บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

ศิษย์เอก กัมโบปะ ขอน้อมคารวะแด่คณาจารย์ทั้งปวง
ท่านมาระปะได้พยากรณ์ต่อความฝันครั้งสำคัญของท่านมิลาเรปะ ที่ได้นิมิตเห็นเสาหลักศิลาสี่แท่ง โดยพยากรณ์ว่า ท่านกัมโบปะผู้ไม่มีใดเทียมซึ่งจะมาเป็นศิษย์เอกของนักบวชผู้ยิ่งใหญ่ สมญานามวัชชระผู้แย้มยิ้ม มหาสมณะมิลาเรปะ จักปรากฏกายในภาพลักษณ์ของพระภิกษุผู้ประเสริฐ เทพเจ้าสาวกของพระพุทธองค์ที่คุ้มครองท่านมิลาเรปะ และบรรดาเทพธิดา ได้ให้คำพยากรณ์ต่อท่านมิลาเรปะด้วยเช่นกันว่า ท่านจะมีสานุศิษย์องค์หนึ่งที่รุ่งเรืองดุจดวงสุริยา มีองค์หนึ่งเฉิดฉายดังดวงจันทร์ และจะมีสานุศิษย์ที่บรรลุอรหัตผลสุกสกาวดังดวงดาวอีกถึงยี่สิบห้าองค์ ท่านกัมโบปะ จะเป็นเลิศยอดกว่าบรรดาศิษย์ทั้งปวง อันเปรียบได้กับดวงสุริยา แม้แต่ในคำพยากรณ์ของพระศรีศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ปรากฏชื่อของท่านกัมโบปะ ผู้นี้ด้วยตามพระคัมภีร์ ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า ในกาลอนาคต เมื่อพระองค์ปรินิพพานไปแล้ว จะมีพระภิกษุรูปหนึ่ง ถือกำเนิดขึ้นทางทิศเหนือ เดิมมีอาชีพเป็นนายแพทย์ เขาได้รับใช้พระพุทธเจ้าในอดีตชาติมานับเป็นจำนวนร้อยพระองค์ ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มากมายเป็นเอนกอนันต์ จะเป็นพระโพธิสัตว์ตามแบบอย่างของลัทธิมหายาน ที่หมายถึงการช่วยรื้อขนสัตว์ ออกจากห้วงมหรรณพ อันทุกข์ทรมาน
ในขณะที่มลทินหมองมัวกำลังปกคลุมไปทั่วทิเบต ณ ดินแดนแห่งภูมิภาคทางตอนเหนือ นายแพทย์จาก แด๊กโบ ลาเจ ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงขจรไกลไปยังต่างแดน ท่านเป็นมหาโพธิสัตว์ผู้ซึ่งสั่งสมบารมีจนเข้ามาถึงภูมิธรรมสุดท้ายแห่งมหายานมรรค ท่านรู้แจ้งตระหนักชัดได้โดยตรงด้วยวิปัสสนาญาณในภายใน ท่านมิลาเรปะ ได้หยั่งรู้ด้วยทิพยจักษุของท่านว่า ท่านกัมโบปะ จะประดิษฐานผู้คนเป็นอันมากสู่เส้นทางแห่งสัมมาอริยมรรค ท่านกัมโบปะ เกิดที่หมู่บ้าน ซีบา แห่งเมือง นะแยล ในทิเบต บิดาของท่านเป็นนายแพทย์ ชื่อ วัตโสกาบาแจลโบ มีภรรยาสองคนคือ นาง ยูนลาซ่า และนาง แซงดานดรันม่า นางต่างก็มีบุตรคนละคน ท่านกัมโบปะ เป็นพี่ชายคนโต และได้เล่าเรียนศิลปวิทยาการมากมายจากบิดาของตน ทั้งทางโลกและทางธรรม ท่านแต่งงานเมื่ออายุได้ยี่สิบสองปี กับหญิงสาวที่เพรียบพร้อมด้วยความเป็นกุลสตรี นางได้ให้กำเนิดบุตรและธิดาอย่างละคน ความผาสุกในครอบครัวพินาศลงสิ้นเชิงเมื่อบุตรธิดาของท่านถึงแก่ความตายในเวลาไล่เรี่ยกันด้วยโรคระบาด ภรรยาของท่านได้ล้มป่วยลงและมีอาการเศร้าโศกอย่างคนไร้สติ นางเหม่อลอยจนท่านกัมโบปะ ต้องพยายามเตือนสติให้ระลึกถึงข้อเท็จจริงแห่งความเป็นไปในสังสารวัฏ ท่านชี้แนะให้ถอดถอนความห่วงหาอาลัยต่อทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ เพื่อจะได้สามารถหลับตาตายอย่างสงบ ท่านให้ตั้งจิตที่จะบริจาคสิ่งที่ยึดมั่นผูกพันอยู่ออกไป โดยอาจบริจาคให้แก่ผู้ที่ยากไร้หรือบริจาคเป็นสังฆทานก็ได้ ท่านเองจะจัดการให้ภายหลังมรณกรรมของนาง ท่านกล่าวถึงวิบากกรรมร่วมในอดีตชาติที่ทำให้มาพบกันในชีวิตนี้ การพยายามช่วยเหลือภรรยาของท่านอย่างเต็มกำลังความสามารถ ดูเหมือนจะกลับทำให้เธอยิ่งทุกข์ระทมเพิ่มมากขึ้น ท่านได้รับบทเรียนอันสำคัญนี้ และได้กล่าวกับภรรยาของท่านว่า “บุคคลทั้งหลายผู้ซึ่งไม่เข้าใจต่อธรรมชาติอันแท้จริงของสังสารวัฏ ย่อมเหน็ดเหนื่อยและแบกภาระอันหนักอึ้ง บุคคลที่ถูกผูกพันร้อยรัดด้วยความอาลัยอาวรณ์ในสังสารวัฏ ย่อมทุกข์ทรมานและน่าเวทนา ฉันเองเศร้าใจจริงๆกับผู้คนที่ไม่บรรลุธรรม ซึ่งตกเป็นข้าทาสของความยึดมั่นผูกพันในบรรดาวงศาคณาญาติและคนรัก ที่เป็นดังความฝัน เธอจะไม่ปล่อยให้เธอได้ตายลงอย่างสงบสันติ เพราะเกิดอุปาทานยึดมั่นในบางสิ่ง ถ้าเธอยึดมั่นในบ้านและที่ดิน ฉันจะบริจาคให้กับพระภิกษุทั้งหลาย ถ้าเป็นพวกอัญมณี ฉันจะบริจาคให้กับผู้ที่ยากไร้ มีอะไรอีกเล่าที่เธอยึดติด ในชีวิตนี้ เราทั้งสองมาพบกันด้วยการปฏิญาณร่วมกันในอดีตชาติ แต่วิบากกรรมทำให้เธอกำลังเผชิญกับโรคร้าย ฉันได้พยายามทุกอย่างที่จะช่วยเธอ แต่กลับทำให้เธอทุกข์ทรมานเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเธอจะสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปหรือเธอจะต้องตายลงก็ตาม ฉันจะอุทิศชีวิตทั้งมวลนี้ให้กับการปฏิบัติธรรม” ภรรยาของท่านป่วยหนักและใกล้ความตายมากแล้ว ได้ให้ท่านกัมโบปะ สาบานต่อหน้าลุงและตัวเธอ ถึงการที่จะไม่มีภรรยาใหม่ แต่จะอุทิศตนเพื่อพระธรรม
ท่านกัมโบปะได้ตอบว่า “แม้ว่าถ้าเกิดมีปาฏิหาริย์ให้เธอกลับหายจากโรคร้ายนี้ เราก็จะไม่ได้อยู่ร่วมกันอีกตลอดไป ถ้าเธอตาย ฉันจะสละอุทิศตนเพื่อปฏิบัติธรรม และจะไม่แต่งงานใหม่ เธอต้องการให้ฉันสาบานต่อหน้าเธอหรือไม่? ภรรยากล่าวตอบว่า “ฉันรู้ดีว่าเธอเป็นชายที่ไม่เคยผิดคำพูด แต่เพื่อทำให้จิตของฉันสงบระงับ ฉันขอให้เธอสาบานต่อหน้าฉัน”
ท่านกัมโบปะเรียกลุง บัลซัด มาเป็นพยาน ท่านวางพระสูตรอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จารึกด้วยอักขระทองคำ ไว้เหนือหัว และกล่าวคำสาบาน หลังจบคำสาบานของท่าน นางได้เกาะกุมมือของท่านไว้ และกล่าวว่าวิญญาณของเธอจะติดตามดูว่าท่านจะปฏิบัติตามคำสาบานหรือไม่ เธอมองหน้าสามีของเธอด้วยน้ำตาอาบแก้มและสิ้นใจลงในที่สุด
ท่านกัมโบปะได้จัดแบ่งทรัพย์สมบัติของท่านออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งทำบุญอุทิศให้ภรรยา, ส่วนที่สองบำเพ็ญกุศลตามที่ท่านเห็นสมควร, และส่วนที่สามได้สงวนไว้สำหรับปัจจัยที่จำเป็นในการศึกษาปฏิบัติธรรม ท่านเริ่มบำเพ็ญสมาธิจิตที่ นยิทอง หลังพิธีศพของภรรยา ลุงได้ไปเยี่ยมท่านเพื่อหวังจะช่วยให้ท่านลดความเศร้าโศกจากมรณกรรมของภรรยา แต่กลับพบว่าท่านกัมโบปะ ปลอดโปร่งใจและมีความผาสุกมาก จนลุงเข้าใจว่าโดยที่แท้แล้วท่านกัมโบปะ มิได้รักภรรยาของตนแต่อย่างไร จึงผิดหวังและโกรธมาก ท่านกัมโบปะ ได้อ้างถึงการสาบานที่จะอุทิศตนออกบรรพชาต่อหน้าลุงและภรรยา และบัดนี้ท่านได้กระทำแล้ว จะว่าไม่รักภรรยาได้อย่างไร
ลุงบัลซัดได้กล่าวว่า “หลานรักเธอพูดถูก แม้ว่าข้าฯจะแก่เฒ่าขนาดนี้ ข้าฯก็ยังไม่ค่อยได้นึกถึงพระธรรม ข้าฯรู้สึกละอายมาก เธอปฏิบัติธรรมของเธอให้ก้าวหน้าเถิด ลุงจะดูแลทรัพย์สมบัติของเธอให้” ต่อจากนั้นไม่นาน ท่านกัมโบปะได้ไปยังวิหารโบเดอ แห่งมณฑล แพน ที่นั่นท่านได้พบกับลามะ โบดอวา รินชินแซล และกล่าวว่า “ท่านลามะผู้ประเสริฐ กระผมเป็นชาวนะแยล และมาที่นี่เพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม ได้โปรดแนะนำและรับกระผมไว้กับท่านสักระยะหนึ่งเถิด”
โบดอวาตอบว่า “อาตมาไม่มีเงินจะให้ทาน เธอต้องจัดหาอาหารและเครื่องนุ่งห่มของเธอเอง ถ้าเธอต้องการศึกษาปฏิบัติธรรม” ท่านกัมโบปะดำริว่า “เนื่องจากตันตระแห่ง ซันวา นยิงโป เพื่อประโยชน์สุขต่อสรรพชีวิต คุรุควรมีความเมตตาสี่ชนิด คือเมตตาที่ต่อเนื่อง เมตตาที่ไม่ต้องพยายาม เมตตาที่จะอวยพรให้ และเมตตาที่จะให้คำแนะนำ สงสัยว่าเรามีสัมพันธภาพแห่งกรรมในอดีตร่วมกันมากับลามะองค์นี้หรือไม่” ท่านได้กลับไปเอาทองคำสิบหกออนซ์ที่บ้านเกิดของท่าน และไปยังวิหาร ชาโจกริ ที่มณฑล แพน ท่านได้รับการบรรพชาเป็นภิกษุจากลามะ จาชิล และได้สมญานามว่า ซัดนัม รินชิน แปลว่า ผุ้มีกุศลบารมีอันประเสริฐ” ท่านกัมโบปะ ได้ศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังจากคณาจารย์เป็นจำนวนมาก อินทรีย์พละของท่านเริ่มกล้าแข็งขึ้นเรื่อยๆ ความมีเมตตาธรรมของท่าน ทำให้ไม่มีแม้แต่แมลงมาตอมรบกวนท่าน ท่านสามารถอดอาหารติดต่อกันห้าหกวันได้โดยง่าย ท่านสามารถดำรงอยู่ในสมาธิจิตได้หลายๆวัน ท่านกัมโบปะได้เคยมีนิมิตเห็นโยคีร่างกายสีเขียว ครองผ้าเก่าคร่ำคร่า วางมือลงบนศีรษะของท่าน โยคีได้สบัดนิ้วเปียกน้ำลาย พรมลงที่ใบหน้าของท่านกัมโบปะ ท่านกัมโบปะรู้สึกได้ในทันทีว่า วิปัสสนาญาณของท่านแจ่มใสล้ำลึกมากยิ่งขึ้น ท่านสามารถเข้าใจในความเป็นจริงได้ชัดขึ้น ดวงจิตของท่านโปร่งเบาและตื่นเบิกบานยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมาก่อนหน้านี้ ท่านเล่าให้บรรดาเพื่อนพระภิกษุในเมืองฟังถึงประสบการณ์นี้ พวกเขาพากันเสนอความคิดเห็นว่า “ท่านได้รับการบรรพชาเป็นภิกษุแล้ว และได้เรียนพระธรรมคำสอนที่สะอาดปราศจากมลทิน พระที่ฝันถึงโยคีแบบท่าน จะต้องพบกับความยุ่งยาก ความฝันที่เป็นลางบอกเหตุนี้ ถูกเนรมิตขึ้นโดยปีศาจ เบ๊กฮา ท่านควรไปพบองค์อุปชา ขอร้องให้ท่านทำพิธีสวดปัดรังควานให้ และจัดให้พระสงฆ์ประชุมกันสวดอวยพรให้ท่าน” ท่านกัมโบปะได้ปฏิบัติตามหมู่เพื่อนภิกษุ แต่ปรากฏว่านิมิตถึงโยคีรูปดังกล่าว เกิดบ่อยครั้งมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในสมัยนั้น ท่านมิลาเรปะ กำลังอบรมบรรดาสานุศิษย์ของท่านอยู่ที่ ถ้ำแสงสุริยา แห่งเมืองโบโต้ ได้มีการปรารภกันถึงความชราภาพของท่านมิลาเรปะ สานุศิษย์ได้ถามท่านถึงผู้ที่สมควรจะเป็นผู้สืบต่อในการแผ่ขยายธรรมานุภาพของพระศาสดาต่อจากท่าน หลังจากที่ท่านดับขันธ์นิพพานไปแล้ว ท่านมิลาเรปะ ได้ขอเวลาหนึ่งคืนในการใช้ทิพยจักษุของท่านค้นหาคำตอบในเรื่องนี้ รุ่งเช้าท่านได้ประชุมสานุศิษย์และประกาศให้รู้โดยทั่วกันว่า ผู้ที่จะเป็นตัวแทนในการอบรมสั่งสอนสานุศิษย์ของท่านต่อไปหลังการดับขันธ์นิพพานของท่าน กำลังเดินทางมาที่นี่ในไม่ช้านี้ เขามีอาชีพเป็นแพทย์เมื่อเป็นฆราวาส บัดนี้ได้เป็นภิกษุโดยสมบูรณ์แล้ว จะเป็นผู้แผ่ขยายธรรมานุภาพ ของพระศาสดาออกไปในทิศทั้งสิบอย่างมหัศจรรย์ ภิกษุผู้นี้จะรุ่งเรืองดังแสงตะวัน ท่านได้แสดงธรรมปราโมทย์ ต้อนรับการมาถึงในอานาคตอันใกล้ของท่านกัมโบปะ ให้บรรดาสานุศิษย์ฟังในเช้าวันนั้นด้วย

อาตมาขอน้อมคารวะต่อคณาจารย์ทั้งมวล
อาตมาขอสวดภาวนาถึงวิสุทธิบุคคลผู้ประเสริฐ

น้ำนมของพญาราชสีห์ขาวซึ่งสามารถทำให้เกิดพละกำลังอย่างมหัศจรรย์ที่มีอยู่ทางตะวันออก
บุคคลไม่อาจตระหนักถึงพลังของมันได้ถ้าไม่เคยลิ้มลอง ผู้ที่เคยดื่มกินมันจึงจะหยั่งรู้ได้จริง
และก็มีแต่เพียงพระอินทร์เท่านั้น ที่เคยลิ้มลอง

ทางตอนใต้มีเสือลายพาดกลอนที่กระโจนได้อย่างเหลือเชื่อ
ไม่มีใครมีโอกาสรู้เห็น ถ้าไม่ได้ทดสอบมันดู
ผู้ที่ขับขี่ไปบนหลังของมันจึงตระหนักถึงความเหลือเชื่อนี้ได้จริง
และก็มีเพียงแต่ท่าน ดอมพี เฮรูก้า เท่านั้น ที่เคยขับขี่ไปบนหลังของมัน

ทางตะวันตกมีปลา เจอร์โม ซึ่งดีของมันขมมากที่สุดในโลก
ถ้ายังไม่ได้ชิมดู ย่อมหมดโอกาสที่จะคาดเดาได้ ผู้ที่ลิ้มลองดูจึงเข้าใจถึงความขมนี้ได้
และก็มีเพียงแต่พญามังกร กาโวโจโบ เท่านั้นที่มีประสบการณ์จริง

ทางตอนเหนือมีมังกร อัญมณีสีฟ้า ซึ่งเต็มไปด้วยพลังอำนาจยิ่งใหญ่
ถ้าไม่ได้ทดสอบมันดู ย่อมไม่อาจตระหนักชัดได้เลย
ผู้ที่ได้ปล้ำกับเจ้าวายร้ายตัวนี้เท่านั้นจึงรู้ซึ้งถึงพลังของมัน
มีก็แต่เทพเจ้า กาลูจ้า เท่านั้นที่สามารถ

น้ำนมของนางสิงห์โตขาวทางตะวันออก ต้องเทลงในถ้วยทองคำ
ถ้าไม่เช่นนั้นจะทำให้ภาชนะแตกร้าวและสูญเสียน้ำนมไปทั้งหมดได้

คำสอนอันศักดิ์สิทธิ์ของท่าน นาโรปะ และท่าน เมดริปะ
เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งและเต็มไปด้วยคุณประโยชน์
แต่ถ้าบุคคลยังไม่ได้ลงมือปฏิบัติตาม เขาย่อมไม่อาจตระหนักถึงความลึกซึ้งแต่อย่างใด
ผู้ที่ปฏิบัติตามจริงๆเท่านั้นจึงจะเข้าใจได้อย่างล้ำลึก
ไม่ได้ผิดอะไรกับคำสอนของท่านอาจารย์ มาระปะ ซึ่งเป็นคำสอนที่ มิลาเรปะ ปฏิบัติบำเพ็ญตาม

ประสบการณ์และความตระหนักชัดด้วยวิปัสสนาญาณของ มิลาเรปะ ย่อมเป็นข้อแนะนำอันวิเศษ
ผู้ที่ไร้สมรรถภาพไม่อาจรับคำสอนเช่นนี้ได้ ยกเว้นแต่เสขะบุคคลผู้เป็นเลิศเท่านั้น

แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นดังนี้ มันก็ยังคงแพร่หลายไปในหมู่นักบวชจนได้นั่นแหละลูกเอ๋ย
เจ้าธรรมทายาทของอาตมา

วันหนึ่งขณะที่ท่านกัมโบปะ กำลังเดินจงกรมอยู่ใกล้บริเวณหน้าประตูกำแพงวัด ได้มีขอทานสามคนมาสนทนากันถึงลู่ทางในการออกภิกขาจารของพวกตน คนที่มีอาวุโสมากกว่าเพื่อน ได้กล่าวเป็นคนสุดท้ายว่าคนที่มีปัญญานั้น ย่อมยิ้มได้เสมอแม้ว่าจะหิวโหยเพียงใด การที่จะตั้งความปรารถนานั้นควรตั้งให้สูงเลิศลอยเข้าไว้ ยกตัวอย่างเช่นปรารถนาที่จะถือกำเนิดในสรวงสวรรค์ หรือปรารถนาที่จะเป็นพระมหาจักรพรรดิ์ ผู้จักทำนุบำรุงเผยแผ่ศาสนธรรมไปให้ทั่วทิเบต หรือไม่ก็ควรตั้งความปรารถนาที่จะเป็นธรรมราชาเหมือนกับภิกษุมิลาเรปะ ผู้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษมักน้อยในภูเขาหิมะทางตะวันตก ท่านใช้เวลาส่วนใหญ่สถิตอยู่ในสุญญตวิหารธรรม ท่านมีอภิญญาเหนือมนุษย์มากมาย การสละโลกียกรรมทั้งหลายทั้งปวงเพื่อปฏิบัติธรรมเช่นเดียวกับท่านนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าหนทางอื่นใดทั้งสิ้น แต่ถ้าไม่สามารถกระทำได้ ก็ควรที่จะตั้งความปรารถนาที่จะได้ประสบพบเห็นดวงหน้าท่านสักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ เมื่อพูดจบชายชราขอทานก็มีใบหน้านองด้วยน้ำตา ท่านกัมโบปะ เพียงแต่ได้ยินการกล่าวขวัญถึงท่านมิลาเรปะ พฤติภาพในภายในของท่านก็ผันแปรไปเองโดยที่ท่านไม่อาจยับยั้งไว้ได้ ความศรัทธาเพิ่มพูนทับทวีขึ้นในดวงใจของท่านอย่างรวดเร็วโดยต่อเนื่อง ท่านน้อมคารวะไปยังทิศซึ่งท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ น้ำตาของท่านหลั่งรินลงมา จากนั้นท่านสวดภาวนาถึงท่านมิลาเรปะซ้ำๆกันหลายหน ด้วยแรงบันดาลใจอันวิเศษ คืนนั้น ท่านกัมโบปะได้รับประสบการณ์อันเหนือธรรมดา ในการบำเพ็ญสมาธิ ท่านกัมโบปะได้ถามชายขอทานถึงสถานที่พำนักของท่านมิลาเรปะ ในเช้าวันรุ่งขึ้น ชายชราขอทานหนึ่งในสาม อาสาเป็นผู้นำทางให้ท่านกัมโบปะ
ในเย็นวันนั้น ท่านกัมโบปะได้สวดบูชาพระรัตนตรัย และเป่าแตรยาว เสียงแตรอันมหัศจรรย์ดังได้ยินไปทั่วพิภพ ท่านกัมโบปะได้ลั่นกลองชัย ส่งเสียงสะท้านสะเทือนไปทั่ว คืนเดียวกันนี้ ท่านนิมิตเห็นหญิงชาวบ้าน มาพบท่าน และกล่าวว่า “ท่านตีกลองสำหรับมนุษย์ แต่สัตว์เดรัจฉานเป็นจำนวนมาก ได้รับพรชัยจากเสียงกลองนั้น” จากนั้นเธอส่งถ้วยมีน้ำนมให้ท่านกัมโบปะ และกล่าวว่า “ท่านอวยพรให้สัตว์เดรัจฉานได้อย่างกว้างขวาง ขอจงดื่มนมถ้วยนี้ ไม่ช้าไม่นานดอก สัตว์ทั้งหลายที่นี่ และสรรพชีวิตในภพภูมิทั้งหก จักพากันมาหาท่าน ดิฉันกำลังจะเดินทางไปทางตะวันตก” เมื่อกล่าวจบ เธอก็อันตรธานไป ท่านกัมโบปะได้พยากรณ์ความฝันว่า “มนุษย์ที่ได้ยินเสียงกลองคืนนั้น คือผู้ที่มีวาสนาบารมีน้อย จะพากันเดินทางสู่สัมมาอริยมรรคอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนสัตว์ที่ได้ยินเสียงกลอง คือบรรดาสานุศิษย์ของโยคีผู้ยิ่งใหญ่รูปนั้น เขาเหล่านั้นปฏิบัติบำเพ็ญอยู่ในถ้ำ นิมิตในคราวนี้ยังบ่งชี้ด้วยว่า เราจะได้ไปพบคุรุมิลาเรปะของเรา และจะได้ฟังคำแนะนำในสัมมาอริยมรรคอันช่ำชอง และในมหามุทราหรือสุญตาธรรม” ท่านกัมโบปะและขอทานชรา ได้ออกเดินทางไปพบท่านมิลาเรปะ เมื่อถึงนะยางตอนบน ชายชราขอแยกทาง ด้วยเกิดอาการป่วยหนัก เขาบอกท่านกัมโบปะว่า “โยมไม่รู้จักทางต่อจากนี้ไปมากนัก จำได้ว่าต้องผ่านวิหารชื่อ ซาย่า ท่านสามารถถามได้จากที่นั่น” ท่าน กัมโบปะ จึงต้องเดินทางไปแต่ผู้เดียวในดินแดนที่ปราศจากผู้คน ในค่ำคืนอันหนาวเหน็บและเปล่าเปลี่ยว ท่านกัมโบปะถึงกับต้องนอนเอามือปิดหน้าหลั่งน้ำตาขดตัวกับพื้นดิน ชายชราขอทานได้กลับมาปรากฏกายขึ้นอีก และได้ปลอบใจท่านพร้อมให้คำมั่นว่าจะพาไปพบท่านมิลาเรปะให้จงได้ ท่านกัมโบปะ หยั่งรู้ได้ทันทีว่า ชายขอทานทั้งสามคนเป็นร่างจำแลงของท่านมิลาเรปะ เมื่อเดินทางมาถึงดรอนโซชาวา ท่านได้รับคำแนะนำจากพ่อค้าแห่งนะยานัน ว่าขณะนี้ท่านมิลาเรปะ จำพรรษาอยู่ที่ท้องถ้ำ ชูบา แห่งเมือง ดริน เมื่อมาถึงยังเมืองดริน ท่านกัมโบปะเหนื่อยอ่อนจนถึงกับเป็นลมหมดสติไปนานถึงครึ่งวัน ข้างก้อนหินใหญ่ เมื่อได้สติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ท่านรู้สึกปวดร้าวไปทั่วสรีระของท่าน ท่านกระหายน้ำและหิวโหยติดต่อกันอีกสองวันเต็ม จึงได้ตั้งจิตอธิษฐานว่า ถ้าไม่มีโอกาสที่จะได้พบท่านมิลาเรปะ ในชีวิตนี้ ก็ขอให้ได้มีโอกาสพบท่านในชีวิตหน้า จากนั้นได้มีพระภิกษุชื่อ จาดัมบา แห่งเมือง ชายูล มาพบท่านกัมโบปะ ในสภาพป่วยหนัก หลังจากได้ดื่มน้ำและสดชื่นขึ้นมากแล้ว ท่านกัมโบปะได้ออกเดินทางต่อไปร่วมกับท่านจาดัมบา ซึ่งมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน. ท่านมิลาเรปะได้แสดงอาการนิ่งเงียบและแย้มยิ้มสลับกันไปต่อหน้าอุบาสิกาทะเซซี นางได้ถามถึงสาเหตุที่ท่านเป็นเช่นนั้น โดยในชั้นแรกนางเข้าใจเอาเองว่าท่านยิ้มเมื่อหยั่งทราบถึงความก้าวหน้าของศิษย์บางคน และท่านดูเงียบงันเมื่อเห็นความยุ่งยากทางจิตวิญญาณของศิษย์บางคน ท่านมิลาเรปะได้ปฏิเสธความเข้าใจของนางและบอกให้นางทราบว่า ท่านได้แลเห็นการเดินทางอันยากลำบากของภิกษุจากเมืองวูซึ่งมุ่งหน้ามาที่นี่และจะสามารถมาถึงได้ในวันพรุ่งนี้ ท่านได้กล่าวว่า “ใครก็ตามที่มีโอกาสได้เป็นผู้จัดอาสนะรองนั่งให้ภิกษุผู้นี้ จะได้รับความก้าวหน้าในการบำเพ็ญสมาธิจิต ใครก็ตามที่มีโอกาสเห็นภิกษุผู้นี้เป็นคนแรก จะบังเกิดธรรมจักษุต่อเส้นทางดำเนินสู่พระโพธิญาณ” อุบาสิกาทะเซซีได้พบท่านกัมโบปะและท่านจาดัมบา ที่ตลาดกลางเมืองในวันรุ่งขึ้น นางได้นิมนต์ให้ไปฉันท์อาหารที่บ้านของนาง และได้เล่าให้ท่านกัมโบปะฟังถึงทิพยจักษุอันมหัศจรรย์ของท่านมิลาเรปะ และตัวนางเองได้รับอนุญาตจากท่านมิลาเรปะ ให้เป็นบุคคลแรกที่มาต้อนรับท่าน กัมโบปะ จากคำบอกเล่าของนาง ทำให้ท่านกัมโบปะ ได้ตระหนักว่าท่านจะต้องกลายเป็นสานุศิษย์ชั้นเลิศของท่านมิลาเรปะอย่างแน่นอน ความทะนงที่บังเกิดในจิตใจของท่านกัมโบปะ มิได้รอดพ้นจากญาณวิเศษของท่านมิลาเรปะ ท่านได้ระงับความหยิ่งทะนงนี้ด้วยการเลื่อนเวลาที่จะให้เข้าพบท่านต่อไปอีกหลายคืน ในที่สุดอุบาสิกาทะเซซี ก็ได้นำท่านกัมโบปะไปกราบนมัสการท่านมิลาเรปะ ท่านมิลาเรปะได้แสดงอภิญญาแปลงร่างของท่านเรชุงปะและท่านชิวาอุย ให้มีลักษณะเช่นเดียวกับท่านทุกประการ จนท่านกัมโบปะไม่สามารถจะทราบได้ว่าองค์ใดคือท่านมิลาเรปะตัวจริง ในที่สุดท่านเรชุงปะเป็นผู้บอกให้ทราบว่าองค์จริงของท่านมิลาเรปะนั่งอยู่ที่ใด ท่านกัมโบปะ ได้เข้าไปกราบนมัสการและถวายทองคำพร้อมกับห่อใบชาที่นำติดตัวมาด้วยแก่ท่าน ท่านมิลาเรปะหยิบทองคำโยนขึ้นลงในอากาศ และกล่าวว่า “อาตมาขอถวายต่อ ท่านมาระปะ โล ดรั้กวา” เสียงทิพยดนตรีจากสวรรค์บรรเลงขึ้นมาในทันใด พร้อมด้วยแสงสว่างรอบๆ มันอยู่เหนือคำอธิบายทั้งปวง ท่านมิลาเรปะยกถ้วยที่มีเหล้าองุ่นเต็มถ้วย ขึ้นดื่มครึ่งหนึ่ง และส่งที่เหลือให้ท่านกัมโบปะ พร้อมทั้งกำชับให้ดื่ม ท่านกัมโบปะดำริว่านี้เป็นการผิดพระวินัยอย่างร้ายแรง ท่านมิลาเรปะกล่าวสำทับว่า “อย่าคิดมาก ดื่มเข้าไปเถิด” ท่านกัมโบปะรีบปฏิบัติตาม
ท่านมิลาเรปะถามว่า “ท่านชื่ออะไร?”
“กระผมชื่อ ซัดนัม รินชิน”
ท่านมิลาเรปะกล่าวซ้ำขึ้นสามครั้งว่า “วาสนาบารมีของเขา ได้รับมาจากการสั่งสมกุศลกรรมทั้งหลาย เขาเป็นที่เคารพรักของสรรพชีวิตอย่างแท้จริง”
ท่านมิลาเรปะได้หยั่งทราบด้วยญาณวิถีของท่านว่า ผู้ใดก็ตามที่ได้ยินชื่อศิษย์ของท่านคนนี้ในกาลอนาคต ย่อมบังเกิดธรรมจักษุต่อมรรคาที่จะดำเนินไปในสัมมาอริยมรรค แต่ท่านมิได้กล่าวพยากรณ์ออกมาแต่อย่างใด ท่านเพียงแต่กล่าวชื่นชมในการที่ท่านกัมโบปะมีศรัทธาต่อท่าน ท่านกล่าวว่าท่านไม่ต้องการทองคำและชา และท่านได้แสดงบทโศลกกล่าวถึงชีวิตของท่าน ให้ท่านกัมโบปะฟังว่า

ในห้วงเวหาแห่งธรรมกายอันอยู่เหนือความหมายของถ้อยคำทั้งปวง
เนืองแน่นไปด้วยหมู่เมฆแห่งความเมตตากรุณา
อาตมาขอน้อมเศียรเกล้าลงกราบ ณ เบื้องบาทท่านอาจารย์ มาระปะ ผู้เป็นสรณะของสรรพชีวิต

เบื้องขวาของอาตมาคือท่าน เรชุงปะ ส่วนที่นั่งอยู่ด้านซ้ายนี้คือท่าน ชิวาอุย
ทั้งสองจะร่วมกับอาตมาแสดงธรรมคีตาสำหรับเธอ คุณหมอนักบวชที่รัก

ในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ของประเทศอินเดีย แม้จะมากมายไปด้วยบรรดาคณาจารย์
แต่ผู้ซึ่งโดดเด่นและรุ่งเรืองดังสุริยันและจันทราที่เปล่งรัศมีส่องสว่างแก่โลกภพ
ก็คือท่านวิสุทธิบุคคล นาโรปะ และท่าน เมดริปะ
ศิษย์เอกของท่านคืออาจารย์ มาระปะ ผู้ช่ำชองในการถ่ายทอดพระธรรม
เสียงสาธุการจากปวงเทพธิดา ทำให้อาตมาปรารถนาจะได้พบท่านมาระปะ

การติดตามค้นหาท่านดำเนินไปด้วยความอุตสาหะของอาตมา
เมื่อกราบนมัสการท่านเพื่อรับคำแนะนำต่อหนทางสู่พระโพธิญาณในชีวิตนี้
ท่านได้กล่าวว่า “ด้วยเมตตาธรรมแห่งวิสุทธิบุคคลนาโรปะ
อาตมาจึงมีคำสอนที่เป็นดังมีดคม มันสามารถตัดเครื่องผูกร้อยแห่งสังสารวัฏให้ขาดสะบั้นลง”

อาตมาปฏิบัติบูชาต่อท่านมาระปะ ด้วยกาย วจี และมโน
ท่านมองดูอาตมาด้วยทิพยจักษุแห่งสัพพัญญูและกล่าวด้วยความเมตตาว่า
“คำสั่งสอนในปัจจุบันต่ออริยสัจธรรมทั้งสี่ประการไม่สมบูรณ์
บ้างก็หละหลวมบ้างก็ตึงเครียดจนเกินไป ถึงแม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการปวดเศียรเวียนเกล้า
คำสอนแบบนี้ก็ถูกเผยแพร่ไปจนได้ในหมู่สาธุชน ประโยชน์เพียงน้อยนิดที่เขาพากันได้รับ
ผู้คนไม่มีเวลาสำหรับบำเพ็ญเพียรเนื่องด้วยภารกิจทางโลกมากมาย
จงอย่าปล่อยเวลาให้สูญเปล่าอีกต่อไปเลย แต่จงได้ปฏิบัติตามข้อชี้นำที่เต็มไปด้วยสาระเถิด”

เพื่อตอบแทนความเอื้ออารีของท่านอาจารย์ และเพื่อปราบพิชิตความหวาดหวั่นต่อมรณกาล
อาตมาปฏิบัติอย่างหนัก เพื่อระงับปวงมิจฉาทิฐิ
ด้วยการตระหนักชัดต่อธรรมชาติของ ราคะ โทสะ และโมหะ อาตมาได้เห็นแจ้งต่อกายทั้งสามแห่งพุทธะ
สำหรับศิษย์ผู้มีพรสวรรค์ อาตมาจะสามารถถ่ายทอดประสบการณ์
อันล้ำลึกของอาตมาแก่เธอ ได้หรือไม่หนอ
ด้วยการปฏิบัติตามข้อชี้นำอันลึกซึ้ง เธอย่อมจะเกิดศรัทธาอันมั่นคง
จงได้จารึกลงในดวงใจของเธอ คุณหมอที่รักของอาตมา
ในไม่ช้า เธอจะบรรลุถึงสภาวะธรรมแห่งการปล่อยวาง
นี้เป็นชีวิตโดยย่นย่อของอาตมา เรื่องราวโดยละเอียดนั้น เอาไว้โอกาสหลังเถิด

อาตมาผู้ชราภาพ ไม่ต้องการทองคำของเธอดอก
อาตมาไม่มีหม้อสำหรับต้มชาของเธอ
ถ้าเธอปรารถนาที่จะเรียนรู้ถึงศาสนธรรมที่สืบสานต่อๆกันมาด้วยเสียงกระซิบในภายใน
จงดำเนินตามอาตมาและปฏิบัติเช่นเดียวกับอาตมา
พระคุณเจ้าคุณหมอนักบวช อาตมาได้แสดงบทโศลกนี้ แทนคำตอบของอาตมา

ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า “นี้เป็นบทโศลกต้อนรับพระคุณเจ้าคุณหมอนักบวชของเรา” ท่านกัมโบปะได้ชงน้ำชาถวายท่านมิลาเรปะ และกล่าวว่า “ได้กรุณารับของถวายนี้ด้วยเถิด นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งการแสดงความเคารพบูชาท่านอาจารย์” ท่านมิลาเรปะรับของถวายด้วยความยินดี ท่านพูดกับเรชุงปะว่า “เราควรชงชาตอบแทนพระคุณเจ้ารูปนี้ จงได้รวบรวมเอาจากเรปะทุกองค์ ณ ที่นี้”
สำหรับท่านจาดัมบาที่เข้านมัสการท่านมิลาเรปะพร้อมๆ กับท่านกัมโบปะ ได้ขอพรและอาราธนาให้ท่านมิลาเรปะแสดงธรรม ท่านมิลาเรปะได้แกล้งถามว่าจะให้อะไรเป็นการแลกเปลี่ยนตอบแทนท่าน ท่านลามะจาดัมบากล่าวว่าตนไม่มีสมบัติใดๆติดตัวมาเลย ท่านมิลาเรปะได้ตักเตือนว่าการหลอกลวงท่านทั้งๆที่มีทองติดตัวมาด้วยจำนวนมากเป็นการแสดงออกถึงความไร้ศรัทธา ดังนั้นจึงไม่สมควรจะได้รับฟังคำชี้แนะจากท่าน แต่ควรจะได้เดินทางไปทำธุระต่อที่ เนปาล ตามความตั้งใจเดิม ท่านกัมโบปะเริ่มได้รับบทเรียนที่ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านมิลาเรปะนั้น บุคคลจำต้องสำรวมระวังแม้แต่ความนึกคิดในภายในของตน ท่านมิได้ผิดแผกไปจากพระพุทธองค์เลยในการหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่น ท่านมิลาเรปะ ได้สอบทานภูมิรู้ทั้งปริยัติและปฏิบัติที่ผ่านมาของท่านกัมโบปะ ก่อนที่จะได้เริ่มแนะนำสั่งสอนตามแบบฉบับของท่าน ท่านมิลาเรปะได้ให้เหตุผลว่า “ไม่มีใครจะดูดน้ำมันพืชจากทรายได้ เพราะมันผลิตจากเมล็ดพืช แรกเริ่มให้ปฏิบัติ โยคะแห่งความร้อน เพื่อเห็นแก่นสารสาระของดวงจิต การเริ่มเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า การบำเพ็ญที่ผ่านๆมาของเธอไม่ดีพอ อาตมาเพียงต้องการให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพแห่งกรรมที่ถูกต้อง และต้องการให้เธอได้รับพรชัยอันศักดิ์สิทธิ์จากสายเผยแพร่ศาสนธรรมที่สืบสานต่อๆกันมาของอาตมา” ท่านมิลาเรปะ ได้แสดงบทโศลกเพื่อขจัดความลังเลสงสัยของท่านกัมโบปะ ที่เนื่องอยู่กับการเปรียบเทียบคำสอนของท่านมิลาเรปะกับคุรุองค์ก่อนๆของท่านกัมโบปะ

คุณหมอนักบวชที่รัก ทัศนียภาพอันยอดเยี่ยมที่สุด
ก็คือการสังเกตดูพฤติกรรมของดวงจิตด้วยธัมมวิจัยอันสมบูรณ์พร้อมอยู่ด้วยสติ
ถ้าบุคคลพยายามแสวงหาความรู้เห็นภายนอกดวงจิตของตนแล้วไซร้
มันย่อมไม่ผิดอะไรกับมังกรตาบอดที่พากเพียรแสวงหาทองคำอันไร้ประโยชน์กับตัวมันเอง

คุณหมอนักบวชที่รัก การปฏิบัติบำเพ็ญที่ยอดเยี่ยมนั้น
มิใช่เป็นการมัวแต่พิจารณาว่าความเกียจคร้านและบรรดาสิ่งรบกวนเป็นความผิดพลาดเสียทั้งหมด
การคอยเฝ้าขจัดปัดเป่ามันออกไปนั้น เป็นสิ่งไร้ค่าดุจเดียวกับการจุดตะเกียงขึ้นในเวลากลางวัน

คุณหมอนักบวชที่รัก การกระทำอันเป็นสัมมาทิฐิสูงสุดนั้น
คือการหยุดยั้งความกำหนดหมายว่าเป็นการได้มาหรือเป็นการสูญเสียไป
การกำหนดหมายว่าได้หรือเสียนี้ ไม่ได้ผิดอะไรกับผึ้งที่หลงติดเข้าไปในตาข่าย

คุณหมอนักบวชที่รัก พระวินัยอันสูงสุดก็คือการดำรงอยู่อย่างง่ายๆในสัมมาทิฐิ
ถ้าบุคคลจะพยายามสำรวมระวังต่อพระวินัยนอกรูปแบบนี้ภายนอกดวงจิตแล้วไซร้
มันย่อมไม่ผิดอะไรกับการเปิดประตูน้ำในเขื่อน
อกุศลธรรมอันเปรียบกับกระแสน้ำจักไหลบ่าทะลักทะลายเข้ามา

คุณหมอนักบวชที่รัก ความสำเร็จสูงสุดย่อมหมายถึงการขจัดโทษภัยในดวงจิตของบุคคล
การแสวงหาวิมุติภาวะอันหมายถึงสุญตาธรรมภายนอกดวงใจนั้น
มิได้ผิดอะไรกับความหวังของเต่าที่จะคลานไปให้ถึงดวงจันทร์

คุณหมอนักบวชที่รัก บรมครูที่ยอดเยี่ยมที่สุดนั้นก็คือดวงจิตของบุคคล
การแสวงหาคุรุจากที่อื่นๆอีก ย่อมเป็นการพยายามทำลายดวงจิตของบุคคลนั้นเอง
เมื่อกล่าวโดยสรุปให้ย่นย่อลงมา คุณหมอนักบวชที่แสนดีของอาตมา
จงได้เข้าใจเถิดว่า รูปลักษณะสภาวะทั้งหลายทั้งปวงนั้นมิได้ดำรงอยู่จริง
หากแต่เป็นการกำหนดหมายที่เต็มไปด้วยอวิชชาของดวงจิตเท่านั้นเอง

ท่านกัมโบปะดำริว่า “สิ่งที่ท่านอาจารย์เพิ่งกล่าวจบลง เป็นความจริงอย่างยิ่ง” ท่านพากเพียรฝึกบำเพ็ญสมาธิภาวนาต่อไปด้วยความขยันหมั่นเพียร คืนแรกท่านปฏิบัติอยู่ในถ้ำ ความอบอุ่นและปิติท่วมท้น อุบัติขึ้นมาเองโดยไม่ต้องพยายาม ก่อนรุ่งอรุณ ท่านรู้สึกง่วง แต่เรือนกายของท่านตั้งมั่นดังแท่งศิลา ท่านปฏิบัติเช่นเดิมต่อไปอีกเจ็ดวัน ความร้อนและมหาปิติ บังเกิดขึ้นโดยไม่ต้องพยายาม จากนั้นท่านเห็นพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ปรากฏในห้าทิศ ท่านมิลาเรปะแสดงความคิดเห็นต่อประสบการณ์นี้ว่า “ประสบการณ์นี้ไม่ได้ต่างอะไรกับ บุรุษที่กดลงไปที่ดวงตาของตน และเห็นพระจันทร์สองดวงอยู่ตรงหน้า ประสบการณ์ที่เธอพบ เกิดขึ้นเนื่องจากการควบคุมพลังปราณทั้งห้า ประสบการณ์นี้ไม่ดีหรือเลวแต่อย่างใด” ท่านกัมโบปะยังคงปฏิบัติเช่นนี้ต่อไปอีกสามเดือน ในเช้าวันหนึ่ง ท่านรู้สึกว่าสามพันโลกธาตุอันยิ่งใหญ่แห่งสกลจักรวาล หมุนเหมือนกับเครื่องปั่นด้าย ท่านถึงกับอาเจียนออกมา เมื่อรายงานให้ท่านมิลาเรปะทราบ ท่านแสดงความคิดเห็นว่า “นี้เป็นเพราะระบบขจัดสารพิษในมหาปิติแห่งจักระมงกุฎที่กลางศีรษะเพิ่มขึ้น ประสบการณ์นี้ไม่ดีหรือเลวแต่อย่างใด ปฏิบัติต่อไปเถิด”
ในเย็นวันหนึ่ง ท่านกัมโบปะได้เห็นจุดดำนรก เพราะทัศนียภาพนี้ ทำให้หน้าอกตอนบนของท่านเริ่มปั่นป่วน กระแสคลื่นของพลังปราณหัวใจ ส่งพลังสะท้านสะเทือนไปทั้งสรีระของท่าน เมื่อรายงานให้ท่านมิลาเรปะทราบ ท่านแสดงความคิดเห็นว่า “เข็มขัดสำหรับช่วยในการนั่งสมาธิภาวนา สั้นเกินไป จึงรัดระบบประสาทแน่นไป จงคลายมันออก ประสบการณ์นี้มีสาเหตุจาก ความรัดตัวของพลังปราณที่ขึ้นเบื้องบนประสบการณ์นี้ไม่ดีหรือเลวแต่อย่างใด” วันหนึ่งท่านกัมโบปะได้นิมิตเห็นเทวาแห่งกามภพอย่างชัดเจน และได้เห็นเทวาอื่นๆครบทั้งหกภพภูมิ ท่านเห็นเทวาในภพภูมิที่สูงกว่า เทน้ำฝนอมฤตลงไปหล่อเลี้ยงผู้ที่อยู่ในภพภูมิต่ำกว่า ตัวท่านเองไม่สามารถดื่มน้ำฝนอมฤตนี้ได้ และต้องตายลงด้วยคมมีดดาบ เมื่อรายงานให้ท่านมิลาเรปะทราบ ท่านแสดงความคิดเห็นว่า “น้ำฝนอมฤตตกลงมาเพราะระบบขจัดสารพิษเพิ่มขึ้นในท่อธารชีวิตซ้ายและขวา ที่ระดับตรงกลางลำคอ การไม่สามารถดื่มน้ำอมฤตเพราะสาเหตุมาจาก ท่อธารชีวิตกลางยังไม่เปิด เธอต้องฝึกทางกายภาพด้วย” ท่านได้แนะนำวิธีฝึกทางกายภาพแก่ท่านกัมโบปะด้วย
ท่านกัมโบปะฝึกต่อไปอีกหนึ่งเดือน ร่างกายของท่านสั่นไหวอย่างรุนแรง จนคิดว่าผีเข้า เมื่อรายงานให้ท่านมิลาเรปะทราบ ท่านแสดงความคิดเห็นว่า “นี้เกิดเพราะระบบขจัดสารพิษเพิ่มขึ้นในธรรมะจักระที่กลางหัวใจ ประสบการณ์นี้ไม่ดีหรือเลวแต่อย่างใด เธอควรฝึกกายภาพด้วยให้มาก อย่าหยุด”
จากนั้นท่านกัมโบปะต้องการอาหารเล็กน้อย วันหนึ่งท่านได้เห็นดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ถูกบดบัง ราหูที่อมจันทร์มีหางเล็กๆสองหางด้วย ท่านมิลาเรปะแสดงความคิดเห็นว่า “นี้เป็นเพราะพลังปราณในท่อธารชีวิต ทั้งซ้ายและขวา ได้ไหลเข้าไปสู่ท่อธารกลาง ประสบการณ์นี้ไม่ดีหรือเลวแต่อย่างใด” จากนั้นท่านมิลาเรปะได้กล่าวออกมาถึงสามครั้งว่า “เขาเป็นพญาแร้งที่มีอำนาจมหาศาล ณ บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว ถึงเวลาแล้ว”
ท่านกัมโบปะปฏิบัติต่อไปอีกหนึ่งเดือนอย่างอุกฤษฎ์ที่สุด จากนั้นท่านได้เห็นมณฑลสีแดงของเฮวัชชระต่อหน้าท่าน ท่านดำริว่า “ครั้งล่าสุด ท่านอาจารย์พูดว่า ‘ณ บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว ณ บัดนี้ ถึงเวลาแล้ว’ ท่านต้องหมายถึงมณฑลนี้ ของเทพพระเจ้าสาวกของพระพุทธองค์ ที่คุ้มครองเรา” ท่านได้ถามท่านมิลาเรปะถึงนิมิตนี้ ท่านมิลาเรปะตอบว่า “นี้เป็นเพราะ อิตถีภาวะที่ธรรมะจักระของศูนย์กลางใจ ซึ่งขึ้นมาจากข้างใต้ ถูกทำให้ตั้งมั่นแล้วในขณะนี้ ประสบการณ์นี้ไม่ดีหรือเลวแต่อย่างใด เธอควรได้บำเพ็ญสมาธิภาวนาด้วยอาการผ่อนคลายและปล่อยให้เป็นไปเองตามธรรมชาติ”
ท่านกัมโบปะได้ปฏิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่อง จากนั้นวันหนึ่ง ท่านได้เห็นมณฑลของ เดม ชอง ลูยิปา ที่คล้ายกับโครงกระดูก ท่านมิลาเรปะอธิบายว่า “นี้เป็นเพราะ การเพิ่มขึ้นของแก่นพลังที่ก่อปิติ ในจักระแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ศูนย์กลางกาย ประสบการณ์นี้ไม่ดีหรือเลวแต่อย่างใด” ท่านกัมโบปะได้ปฏิบัติต่อไปอีกสิบสี่วันด้วยความแข็งขัน จากนั้นคืนหนึ่ง ท่านรู้สึกว่าสรีระของท่านกว้างใหญ่ไพศาลดังท้องฟ้า จากยอดบนศีรษะลงไปจรดปลายเท้า ตลอดทั้งร่างกาย รวมทั้งแขนขา เต็มไปด้วยสรรพชีวิต ส่วนมากพากันดื่มนม บางพวกรีดนมออกมาจากดวงดาวและดื่มกินมัน ท่านได้ยินเสียงคำรามดังเหมือนพายุใหญ่ แต่ไม่รู้ว่ามาจากทางไหน ท่านกัมโบปะรายงานประสบการณ์นี้ต่อท่านอาจารย์ ท่านได้อธิบายว่า “นี้เป็นเพราะ พลังปราณแห่งกรรม ได้ขับเคลื่อนแก่นพลังไปในแสนระบบประสาท ทั่วสรีระของเธอ ณ บัดนี้ พลังปราณแห่งกรรมเหล่านี้ ได้แปลงเป็นพลังปราณแห่งปัญญาญาณ” ท่านมิลาเรปะได้สอนท่านกัมโบปะถึงโยคะขั้นสูง และจัดการให้ท่านได้ลงมือปฏิบัติ
วันหนึ่ง ทั้งหุบเขาปรากฏว่าเต็มไปด้วยควัน พอตกบ่ายก็มืดมิดไปหมด ท่านกัมโบปะถึงกับต้องคลานคลำทางไปหาท่านมิลาเรปะ ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “ ไม่มีอะไรดอก นั่งภาวนาไปตามสบายเถิด” จากนั้นท่านได้สอนกัมโบปะถึงทฤษฎีในการขจัดอุปสรรคทั้งหลายบริเวณส่วนบนของสรีระ ผลที่เกิดขึ้นต่อมา ควันก็จางหายไปหมด
ในเย็นวันหนึ่ง สรีระของท่านกัมโบปะ เหมือนกับไม่มีเลือดเนื้อ มีแต่กระดูกเชื่อมต่อกันด้วยระบบประสาท ท่านกัมโบปะรายงานประสบการณ์นี้ต่อท่านอาจารย์ ท่านได้อธิบายว่า “นี้เป็นเพราะเธอทำงานหนักเกินไป พลังปราณของเธอจึงหยาบ ดังนั้นปฏิบัติให้นิ่มนวลขึ้นอีก” ท่านกัมโบปะได้ปฏิบัติเฮวัชชระโยคะในตอนเย็น และปฏิบัติคุรุโยคะร่วมกับศิษย์คนอื่นๆในตอนดึก ก่อนรุ่งอรุณ ท่านปฏิบัติพลังปราณแห่งชีวิต ท่านหลับพักผ่อนสั้นๆในตอนเช้า หลังจากนั้น ยี่สิบสี่สัญลักษณ์ ซึ่งไม่ได้สัมพันธ์อะไรเลยกับสามัญสำนึกเก่าก่อนของท่าน ปรากฏในความฝันของท่าน เมื่อตื่นขึ้นมา ท่านดำริว่า “ฝันเหล่านี้ เป็นสัญลักษณ์ที่ดีหรือเลวกันหนอ?”
ท่านได้เข้าไปปลุกท่านมิลาเรปะขณะหลับ ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เช้าวันนี้ อาตมาได้เห็นความคิดบางอย่างรบกวนเธอ มันเป็นอะไรหรือ?”
ท่านกัมโบปะตอบว่า “โอ้ ท่านอาจารย์ ช่วยพยากรณ์ความฝันให้กระผมด้วยเถิด” จากนั้นท่านกัมโบปะได้เล่าความฝันให้ท่านมิลาเรปะฟังว่า

โอ้ ท่านอาจารย์ผู้มหัศจรรย์ ท่านผู้ห่มผ้าฝ้ายปฏิบัติตนเยี่ยงนักพรต
ท่านมิลาเรปะผู้มีชื่อเสียงเกียรติคุณ
ท่านเป็นความรุ่งเรือง เป็นที่เคารพบูชา และเป็นอาภรณ์อันอลังการ ของสรรพชีวิต

ครั้งแรกที่ได้ยินชื่อของท่าน กระผมก็เต็มไปด้วยความผาสุกและเต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ
ด้วยความศรัทธาอันยิ่งใหญ่ และด้วยการเลิกคำนึงถึงความยากลำบากทั้งปวง
กระผมร่ำไห้เดินทางดั้นด้นค้นหาท่าน
เหมือนกับที่พระโพธิสัตว์ร่ำไห้ในการแสวงหาวัชชระปรัชญาปารามิตาสูตร

ตลอดการเดินทางอันทุลักทุเล กระผมร่ำไห้ด้วยหัวใจที่คร่ำครวญ
“เมื่อใดกันหนอ ที่จักได้พบท่านอาจารย์ คุรุของกระผม?”
กระผมเป็นดังพระโพธิสัตว์ซึ่งร่ำไห้ในการแสวงหาวัชชระปรัชญาปารามิตาสูตร

เมื่อกระผมอยู่ห่างจากที่นี่ประมาณวันครึ่งในการเดินทาง
กระผมแทบจะม้วยมรณา นอนฟุบอยู่บนถนนเหมือนก้อนศิลาที่ไม่มีใครสนใจ

ด้วยหัวใจที่ทรหดไม่ยอมพ่ายแพ้ กระผมบรรลุถึงสัมฤทธิ์ผลในการเดินทางตามหาท่านอาจารย์
ในขุนเขาอันงดงามและมหัศจรรย์แห่งนี้
เตือนใจให้ระลึกถึงตำนานการพบกับท่านชูเปา ผู้ศักดิ์สิทธิ์ ณ ปราสาทอันหอมอบอวล ทางตะวันออก

เมื่อกระผมได้เห็นท่าน โลมชาติของกระผมก็ลุกชูชันด้วยปิติปราโมทย์
ความผาสุกของกระผมเกินกว่าที่จะบรรยายออกมาเป็นถ้อยคำ
ความปรารถนาของกระผม บรรลุถึงสัมฤทธิ์ผล เมื่อได้เห็นท่านอาจารย์
กระผมได้ถวายสมบัติเล็กๆน้อยต่อท่านอาจารย์
กระผมถูกความเป็นไปในสังสารวัฏ ทำให้เคลื่อนเหียนจนสุดประมาณ
กระผมตื่นตระหนกในความยากลำบากของชีวิตและความตาย
กระผมหน่ายคลายต่อโลกียกรรมทั้งปวง
จากก้นบึ้งแห่งดวงใจของกระผม มีเสียงตะโกนก้องว่า “ไปปฏิบัติธรรมเถิด ไปบำเพ็ญสมาธิภาวนาเถิด”

ท่านอาจารย์ คุรุของกระผม จงได้จดจำกระผมไว้ด้วยเถิด
จงสวมกอดกระผมด้วยความเมตตากรุณาของท่าน
จงได้โปรดฟังรายงานจากข้าทาสผู้นี้
กระผมมีบางสิ่งจะรายงานท่านอาจารย์ในเช้าวันนี้

ค่ำคืนที่ผ่านมา กระผมสาธยายมนต์ของเทพเจ้าสาวกของพระพุทธองค์ ผู้พิทักษ์รักษากระผม
ในตอนดึก กระผมสวดภาวนาถึงท่านอาจารย์ คุรุผู้ประเสริฐของกระผม
จากนั้นกระผมฝึกปฏิบัติพลังปราณแห่งชีวิต
ก่อนอรุณจะรุ่ง กระผมม่อยหลับไป และพบกับความฝันอันมหัศจรรย์นี้
มันเป็นความฝันที่ไม่ได้มีสาเหตุใดๆมาจากบรรดาความนึกคิด ที่ติดอยู่ในกมลสันดานของกระผม

กระผมฝันไปว่าได้ใส่หมวกที่ขลิบด้วยเส้นไหม
สวยงามไปด้วยผ้าขนสัตว์ตลอดแนวขอบของมัน
เหนือขึ้นไป เป็นรูปของพญาอินทรีย์

กระผมฝันไปว่า ได้สวมใส่รองเท้ายาวหุ้มส้นสีเขียว ตัดด้วยฝีมือประณีต ประดับด้วยลายนูนทองเหลือง รัดให้แน่นด้วยบรรดาเข็มขัดเงิน
กระผมฝันไปว่า ได้สวมใส่ผ้าสีขาวทำด้วยไหม แต้มจุดสีแดง ประดับด้วยไข่มุกและทองคำ
กระผมฝันว่า ได้ใส่เข็มขัดทำด้วยผ้าจากเมือง มอน ที่ตกแต่งด้วยดอกไม้และบรรดาไข่มุก งดงาม
กระผมฝันว่าได้ใส่ผ้าพันคอยาว ประดับดอกพุทธชาดที่ทำด้วยเงิน
กระผมฝันว่าได้ถือไม้เท้าแซนดา ที่ประดับตกแต่งด้วยหินที่มีค่าเจ็ดชนิด สลักด้วยลวดลายที่เป็นทองคำ
กระผมฝันไปว่า ที่มือซ้ายของกระผม ถือถ้วยที่เต็มเปี่ยมด้วยน้ำอมฤตสีทอง
จากนั้นกระผมได้กล่าวว่า “ให้ข้าฯ ได้ใช้ถ้วยนี้ เป็นถ้วยสำหรับดื่มประจำตัวด้วย”

กระผมฝันเห็นกระสอบหลากสี บรรจุไว้ด้วยข้าวสองชนิด
จากนั้นกระผมได้กล่าวว่า “ให้ข้าฯ ได้ใช้ข้าวกระสอบนี้ เป็นอาหารสำหรับปฏิบัติธรรมด้วย”
จากนั้น กระผมก็แบกขึ้นบ่า

กระผมฝันเห็นหนังสัตว์ป่า มีหัวและเล็บติดมาด้วย
จากนั้นกระผมได้กล่าวว่า “ให้ข้าฯ ได้ใช้มัน เป็นอาสนะรองนั่งของข้าฯด้วย”
จากนั้น กระผมก็นำขึ้นพาดบ่า

มองไปทางขวาของกระผม กระผมได้เห็นน้ำหวานที่อุดมสมบูรณ์ของบรรดาดอกไม้สีทอง
ฝูงแกะและวัวควายพากันและเล็มอยู่ในท้องทุ่ง กระผมจ้องดูมันใกล้ๆเหมือนชายเลี้ยงแกะ ที่ดูแลฝูงแกะ

มองไปทางซ้ายของกระผม กระผมได้เห็นทุ่งหญ้าสีเขียวหยก เต็มไปด้วยบุบผามาลีหลากหลายพันธ์
ผู้หญิงหลายคน ได้พากันโยนดอกไม้มาที่กระผม

ที่กลางทุ่งหญ้า บนเนินดอกไม้สีทอง พระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง ประทับนั่งรวบขาเข้ามาในท่าดอกบัว
เจิดจรัสไปด้วยสีสันหลากหลาย

กระผมฝันว่า เบื้องหน้าของพระโพธิสัตว์ มีน้ำพุพุ่งกระจายขึ้นมา
และเบื้องหลังของท่าน ฉัพพรรณรังสี เปล่งประกายสว่าง
มีเปลวไฟล้อมรอบตัวท่าน ขณะที่แสงสุริยันและจันทรา สาดส่องออกมาจากหัวใจของท่าน

ทั้งหมดนี้คือสิ่งมหัศจรรย์ที่กระผมฝันเห็น กระผมไม่อาจหยั่งรู้ได้ ว่าเป็นลางร้ายหรือดี
โอ้ ท่านมหาสมณะผู้ยิ่งใหญ่ ท่านผู้เห็นแจ้ง ทั้ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ได้โปรดพยากรณ์ให้กระผมด้วยเถิด

ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า “คุณหมอนักบวชที่รัก ลูกเอ๋ย อย่าได้รู้สึกร้อนใจไปเลย แต่จงได้ผ่อนคลาย และดำรงดวงจิตของเธอให้สงบนิ่ง อย่าปล่อยให้ความคิดที่รบกวน ชักนำเธอไปสู่กับดักของอุปาทานในอัตตาตัวตน จงปล่อยให้พันธนาการแห่งความลังเลสงสัย คลายตัวของมันเองลง จงได้ขจัดอุปาทานในคติทวินิยมลงไปให้ล้ำลึกที่สุด และจงได้แทงทะลุผ่านความนึกคิดที่เป็นไปตามสามัญสำนึกซึ่งเกาะติดในสันดาน อันแสนที่จะละเอียดลออล้ำลึก จงอย่าได้ปลุกเร้าตัวเองจนเกินเหตุ และอย่าคิดมากเกินไป แต่จงได้ประคองดวงจิตของเธอให้อยู่ในภาวะที่เรียบง่ายตามธรรมชาติ ไม่ต้องมีความพยายามใดๆ อาตมาเป็นสมณะที่ช่ำชองอย่างเต็มที่ ในเรือนกายอันเป็นมายานี้ ด้วยความรู้ที่เต็มรอบและด้วยการรู้แจ้งตระหนักชัดโดยตรง ต่อแก่นสารสาระของความฝันทั้งปวง อาตมาสามารถพยากรณ์ความฝันทั้งหลายได้ดีเท่าๆกับเนรมิตมันขึ้นมา ในวันนี้ บิดาผู้ชราของเธอ จักได้อธิบายความหมายของมันให้ฟัง ณ บัดนี้ จงได้ตั้งใจ และฟังอย่างระมัดระวัง ในบทโศลกของอาตมา

ต่อไปนี้คือคำวิสัชนาของอาตมา คุณหมอนักบวชที่รัก จงได้ตั้งใจฟังสิ่งที่อาตมากล่าว

ลูกเอ๋ย เธอได้ศึกษาพระธรรมคำสอนของมหาสมณะ เดม ชอง ในธรรมเนียมนิยมของ ซุงคา
รวมทั้งพระธรรมคำสอนแห่ง กาแดมปา ในแคว้น วู ตอนบน ด้วย
เธอช่ำชองในการการบำเพ็ญสมาธิเป็นอย่างดี
อาตมาดำริอยู่เสมอ ว่าเธอช่างมหัศจรรย์และโดดเด่นจริงๆ

แต่ ณ บัดนี้ ในความศรัทธาอันแรงกล้าของเธอ เธอถูกจับกุมแล้ว ด้วยบรรดาความฝันของเธอ
นี้เป็นเพราะปราศจากความเข้าใจ หรือเป็นเพียงการเสแสร้งกันแน่?
เธอไม่ได้อ่านพระสูตรและคัมภีร์ตันตระทั้งหลายดอกหรือ?
ความฝันทั้งหลายเป็นเท็จและเป็นมายาลวง
ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนเอาไว้ด้วยพระองค์เอง ในสัจจธรรมสุดท้ายแห่งปารามิตา
การสะสมคำสอน การส่งมอบต่อ และการศึกษาคำสอน ย่อมให้ประโยชน์เพียงเล็กน้อย
ดังนั้นพระพุทธองค์จึงใช้ความฝันเป็นหนึ่งในข้ออุปมาแปดอย่าง
เพื่อแสดงถึงธรรมชาติแห่งมายาลวงของสรรพสิ่ง

เธอแน่ใจหรือว่า เธอจดจำคำสั่งสอนนี้ได้?
แต่ความฝันของเธอ ก็ยังเป็นสิ่งประหลาดจนได้
ลางบอกเหตุอันน่าพิศวงทั้งหลาย กำลังบ่งบอกถึงสิ่งที่กำลังจะมาเยือน
อาตมา เป็นนักบวชที่ช่ำชองในความฝันทั้งหลาย
และจักได้อธิบายถึงวิทยากลของมัน ให้เธอได้รับฟัง

หมวกสีขาวบนศีรษะของเธอ บ่งชี้ว่า สัมมาทิฐิของเธอ จักข้ามพ้นไปจาก ความสูงหรือต่ำ
รอยขลิบอันสวยงาม เป็นสัญลักษณ์ว่าเธอจักแสดงธรรมได้อย่างมีแก่นสาร ละเอียดลออ และล้ำลึก
ผ้าขนสัตว์สีสวย บ่งบอกว่าเธอจักสาธยายพระธรรมคำสอนจากหลายสำนัก ได้โดยไม่ปะปนกัน
พญาอินทรีย์บนยอดหมวก เป็นนิมิตหมายว่า
เธอจักบรรลุถึงมหามุทราหรือสุญตาธรรม อันเป็นสัมมาทิฐิสูงสุด
และจักได้เห็นแจ้งต่อแก่นสารสาระของความไม่ก่อเกิด

รองเท้าหุ้มส้นยาวของพวกมองโกลที่เธอฝันว่าได้สวมใส่
บ่งบอกถึงการปีนป่ายจากยานที่ต่ำต้อยขึ้นมาสู่มหายานอันสูงส่ง
สีเขียวและลายสลักเครื่องประดับของมัน
เป็นนิมิตหมายว่าเธอจักบรรลุถึงกายทั้งสี่แห่งพุทธะ
ความเป็นคู่ของมัน หมายถึงสมถะและวิปัสสนาที่เธอช่ำชองมากขึ้น
เข็ดขัดเงินรัดรองเท้า แสดงถึงความปราศจากมิจฉาปฏิปทา
และมันยังบอกอีกด้วยว่า เธอผู้เป็นดังพุทธะชิโนรส
เป็นผู้ที่เต็มไปด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและมีอินทรีย์สังวร
อันเป็นแบบอย่างการกระทำอันเลิศ ของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

ผ้าคลุมกายทำด้วยไหมที่เธอฝันว่าได้สวมใส่
บ่งชี้ว่าเธอจักไม่ถูกทำให้แปดเปื้อนด้วยมลทินหมองมัวแห่งความชั่วร้ายใดๆ
ริ้วทองคำบนผ้าไหม เป็นสัญลักษณ์แห่งดวงจิตที่บริสุทธิ์และตั้งมั่น
บรรดาจุดสีแดงทั้งหลาย บ่งบอกถึงความเมตตาและความกรุณาที่จักเกื้อกูลผู้อื่น

เข็มขัดที่เธอฝันว่าได้สวมใส่ เป็นนิมิตหมายถึงการที่เธอจักปิดประตูสู่ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ
เครื่องประดับ อัญมณี ดอกไม้ และแพรไหม แสดงถึงอลังการของเธอ ที่ตกแต่งด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา
และตกแต่งด้วยการเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ สำหรับบรรดาสานุศิษย์ที่ประกอบกุศลกรรม

ไม้เท้าแซนดาที่เธอฝันว่าถือเอาไว้ในมือ พิสูจน์ว่าเธอมีคุรุที่เต็มเปี่ยมสมบูรณ์
อัญมณีทั้งเจ็ดบนไม้เท้า เป็นสัญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ในทศบารมีของคุรุ
แถบลายทองอันวิจิตร บ่งบอกว่าเธอจักอบรมดูแลเกื้อหนุนบรรดาสานุศิษย์ของเธอเป็นอย่างดี
ด้วยบรรดาคำแนะนำอันล้ำลึก แห่งพระธรรมคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายใน ซึ่งถ่ายทอดสืบต่อกันมา
การถือไม้เท้าไว้ด้วยมือขวา และก้าวย่างไปด้วยปิติปราโมทย์
พิสูจน์ว่าเธอจักได้ไปสถิตอยู่ ณ ดินแดนอันบริสุทธิ์

ถ้วยงดงามแห่งวัชชระที่เธอฝันว่าถืออยู่ แสดงว่าเธอจักเป็นผู้สาธยายถึงสัจจะแห่งสุญตาธรรม
น้ำอมฤตที่ใส่อยู่เต็มถ้วย หมายถึงว่า เธอจักบรรลุถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุข
รัศมีสีทอง บ่งชี้ว่าเธอจักแจ่มแจ้งในธรรมชาติของรูปลักษณ์ทั้งปวง
การที่เธอดำริให้ ได้ใช้ถ้วยนี้ เป็นถ้วยสำหรับดื่มประจำตัว
บ่งบอกถึงการหลอมรวมกันของ ปิติ ปัสสัทธิ และสุข
การถือถ้วยไว้ในมือซ้าย แสดงว่าประสบการณ์ภายในของเธอ ไม่มีวันพรากจากเธอไป

กระสอบหลากสีที่เธอฝันถึง พิสูจน์ว่าเธอจักนำเอารูปลักษณ์ทั้งหลาย มาชี้นำสู่สัมมาอริยมรรค
ข้าวสองชนิดที่แบกอยู่บนบ่าของเธอ บ่งบอกว่าเธอดำเนินอยู่บนมหายานมรรค
โดยอาศัยการปฏิบัติบำเพ็ญบนวิปัสสนาญาณและสมถะอันช่ำชอง
การดำริใช้ข้าวในกระสอบนี้ เป็นอาหารสำหรับปฏิบัติธรรม
หมายความว่าเธอจักมี สุขภาพดี มีอายุขัยที่ยืนยาว และมีอาหารของสมาธิ

ความฝันถึงหนังสัตว์ป่าที่พาดบนบ่าข้างซ้าย
พิสูจน์ถึงดวงจิตที่ตั้งมั่น และอิสระจากบรรดาความคิดที่หลั่งไหล
หัวและเล็บทั้งสี่ที่ติดมากับหนังสัตว์ เป็นสัญลักษณ์ถึงความงอกงามไพบูลย์แห่งโพธิจิต
และความงอกงามแห่งอุดมการณ์ทั้งสี่ของพระโพธิสัตว์ ในการขจัดปัดเป่าความทุกข์ทรมานของผู้คน
การดำริที่จะใช้หนังสัตว์เป็นอาสนะรองนั่ง
เป็นนิมิตหมายว่า เธอจักได้รู้แจ้งตระหนักชัดต่อเมตตาเจโตวิมุติอันหาอาสวะมิได้ ในดวงจิตของเธอ

ความฝันของเธอถึงบรรดาดอกไม้สีทองทางด้านขวามือของเธอ
แสดงถึงกุศลบารมีทั้งภายนอกและภายในจักเติบใหญ่
ฝูงแกะและวัวควายที่และเล็มอยู่ในทุ่งหญ้า
เป็นสัญลักษณ์ถึงธรรมรัตนะ ซึ่งจักเป็นสรณะที่พึ่งอันเกษมของสรรพชีวิตทั้งปวง
ความนึกคิดในการดูแลฝูงสัตว์ บ่งชี้ว่าเธอจักเมตตากรุณาต่อสัตว์ผู้ยากไร้ ที่หมดหวังและทุกข์ทรมาน

ความฝันของเธอถึงทุ่งหญ้าเขียวดังหยกทางด้านซ้าย
บ่งชี้ว่าเธอจักหยั่งรู้ถึงความที่ยิ่งกว่าสุขแห่งสัมมาญาณทัสสนะวิเศษ
โดยอาศัยการปฏิบัติบำเพ็ญสัมมาสมาธิที่เป็นโลกุตตระ
ดอกไม้นานาพันธ์ที่บานสะพรั่ง แสดงถึงประสบการณ์แห่งสภาวธรรม ที่แตกต่างกันในแต่ละขั้นตอน
ผู้หญิงหลายคน ได้พากันโยนดอกไม้มาให้เธอ บ่งบอกว่า
เธอจักมีบริวารเป็นเหล่าเทพธิดา ซึ่งพากันสถิตอยู่ในท่อธารระบบประสาทและระบบกำจัดสารพิษ

เนินดอกไม้สีทองที่กลางทุ่ง บ่งชี้ว่า
ความเห็นแจ้งตระหนักชัด สมาธิ และการสำรวมอินทรีย์ ตามพระธรรมวินัย ของเธอ
จักทำให้เธอถูกรุมล้อมด้วยเพื่อนภิกษุผู้ประพฤติพรหมจรรย์
เหมือนกับการรวมตัวของหมู่เมฆในท้องนภา

รัศมีสีทองเหนือบัลลังก์ดอกบัว บ่งชี้ว่าดวงจิตของเธอ จักปราศจากธุลีหมองแห่งสังสารวัฏ
เหมือนกับที่ดอกปทุมชูช่อเบ่งบานขึ้นเหนือกองดินเลน
พระโพธิสัตว์ในท่าสมาธิดอกบัว บ่งชี้ว่าเธอเป็นพระโพธิสัตว์หนุ่ม ที่จักไม่เข้าสู่พระนิพพาน
เธอจักอวตารลงมาในหลายรูปแบบ เพื่อช่วยเหลือสรรพชีวิตในสังสารวัฏ ซึ่งเป็นดุจดังมารดาของเธอ
ด้วยความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ไม่มีประมาณ

น้ำพุที่เธอเห็น เป็นนิมิตหมายว่า พระธรรมคำสอนจักขจรขจายออกไป
ฉัพพรรณรังสี ซึ่งเปล่งประกายสว่างอยู่เบื้องหลัง
เป็นนิมิตหมายว่ากุศลบารมีของเธอ จักทำให้ดินแดนทิเบตบริสุทธิ์สะอาดยิ่งขึ้น

เปลวไฟที่โชติช่วงล้อมรอบตัวเธอ เป็นสัญลักษณ์ว่า ความอบอุ่นและความที่ยิ่งกว่าสุข ของวิปัสสนาญาณ
จะหลอมละลายธารน้ำแข็งของบรรดาความคิดที่หลั่งไหล

แสงสุริยันและจันทรา ที่สาดส่องออกมาจากหัวใจของเธอ บ่งบอกว่า
เธอจักดำรงอยู่ในอาณาจักรแห่งแสงสว่างใสอันยิ่งใหญ่ ที่ปราศจากการไปการมา

ลูกรัก ความฝันของเธอ ดีทีเดียว

การพยากรณ์โดยนิมิตหมายที่บ่งชี้อย่างถูกต้อง เป็นกุศลกรรมที่อนุโลมให้กระทำได้โดยธรรม
แต่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง ในการติดยึดและชอบที่จะตีความหมายของความฝัน
เพราะมันจะไม่ช่วยเยียวยาแก้ไขความเจ็บป่วยและอุปสรรคใดๆ
การหยั่งรู้ว่าความฝันทั้งหลายไม่ใช่อะไรอื่น นอกจากเป็นมายาลวง
ย่อมทำให้เธอสามารถนำมันมาประยุกต์ใช้ในมรรคาได้

เธอจักสามารถอธิบายความฝันทั้งหลาย โดยไม่ได้หยั่งรู้อย่างทะลุปรุโปร่งได้อย่างไร?
ความฝันบางแบบที่ให้ผลร้าย กลับปรากฏดังว่าเป็นนิมิตที่ดีงาม
ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น จึงหยั่งรู้ว่ามันบ่งชี้ถึงโทษภัย
ผู้ที่ช่ำชองในศิลปะนี้ จะสามารถรู้จักความฝันทั้งหลายว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี
ก็ต่อเมื่อเขาได้พากันศึกษาถึงลางบอกเหตุในหลายรูปแบบ
พระภิกษุที่ดี ย่อมไม่ยึดติด ทั้งสัญลักษณ์ที่ดีและเลว
จงจดจำถ้อยคำเหล่านี้ไว้ในดวงจิตของเจ้าเถิด

ท่านมิลาเรปะกล่าวต่อไปว่า “คุณหมอนักบวช ลูกรัก ความฝันทั้งหมดของเธอ ได้พยากรณ์ว่าพระธรรมจักงอกงามเติบโตเบ่งบานในตัวเธอ อาตมา บิดาผู้ชราของเธอ ซึ่งเต็มไปด้วยความรู้เห็นอันเป็นอนันตภาพและเต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ได้อธิบายให้เธอฟังในรายละเอียดถึงสัญลักษณ์แห่งความหมายในความฝันของเธอ จงจดจำการพยากรณ์ของอาตมาเอาไว้ และเฝ้าสังเกตุดูมันเมื่อเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านเข้ามา เมื่อเวลาของมันมาถึงและเป็นที่ประจักษ์แจ้งต่อเธอ ความศรัทธาต่ออาตมาอย่างที่เธอไม่เคยมีมาก่อน จักอุบัติขึ้นในใจเธอ จากนั้นเธอจะตระหนักชัดต่อแก่นสารสาระของดวงจิตในแนวทางที่พิเศษอัศจรรย์ ถึงการที่ไม่ต้องมีความดิ้นรนพยายามใดๆ นับจากนี้เป็นต้นไป เธอจะบรรลุถึงความอิสระหลุดพ้นจากชีวิตและความตาย ลูกเอ๋ย ถ้าเธอต้องการเป็นนักบวชที่สละอุทิศตน เธอต้องไม่ดำริที่จะฝัน เพราะการดำริเช่นนั้น ในที่สุดจะเป็นการเปิดช่องทางให้อิทธิพลของความชั่วร้ายผ่านจรเข้ามา ถ้าบุคคลไม่เชื่อฟังคุรุของตน ไม่ใส่ใจกับข้อแนะนำดีๆของผู้อื่น และยึดมั่นกับความเห็นของตน บุคคลผู้นั้นจักสูญเสียจิตวิญญาณในกาลอนาคตข้างหน้า ลูกเอ๋ย จงอย่าได้เพ่งโทษผู้อื่น หรืออย่าได้มีมิจฉาสังกัปปะ และอย่าแส่ส่ายไปหลายเรื่องหลายราวนักเลย ความล้มเหลวมักเป็นผลมาจากโมหะในดวงจิตของผู้คนเสมอ นอกเหนือไปจากนี้ เธอควรหยั่งรู้ว่าชีวิตนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสัมภเวสีแห่งการเกิดและตายเท่านั้น ประสบการณ์ทั้งหลายของมัน เป็นความเท็จและเป็นมายา ที่จริงชีวิตนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของความฝันที่ถูกถักทอเสริมแต่งให้ดูแน่นหนาขึ้นเท่านั้นเอง ความนึกคิดอันเป็นจิตสังขารด้วยอวิชชาซึ่งหยั่งลงเป็นสามัญสำนึกที่เกาะติดเป็นสันดานในเวลากลางวัน ได้เปลี่ยนรูปตัวมันเองในเวลากลางคืน ไปสู่ทัศนียภาพอันเป็นมายาลวงทั้งหลาย ที่รับรู้ได้ด้วยภวังคจิต ธรรมชาติเช่นนี้ถูกเรียกว่าความลวงและสัมภเวสีแห่งความฝันที่เป็นดุจดังวิทยากล “เมื่อความนึกคิด อันเป็นจิตสังขารด้วยอวิชชาซึ่งหยั่งลงเป็นสามัญสำนึกที่เกาะติดเป็นสันดานฝังรากลึก มันย่อมนำพาบุคคลไปสู่กิจกรรมทั้งดีและชั่ว ดังนั้นจึงสังขารให้เกิด สัมภเวสีแห่งสังสารวัฏ และผลักไสดุนดันบุคคลให้มีประสบการณ์ในโลกียสุขและความทุกข์ทรมานทั้งหลาย เพื่อชำระล้างมลทินดังกล่าวนี้ บุคคลต้องฝึกปฏิบัติ โยคะแห่งความฝัน และโยคะแห่งเรือนกายมายา บุคคลที่สามารถช่ำชองในโยคะดังกล่าวนี้ ย่อมรู้แจ้งตระหนักชัดต่อสัมโภคกายในภาวะสัมภเวสี เพราะฉะนั้น เธอควรได้ฝึกปฏิบัติมัน จนกว่าจะบรรลุถึงความเต็มเปี่ยมสมบูรณ์
ท่านกัมโบปะ ได้รบเร้าให้ท่านมิลาเรปะสอนถึงสัมภเวสีต่างๆ ด้วยคำสอนที่สามารถนำไปปฏิบัติได้โดยง่าย ท่านมิลาเรปะได้กล่าวบทโศลกว่า
ขอน้อมคารวะคุรุผู้ประเสริฐทั้งหลาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาตมาขอถือเอาท่านอาจารย์มาระปะเป็นสรณะ
ท่านเป็นผู้ซึ่งมอบของกำนัลอันมีค่าให้กับอาตมามากมาย
เพื่อตอบคำถามของเธอ ลูกเอ๋ย อาตมาจักแสดงบทโศลกแห่งสัมภเวสีนี้ สำหรับเธอ

สรรพชีวิตในสังสารวัฏและบรรดาพระพุทธะแห่งพระนิพพาน
เป็นเอกภาพอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งโดยธรรมชาติและโดยแก่นสารสาระ
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของทิฐิ

ปรากฏการณ์แห่งพลังทั้งบวกทั้งลบ และแก่นสารแห่งดวงจิต ซึ่งไม่สามารถจะพรรณนาถึงได้
ไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นภาวะของความที่ไม่อาจแบ่งแยกได้
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของการปฏิบัติ

ในการก่อเกิดภายใน บรรดารูปลักษณ์แห่งมายาลวงและจิตแห่งตัวตนที่ไม่อุบัติขึ้นมา
เป็นเอกสภาวะเดียว หาได้เป็นสองสภาวะไม่
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของการกระทำ

บรรดาความฝันซึ่งอุบัติขึ้นในค่ำคืนที่ผ่านมา โดยอาศัย สามัญสำนึกที่เกาะติดเป็นสันดาน
และความหยั่งรู้ถึงความไม่ใช่สิ่งใดๆของบรรดาความฝันทั้งหลาย ในเช้าวันนี้
เป็นสิ่งเดียวกันในวิถีแห่งมายา
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของความฝัน

ขันธ์ห้าที่มีมลทินกับความบริสุทธิ์แห่งพุทธะในทิศทั้งห้า
เป็นเอกภาพเดียวกันในโยคะแห่งความสมบูรณ์ อันเป็นภาวะแห่งความไม่แบ่งแยกจากกัน
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของโยคะแห่งการอุบัติและโยคะแห่งความสมบูรณ์
อันคือโยคะแห่งมรรคา

พระบิดาแห่งตันตระที่มาจากความช่ำชองและพระมารดาแห่งตันตระที่อุบัติจากญาณทัสสนะ
เป็นหนึ่งเดียวกัน ในการจุดประกายครั้งที่สามของการก่อเกิดภายใน
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของแก่นสารสาระ

นัยยะแห่งตัวตนของมันเองถูกสะท้อนออกมาในธรรมกายที่ไม่ผันแปร
การบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น ถูกทำขึ้นโดยการปรากฏของรูปกาย
ในภาวะดั้งเดิม มันไม่ใช่อะไรอื่น แต่เป็นเอกสภาวะเดียวกัน
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของกายทั้งสาม

เรือนกายมายาอันมีมลทิน ที่คลอดออกมาจากมดลูก
และรูปอันบริสุทธิ์แห่งเรือนกายของพุทธะ
เป็นเอกสภาวะเดียวกันในแสงสว่างใสอันยิ่งใหญ่ของสัมภเวสี
ลูกเอ๋ย นี้คือสัมภเวสีของการตรัสรู้

วันหนึ่งท่าน มิลาเรปะ ได้พยากรณ์ความฝันของท่านกัมโบปะ, เรชุงปะ, และชิวาอุย ในคราวเดียวกัน โดยท่านชิวาอุย ฝันดี เห็นดวงอาทิตย์ทอแสงจรัสขึ้นทางตะวันออกและเคลื่อนเข้ามาอยู่ในดวงใจของท่าน ส่วนท่านเรชุงปะ ได้ฝันว่าท่านได้เข้าไปยังหุบเขาใหญ่ถึงสามแห่ง ท่านได้เปล่งเสียงตะโกนก้องกังวานไปทุกแห่ง ส่วนท่านกัมโบปะ ฝันไม่สู้ดี โดยฝันว่าท่านได้ลงมือเข่นฆ่าผู้คนหลายเชื้อชาติหลายเผ่าพันธุ์ให้พากันหมดลมหายใจ ท่านกัมโบปะ มีน้ำตาคลอ ด้วยเข้าใจว่าท่านมีวิบากผลแห่งกรรมเลวเป็นอันมากจึงได้ฝันร้ายเช่นนั้น ท่านมิลาเรปะ ได้กุมมือของท่าน กัมโบปะ ไว้ด้วยความกรุณา และได้กล่าวพยากรณ์ว่า “กัมโบปะ เธอจะบรรลุถึงความวิมุติหลุดพ้นอันเป็นบรมธรรมสูงสุด ผู้คนเป็นจำนวนมากจักตั้งความหวังและปลงศรัทธาลงในตัวเธอ เพื่อสัมฤทธิ์ผลในเส้นทางดำเนินสู่สัมมาอริยมรรคของพวกเขาทั้งหลาย บัดนี้บุตรชายของอาตมาได้ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว อาตมาผู้เป็นดังบิดาที่แก่ชรา ก็ได้มีส่วนแห่งการรับใช้พระศาสนาในอุบัติการณ์ครั้งนี้ด้วย” จากนั้นท่านได้พยากรณ์ให้ท่านชิวาอุยว่า “ความฝันของเธอไม่นับว่าเป็นความฝันที่ดีเลิศ โดยที่การอุทิศตนเพื่อพระธรรมของเธอมิได้มากมายเพียงพอ เธอจะไม่สามารถช่วยเหลือพุทธศาสนิกชนได้มากเท่าที่ควร แต่ตัวเธอเองจะได้สำเร็จมรรคผลนิพพาน” สำหรับท่านเรชุงปะ ท่านได้พยากรณ์ว่า “โดยที่เธอได้ฝ่าฝืนคำแนะนำของอาตมาถึงสามครั้งด้วยอิทธิพลของทิฐิมานะ เธอจะต้องเวียนเกิดเป็นสมณะผู้คงแก่เรียนอีกสามชาติในดินแดนต่างๆกัน ด้วยชื่อเสียงเกียรติคุณอันระบือไกล แล้วจึงบรรลุมรรคผลนิพพาน” ท่านกัมโบปะ เริ่มได้รับประสบการณ์มากมายในการปฏิบัติบำเพ็ญสมาธิ ท่านพบนิมิตของพระพุทธองค์ อันมหัศจรรย์หลายรูปแบบ ท่านได้รับการชี้แนะจากท่านมิลาเรปะ ว่า เป็นเพียงสัมโภคกายและนิรมานกายแห่งพุทธะเท่านั้น ยังไม่ใช่ธรรมกาย ท่านมิลาเรปะ ได้ให้ท่าน กัมโบปะ แยกไปปฏิบัติบำเพ็ญยังภาคกลางของทิเบต ท่านได้ตักเตือนถึงอุปสรรคสำคัญที่จะพบเจอในเวลาอันใกล้นี้ เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์มากมาย ซึ่งท่านกัมโบปะ จะเริ่มมีความสามารถแสดงได้ ท่านได้ย้ำเตือนว่าอย่าได้หมกจมอยู่กับมัน เพราะล้วนแต่เป็นอุปสรรคที่ร้ายแรง

โอ้ภิกษุผู้น่านับถือ ลูกเอ๋ย เธอจะเดินทางไปภาคกลางของทิเบตมิใช่หรือ?
เมื่อเธอไป เธออาจระลึกถึงอาหารที่มีรสอันโอชา ถ้ามันเป็นเช่นนั้นขึ้นมา
จงได้สงบอยู่ในสมาธิ และพิจารณาถึงพระไตรลักษณ์ในอาหาร
เพื่อที่ว่าประสบการณ์ทั้งปวงของเธอจักได้นำพาสู่เอกภาพแห่งธรรมกาย

สมัยใดที่เอาแต่ระลึกถึงบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ เมื่อใดก็ตามที่เป็นเช่นนั้น
จงได้ตระหนักว่าบ้านที่แท้จริงของเธอคืออาณาจักรแห่งพระธรรม
จงได้พิจารณาถึงพระไตรลักษณ์ของประเทศชาติ
เพื่อที่ว่าประสบการณ์ทั้งปวงของเธอ จะได้นำพาสู่เอกภาพแห่งธรรมกาย

คราใดก็ตามที่เธออาจคำนึงถึงอัญมณีและเงินทอง เมื่อใดก็ตามที่เป็นเช่นนั้น
จงได้ตระหนักถึงสัมโพชฌงค์ทั้งเจ็ดประการอันเป็นดังเพชรเม็ดงามจากสรวงสวรรค์
และจงได้พิจารณาถึงความเป็นมายาของโภคทรัพย์และอัญมณี
เพื่อที่ว่าประสบการณ์ทั้งปวงของเธอ จะได้นำพาสู่เอกภาพแห่งธรรมกาย

คราใดก็ตามที่เธออาจระลึกถึงความสัมพันธ์กับบรรดาญาติมิตร
เมื่อใดที่เป็นเช่นนั้น จงได้พิจารณาถึงญาณทัสนะที่บังเกิดขึ้นในภายใน ว่าเป็นดังคนรัก
และเตือนตนเองว่าบรรดาญาติมิตรล้วนเป็นวิถีของโลกีย์และเป็นมายาลวง
เพื่อที่ว่าประสบการณ์ทั้งปวงของเธอ จะได้นำพาสู่เอกภาพแห่งธรรมกาย

คราใดก็ตามที่เธออาจระลึกถึงคุรุของเธอ เมื่อใดก็ตามที่เป็นเช่นนั้น
จงก่อนิมิตให้ท่านได้สถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของเธอ และเพื่อท่านจักได้ประทานพรชัยอันศักดิ์สิทธิ์
จงก่อนิมิตให้ท่านได้ประทับนั่งที่กลางใจของเธอ และระลึกถึงท่านไว้อย่างต่อเนื่อง
แต่จงได้ตระหนักชัดอยู่ตลอดไปว่า แม้แต่คุรุของเธอก็เป็นมายาดั่งความฝัน
เพราะสัจจะธรรมที่ว่า สรรพสิ่งไม่ดำรงอยู่จริงและเป็นดุจวิทยากล

ภูเขา แกมโบ ดา ทางตะวันออก
เป็นเหมือนดังพระราชาประทับบนราชบัลลังก์
เนินเขาเบื้องหลัง เป็นเหมือนผ้าพันคอที่ปลิวไสว
เนินเขาเบื้องหน้า เป็นดังกองอัญมณี ปลายยอดของมันคือหมวกที่ทำด้วยเพชร
ล้อมรอบไปด้วยเนินเขาเจ็ดเนิน เป็นเหมือนคณะรัฐมนตรีหน้าที่ประทับ
ขณะที่แมกไม้ทั้งหลาย เป็นดังมณฑลทองคำ

เธอจักพบบรรดาสานุศิษย์ ณ ภูเขาแห่งนี้
จงไปที่นั่นเถิด เธอจะได้ช่วยเหลือสรรพชีวิต
จงไปที่นั่นเถิด เธอจะบรรลุถึงการบำเพ็ญประโยชน์ผู้อื่น

ท่านมิลาเรปะกล่าวต่อไปว่า “ณ บัดนี้ อาตมาตั้งฉายานามแห่งเกียรติคุณของโลกภพให้เธอว่า ภิกษุผู้ถือปัญญาวุธ” จากนั้นท่านมิลาเรปะได้แนะนำสั่งสอนพร้อมทั้งอวยชัยให้พร และได้มอบโอสถขนานเอก อารูร่า พร้อมทั้งซองบรรจุทำด้วยไม้ ให้เป็นของที่ระลึกในการจากกันด้วย ท่านมิลาเรปะ ได้ติดตามมาส่งท่านกัมโบปะ ถึงเมือง แชมโบเช่ ท่านได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมก่อนการเดินทางสู่ภาคกลางของทิเบตว่า ภิกษุผู้น่านับถือจากเมือง วู อาตมาจะไม่ข้ามลำธารนี้ไปกับเธอ จงวางสัมภาระของเธอลง เพื่อที่บิดาจะได้พูดอะไรกับเธออีกเล็กน้อย ลูกเอ๋ยจงได้ระงับความมีมานะถือดีอันเป็นนิมิตหมายแห่งอุปาทานในเบญจขันธ์ลงให้ได้ จงได้สลัดเครื่องผูกอันได้แก่ความปรารถนาต่อโลกียสุขในชีวิตนี้ลงเสีย เฉกเช่นเดียวกับพุทธศาสนิกชนชั้นเลิศทั้งหลาย จงได้นำคำสั่งสอนทั้งหลายทั้งปวงมารวมลงเป็นเอกภาพของการปฏิบัติบำเพ็ญ จงถอยห่างจากเพื่อนที่เลวทราม ผู้คนเป็นจำนวนมากชอบคอยแต่ที่จะเพ่งเล็งความผิดของคนอื่น เขาทั้งหลายเอาแต่จดจ่ออยู่กับการวิจารณ์ผู้คนและพระธรรมคำสอน ไฟแห่งโทสะย่อมถูกปลุกเร้าขึ้นที่ก้นบึ้งแห่งดวงใจของบุคคลประเภทนี้ เขาย่อมแลเห็นผู้คนเป็นศัตรูกับตน การสะสมวัตถุปัจจัยมากมายโดยข้ออ้างว่าเป็นความจำเป็นต่อเสถียรภาพของการดำรงชีวิตนั้น ย่อมทำให้โลภะมูลจิต เผาลนจนเลือดในกายเดือดพล่านอยู่เป็นนิจ บุคคลที่ยึดมั่นอยู่กับถ้อยคำโดยความเห็นอันคับแคบ ย่อมจัดได้ว่ามีปัญญาทรามและเธอไม่สมควรจะคบหาสมาคมด้วย เขามักจะถามว่าใครเป็นอาจารย์ของเธอ และเธอปฏิบัติตามแบบฉบับของใคร คำตอบของเธอมีแต่จะทำให้เขาเกิดโทสะด้วยไม่ตรงตามที่เขาคาดหวังเอาไว้ล่วงหน้า คำแนะนำที่ดีงามต่อคนคับแคบประเภทนี้ มีแต่จะก่อบาปกรรมเพิ่มพูนให้แก่เขา ลูกเอ๋ยจงอย่าได้มัวเอาแต่พูดมาก แต่จงสงบอยู่ในสถานที่อันวิเวก เธออาจตระหนักชัดว่าดวงจิตของเธอคือพุทธะ แต่ก็จงอย่าได้ทอดทิ้งอาจารย์ของเธอ เธออาจตระหนักชัดว่าการประกอบกรรมทั้งปวงเป็นกิริยาอันบริสุทธิ์ ที่ไร้อุปาทานใดๆ แต่ก็จงอย่าได้ละเลยต่อการประกอบกุศลกรรมแม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย เธออาจตระหนักชัดว่ากรรมและวิบากผลของมัน ว่างเปล่าเป็นสุญตา แต่ก็จงอย่าได้ข้องแวะกับอกุศลกรรมแม้เพียงเศษเสี้ยวของมัน เธออาจตระหนักชัดว่าการแบ่งเป็นเขาเป็นเรานั้น โดยความจริงแท้แล้วคือเอกสภาวะเดียว แต่เธอก็จงอย่าได้เพิกเฉยละเลย ด้วยการทอดทิ้งพระธรรมและผู้คนทั้งปวง ลูกเอ๋ย ในปีกระต่าย เดือนอาชา และวันที่สิบสี่ของเดือนนั้น เธอควรได้กลับมาพบอาตมา จงได้ฟังบทโศลกของอาตมา ณ บัดนี้

ลูกเอ๋ย เมื่ออาณาจักรอันอยู่เหนือความหมายของถ้อยคำได้ปรากฏขึ้นในมโนทวารของเธอ
จงได้สำรวมระวังต่อวจีกรรมของเธอให้จงดี ถ้าไม่เช่นนั้นเธอจะกลายเป็นคนพูดมากที่โอ่อวด
และย่อมถูกพัดพาให้ไหลล่องไปตามกระแสของโลกอีก
มันเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่เธอจักต้องอ่อนน้อมถ่อมตน
เธอเข้าใจไหม ภิกษุจากเมืองวูที่น่านับถือ?

เมื่อการปลดปล่อยอัตตาตัวตนดำเนินไปเองในภายใน
จงอย่าได้ผูกพันกับตรรกะวิทยาและการคาดคะเนใดๆ
จงเลิกข้องเกี่ยวกับการกระทำที่ไร้สาระ
ลูกเอ๋ย จงสุขสงบอยู่โดยปราศจากกระแสความคิดปรุงแต่งอย่างอวิชชา
ที่หลั่งไหลอยู่ในภายในให้ได้เถิด
เธอเข้าใจไหม ภิกษุจากเมือง วู ที่น่านับถือ?

เมื่อเธอได้บรรลุสู่สุญตภาวะอันเป็นธรรมชาติแท้จริงของดวงใจ
จงหยุดกำหนดหมายแยกแยะคุณค่าของบรรดาสรรพสิ่ง
มิฉะนั้นเธอจะตกล่วงลงไปสู่ความว่างชนิดขาดสูญอันเป็นมิจฉาทิฐิได้
ลูกเอ๋ย จงสุขสงบอยู่ในอาณาจักรที่อยู่เหนือความหมายของถ้อยคำทั้งปวงเถิด
เธอเข้าใจไหม ภิกษุจากเมือง วู ที่น่านับถือ?

เมื่อเธอปฏิบัติบำเพ็ญสู่ความวิมุติหลุดพ้น
จงอย่าประพฤติพรหมจรรย์เพียงด้วยวจีกรรมหรือกายกรรมของเธอเท่านั้น
มิฉะนั้นแล้ว ปรีชาญาณที่ตระหนักชัดต่อเอกสภาวะเดียวของสรรพสิ่งจะสูญสลายไป
ลูกเอ๋ย จงสุขสงบอยู่อย่างง่ายๆในสภาพที่ไม่ต้องพักหรือเพียรพยายามใดๆ
เธอเข้าใจไหมภิกษุจากเมือง วู ที่น่านับถือ?

เมื่ออิทธิปาฎิหาริย์และอาเทศนาปาฏิหาริย์ถูกทำให้งอกเงยขึ้นในตัวเธอ
จงอย่าได้ทนงตนหรือบังเกิดความลิงโลดขึ้นในดวงจิตโดยเด็ดขาด
มิฉะนั้นแล้ว เธอจะถูกลวงด้วยผีร้ายแห่งลางสังหรณ์อยู่เสมอ
ลูกเอ๋ย สว่างสงบอยู่กับความไม่ยึดมั่นถือมั่นอันบังเกิดขึ้นในภายในเถิด
เธอเข้าใจไหมภิกษุจากเมืองวู ที่น่านับถือ?

เมื่อเธอเฝ้าสังเกตศึกษาพฤติกรรมแห่งดวงจิตของเธออย่างละเอียดละออล้ำลึก
จงได้ระวังให้ดีต่อการก่อตัวของความกระหายอยากรู้อันร้อนแรง
และความสยบจมยึดมั่นอยู่กับความรู้เห็น
มิฉะนั้นแล้วผีร้ายแห่งความปรารถนาจะบงการเธออีก
ลูกเอ๋ยจงสุขสงบอยู่อย่างง่ายๆโดยไม่ต้องมุ่งหวังสิ่งใดๆ
เธอเข้าใจไหมภิกษุจากเมือง วู ที่น่านับถือ?

จากนั้นเมื่อท่านกัมโบปะน้อมกายลงกราบ ท่านมิลาเรปะได้วางเท้าลงบนศีรษะของท่านกัมโบปะ และกล่าวว่า “ภิกษุที่น่านับถือแห่งเมือง วู อาตมาเพิ่งมอบการก่อแรงบันดาลใจทั้งหมดสี่อย่างให้เธอแล้ว ณ บัดนี้ จงได้ผาสุกเถิด” ท่านมิลาเรปะได้จุดประกายสำหรับเรือนกายแห่งญาณวิถี อวยพรให้สรีระของท่านกัมโบปะกลายเป็นพุทธมณฑล จุดประกายให้วาจาศักดิ์สิทธิ์ด้วยการอวยพรให้ถ้อยคำของท่านกัมโบปะกลายเป็นมนตรา และจุดประกายให้พระธรรมขจัดความมืดในดวงจิตจนลุถึงธรรมกาย การวางเท้าลงเหนือศีรษะท่านกัมโบปะ เป็นสัญลักษณ์ว่าท่านมิลาเรปะได้อภิเสกให้ศิษย์ของท่านเป็นวัชชระคุรุ อาจารย์ใหญ่แห่งตันตระ ท่านได้จุดประกายแห่ง สมาธิที่มีการแสดงออก ให้ท่านกัมโบปะอีก และกล่าวว่า “อาตมามีคำสอนเร้นลับซึ่งล้ำลึกมาก แต่มันสูงส่งเกินกว่าที่จะมอบให้ได้ ณ บัดนี้ เธอออกเดินทางได้แล้ว” จากนั้นท่านมิลาเรปะส่งกัมโบปะออกเดินทาง ท่านยืนอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม เมื่อท่านกัมโบปะข้ามแม่น้ำ ไปไกลพอที่จะยังได้ยินเสียงท่านมิลาเรปะ ท่านเรียกให้กลับมา โดยกล่าวว่า “ใครอื่นอีก นอกจากเธอ ที่จะมีสิทธิ์ได้รับคำสอนเร้นลับซึ่งล้ำลึกมากที่สุดนี้ แม้ว่ามันจะล้ำค่าเกินกว่าที่จะมอบให้ จงมาเถิด อาตมาจักมอบให้เธอ” ท่านกัมโบปะยินดีมาก และได้ถามว่า “กระผมควรมอบมณฑลทองคำแก่ท่านหรือไม่ครับ?” ท่านตอบว่า “ไม่จำเป็นต้องถวายให้อาตมาดอก อาตมาหวังว่าเธอจักถนอมคำสอนนี้และไม่ทอดทิ้งมัน ณ บัดนี้ จงดู” เมื่อกล่าวดังนั้น ท่านดึงผ้าคลุมกายของท่านออก เปิดให้เห็นเรือนกายเปล่าเปลือยของท่าน ที่คลุมไปด้วยแผ่นหนังหนา “ไม่มีคำสอนล้ำลึกไปกว่านี้ ดูเถิดว่าอาตมาปฏิบัติมาหนักขนาดไหน คำสอนล้ำลึกที่สุดในศาสนาพุทธ คือ ‘ปฏิบัติ’ มันเป็นเพราะความเพียรอันต่อเนื่องไม่ลดละง่ายๆนี้เอง ที่ทำให้อาตมาได้รับกุศลบารมีและการตรัสรู้ เธอควรจักได้วิริยะอุตสาหะในการบำเพ็ญสมาธิภาวนา”
ภาพสรีระของท่านอาจารย์ที่ไม่อาจลืมเลือนได้นี้เอง ทำให้ท่านกัมโบปะประทับลึกไว้ในความทรงจำอย่างไม่มีวันที่จะลบล้างออกไปได้ ท่านเริ่มออกเดินทางสู่ดินแดนทางตะวันออก ตามคำแนะนำของคุรุ ท่านมิลาเรปะกลับไปที่ชูบา ท่านประชุมสานุศิษย์ และกล่าวด้วยความผาสุกว่า “คุณหมอนักบวชรูปนี้ จะบำเพ็ญคุณูปการต่อสรรพชีวิตเป็นอันมาก เมื่อคืนที่แล้ว อาตมาฝันไปว่า มีพญาอินทรีย์บินจากที่นี่ไปยังเมือง วู และสุกสว่างเหนืออัญมณีที่ล้ำค่า จากนั้นฝูงห่านได้เข้ามารายล้อมพญาอินทรีย์ ไม่ช้าไม่นาน ฝูงห่านก็กระจายแยกกันออกไปตัวละทิศละทาง ห่านแต่ละตัวรวบรวมสมัครพรรคพวกได้มากกว่าห้าร้อย ดังนั้นท้องทุ่งและหุบเขา จึงเต็มไปด้วยห่าน ความฝันนี้ เป็นนิมิตหมายว่า ณ บัดนี้ อาตมาได้ปฏิบัติภารกิจของอาตมาในการรับใช้พระธรรมอย่างสมบูรณ์แล้ว”
นี้คือตำนานเรื่องราวของพระคุณเจ้ากัมโบปะ ลูกศิษย์เอก ของท่านมิลาเรปะ

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook