนักชัดต่อความหมายอย่างเต็มรูปแบบของการปลุกเร้าให้เกิดปรีชาญาณ และด้วยเหตุดังนั้น เขาย่อมขจัดความริษยาที่ติดแน่นอยู่ในสัญชาติญาณออกไปได้
สรุปโดยย่อ บุคคลต้องรู้จักขั้นตอนของภาวะต่างๆ แห่งสัมภเวสีเป็นอย่างดี เพื่อรู้แจ้งตระหนักชัดต่อสัมฤทธิ์ผลแห่งการบรรลุถึงกายทั้งสาม แม่เทพธิดา เอ๋ย แม้แต่คำแนะนำที่ชี้ลงไปถึงปรมัตถ์สภาวธรรม ของเสียงกระซิบในภายใน ที่ถ่ายทอดต่อๆกันมา แม้แต่แก่นของสัมมาอริยมรรคอันช่ำชอง แม้แต่คำสอนที่มีคุณค่าสูงสุดซึ่งท่านอาจารย์มาระปะทะนุถนอมไว้ในดวงใจของท่าน ก็ไม่สามารถแนะนำพวกเธอได้ล้ำลึกมากไปกว่านี้อีกแล้ว อาตมาไม่มีคำสอนหรือคำโน้มน้าวใดๆซึ่งจะเป็นที่พึ่งพาและให้ความมั่นใจสำหรับพวกเธอได้ดีกว่านี้อีกแล้ว ดังนั้น แม่เทพธิดาทั้งหลาย จงได้เห็นถึงคุณค่าในสิ่งที่อาตมาได้กล่าวแสดงมาทั้งหมดนี้ จงได้พยายามดำเนินรอยตาม และฝึกฝนปฏิบัติมัน”
เทพธิดาผู้มีอายุอันยาวนาน หัวหน้าของเทพธิดา ได้รับแรงบันดาลใจอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยคำแนะนำอันล้ำลึกของความช่ำชองในสัมมาอริยมรรค และความศรัทธาของเธอ ถูกทำให้ตั้งมั่นมากยิ่งขึ้น เธอน้อมเศียรเกล้ากราบลงที่เบื้องบาทของท่านมิลาเรปะ และกล่าวว่า “โอ้ ท่านผู้วิเศษ นับแต่นี้ต่อไป ดิฉันจักเจริญรอยตามท่าน และฝึกปฏิบัติ สุญญตาแห่งกรรมกับท่าน จนกว่าดิฉันจะได้สั่งสมประสบการณ์และความรู้แจ้งตระหนักชัด ต่อแก่นของคำแนะนำเกี่ยวกับสัมภเวสี ได้โปรดกรุณาจดจำและอนุเคราะห์ดิฉันต่อไปด้วย” ด้วยการสวดภาวนาต่อท่านมิลาเรปะอย่างจริงใจและสัตย์ซื่อยิ่ง เทพธิดาได้น้อมคารวะท่านอีกหลายครั้ง จากนั้นจึงกลับสู่ทิพยสถานของเธอ
นี้คือตำนานเรื่องราว ของท่านมิลาเรปะผู้ยิ่งใหญ่ ผู้มีสมญานามว่า วัชระผู้แย้มยิ้ม เป็นตำนานที่ท่านได้พบกับ เทพธิดาทั้งห้า ผู้เต็มไปด้วยโลกียฤทธิ์ พร้อมด้วยบทโศลกแห่งธรรมคีตาซึ่งมีทั้งข้อปุจฉาและวิสัชชนา ที่มีชื่อว่า “สร้อยประคำทอง” อันเป็นคำแนะนำสำหรับปลดเปลื้องตนเองให้เป็นอิสระ จากสัมภเวสีอันน่าสะพรึงกลัว

นี้เป็นตำนานเรื่องราวของคุรุผู้เต็มไปด้วยความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณ
เรปะ ผู้บรรลุถึงบรมธรรม ซึ่งมีค่าดุจอัญมณี
เป็นการพบกับห้าเทพธิดาผู้ถือกำเนิดต่ำต้อย
และเป็นตำนานเล่าขาน
ถึงข้อปุจฉาและวิสัชชนา ซึ่งถูกรจนาขึ้นด้วยถ้อยคำอันไพเราะ ที่ถักร้อยเป็นมาลัย
ธรรมคีตานี้ ได้บอกเล่าถึงคำสอนเร้นลับที่ลึกซึ้งยิ่ง ของทอกัลแห่งสำนักนิงมาบา

อาตมาไม่ได้แต่งเติมส่วนที่เป็นความกลัวว่าจะสูญหายหรือหลงลืม เข้าไปในตำนานนี้ แต่อย่างใด
แต่เพื่อประโยชน์สำหรับบรรดาสานุศิษย์ในภายภาคหน้า
และเพื่อก่อแรงบันดาลใจอันเต็มไปด้วยปิติสุขของเขาทั้งหลาย
อาตมาได้รจนาตำนานนี้ ด้วยถ้อยคำของคุรุของอาตมา

อาตมาได้ขออนุญาตคุรุของอาตมาถึงสามครั้ง เพื่อบันทึกตำนานเรื่องราวนี้
ท่านได้แต่ยิ้ม จนกระทั่งครั้งที่สาม
อาตมาไม่กล้าที่จะละเมิดกฎแห่งสวรรค์ เพราะว่าเหล่าเทพธิดา กวดขันและเข้มงวดมาก

คุรุของอาตมาบอกว่า ตำนานเรื่องนี้ เหมาะสำหรับนักบวชที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตเท่านั้น
เพื่อเขาเหล่านั้น จะได้ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงสำหรับการสละอุทิศตนของพวกเขา
แต่ตำนานเรื่องนี้ คงต้องเก็บไว้เป็นความลับสำหรับบุคคลประเภทอื่นๆ

เพื่อมิให้เป็นการ ละเมิดกฎแห่งสวรรค์และความปรารถนาของเทพธิดา
อาตมาขอสวดภาวนาถึงพวกเขาทั้งหลายด้วยความสุจริต
ที่จะปกปิดตำนานเรื่องนี้สำหรับบุคคลประเภทอื่นๆ
และจะไม่ทำให้มันเผยแพร่ออกไปอย่างกว้างขวาง
เมื่อพระพุทธเจ้าสมณะโคดม ศากยมุนี บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ
ในช่วงเวลาหลังจากที่พระองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์
อาตมา อุยจี ไทแจน และท่านคุรุ โพธิรักษา
ในป่าละเมาะแห่งตำบล ทามาริค ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวไปของสัตว์ป่า
ได้ขอร้องญาติธรรมผู้อาวุโส ผู้ซึ่งช่ำชองในพุทธะตันตริก
ให้แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับตำนานเรื่องราวนี้ โดยเขียนลงเป็นถ้อยคำ
ซึ่งคือบทโศลกที่มีชื่อว่า “ธรรมคีตาแห่งสร้อยประคำทอง”
อันเป็นตำนานแสดงถึงการปลดปล่อยตนเองของบุคคล จากสัมภเวสีอันน่าสะพรึงกลัว
ณ บัดนี้ อาตมาขออุทิศกุศลผลบุญที่เกิดจากการรจนาตำนานเรื่องราวนี้
เพื่อปลดปล่อยสรรพชีวิตทั้งปวง จากความหวาดกลัวและภยันตราย ในภาวะสัมภเวสี

ตามคำอาราธนาของ เทพธิดาผู้มีอายุอันยาวนาน และน้องหญิงทั้งสี่ของเธอ คำแนะนำเพื่อปลดปล่อยบุคคลจากเส้นทางดำเนินแห่งสัมภเวสี ถูกมอบให้เป็นของกำนัล โดยนักบวชผู้ปราศจากมลทิน ท่านสมณะมิลาเรปะผู้ยิ่งใหญ่ หลังจากที่เราได้ปรึกษาหารือกันด้วยความระมัดระวังยิ่งแล้ว เราเรปะทั้งสองได้รจนาลงเป็นถ้อยคำ เพื่อน้อมถวายเป็นธรรมะบูชา

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook