บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

ขาของตัวจามรีหลังจากช่วยอนุเคราะห์สานุศิษย์หญิง สาลีอุย เพื่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรมแก่เธอพอสมควรแล้ว ท่านมิลาเรปะได้เดินทางไปยังบัลคู เพื่อรอรับการเดินทางกลับมาจากอินเดียของศิษย์เอก เรชุงปะ ท่านหยั่งทราบได้ด้วยญาณวิถีของท่านว่า เรชุงปะ ได้พาเอาความทะนงตนกลับมาด้วย เรชุงปะ แอบคิดคำนึงอยู่ในใจว่า บัดนี้ตนเองได้ไปหาความรู้ทางปริยัติธรรมเพิ่มเติมที่อินเดียมาถึงสองครั้งแล้ว ดังนั้นย่อมเป็นไปได้ที่ท่านมิลาเรปะ จะแสดงความชื่นชมตอบรับการก้มลงกราบของตนในครั้งนี้ แต่การมิได้เป็นดังที่ท่านเรชุงปะ คาดคะเนไว้แต่อย่างใด เพราะหลังจากที่ก้มลงกราบนมัสการท่านมิลาเรปะ พร้อมมอบไม้เท้ากฤษณา อันเป็นของฝากจากท่านดีปูปาซึ่งเป็นอาจารย์สอนปริยัติธรรมในอินเดีย ให้แก่อาจารย์ของตนแล้ว ท่านมิลาเรปะ ก็มิได้แสดงอาการภูมิใจในตัวท่านเรชุงปะ เพิ่มขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นได้แต่อย่างใด ท่านเรชุงปะจึงถามแก้เก้อไปว่า “เมื่อตอนที่กระผมไปอินเดีย ท่านอาจารย์พำนักอยู่ที่ไหน? สุขภาพของท่านอาจารย์เป็นอย่างไรบ้างครับ? พวกเรปะญาติธรรมของกระผมเป็นอย่างไรกันบ้างครับ? จากนี้เราจะไปไหนกันก่อนครับ?”
ท่านมิลาเรปะดำริขึ้นในใจว่า “เรชุงปะช่างหยิ่งลำพองอะไรอย่างนั้น เขาจะต้องถูกมารเข้าสิงแน่นอน ไม่ก็ต้องได้รับอิทธิพลชั่วร้ายจากพวกนอกศาสนา ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุอะไรก็ตาม อาตมาต้องเยียวยารักษาเขาจากความหยิ่งลำพองที่เป็นอุปสรรคยิ่งใหญ่นี้ให้ได้” ท่านยิ้ม และตอบคำถามเรชุงปะว่า

อาตมาคือสมณะผู้พำนักอาศัยอยู่บนภูเขาหิมะ
ด้วยเรือนกายอันผาสุก อาตมามอบความเมตตากรุณาให้กับสิ่งมีชีวิตทั้งปวง
อาตมาได้ขจัดอหังการและมมังการอันเกิดแต่อุปาทานในเบญจขันธ์ลงสิ้น
อาตมาพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง อาตมาไม่รู้สึกอื่นใดนอกไปจากสภาพที่ยิ่งกว่าสุข
ด้วยการสลัดคืนสิ่งที่ผูกพันร้อยรัดและบรรดามิจฉาปฏิปทา
อาตมาจึงสามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้ด้วยความเรียบง่ายและเต็มไปด้วยความอิสระเสรี
ด้วยการปฏิญาณที่จะไม่เสพคบกับโลกอันร่านทุรนนี้อีก
อาตมาจึงมีชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสำราญในดินแดนที่ปราศจากผู้คน
โดยที่อาตมาได้หลุดรอดออกมาจากชีวิตอันขมขื่นตามแบบฉบับของการอยู่กันเป็นครอบครัว
อาตมาจึงหมดภาระที่จะต้องใช้จ่ายและสะสมเครื่องอุปโภคบริโภคใดๆอีกต่อไป
โดยที่อาตมาไม่ต้องพึ่งพาตำรับตำราทั้งปวง อาตมาจึงไม่มุ่งมั่นที่จะเป็นปราชญ์เมธีผู้เรืองนาม
ด้วยการประกอบแต่กุศลกรรม อาตมาจึงไม่มีสิ่งใดที่จำต้องปกปิดเพราะความอับอายในดวงใจ
โดยที่อาตมาปราศจากซึ่งความทะนงอหังการแม้เพียงน้อยนิด
อาตมาจึงละเลิกที่จะสนุกสนานอยู่กับการทำสงครามน้ำลายตีฝีปากเพื่อเอาชนะกัน
อาตมาไม่มีอาการเสแสร้งหรือฉ้อฉลแม้เพียงน้อยนิด อาตมาผาสุกกับชีวิตที่เรียบง่ายตามธรรมชาติ
โดยปราศจากการกำหนดหมายหรือการที่ต้องปรับปรุงแก้ไขตกแต่งใดๆ
อาตมาไม่ต้องการชื่อเสียงและเกียรติคุณ ดังนั้นคำนินทาว่าร้ายจึงไม่ข้องแวะกับอาตมา
อาตมาผาสุกในทุกแห่งหนที่อาตมาพำนักอาศัย
อาตมาอบอุ่นอยู่เสมอด้วยเครื่องนุ่งห่มทุกประเภท
อาตมาย่อมพอใจกับอาหารทุกอย่างที่อาตมาบริโภคเพื่อยังชีวิต
ด้วยความปรารถนาดีของท่านอาจารย์ มาระปะ
อาตมา มิลาเรปะ ผู้เป็นดังบิดาของเธอ ได้ตระหนักชัดนมนานมาแล้วต่อสังสารวัฏและพระนิพพาน
โยคะแห่งความที่ยิ่งกว่าสุข จึงแทรกซึมอยู่ทุกอณู ในที่พำนักของอาตมา

บรรดาญาติธรรมทั้งหลายของเธอล้วนสุขสบายดีและกำลังก้าวหน้าในการปฏิบัติธรรม
โอ้ ลูกเอ๋ย เรชุง ดอจี ดรั้กปา เจ้ากลับมาจากอินเดียแล้วสินะ?
เจ้าเหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางหรือไม่หนอ?
ดวงจิตของเจ้าแหลมคมและเบิกบานอยู่ฤาหนอ?
เจ้าได้ปฏิบัติตามข้อชี้แนะของอาจารย์หรือเปล่า?
เจ้าได้เล่าเรียนในสิ่งที่เจ้าปรารถนาหรือไม่หนอ?
เจ้าได้รับคำแนะนำมากมายหลายนัยยะหรือเปล่า?
เจ้าได้สั่งสมพอกพูนความรู้เห็นให้กว้างไกลออกไปอยู่หรือไม่หนอ?
เจ้าได้เฝ้าสอบความคิดและตรวจตราดวงจิตของเจ้า
ถึงความมีมานะถือดี อันเกิดแต่ความยึดถือในอัตตาตัวตนหรือเปล่า?
เจ้าเต็มไปด้วยความอนุเคราะห์ต่อผู้คน ทั้งความคิดและการกระทำของเจ้าอยู่ฤาหนอ?
นี้เป็นธรรมคีตาของอาตมาเพื่อต้อนรับการกลับมาของเจ้า

ท่านเรชุงปะได้ตอบท่านอาจารย์ว่า

กระผมไปอินเดีย ด้วยความเชื่อฟังในคุรุ
การเดินทางของกระผมเต็มไปด้วยภยันตรายและเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าหวาดกลัว
กระผมเหน็ดเหนื่อยและยากลำบากแสนสาหัส
แต่การเดินทางก็นับว่าคุ้มค่าทีเดียว
กระผมพบท่านดีปูปา ผู้ช่ำชองในวิถีของตันตริก และพบอรหันต์เถรี มาจิ
กระผมได้เห็นเทพพุทธสาวกผู้พิทักษ์ที่มหัศจรรย์ และได้เป็นประจักษ์พยานในคำพยากรณ์ของเทพธิดา
กระผมได้รับคำแนะนำอันล้ำลึกเป็นเวลานาน
อาทิเช่น ประทีปอันสว่างไสวแห่งปรีชาญาณ
การบำรุงรักษาระบบประสาทและการเดินลมปราณ
นิมิตหมายแห่งเอกสภาวะเดียวของสกลจักรวาล
ปริศนาธรรมแห่งความปราโมทย์
บรรดาถ้อยคำอันถูกต้อง จากกระจกส่องดวงใจ
รูปลักษณ์อันวิเศษของความรู้แจ้งตระหนักชัดที่สว่างไสวดังดวงสุริยา
และความอิสระหลุดพ้นจากอัตตาตัวตนแห่งมหามุทราหรือสุญตาธรรม

กระผมได้ดื่มน้ำอมฤตแห่งการเรียนรู้แก่นสารของความเป็นอมตะ
กระผมได้รับฟังคำสอนเรื่องสัมภเวสี
กระผมได้รับคำแนะนำอันล้ำลึกต่อการบำเพ็ญสู่สัมมาญาณทัสสนะ บนรัตนะทั้งห้าและสัญลักษณ์ทั้งสาม
กระผมได้รับคำบอกเล่าว่าจักปฏิบัติโยคะทั้งหกได้อย่างไร
และได้รับคำบอกเล่าว่าจักพิชิตสิ่งซึ่งกระผมปรารถนาบนโลกนี้ได้อย่างไร
บรรดาเจ้าแม่และเทพธิดา เป็นผู้รวบรวมให้คำแนะนำอันมหัศจรรย์เหล่านี้ กับผม
เทพยดาและคุรุทั้งหลายถูกทำให้ชื่นชมยินดี และดวงจิตของกระผมก็รวมเป็นหนึ่งเดียวกับจิตของท่านเหล่านั้น
เหมือนดังหยาดพิรุณแห่งมวลบุบผามาลี อันคือความสำเร็จทั้งหลาย ได้ตกลงมาอาบรดกระผม
โภชนาหารอันเป็นทิพย์จากสวรรค์ถูกป้อนใส่ปากของกระผม
คำแนะนำอันล้ำลึก ถูกมอบใส่ไว้ในมือของกระผม
เทพยดาอวยพรให้กระผมโชคดี ในขณะที่ลาจากกัน
กระผมบรรลุตามความปรารถนา และสัมฤทธิ์ผลทั้งหลายก็ถูกกระผมพิชิต
เหมือนกับอรุโณทัยแห่งดวงสุริยา ดวงใจของกระผมสว่างไสวและเปี่ยมสุข
ณ บัดนี้ กระผมกลับมาแล้ว ท่านอาจารย์คุรุของกระผม
ณ บัดนี้ กระผมขอมอบคำสอนทั้งหลายของเทพธิดาให้กับท่านอาจารย์!
ได้โปรดกรุณาพิจารณา และอาศัยประโยชน์จากมัน
ได้โปรดสาธุการต่อ พระธรรมคำสอนอันศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งนำพาให้เกิดความสำเร็จในการเดินทางไปต่างแดนครั้งนี้ มาให้กับตัวกระผม

จากนั้น ท่านเรชุงปะ ได้มอบตำราหลายเล่มให้กับอาจารย์ของตน
เพื่อขจัดความหยิ่งลำพองของท่านเรชุงปะ ท่านมิลาเรปะได้กล่าวแสดงบทโศลกว่า

จงอย่าได้บังเกิดความหยิ่งทะนงอหังการ เจ้าเด็กน้อย เรชุงปะ ของอาตมา
อาตมาได้ฟูมฟักปลุกปั้นเจ้ามา ตั้งแต่เมื่อครั้งที่เพิ่งจะเริ่มย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม

ด้วยเสียงอันคมชัด อาตมาจักร้อยเรียงสร้อยประคำทองแห่งบทโศลกที่มีความหมายล้ำลึก
จงได้จารึกลงไปในดวงใจของเจ้าเมื่อเจ้าเห็นดีด้วยกับมัน

เทพธิดาได้คอยช่วยกันปกปักรักษาพระธรรมอันอยู่นอกแบบฉบับนี้ไว้
บุคคลที่พยายามดิ้นรนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ย่อมเป็นไปได้ที่อาจถูกลอบฆ่าโดยฆาตกร
การสะสมเครื่องอุปโภคบริโภคมากมายเกินไปของบุคคลผู้มั่งคั่ง
ก่อให้เกิดความรื่นเริงในบรรดาเหล่ามิจฉาชีพ
การปล่อยใจหลงระเริงกับความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมและเอาแต่สนุกสนาน
ย่อมเป็นมูลเหตุแห่งความยากไร้และความตาย
ผู้ที่ไม่รู้ประมาณและกระทำการเกินจุดยืนของตน จัดได้ว่าเป็นคนมีปัญญาทราม
ถ้านายทหารปฏิบัติเลวร้ายต่อทหารรับใช้ของเขา มันหมายถึงการทำร้ายต่อประเทศชาติทีเดียว
ถ้าลูกจ้างไม่นับถือนายจ้างของตน เขาย่อมจะสูญเสียจิตวิญญาณอันนำความอัปโชคมาสู่ตน
ถ้าผู้รักษาพระคัมภีร์ไม่อาจปฏิบัติตามคำสอน เขานับได้ว่าเป็นผู้ทำลายพระธรรม
บุคคลซึ่งไม่สามารถเก็บรักษาคำสอนเร้นลับของเทพธิดา
ย่อมนับได้ว่าเป็นผู้ขัดขวางและแสดงตนเป็นศัตรูกับเทพธิดา

โอ้ลูกเอ๋ย ความหยิ่งทะนงในสิ่งที่เจ้าเรียนรู้มา
จะชักนำเจ้าออกนอกลู่นอกทาง
การแสดงธรรมเทศนามากมายด้วยถ้อยคำที่เปล่าประโยชน์
ย่อมบั่นทอนประสบการณ์และการบำเพ็ญสมาธิภาวนาที่ดีงาม
การที่กลืนกินเอาความมีมานะถือดีและความหยิ่งผยองลำพองตนเข้าไปนั้น
ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการดำเนินออกนอกลู่นอกทางแห่งคำสอนของอาจารย์
ไม่มีอะไรจะน่าเสียใจ เท่ากับการไม่ยอมเชื่อฟังคุรุผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ
ไม่มีใครเลยที่จะถูกรบกวนให้ต้องลำบากยุ่งยาก
มากเท่ากับบุคคลที่ละเลยต่อการปฏิบัติบำเพ็ญสมาธิภาวนาในสถานที่อันสงบสงัด
ไม่มีอะไรที่ไร้ประโยชน์เท่ากับการที่พุทธสาวกไม่อาจพรากจากบรรดาญาติมิตรของตนได้
ไม่มีอะไรน่าละอายเท่ากับการที่นักปริยัติธรรม ได้ละเลยต่อการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
ไม่มีอะไรน่าเสียใจเท่ากับการที่พุทธสาวกได้ล่วงละเมิดพระธรรมวินัย

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย ถ้าเจ้าเห็นด้วยกับถ้อยคำของอาตมา
ก็จงได้จารึกลงไปในดวงใจของเจ้าเถิด
แต่ถ้าเจ้าไม่เห็นด้วย ก็จงกระทำตามอำเภอใจของเจ้าเถิด
อาตมาแก่ชราและใกล้ความตายเข้าไปทุกที ย่อมไม่มีเวลาสำหรับการพร่ำสอนอีกต่อไป
เจ้าเองยังหนุ่มยังแน่นและเต็มไปด้วยความทะนงตน
ผู้คนที่ขัดแย้งกับเจ้า ย่อมได้รับการโต้ตอบกลับคืนเสมอ

โอ้ ข้าแต่ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ท่าน มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
จงได้โปรดอวยพรชัยให้อาตมา
ผู้เป็นยาจก ซึ่งสามารถปล่อยวางโลกียกรรมทั้งปวงได้แล้วโดยเด็ดขาดด้วยเทอญ

ท่านมิลาเรปะ หยิบหนังสือหลายเล่มและไม้เท้ากฤษณาขึ้นมา พร้อมทั้งออกวิ่งอย่างรวดเร็วด้วยอภิญญาเหนือมนุษย์ของท่าน เรชุงปะพยายามวิ่งไล่ตามอาจารย์จนเหนื่อยหอบ และกล่าวบทโศลกว่า

โอ้ ได้โปรดฟังกระผม ท่านพ่อ บุตรจะไม่นับถือบิดาได้อย่างไร?
กระผมเพียงแต่สวดภาวนาให้ท่านยอมรับบรรดาคำสอนที่กระผมได้มา
อยู่เหนือความสงสัยและความเป็นไปได้ที่จะผิดพลาด
กระผมได้รับมอบคำแนะนำทั้งหลายบนพระธรรมไร้รูปแบบของเทพธิดา
จากความล้ำลึกไปจนถึงความล้ำลึกที่สุด ของบรรดาศาสนธรรมคำสอนทั้งหลาย
กระผมได้สำนึกบาปแล้วตลอดมา
กระผมสวดภาวนาให้ท่านเข้าใจในเรื่องนี้ คุรุที่เคารพรักของกระผม

เพิ่มเติมจากนี้ กระผมได้รับโยคะแห่งอายุขัยที่ยืนยาว, บรรดาถ้อยคำเร้นลับแห่งรหัสของเทพธิดา,
บรรดาหลักการแห่งเรือนกายของวัชชระ, และคำแนะนำต่อวัชชระปรัชญาปารามิตา

บัดนี้ กระผมได้มอบให้ท่านอาจารย์ทั้งหมดแล้ว
กระผมได้รับคำสอน พยัคฆ์คุ้มภัยอันล้ำลึก, การรักษาโรคทั้งหลาย, และคำสอนเพื่อขับไล่ปีศาจ มาด้วย
ณ บัดนี้ กระผมขอถวาย คำแนะนำทั้งหลายที่มีค่าดังทองคำ ให้กับท่านอาจารย์ทั้งหมด

บนไหล่ของกระผม กระผมได้นำโอสถแห่งกุศลบารมีทั้งหก รวมทั้งน้ำอมฤตของเทพเจ้าและเทพธิดา มาด้วย
ณ บัดนี้ กระผมขอถวายท่านทั้งหมด คุรุผู้ประเสริฐของกระผม
ไม้เท้าอันยิ่งใหญ่นี้ ทำมาจากไม้กฤษณาอันมีค่ายิ่ง เป็นของใช้ของเทพธิดา
มันหาค่าไม่ได้ และเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เป็นสัญลักษณ์แห่งคำสอนตันตริกของท่าน ดีปูปา
ณ บัดนี้ กระผมขอถวายท่าน คุรุผู้ประเสริฐของกระผม
ได้โปรดเห็นคุณค่าของบรรดาคำสอนที่น่าอัศจรรย์เหล่านี้
และได้โปรดเมตตาสงสารกระผมเรชุงปะ ผู้เหนื่อยยากในการไปนำมันมา
ได้โปรดเวทนาและให้โอกาสกระผม ขอให้กระผมได้หยุดวิ่งไล่และหยุดเหนื่อยหอบด้วยเถิด
ถ้าท่านอาจารย์จะได้กรุณา มันจะเป็นทานบริจาคที่ดีที่สุด
ถ้าบุคคลสามารถทำความพอใจให้กับผู้อื่นที่หิวโหยและกระหายได้ มันย่อมเป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่
การปลอบโยนผู้คนที่อยู่ในความโศกตรม เป็นการให้ที่ดีที่สุด
การรับใช้ผู้คนด้วยความกรุณาและเผยแพร่สัมมาอริยมรรค
เป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชนทุกคน ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้

ท่านมิลาเรปะหยุดแสดงอภิญญา และกล่าวกับเรชุงปะว่า

มันเป็นสิ่งดีงามที่บิดาและบุตรปรองดองกัน การผูกมิตรกับผู้คนทั้งปวงนั้นเป็นมหากุศล
แต่กุศลสูงสุด คือการรักษาความสมานฉันท์กับบิดาของตนเอาไว้ให้ได้
ถ้าบุคคลจะเต็มไปด้วยความขัดแย้งกับผู้คนทั้งหมดที่เขารู้จัก
เขาย่อมเป็นผู้ที่นำมาซึ่งความอัปมงคลอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
แต่มันยังเลวร้ายกว่านั้นอีก ถ้าเกิดความร้าวฉานระหว่างบิดากับบุตร

มันเป็นการดีที่ประกอบกุศลกรรมเพื่อรักษาความปรองดองกับบิดาของตนไว้
มันเป็นการดีที่ได้ทดแทนพระคุณแห่งมารดาของตน
มันเป็นการดีที่กระทำให้เกิดความสมานฉันท์ในหมู่ผู้คน

ความปรารถนาของบุคคลย่อมสัมฤทธิ์ผลถ้าสามารถเข้ากันได้กับบรรดาญาติธรรมของตน
การนำความปลื้มปิติมาสู่คุรุของบุคคล คือการบรรลุถึงสัมฤทธิ์ผลในคำอวยพรทั้งหลายของท่าน
ความอ่อนน้อมถ่อมตนนำมาซึ่งความสำเร็จ
พุทธศาสนิกชนที่ดีย่อมสามารถแก้ไขสถานการณ์ที่เลวร้ายได้

ความมีเมตตาธรรม ย่อมหมายถึงการอดทนต่อความชั่วร้าย
การถ่อมตน ย่อมนำมาซึ่งชื่อเสียงเกียรติคุณ
การรักษาความบริสุทธิ์ตามพระธรรมวินัย ย่อมหมายถึงการไม่เป็นผู้เสแสร้งและฉ้อฉล
การอยู่ร่วมกับนักปราชญ์ ย่อมหมายถึงการเพิ่มพูนความก้าวหน้า
ความหนักแน่นไม่ผันแปรย่อมหมายถึงการหยุดใส่ใจต่อคำนินทาว่าร้ายทั้งปวง
การยังกุศลและเมตตาบารมีให้ถึงพร้อม ย่อมหมายถึงการสั่งสมพระโพธิญาณ
เหล่านี้เป็นแนวทางที่ผู้มีปัญญาพึงปฏิบัติ
สำหรับผู้ที่โง่งมนั้น ย่อมไม่สามารถแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นมิตรหรือศัตรู

ขณะที่ดำเนินไปในสัมมาอริยมรรค
พระธรรมอันอยู่นอกรูปแบบของเทพธิดา ก็ไม่มีความหมายมากนัก
สัมพันธภาพระหว่างอาตมาและตัวเธอย่อมล้ำลึกและสำคัญกว่าไม้เท้าตันตริกของท่าน ดีปูปา
ในบรรดาสานุศิษย์ของอรหันต์เถรี มากิ นั้น ไม่มีผู้ใดเลอเลิศไปกว่าอาตมา
ถ้าเทพธิดาเก็บรักษาคำสอนเร้นลับทั้งหลายจากอาตมา
จะนำคำสอนเร้นลับไปเปิดเผยให้กับผู้ใดกันหนอ?

ในอาณาจักรของพระธรรม
อาตมาชื่นชมกับศาสนพิธีทั้งหลายแห่งการปฏิญาณตนของบรรดาเหล่าพุทธสาวก
อาตมามีความคุ้นเคยมายาวนานกับเทพเจ้า ดอจี โพโม เทพพุทธสาวกผู้พิทักษ์ มากกว่าเธอ
ไม่มีดินแดนแห่งใดของบรรดาเทพธิดาและเทพเจ้าที่อาตมาไม่คุ้นเคย
อาตมาใส่ใจกับการกระทำทุกอย่างของเธอ
โอ้ เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จงอย่าได้ทะนงตนและดำเนินออกไปนอกลู่นอกทางเลย
เราทั้งสองจงได้เดินทางไปบำเพ็ญเพียรบนขุนเขาที่สงบสงัดด้วยกันเถิด

ระหว่างที่ท่านมิลาเรปะและท่านเรชุงปะ กำลังเดินทาง ท่านเรชุงปะนึกคิดขึ้นมาว่า “เราได้รับการต้อนรับจากคุรุของเราเป็นอย่างดี ในการเดินทางกลับจากอินเดียคราวนี้ แต่คุรุเรามีชีวิตอยู่อย่างยากจนมาก เป็นไปไม่ได้ ที่เราจะได้รับสิ่งใด ที่ยังให้เกิดความสุขสบายจากท่าน เราไปถึงอินเดียมา และได้เรียนรู้คำสอนของตันตริกมามากมาย เราไม่สมควรปฏิบัติอุทิศตนอย่างนักพรต คนอย่างเรา ควรจะปฏิบัติอุทิศตนอย่างสนุกสนาน”
ท่าน มิลาเรปะ สามารถหยั่งรู้ความคิดของท่าน เรชุงปะ ที่เริ่มมีความเห็นว่าการเป็นอยู่ต่ำต้อยตามแบบของท่านมิลาเรปะ นั้น ไม่เหมาะสมกับผู้ที่มีความรอบรู้เช่นตน ท่าน มิลาเรปะ ได้ออกอุบายโดยสั่งให้ท่านเรชุงปะ เก็บเขาของตัวจามรีเก่าๆข้างถนนติดไปด้วย ท่านเรชุงปะ ได้กล่าวว่าตนไม่เห็นประโยชน์ที่จะกระทำดังนั้น ท่านมิลาเรปะ จึงต้องเป็นผู้ก้มลงเก็บเสียเอง เมื่อเดินทางมาถึงสถานที่โล่งเตียนแห่งหนี่ง ณ ใจกลางของเมืองบัลโมบัลแตง ท้องฟ้าที่แจ่มใสได้มีอันเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว กลุ่มเมฆรวมตัวกันหนาทึบ พายุฝนพร้อมลูกเห็บกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ท่านเรชุงปะถึงกับลืมอาจารย์ของตนไปชั่วขณะ เพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการดึงผ้ามาคลุมหัวเพื่อกำบังฝน เมื่อฝนซาเม็ดลง ท่านเรชุงปะก็หาอาจารย์ของตนไม่พบเสียแล้ว หลังจากลงนั่งรออยู่ครู่ใหญ่ ก็ได้ยินเสียงของท่านมิลาเรปะ ดังมาจากเขาตัวจามรีอันเดียวกับที่ท่านเก็บติดตัวมาด้วย ท่านเรชุงปะได้ก้มลงเก็บเขาตัวจามรีซึ่งกองอยู่ข้างถนน แต่ปรากฎว่าไม่สามารถขยับเขยื้อนได้แม้แต่น้อย ท่านเรชุงปะจึงก้มลงมองลอดเข้าไปในรูโพลงของเขาตัวจามรี และได้แลเห็นท่านมิลาเรปะ ประทับนั่งอยู่อย่างสบาย ภาพมหัศจรรย์ที่เห็นนั้น ไม่ได้ย่อส่วนของท่านมิลาเรปะลงแต่อย่างใด ทั้งเขาของตัวจามรีก็ไม่ได้โตใหญ่ขึ้นด้วย เหมือนกับภาพขนาดใหญ่ที่อาจถูกแลเห็นได้ในกระจกเงาบานเล็กๆ ท่านเรชุงปะยังสามารถได้ยินท่านมิลาเรปะแสดงบทโศลกว่า

พลังแห่งคุรุย่อมสั่งสมอยู่ในสรีรกายของอาตมา
ถ้าสรีระของบุคคลยังเป็นเรือนกายของปุถุชน เขาย่อมไม่ใช่มหาสมณะ
เรชุงปะ เธอจงได้นอบน้อมต่อเรือนกายอันเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของอาตมา

ความประเสริฐของคุรุดำรงอยู่ในวจีกรรมของอาตมา
ถ้าบุคคลทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่พิเศษอัศจรรย์ เขาย่อมไม่ใช่มหาสมณะ
คำสอนอันลึกซึ้งย่อมถูกแสดงในบทโศลกของอาตมา
เรชุงปะ จงได้จารึกลงไปในดวงใจของเธอ

ความประเสริฐของคุรุดำรงอยู่ในมโนกรรมของอาตมา
ถ้าความนึกคิดที่ไม่ซื่อตรง ยังอุบัติในดวงใจของบุคคล เขาย่อมไม่ใช่มหาสมณะ
เรชุงปะ จงได้นอบน้อมต่อพลานุภาพแห่งญาณวิถีของอาตมา

โอ้ เรชุงปะ ลูกเอ๋ย จิตวิญญาณของเจ้ายังเป็นดังนก เดี๋ยวบินทะยานขึ้นสูง เดี๋ยวถลาลงมาสู่ที่ต่ำ
เธอจงได้เฝ้าพิจารณาถึงความไม่มั่นคงนี้ไว้ให้ดี
จงหยุดคิดคำนึงให้ว้าวุ่น แต่จงได้สละอุทิศตนให้กับการปฏิบัติบำเพ็ญตามแบบของเรปะ

ถ้าเธอคิดว่าสามารถทัดเทียมกับอาจารย์ของเธอได้
ก็จงเข้ามาในเขาของตัวจามรีนี้เช่นเดียวกับอาตมา
ณ ที่นี้ช่างกว้างขวางเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และเป็นบ้านที่ผาสุก

เรชุงปะ การบรรลุธรรมของเธอ เป็นดังแสงอาทิตย์และแสงจันทร์
บางครั้งก็สว่างไสว แต่บางครั้งก็มืดมัวเพราะถูกบดบังด้วยหมู่เมฆ
เธอจงได้เฝ้าพิจารณาถึงความไม่มั่นคงนี้ไว้ให้ดี
จงหยุดคิดคำนึงให้ว้าวุ่น แต่จงได้สละอุทิศตนให้กับการปฏิบัติบำเพ็ญตามแบบของเรปะ

ถ้าเธอคิดว่าสามารถทัดเทียมกับอาจารย์ของเธอได้
ก็จงเข้ามาในเขาของตัวจามรีนี้เช่นเดียวกับอาตมา
ณ ที่นี้ช่างกว้างขวางเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และเป็นบ้านที่ผาสุก

เรชุงปะ ลูกเอ๋ย พฤติกรรมของเธอเป็นดังพายุในขุนเขา
เดี๋ยวพัดรุนแรงเดี๋ยวก็กลับพัดอย่างอ้อยอิ่ง
เธอจงได้เฝ้าพิจารณาถึงความไม่มั่นคงนี้ไว้ให้ดี
จงหยุดคิดคำนึงให้ว้าวุ่น แต่จงได้สละอุทิศตนให้กับการปฏิบัติบำเพ็ญตามแบบของเรปะ

การบรรลุธรรมของเธอเหมือนพืชไร่ บางครั้งก็งอกงามดีบางครั้งก็เหี่ยวเฉา
เธอจงได้เฝ้าพิจารณาถึงความไม่มั่นคงนี้ไว้ให้ดี
จงหยุดคิดคำนึงให้ว้าวุ่น แต่จงได้สละอุทิศตนให้กับการปฏิบัติบำเพ็ญตามแบบของเรปะ

ถ้าเธอคิดว่าสามารถทัดเทียมกับอาจารย์ของเธอได้
ก็จงเข้ามาในเขาของตัวจามรีนี้เช่นเดียวกับอาตมา
ณ ที่นี้ช่างกว้างขวางเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และเป็นบ้านที่ผาสุก

การบรรลุธรรมของเธอเหมือนพืชไร่ บางครั้งก็งอกงามดีบางครั้งก็เหี่ยวเฉา
เธอจงได้เฝ้าพิจารณาถึงความไม่มั่นคงนี้ไว้ให้ดี
จงหยุดคิดคำนึงให้ว้าวุ่น แต่จงได้สละอุทิศตนให้กับการปฏิบัติบำเพ็ญตามแบบของเรปะ

ถ้าเธอคิดว่าสามารถทัดเทียมกับอาจารย์ของเธอได้
ก็จงเข้ามาในเขาของตัวจามรีนี้เช่นเดียวกับอาตมา
ณ ที่นี้ช่างกว้างขวางเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์และเป็นบ้านที่ผาสุก

ถ้าจิตของบุคคลสามารถครอบงำอาณาจักรของห้วงอวกาศ
เขาย่อมสามารถเข้ามาในเขาของตัวจามรีนี้ได้อย่างผาสุข
บิดากำลังร้องเรียกเจ้า ลูกเอ๋ย จงเข้ามา ณ บัดนี้เถิด

มันย่อมดูไม่ดีเอาเสียเลย ถ้าบุตรปฏิเสธที่จะเข้ามาในบ้านของบิดา
อาตมาป่วยและแก่ชรา เป็นผู้ซึ่งไม่เคยไปอินเดีย ตลอดชีวิต
เรือนกายของอาตมาจึงตื่นตระหนกกับหนทางข้างนอกที่เต็มไปด้วยภยันตราย
ดังนั้นอาตมาจึงเข้ามาอาศัยอยู่ในเขาของตัวจามรี
เรชุงปะ ลูกเอ๋ย เธอยังหนุ่มแน่นและได้เคยไปเล่าเรียนมากมายจากบรรดาคณาจารย์ในอินเดีย
เธอควรก้าวเข้ามาอยู่ในเขาของตัวจามรีนี้ด้วยเรือนกายอันน่ารักของเธอ
เขาผุๆของตัวจามรีที่ไร้ค่านี้ จะไม่มีวันพอกพูนอุปาทานในอัตตาตัวตนและตัณหาราคะให้กับเธอ
จงเข้ามาอยู่ร่วมกับบิดาของเธอ ข้างในนี้เถิด

ภาพห้องซึ่งมีขนาดใหญ่โตตามที่เห็น ทำให้ท่านเรชุงปะทดลองพยายามจะแทรกตัวเข้าไปเพื่ออยู่ในนั้นด้วย แต่ก็ไม่มีทางจะทำได้แม้กระทั่งการสอดมือเข้าไป ท่านเรชุงปะเริ่มคิดว่าการที่เกิดพายุฝนลูกเห็บเมื่อสักครู่นี้นั้น ล้วนเกิดแต่พลังอำนาจของท่านมิลาเรปะทั้งสิ้น ท่านเรชุงปะได้กล่าวว่า

ข้าแต่ท่านอาจารย์ ไม่ว่าญาณทัศนะ, การบำเพ็ญ, การประกอบกุศลกรรม, และการบรรลุธรรมของศิษย์ผู้นี้จะสูงหรือต่ำ จะดีหรือเลวอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงเคารพซื่อตรงต่อท่านอาจารย์ตลอดไป
ไม่ว่าจีวรนี้จะเปียกหรือแห้ง ศิษย์ผู้นี้ก็จะน้อมคารวะต่อท่านอาจารย์เสมอ
ไม่ว่าเขาจะสามารถเทียบเทียมกับอาจารย์ของตนได้หรือไม่ก็ตาม
เขาก็จะยังคงนอบน้อมต่อท่านอาจารย์โดยไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

เมื่อท่านมิลาเรปะ ออกมาจากเขาของตัวจามรีแล้ว ท่านแสดงท่าร่ายเวทมนต์ไปยังท้องฟ้า ท้องฟ้าก็กลับคืนสู่สภาพแจ่มใสเหมือนเดิม ท่านได้กล่าวว่า “เรชุงปะ อาตมารู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าการเดินทางไปอินเดียของเธอไม่จำเป็น อาตมาพอใจกับคำสอนแห่งมหามุทราและโยคะทั้งหก โดยไม่ได้ไปอินเดียมาแต่อย่างใด อาตมายินดีที่เธอกลับมาพร้อมกับคำสอนที่เธอต้องการ”
ท่านเรชุงปะ ได้เอ่ยชักชวนท่านมิลาเรปะ ให้ไปบินฑบาตยังกระต๊อบหลังเล็กๆหลังหนึ่ง ท่านทั้งสองได้รับการปฏิเสธจากหญิงชราที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ในเช้าวันรุ่งขึ้นท่านทั้งสองได้กลับมายังกระต๊อบของหญิงชราอีก โดยท่านเรชุงปะ เป็นผู้เข้าไปในกระต๊อบก่อน ท่านได้พบศพของหญิงชรา และเศษอาหารตกหล่นกระจัดกระจายอยู่ในนั้น ท่านมิลาเรปะ ได้ถือโอกาสอบรมท่านเรชุงปะ ให้จดจำเหตุการณ์เช่นนี้ไว้ให้ดี การเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวและวิตกกังวลเมื่อเย็นวานของหญิงชรานั้น นอกจากละเลยโอกาสที่จะได้สั่งสมบุญกุศลแล้ว ยังเป็นทุกข์ด้วยความวิตกกังวลที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร เพราะความตายย่อมจะมาเยือนเมื่อใดก็ได้ จากนั้นท่านได้ให้ เรชุงปะ แบกศพของหญิงชราเพื่อนำไปฝังให้เรียบร้อย เพื่อตอบแทนการที่ท่านทั้งสองได้เก็บอาหารในกระต๊อบของหญิงชรามาบริโภคในเช้าวันนั้น ท่านมิลาเรปะ ได้ปรารภว่าผู้คนส่วนใหญ่มิค่อยจะได้นึกถึงความตายว่าจะมาเยือนตนไม่วันใดก็วันหนึ่ง จึงยังคงมุ่งหวังต่อไปในโลกียวิสัย อันทำให้ต้องสูญเสียโอกาสในการปฏิบัติธรรม เราควรได้รู้จักศึกษาเหตุการณ์เช่นนี้เป็นบทเรียน ในโอกาสนี้ ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกที่มีชื่อว่า “ธรรมคีตาแห่งความผันแปรและมายาลวง”

ความมหัศจรรย์ของคุรุ ย่อมอยู่เหนือการนึกคิดคำนึงคำนวณของพวกเรา
เมื่อความไม่ยืนยงของชีวิตถูกตระหนักชัดล้ำลึกลงไปถึงก้นบึ้งของดวงใจ
ความคิดและการกระทำของบุคคล ย่อมสอดคล้องกลมกลืนไปกับพระธรรมได้เอง
เมื่อบุคคลได้ระลึกถึงความตายอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา
เขาย่อมสามารถเอาชนะปีศาจร้ายแห่งความเกียจคร้านได้โดยง่าย
ไม่มีใครที่จะล่วงรู้ว่าเมื่อใดความตายจักมาเยือน เหมือนกับหญิงชราเมื่อวันวาน

เรชุงปะจงอย่าได้เป็นผู้ที่ว่านอนสอนยากและจงได้ฟังคำคุรุของเธอ
ปรากฏการณ์ในโลกภายนอกทั้งหลายทั้งปวงนั้น
ล้วนเป็นสิ่งหลอกลวงเหมือนความฝันเมื่อคืนที่ผ่านมา
บุคคลย่อมรู้สึกสูญเสียอย่างขมขื่น เมื่อได้ระลึกถึงความฝันที่ผ่านพ้นไปนี้
เรชุงปะ เธอได้ตื่นจากความหลับใหลโดยสมบูรณ์ต่อความฉงนฉงายอันยิ่งใหญ่นี้แล้วหรือ?
เมื่ออาตมายิ่งคิดถึงสิ่งเหล่านี้ อาตมาก็ยิ่งเพิ่มความศรัทธาในพระพุทธและพระธรรม

การแสวงหาโลกียสุขให้กับเรือนกายของมนุษย์นี้ เป็นข้อกล่าวอ้างที่ไม่เป็นความจริง
อะไรก็ตามที่ท่านหลงยินดีกับมัน
ย่อมเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความทุกข์ทรมานที่จักเติบโตในอนาคตเสมอ
สรีรกายของมนุษย์นี้เป็นเพียงถุงใส่สิ่งปฏิกูล
จงอย่าได้หลงใหลจนเกิดความทะนงขึ้นมาเลย เรชุงปะ เอ๋ย แต่จงได้ฟังอาตมา

เมื่อมองย้อนกลับเข้าไปในเรือนกายของอาตมา มันเป็นดุจดังเมืองมายา
แม้ว่าอาตมาจะได้ทะนุบำรุงปฏิสังขรมันอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง
มันก็ได้ถูกพิพากษาให้ดำเนินไปสู่ความเสื่อมสลายโดยแน่นอนแล้ว
เมื่ออาตมาคิดถึงเรื่องนี้ ดวงใจของอาตมาก็เต็มไปด้วยความสลดสังเวช
เรชุงปะ เธอไม่สมควรที่จะหลุดพ้นตัดขาดจากสังสารวัฏดอกหรือ?
เมื่ออาตมายิ่งคิดถึงสิ่งเหล่านี้ อาตมาก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธาในพระพุทธและพระธรรม

บุคคลผู้เคราะห์ร้ายย่อมไม่เคยมีโอกาสที่จะได้รับสันติสุข
ความคิดหลั่งไหลที่ก่อกำเนิดมาจากจิตสังขารที่เต็มไปด้วยอวิชชา
ย่อมเป็นปฐมเหตุแห่งความเศร้าโศกเสมอ
การดำรงจิตไว้อย่างผิดๆย่อมเป็นมูลเหตุแห่งความน่าสะพรึงกลัวเสมอ
จงอย่าได้เกิดความละโมภในสิ่งใดๆเรชุงปะ ลูกเอ๋ย แต่จงได้ฟังอาตมา

เมื่ออาตมาระลึกย้อนทบทวนถึงอุปาทานความติดยึดในภายใน
มันเปรียบดังนกกระจอกอายุสั้นที่ไม่มีเรือนรังและที่จะซุกหัวนอน
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หัวใจของอาตมาก็เต็มไปด้วยความหม่นหมองยิ่งนัก
เรชุงปะ เธอจะปล่อยให้ตัวเธอเองหมกจมอยู่ในความวิปลาสฤาหนอ?
เมื่ออาตมายิ่งคิดถึงสิ่งเหล่านี้ อาตมาก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธาในพระพุทธและพระธรรม

ชีวิตของมนุษย์นั้นเปราะบางดังเส้นขนโดดเดี่ยวที่ปลายหางม้า
มันพร้อมที่จะถูกสะบัดให้หลุดลอยไปได้เสมอ ดังเช่นหญิงชราที่พบเมื่อวันวาน
จงอย่าได้ยึดมั่นถือมั่นกับชีวิตเลย เรชุงปะเอ๋ย แต่จงได้ฟังอาตมา

เมื่ออาตมาเฝ้าสังเกตลมหายใจของอาตมา
อาตมาได้แลเห็นความไม่ยืนยงเฉกเช่นเดียวกับกลุ่มหมอก ซึ่งอาจสูญสลายไปได้ทุกขณะ
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดวงใจของอาตมาก็สลดสังเวชยิ่งนัก
เรชุงปะ เธอไม่ต้องการเอาชนะความไร้เสถียรภาพในกาลบัดนี้ดอกหรือ?
เมื่ออาตมายิ่งคิดถึงสิ่งเหล่านี้ อาตมาก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธาในพระพุทธและพระธรรม

การอยู่ใกล้ชิดกับญาติมิตรที่พอกพูนแต่บาปกรรม ย่อมนำไปสู่ความขัดเคืองในที่สุด
กรณีของหญิงชราผู้นี้นับเป็นบทเรียนที่ดีเรชุงปะ
จงได้หยุดยั้งความปรารถนานานับประการลงเสียเถิด และฟังอาตมา

บรรดาเพื่อนพ้องและคนใกล้ชิด ปรากฏแก่อาตมาเหมือนผู้คนที่เดินสวนกันในตลาดที่จอแจ
การพบกันเป็นไปเพียงระยะเวลาอันสั้น แต่การพรากจากกันนั้น กลับเป็นนิรันดร
เรชุงปะ เธอจะไม่ละเลิกการสมาคมแบบโลกๆลงให้หมดสิ้นดอกหรือ?
เมื่ออาตมายิ่งคิดถึงสิ่งเหล่านี้ อาตมาก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธาในพระพุทธและพระธรรม

คนร่ำรวย ไม่ค่อยจะได้พบกับความผาสุกด้วยโภคทรัพย์ที่แสวงหามา
นี้คือการเยาะเย้ยของกรรมและสังสารวัฏ
เงินทองและเพชรนิลจินดา ล้วนได้มาด้วยความตระหนี่และซุกซน
มันไม่ได้ผิดอะไรกับถุงใส่อาหารที่ติดกับศพของหญิงชรานี้เลย
อย่าได้ละโมบเลย เรชุงปะเอ๋ย แต่จงได้ฟังอาตมา

เมื่ออาตมามองไปยังวาสนาของคนร่ำรวย
มันปรากฏดังการสะสมน้ำหวานของหมู่ผึ้งที่ต้องทำงานหนัก
เพียงเพื่อได้รับผลตอบแทนเป็นความสำเริงสำราญของคนอื่น
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ดวงใจของอาตมาก็เศร้าสลดยิ่งนัก
เรชุงปะ เธอจะไม่เปิดขุมทรัพย์ภายในดวงใจของเธอดอกหรือ?
เมื่ออาตมายิ่งคิดถึงเรื่องนี้ อาตมาก็ยิ่งเพิ่มพูนความศรัทธาในพระพุทธและพระธรรม

ต่อมาขณะที่ท่านมิลาเรปะและท่านเรชุงปะ พำนักอยู่ที่เมือง เบ้ทซ์ ท่านเรชุงปะได้รับความก้าวหน้าในการบำเพ็ญสมาธิภาวนามาก ประสบการณ์แห่งปิติสุขอันยิ่งใหญ่ ทำให้ความนึกคิดปรากฏขึ้นมากมายในดวงจิต ท่านมิลาเรปะได้กล่าวถามว่า “เธอมีประสบการณ์อะไรในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา ช่วงหลังๆนี้” ท่านเรชุงปะตอบว่า

เมื่อได้อยู่กับคุรุของกระผม กระผมมีประสบการณ์แห่งพลังอำนาจดังมีดคม
โดยอาศัยมัน กระผมสามารถตัดขาดมิจฉาทิฐิทั้งภายนอกและภายใน
ด้วยเหตุดังนี้แล กระผมจึงผาสุกและร่าเริงยิ่งนัก

ในท่ามกลางปรากฏการณ์ทั้งหลายทั้งปวง กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นดังดวงประทีปสว่างไสว
ดังนั้นคำแนะนำทั้งหลายทั้งปวง จึงมีความชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ด้วยเหตุดังนี้แล กระผมจึงผาสุกและร่าเริงยิ่งนัก

เมื่อกระผมนั่งอยู่บนยอดภูเขาหิมะ กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นดังนางสิงโตขาว
ที่มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่ไม่มีสัตว์อื่นใดมาเทียบเทียมได้เลยในโลกนี้
ด้วยเหตุดังนี้แล กระผมจึงผาสุกและร่าเริงยิ่งนัก

เมื่อกระผมพำนักอยู่ข้างภูผาแดง กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นดังพญาอินทรีย์
กระผมได้ขจัดความหวาดกลัวอย่างสิ้นเชิง ต่อมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาล ตลอดกาลนิรันดร
ด้วยเหตุดังนี้แล กระผมจึงผาสุกและร่าเริงยิ่งนัก

เมื่อกระผมท่องเที่ยว จากภูมิภาคหนึ่งไปยังอีกภูมิภาคหนึ่ง กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นลูกอ่อนของเสือหรือเป็นผึ้ง
ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับคนและสัตว์อื่นใดทั้งปวง จึงทำให้อิสระเสรียิ่งนัก
ด้วยเหตุดังนี้แล กระผมจึงผาสุกและร่าเริงยิ่งนัก

เมื่อกระผมปะปนอยู่กับผู้คนในถนน กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นดอกบัวอันบริสุทธิ์
ที่โผล่ขึ้นมาเหนือกองดินเลนสกปรก
ด้วยเหตุดังนี้แล กระผมจึงผาสุกและร่าเริงยิ่งนัก

เมื่อกระผมนั่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนในเมือง กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้นำสาสน์ของพระเจ้ามาบอก
ได้สัมผัสผู้คนอย่างทั่วถึง แต่ไม่มีความยึดติดต่อผู้ใดเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุดังนี้แล กระผมจึงผาสุกและร่าเริงยิ่งนัก

เมื่อกระผมนั่งอยู่ท่ามกลางบรรดาสานุศิษย์ผู้ภักดี กระผมรู้สึกว่าตนเองเป็นท่านอาจารย์มิลาเรปะ
ด้วยความร่าเริงและเรียบง่าย กระผมให้คำแนะนำผ่านธรรมคีตาทั้งหลาย
มันเป็นพรชัยของคุรุของกระผมโดยแท้ ที่นำพากระผมให้ผาสุกและร่าเริงเช่นนี้
มันเป็นเพราะอาศัยความสงบระงับแห่งดวงจิตของบุคคลอย่างง่ายๆ พุทธภาวะจึงถูกรู้แจ้งตระหนักชัด

ท่านมิลาเรปะแสดงความเห็นว่า “ถ้าไม่ได้ถูกชักนำโดยความหยิ่งผยองลำพองตน ประสบการณ์เหล่านี้นับว่าดีมาก และย่อมหมายความว่า เธอได้รับพรชัยจากคุรุของเธอ อย่างไรก็ตาม ในบรรดาประสบการณ์เหล่านั้น บุคคลต้องมีความเข้าใจอย่างแจ่มชัดให้ได้ แต่เธอเองดูเหมือนว่ายังไม่มีความเข้าใจดังกล่าว ณ บัดนี้ จงได้ฟังบทโศลกของอาตมา”

จากก้นบึ้งแห่งดวงใจของอาตมา เมื่อความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณเบ่งบานออกมา
อาตมาได้ตระหนักว่าสรรพชีวิตในภพภูมิทั้งสาม อันได้แก่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ
ล้วนตกเป็นนักโทษในคุกตะรางที่ล้อมรอบด้วยกองไฟ
เมื่อคำสอนด้วยเรื่องภายในอันลึกซึ้ง
ซึมซับหยั่งลึกกลมกลืนลงไปในดวงใจของอาตมา ดุจดังการละลายของเกลือในน้ำ
อาตมาได้รับประสบการณ์ที่เป็นปัจจัตตังรู้เฉพาะตนโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อสัมมาญาณทัสสนะวิเศษส่องสว่างขึ้นในภายใน อาตมารู้สึกว่าได้ตื่นขึ้นมาจากความฝัน
อาตมาถูกปลุกให้ตื่นจากความสงบระงับแบบฤาษี
อาตมาถูกปลุกให้ตื่นจากความเห็นที่จะตอบรับและปฏิเสธทั้งสองอย่าง

เมื่อบุคคลได้บรรลุถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุขด้วยสัมมาทิฐิสูงสุด
เขาย่อมตระหนักถึงการที่พระธรรมได้หลั่งไหลอย่างเสรี
ดุจเดียวกับละอองฝน ที่สูญสลายไปในบรรยากาศนั่นเทียว

เมื่อบุคคลได้บรรลุถึงแสงสว่างแห่งปรีชาญาณ ที่หยั่งรู้ในปรมัตถ์สัจจะของปรากฎการณ์ทั้งปวง
ดวงจิตย่อมแจ่มแจ้งดุจท้องนภากาศที่ปราศจากหมู่เมฆ

เมื่อความนึกคิดทั้งที่บริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์ถูกปัดกวาดออกไป
สัมมาญาณทัสสนะวิเศษที่แทรกซึมอยู่ทุกแห่งหน ก็ส่องสว่างดังแสงจากกระจกเงิน

เมื่ออุปาทานในเบ็ญจขันธุ์ซึ่งหยั่งลงเป็นสามัญสำนึกที่เกาะติดในสันดาน สูญสลายไปในพระธรรมธาตุ
อาตมารู้สึกว่ากายและจิตเป็นอิสระจากเครื่องร้อยรัด
ดุจเดียวกับไข่ที่แตกออกเพราะการทุบลงไปนั่นเทียว

เมื่อพันธนาการอันได้แก่ความยึดมั่นในอัตตาตัวตนถูกตัดขาดออก
อาตมาได้ตระหนักชัดว่าความดำรงอยู่แห่งสภาวะสัมภเวสี อันตรธานไป
เหมือนกับการคลายตัว จากการขดเป็นวงของงู

เมื่ออาตมาประกอบกรรมทั้งปวงโดยไม่กำหนดหมายต่อการได้มาหรือสูญเสียไป
ดวงใจของอาตมาก็เรียบง่ายเหมือนกับไม่ได้ทำอะไร
อาตมารู้สึกประหนึ่งพญาราชสีห์
ด้วยพลังอำนาจของ ศีล สมาธิ ปัญญา ที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์

สุญตภาวะอันสว่างไสว, ปรีชาญาณที่กระจ่างชัด, และวิถีแห่งการปรากฏที่ใสสะอาด
ทั้งสามสิ่งนี้คือกัลยาณมิตรอันแสนประเสริฐของอาตมา
เปรียบดังแสงสุริยาที่ปราศจากหมู่เมฆบดบัง อาตมาย่อมสถิตอยู่ในแสงสว่างใสอันยิ่งใหญ่ เสมอ
มันชัดเจนเหมือนกับการแบ่งแยกอาชาไนยออกจากตัวจามรี
อายตะนะภายนอกและภายในไม่รวมตัวกันก่ออวิชชาสังขารใดๆ
เครื่องพันธนาการดวงจิตและอุปาทานในเบญจขันธุ์จึงถูกขจัดออกไปตลอดกาลนิรันดร
ด้วยการรู้จักบริหารธรรมชาติแห่งนามรูปของมนุษย์อย่างสมบูรณ์เต็มที่
อาตมาจึงปฏิญาณถึงการตรัสรู้โดยถ้วนรอบ
เรชุงปะ เธอได้รับประสบการณ์เช่นเดียวกับอาตมาหรือไม่หนอ?
โอ้ลูกเอ๋ย จงอย่าได้หยิ่งผยองลำพองตนเลย

ท่านมิลาเรปะได้กล่าวชักชวนว่า “ณ บัดนี้ บิดาและบุตร จะไปยังภูเขาหิมะดีซี หรือ ภูเขาลาชิ เพื่อบำเพ็ญสมาธิภาวนา” ท่านเรชุงปะกล่าวตอบว่า “กระผมเหนื่อยอ่อนมาก ร่างกายของกระผมถึงจุดที่ต้องการพักผ่อน กระผมคิดว่าตอนนี้ ทางที่ดีที่สุด กระผมควรไปยังวิหารใกล้ๆนี้เพื่อพักฟื้น ไม่เช่นนั้นแล้ว กระผมจะไม่สามารถบำเพ็ญสมาธิภาวนาหรือเดินทางได้เลย”
ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ถ้าการดำริของบุคคล กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ บุคคลย่อมสามารถปฏิบัติบำเพ็ญในการสละอุทิศตนได้ทุกสถานะการณ์ตลอดเวลา” จากนั้นท่านแสดงบทโศลกที่มีชื่อว่า “ความพอเพียงหกอย่าง”

โอ้ลูกเอ๋ย การได้เรือนกายของมนุษย์นั้นนับได้ว่าเป็นดังโบสถ์วิหารที่ดีเพียงพออยู่แล้ว
บรรดาจุดรวมที่สำคัญในภายในนั้นเป็นดังดินแดนแห่งสวรรค์
ดวงจิตของบุคคลย่อมเพียงพอแล้วที่จะเป็นดังคุรุ เพราะความเข้าใจทั้งมวลย่อมหลั่งไหลออกจากมัน
ปรากฎการณ์ภายนอกทั้งหลายนั้นย่อมเพียงพอแล้วที่จะก่อกำเนิดพระสูตรสำหรับแต่ละบุคคล
เพราะมันล้วนเป็นนิมิตหมายแห่งมรรคาสู่ความอิสระหลุดพ้น
โภชนาหารแห่งสัมมาสมาธิย่อมเพียงพอที่จะนำความอิ่มอุดมมาให้แก่บุคคล
เพราะจะทำให้พระพุทธองค์เสด็จมาอวยพรชัยให้เขา
การเพ่งเตโชกสิณย่อมอบอุ่นเพียงพอแล้ว ที่จะเป็นเครื่องนุ่งห่มอย่างดีสำหรับบุคคล
เพราะมันเป็นอาภรณ์ที่อบอุ่นและผาสุกของบรรดาเทพธิดา
การขจัดพันธนาการทั้งปวงคือกัลยาณมิตรอันแสนประเสริฐ
การเป็นอยู่อย่างโดดเดี่ยวย่อมทำให้เข้าถึงความเป็นสหายกับปวงเทพยดา
การระลึกถึงศัตรูว่าเป็นดังผู้คนที่เดินสวนทางกันบนถนน
ก็เพื่อขจัดโทสะทั้งหลายในดวงใจ เพราะตระหนักว่าพบกันเพียงครู่เดียว แล้วก็จากกันนิรันดร

โอสถที่วิเศษสุดสำหรับขจัดอุปสรรคทั้งมวล ได้แก่การบำเพ็ญสมาธิภาวนาบนสุญตา
เพราะอุปสรรคทั้งปวง เป็นเหมือนการแสดงมายากลของดวงจิต
นี้คือสัมมาอริยมรรคที่เธอจักต้องดำเนินไป
การขัดขืนบ่ายเบี่ยงต่อสัมมาอริยมรรค ย่อมจะทำให้ดำเนินออกไปนอกลู่นอกทาง

อาตมาแก่ชราและใกล้ความตายมากแล้ว ย่อมไม่มีเวลาที่จะพูดจาเพ้อพกใดๆอีก
เธอเองยังหนุ่มแน่นแต่กลับไม่สนใจคำตักเตือนอันเต็มไปด้วยคุณูประการของอาตมา
อาตมาขอบอกเธออย่างสัตย์ซื่อและตรงไปตรงมาว่า
บุคคลที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยองลำพองตนนั้น มีแต่จะพินาศย่อยยับ
ถ้าเธอปรารถนาที่จะปฏิบัติธรรมต่อไป ก็จงได้ดำเนินตามอาตมา
ถ้าเธอไม่ต้องการ เธอก็อาจทำในสิ่งที่เธอพึงพอใจ

เมื่อท่านมิลาเรปะทำท่าจะแยกเดินไปตามทางของท่าน ท่านเรชุงปะได้รีบเข้าไปเกาะกุมชายจีวรของท่านไว้ และกล่าวบทโศลกชื่อ “ความต้องการแปดอย่าง”

แม้ว่าโบสถ์วิหารที่ดีที่สุด คือเรือนกายของบุคคล เราก็ต้องการสถานที่ซุกหัวนอน
ฝนและพายุ ย่อมพัดกระหน่ำอย่างไม่ปราณี เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องการโบสถ์วิหารเสมอ

แม้ว่าคุรุที่ประเสริฐสุด คือดวงจิตของบุคคล เราก็ต้องการครูที่ชี้ให้เห็นถึงแก่นสารสาระ แห่งดวงจิตของเรา
เราไม่อาจลืมที่จะสวดภาวนาถึงท่านแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องการคุรุเสมอ

แม้ว่าสิ่งที่ปรากฏให้รู้เห็นได้ในภายนอก อาจใช้แทนพระสูตรได้ บรรดาอุปสรรคและความสงสัย ก็เกิดขึ้นเสมอ
เพื่อขจัดมันออกไป การอ้างถึงพระสูตร ก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องการพระสูตรเสมอ

แม้ว่าอาหารจากสัมมาสมาธิจักเพียงพอ อาหารบำรุงก็จำเป็น เรือนกายอันเป็นมายานี้อยู่ได้ด้วยอาหาร
เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องการอาหารเสมอ

แม้ว่าเครื่องนุ่งห่มอันวิเศษสุด คือเตโชกสิณ บางสิ่งที่ใช้คลุมกายก็จำเป็น ใครเล่าจักไม่อับอาย ขายหน้า
เพราะเหตุนี้ เราจึงต้องการเครื่องนุ่งห่มเสมอ

แม้ว่าวิธีดีที่สุด คือตัดความสัมพันธ์กับผู้คนทั้งปวง การได้รับความเกื้อหนุน ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็น
ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลว มีใครบ้างเล่าที่ไม่มีเพื่อน เพราะเหตุนี้เราจึงต้องการเพื่อนเสมอ

แม้การหลีกเลี่ยงที่จะก่อให้เกิดศัตรูของบุคคล เป็นการเพียงพอแล้ว
แต่ในบางครั้ง บุคคลก็พบข้าศึกทั้งหลายบนถนน ใครกันเล่าที่สามารถทำให้บุคคลปลอดภัย จากศัตรูได้?
เพราะเหตุนี้เราจึงต้องการความคุ้มครองเสมอ

แม้ว่าโอสถขนานเอก คือการเห็นแจ้งว่าอุปสรรคทั้งมวล เป็นความว่างเปล่า
บรรดาภูตผีปีศาจย่อมมีความชั่วร้ายและมีกำลังมาก ปีศาจแห่งอัตตาตัวตนก็ยิ่งยากเข็ญมากขึ้นที่จะเอาชนะ
เพราะเหตุนี้เราจึงต้องการผู้พิทักษ์ปกป้องเสมอ

การพำนักอยู่กับคุรุของตน นำความผาสุกมาให้
การตอบแทนพระคุณของท่านอาจารย์ นำความปลื้มปิติมาให้
ท่านไปที่ใดกระผมก็จะไปด้วย
แต่กระผมเพียงขอร้องท่านอาจารย์ ให้พำนักอยู่ชั่วคราวในหมู่บ้าน เพียงไม่กี่วันเท่านั้น

ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “ถ้าเธอเชื่อมั่นที่จะดำเนินตามเส้นทางของอาตมา ก็นับว่าเพียงพอแล้ว ถ้าเธอยังไม่เต็มใจที่จะไปยังภูเขาซึ่งปราศจากผู้คน ในกาลบัดนี้ ถ้าอย่างนั้นเราจะไปยัง โบโต้ เพื่อแสดงธรรม” จากนั้น ท่านมิลาเรปะและท่านเรชุงปะ ได้ไปยัง โบโต้ แห่งภูผาแดง

นี้คือตำนานเรื่องราว เขาของตัวจามรี

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook