บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

รวมโศลกธรรมสั้นๆ ขอน้อมคารวะคณาจารย์ทั้งปวง

สมัยที่ท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ที่กูจู ท่านเรชุงปะขอร้องให้ท่านสอนในแนวทางที่ตนสามารถนำมาปฏิบัติในการสละอุทิศตน ด้วย กาย วจี และมโน ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกว่า

เรชุงปะ ในการปฏิบัติเพื่อสละอุทิศตนด้วยกายนั้น
คือการสำรวมระวังในการไม่กำหนดหมายแบ่งแยกคุณค่าของสรรพสิ่ง ให้แตกต่างกันออกไป
ในการปฏิบัติเพื่อสละอุทิศตนด้วยวจีกรรมของเธอนั้น
คือการหยุดพูดมากลงให้ได้ประดุจเดียวกับควายโง่ๆ ตัวหนึ่ง
ในการปฏิบัติเพื่อสละอุทิศตนด้วยมโนกรรมของเธอนั้น
คือการเห็นแจ้งธรรมชาติแห่งความปราศจากการดำรงอยู่

ท่านเรชุงปะได้ถามต่อว่า

เพราะความโง่ของกระผม ผมยังไม่เข้าใจ ว่าจะ
สำรวมระวังทางกายอย่างไร สำรวมระวังทางวจีอย่างไร และสำรวมระวังทางใจอย่างไร

ท่านมิลาเรปะตอบว่า

การสำรวมระวังทางกายกรรมนั้น ย่อมหมายถึงการศึกษาตามแนวทางแห่ง ศีล สมาธิ และปัญญา
การสำรวมระวังทางวจีกรรมนั้น ย่อมหมายถึงการระงับวจีสังขารลงด้วยความสุขสงบ
สำหรับการเห็นแจ้งในแก่นสารของจิต ย่อมหมายถึงการสำรวมระวังให้อิสระจาก อุปาทานในเบญจขันธ์

ท่านเรชุงปะได้กล่าวสนับสนุนคำแนะนำของคุรุว่า

ธรรมกายแห่งการก่อเกิดภายในอันเป็นอิสระในตัวของมันเอง
คือความนึกคิดที่สังขารนิรมารกายขึ้นมา
ดังนั้นนิรมานกายจึงสามารถบำเพ็ญประ โยชน์ต่อสรรพชีวิตได้เป็นเอนกอนันต์
พื้นฐานที่เป็นหลักสำคัญคือจิตวิญญาณแห่งการสละปล่อยวาง
เส้นทางดำเนินคือโพธิจิตและการประกอบโพธิกรรมทั้งหลาย
ปฏิเวธธรรมคือน้ำอมฤตแห่งอริยะผล

ปล่อยวางโลกธรรมทั้งแปดประการลงโดยเด็ดขาด
ละเลิกวิถีชีวิตในเส้นทางแห่งโลกียวิสัย สละคืนความมั่งคั่งและโลกียสุขทั้งมวล
ระงับความฉ้อฉลและความชั่วร้ายออกให้หมด
เลิกใส่ใจกับเรือนกายของตนดุจเดียวกับคนวิกลจริต ระงับวจีสังขารลงดุจดังคนใบ้
ปลดปล่อยจิตวิญญาณให้อิสระเสรีจากอุปาทานในเบญจขันธุ์ ดุจดังทารกแรกเกิด
เหล่านี้คือหนทางปฏิบัติบำเพ็ญสมณธรรมของบุคคล

ท่านมิลาเรปะได้แสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า

บุคคลซึ่งพากเพียรสู่พระโพธิญาณด้วยการคำนึงถึงความเป็นตัวเราของเรา
ย่อมหมดโอกาสที่จะได้บรรลุถึงสัมฤทธิ์ผล
บุคคลผู้ซึ่งพยายามปลดปล่อยจิตวิญญาณในขณะที่ยังไม่สมควรแก่การงานทางธรรม
ย่อมผูกพันร้อยรัดตนเองเพิ่มมากยิ่งขึ้น
บุคคลผู้ซึ่งยังมิได้เข้าถึงความตระหนักชัด ย่อมวกวนอยู่ในความมืดดุจเดียวกับชายตาบอด
บุคคลผู้ไม่สามารถปฏิบัติตามพระธรรมวินัย ย่อมไม่มีวิญญาณของการสละปล่อยวาง
เมื่อปราศจากโพธิญาณในภายใน ใครๆ ก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้
ถ้าไม่มีพุทธตันตระ ย่อมไม่มีคำสอนที่จะชี้นำ
โลกธรรมทั้งแปดประการเป็นเครื่องล่อแห่งโลกภพนี้
ตัณหาราคะเป็นเหตุแห่งการทำลายกุศลกรรมในบุคคล
ด้วยความมีมารยาสาไถยและยึดมั่นในอัตตาตัวตน บุคคลจึงถูกจองจำกักขังไว้ในสังสารวัฏ
ถ้าอวิชชาสังขารแห่งกระแสของความคิดบังเกิดขึ้น ถ้อยคำแห่งคติทวินิยมก็บังเกิดขึ้นด้วย
การพูดด้วยถ้อยคำแห่งคติทวินิยม จึงไม่อาจทำให้อยู่เหนือโลกได้
คำสอนที่ปราศจากการถ่ายทอดสืบสานต่อๆ กันมา คือการสูญสลาย
ความล้มเหลวที่จะสำรวมระวังตามพระธรรมวินัย ย่อมนำสู่มายาการเสมอ
การที่ยังคงผูกพันกับมิตรและศัตรู ย่อมนำไปสู่ความยุ่งยาก
ด้วยความเข้าใจว่าสิ่งทั้งปวงดำรงอยู่จริง จึงไม่พ้นไปจากแนวความคิดแห่งการตอบรับ
หรือการปฏิเสธ
จากการนึกคิดว่ามีการดำรงอยู่ อุปาทานยึดมั่นย่อมเป็นผลติดตามมา
ปราศจากการบรรลุธรรมอย่างแท้จริง จิตย่อมถูกครอบงำด้วยความคิดที่เต็มไปด้วยตัณหา
ถ้อยคำทั้งปวงล้วนไม่มีประโยชน์ ถ้าบุคคลไม่สามารถตระหนักชัดต่อปรมัตถสภาวะธรรม

สมัยหนึ่ง ท่านมิลาเรปะนั่งบำเพ็ญสมาธิภาวนาโดยมีผ้าคลุมศีรษะและหน้า เรปะองค์หนึ่งเข้ามาเห็น จึงเอ่ยถามว่า “ท่านพ่อครับ ท่านพ่อง่วงนอนหรืออย่างไรครับ?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า

เมื่ออาตมาคลุมหัวและหน้า อาตมาสามารถมองเห็นสถานที่หลายแห่งซึ่งอยู่ไกลๆ ได้
แต่ปุถุชนคนโลกๆ นั้น ไม่ได้เห็นแจ้งในอะไร ด้วยดวงตาที่เปิดกว้าง
เมื่ออาตมานอนหลับด้วยเรือนกายเปล่าเปลือย
อาตมาแบกทูนพระธรรมไว้ด้วยตลอดเวลา

ความปรารถนาต่อโลกธรรมทั้งแปดประการ คือสาเหตุแห่งความทุกข์ทรมาน
การกระทำทั้งปวง จบสิ้นลงภายในดวงจิตของบุคคล
ช่างมหัศจรรย์จริงหนอ กับประสบการณ์แห่งความที่ยิ่งกว่าสุขซึ่งเป็นอมตะ

อาตมา นักบวชผู้จบกิจแห่งพรหมจรรย์ ผาสุกเสมอ ไม่ว่าอาตมาจะทำอะไร

ในครั้งเมื่อท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ที่ ซิบา กอนติ ซั่น ท่านเรชุงปะได้ถามท่านว่า “ถ้าพลังอำนาจ ประสบการณ์ และความตระหนักชัด ของนักบวชมีมากพอ เขาต้องปกปิดการบรรลุธรรมเอาไว้ หรือต้องแสดงออกมาตามที่เขาต้องการ?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า
สิงโตบนภูเขาหิมะ เสือในป่า และปลาวาฬในมหาสมุทร ทั้งสามเป็นเจ้าแห่งสัตว์
ถ้ามันสามารถซ่อนเร้นตัวมันไว้ได้ ย่อมนับว่ามหัศจรรย์สำหรับมัน
เพราะมันจักสามารถหลีกเลี่ยงศัตรูได้
ที่กล่าวมานี้ คือการอุปมาภายนอกสามอย่าง
ณ บัดนี้ จงฟังถึงข้ออุปมาภายใน

สรีระของนักบวช ความช่ำชองแห่งสัมมาอริยมรรคของตันตระ และการบรรลุธรรม
ด้วยการสละออก
ถ้านักบวชสามารถปกปิดมันไว้ได้ ย่อมนับว่ามหัศจรรย์สำหรับเขา
เพราะจักทำให้เขาเผชิญหน้าศัตรูน้อยลง
นักบวชสองสามรูปในทิเบต สามารถปกปิดสิ่งเหล่านี้ไว้ได้
เพราะฉะนั้น จึงสามารถพบผู้บรรลุธรรมได้บ้าง ที่นี่

ในสมัยหนึ่ง ท่านแชนกอนเรปะ เข้ามารายงานท่านอาจารย์ว่า ตัวเขาเองมีความลังเลสงสัยมากมาย ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า

ตราบใดที่มิได้ตระหนักชัดถึงสัจธรรมที่ว่า สิ่งทั้งปวงเป็นเอกสภาวะเดียวแล้วไซร้
แม้เธอจักบำเพ็ญสมาธิด้วยแสงสว่างอันไม่มีประมาณ
มันก็คงเป็นเพียงทัศนียภาพแห่งอัตตาตัวตนอยู่นั่นเอง
ตราบใดที่มิได้ตระหนักชัดถึงเอกภาพแห่งความที่ยิ่งกว่าสุขกับสุญตภาวะแล้วไซร้
แม้เธอจักบำเพ็ญสู่ความว่างเปล่า มันก็ยังคงเป็นมิจฉาปฏิปทาของความว่างแบบขาดสูญอยู่นั่นเอง
ถ้าเธอไม่สามารถบำเพ็ญสมาธิภาวนาได้ในทุกกาลสถาน
การบำเพ็ญสมาธิเพื่อดับความคิดปรุงแต่งของเธอย่อมไร้ความหมายด้วยเป็นเพียงความหลอกลวง
ถ้าเธอไม่สามารถตระหนักชัดต่อธรรมชาติอันประภัสสรของจิตเดิมแท้
การปฏิบัติเพื่อเข้าถึงเอกสภาวะเดียวของสรรพสิ่งย่อมล้มเหลว
เพราะไม่อาจทำให้อยู่เหนืออิทธิพลของความเพียรที่จัดจ้านได้
ถ้าเธอไม่สามารถตระหนักชัดว่าธรรมชาติของดวงจิตเป็นอนัตตา
การปฏิบัติเพื่อขจัดสิ่งรบกวนนาๆ ประการ
ย่อมไม่อาจทำให้พ้นจากความดิ้นทุรนในการปรารภความเพียรไปได้เลย
ถ้าวิญญาณแห่งการสละปล่อยวางมิได้หยั่งลึกลงไปยังก้นบึ้งแห่งดวงใจของเธอแล้วไซร้
ความสงบระงับที่เธอแสดงออกมา ก็ยังคงแฝงเร้นไว้ด้วยความหวังและความหวั่นไหวเสมอ
กุศลกรรมอาจกลับกลายเป็นความชั่วร้ายไปได้
ถ้าเธอยังไม่สามารถเข้าใจถึงความอยู่เหนือการตอบรับหรือปฏิเสธทั้งสองอย่าง
การปฏิบัติบำเพ็ญทั้งมวลของเธอจักนำพาไปพัวพันกับของเล่นของเด็กๆ แห่งสังสารวัฏ
ถ้าเธอมิได้เข้าใจถึงสัจธรรมที่อยู่เหนือความเกิดและตาย

ขณะที่ท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ที่ถ้ำผลึกแก้วไม้น้ำ ข้างๆแม่น้ำแห่งความเมตตา ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในนาม พระศอของเทพธิดาผู้มีอายุอันยาวนาน ได้เกิดความแห้งแล้งขึ้นอย่างหนัก เพราะขาดแคลนน้ำ ญาติโยมแห่งเมืองดริน ทะเลาะวิวาทแย่งสิทธิ์ในการครอบครองน้ำ ในที่สุดทั้งหมดได้มากราบนมัสการท่านมิลาเรปะ ให้ช่วยตัดสิน ท่านบอกพวกเขาว่า “อาตมาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสังคมโลกๆ ฝนกำลังจะมา พวกเธอไม่ต้องทะเลาะกันดอก” อย่างไรก็ตามท่านเรชุงปะก็อดไม่ได้ที่จะให้ท่านมิลาเรปะช่วยพูดให้เกิดความปรองดองในหมู่ญาติโยม ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า “พวกเรานักบวชไม่มีหน้าที่ไปตัดสินข้อพิพาทแบบโลกๆ ณ บัดนี้ จงฟังบทโศลกของอาตมา”
ท่านผู้เป็นขุมคลังอริยทรัพย์แห่งกุศลธรรมอันล้ำค่า
ซึ่งสามารถขจัดความกระหายอยากอันร่านทุรนทั้งปวง
แด่ท่านอาจารย์มาระปะ อาตมาขอน้อมคารวะท่านด้วยความเคารพบูชาอย่างยิ่ง

ที่ปรึกษา ผู้ประนีประนอม และผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งอยู่ระหว่างสองท่านนี้
ผู้คนทั้งสามประเภท ล้วนคือสาเหตุแห่งความไม่ปรองดองและความเจ็บปวด
บุคคลที่ต้องการความอิสระและเป็นกลาง สมควรจะได้สงบระงับดังคนใบ้ และไม่เข้าข้างผู้ใด

โลกียทรัพย์, วงศาคณาญาติ, และดินแดนบ้านเกิดเมืองนอน คือสามสิ่งที่ร้อยรัดบุคคลไว้ในสังสารวัฏ
ผู้ซึ่งปรารถนาจะข้ามสายธารแห่งความทุกข์ทรมาน
จำเป็นต้องตัดพันธนาการแห่งตัณหาราคะลงอย่างเด็ดขาด

ความหยิ่งผยองลำพองตน, ความมีมารยาสาไถย, และความไม่จริงใจ
ทั้งสามสิ่งนี้ย่อมฉุดรั้งให้บุคคลตกล่วงลงสู่ภพภูมิอันต่ำทราม
ผู้ที่ปรารถนาสถานะภาพที่สูงส่งและมรรคาสู่โพธิญาณ
จำเป็นต้องยกระดับจิตวิญญาณของตน อย่างตรงไปตรงมา

การพูดมาก, ตรรกศาสตร์, และความเป็นปราชญ์เมธี
ทั้งสามสิ่งนี้เป็นสาเหตุแห่งความริษยาและความหยิ่งผยองลำพองตน
ผู้ที่ต้องการประพฤติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์ จำเป็นต้องสำรวมระวัง
จงได้อ่อนน้อมถ่อมตนเถิด

งานในครัว, งานบ้าน, และการต้องคอยระวังรักษา ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนรบกวนการปฏิบัติบำเพ็ญ

ผู้ที่ปรารถนา ต่อสัมมาญาณทัศนะในภายใน จำเป็นต้องสามารถนับถือตนเองได้อย่างสนิทใจ

ผู้คงแก่เรียน, สานุศิษย์, และการศึกษาจากตำรับตำรา
ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณ
ผู้ปฏิบัติธรรมในสถานที่อันวิเวก สมควรจะได้หลีกเลี่ยงมัน

ไสยศาสตร์, วิทยากล, และเวทย์มนต์คาถา ทั้งสามสิ่งนี้ล้วนชักพาผู้ปฏิบัติไปสู่ความชั่วร้าย
บุคคลซึ่งมุ่งหวังที่จะดำเนินไปในเส้นทางอันบริสุทธิ์
จำเป็นต้องสดับข้อตักเตือนจากพระพุทธองค์

ณ บัดนี้ อาตมาได้แสดงบทโศลกแห่งอกุศลกรรมเจ็ดอย่าง ที่เป็นศัตรูต่อพระธรรม
พร้อมทั้งโอสถสำหรับเยียวยามันเจ็ดอย่าง ที่ได้มาจากประสบการณ์ของอาตมา
ด้วยกุศลผลบุญนี้ อาตมาหวังว่าในไม่ช้า พวกเธอจักบรรลุถึงพุทธภาวะ

จากนั้นท่านมิลาเรปะได้สวดภาวนาถึงบรรดาวิสุทธิบุคคล ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก ข้อโต้เถียงทั้งหลายก็สงบลง บรรดาสานุศิษย์และพระภิกษุที่ชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นั้น ได้ขอพรจากท่านอาจารย์ ให้ท่านยินยอมแสดงคำสอนที่เป็นแก่นสาร แห่งมหามุทราหรือสุญตาธรรมและโยคะทั้งหก ท่านตอบว่า “ถ้าเธอสามารถปฏิบัติได้โดยไม่ล้มเหลว อาตมาจะสอนพวกเธอ ต่อไปนี้คือประเด็นที่สำคัญมาก พวกเธอควรจดจำไว้ให้ดี”

แม้ว่าท่านอาจารย์ผู้เป็นดังบิดา จักดับขันธ์นิพพานไปแล้วก็ตาม
แต่โดยข้อเท็จจริง ท่านยังคงสถิตอยู่ในดินแดนอันพิสุทธิ์แห่งสัมโภคกาย
และได้แผ่พลังแห่งเมตตาธรรมมาสู่สรรพชีวิตใน กามภพ รูปภพ และอรูปภพ เสมอมา
แด่ท่านอาจารย์ มาระปะ ผู้ถ่ายทอดพระธรรม
อาตมาขอสวดภาวนาระลึกถึงท่านด้วยความคารวะบูชายิ่ง

ดีวาชัน, ชิวาอุย, แงนสันดุนบา, และสานุศิษย์ที่ห้อมล้อมอาตมาอยู่ ณ บัดนี้
เธอทั้งหลายเป็นดังบุตรของอาตมา
คำอาราธนาของพวกเธอที่ต้องการฟังคำชี้แนะจากอาตมาเกี่ยวกับการบำเพ็ญสมาธิภาวนา
จะได้รับการสนองตอบด้วยการแสดงถึงแก่นสารสาระสิบประการ ณ บัดนี้

มันสำคัญยิ่งนักที่จะต้องรู้ว่าเรือนกายอันเป็นมายาดุจสายรุ้งแห่งพุทธะนั้น
เป็นความว่างเปล่าที่ยังมีวิถีแห่งการปรากฏออกมา

มันสำคัญยิ่งนักที่จะต้องรู้ว่าบรรดาภูตผีปีศาจมิได้ดำรงอยู่จริง
ภาพมายาเหล่านั้นเป็นเพียงอวิชชาสังขารแห่งดวงจิตเท่านั้นเอง

เป็นสิ่งสำคัญในทุกกาลสถาน ที่จักต้องน้อมคารวะต่อท่านอาจารย์ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ

มันสำคัญยิ่งนักที่จะต้องรู้ว่าบุคคลสมควรที่จะปล่อยวางโลกียกรรมอันไม่มีวันจบสิ้นลงเสีย

เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องพากเพียรอุตสาหะโดยปราศจากสิ่งรบกวน
เพื่อเข้าถึงประสบการณ์แห่งความอบอุ่นและปิติสุข ด้วยการชำระพลังปราณและระบบประสาท

เป็นสิ่งสำคัญที่จักต้องมีความตั้งใจที่กล้าแข็ง
เพื่อหลอมรวมโยคะแห่งความฝันและโยคะแห่งมายาของสรีระ เข้าด้วยกัน

เป็นสิ่งสำคัญที่จักต้องบำเพ็ญสมาธิภาวนาซึ่งอยู่เหนือสังขตธรรมทั้งปวง
เพื่อความสว่างไสวแห่งสัมมาญาณทัสนะวิเศษ

เป็นสิ่งสำคัญที่จักต้องสรุปคำสอนทั้งปวงลงสู่ธรรมชาติแห่งความว่างเปล่าจากอัตตาตัวตน

เป็นสิ่งสำคัญที่จักต้องเต็มไปด้วยความเมตตากรุณาต่อบรรดาหมู่ชนที่ยังเป็นปุถุชน

เป็นสิ่งสำคัญที่จักต้องอิสระเสรีจากอิทธิพลของความหวังและความหวั่นไหว
ด้วยธรรมกายอันปราศจากการก่อเกิดจิตแห่งตัวตน

ลูกๆ ที่รักของอาตมา จงได้จดจำสิ่งสำคัญทั้งหลายทั้งปวงนี้ไว้ในดวงใจ และปฏิบัติบำเพ็ญตาม

บรรดาสานุศิษย์ต่างพากันได้รับแรงบันดาลใจ ท่านเรชุงปะได้รบเร้าขอฟังคำสอนที่เรียกว่า “การชี้นำถึงปรีชาญาณแห่งความที่ยิ่งกว่าสุขทั้งสี่” ท่านมิลาเรปะกล่าวโดยสรุปว่า

ในสถานที่อันสงบสงัด เช่นในป่า
นักบวชควรปฏิบัติธรรมในทุกอริยาบถ
และก่อสมดุลขึ้นในธาตุทั้งสี่ภายใน
ดังนั้น ปรีชาญาณแห่งความที่ยิ่งกว่าสุขสี่อย่าง ย่อมจักปรากฏในจิตของเขา

ในสมัยที่ท่านมิลาเรปะไปบิณฑบาต ณ ภูยักษา แห่งเมืองดริน โยมคนหนึ่งกล่าวกับท่านว่า “ใกล้กับวิหารที่ชื่อว่า ลฮาเซ มีถ้ำที่ผาสุกมาก ถ้าท่านปรารถนาจะพำนักที่นั่น โยมจะปรนนิบัติท่าน แต่โยมไม่รู้เหมือนกันว่า นางปีศาจท้องถิ่น จะเป็นมิตรกับท่านหรือเปล่า” ท่าน มิลาเรปะถามว่า “มันเป็นถ้ำชนิดไหนกัน และใครเป็นปีศาจ?” โยมตอบว่า “ในถ้ำอบอุ่นสบายมาก แต่ยุ่งยากตรงที่ นางปีศาจ มักจะขยอกกลืนกินผู้ที่ไปพักที่นั่น ท่านอาจทดลองดู ถ้าท่านคิดว่าท่านสามารถอยู่ที่ถ้ำนั่นได้ และทำให้เธอยอมสวามิภักดิ์เป็นมิตรด้วย” ท่านมิลาเรปะได้ไปที่ถ้ำและพักอยู่ที่นั่น กลางดึกมีหญิงสาวปรากฏตัว และแผดเสียงขู่คำรามว่า “ใครมาพักในบ้านของข้าฯ” ท่านมิลาเรปะไม่ใส่ใจ แต่แผ่เมตตาไว้ตลอดเวลา นางปีศาจร้องตะวาดว่า “ระยำจริง ดูเหมือนว่าเขาจะพักที่นี่” นางร้องเรียกกองทัพของปีศาจมาทุ่มก้อนหินใส่ท่านมิลาเรปะ และเนรมิตภาพหลอนที่น่ากลัวขึ้นมา แต่ไม่สามารถทำอันตรายท่านได้แม้ที่ผิวหนัง เพราะท่านกำลังอยู่ในสมาธิ พวกปีศาจพากันประท้วงว่า “เราต้องการมีที่และเตียงนอนสำหรับนอนหลับ ไม่ว่าแกจะมาด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จงออกไปเดี๋ยวนี้ กลับไปที่ของแก ถ้าแกไม่ไป เราจะเรียกกองทัพปีศาจมาดื่มเลือดและกินเนื้อของแก” ด้วยความเมตตา ท่านมิลาเรปะกล่าวบทโศลกว่า

จงโปรดฟังให้ดี กองทัพปีศาจ พวกเธอเป็นปีศาจชั่วร้ายที่หิวกระหาย
เธอรู้หรือไม่หนอว่าเธอกำลังถูกพิพากษาด้วยวิบากแห่งกรรมที่เธอได้ประกอบไว้เอง
เจตนาที่ชั่วร้ายเพียงใด ย่อมก่อความทุกข์ทรมานให้บังเกิดขึ้นเพียงนั้น
พวกเธอรู้หรือไม่ว่า โชคดีย่อมอันตรธานไปด้วยอกุศลจิต
ความตระหนี่ที่บังเกิดขึ้นมากมายเพียงใด ย่อมเป็นผลให้การแสวงหา ยากลำบากขึ้นเพียงนั้น
พวกเธอมัวแต่ทุรนทุรายอยู่ด้วยความหิว จึงทำให้พลาดโอกาสอันงดงามไปเสีย
ด้วยต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนไม่มีหยุด จึงต้องพลัดพรากจากบ้านและเตียงนอนของเธอ
ด้วยความกระหายอยากอันร่านทุรนจนเกินเหตุ ภารกิจจึงมิอาจสำเร็จลงได้
ด้วยวิบากผลแห่งอกุศลกรรม เธอจึงไม่อาจประสบความสำเร็จใดๆ ได้
ด้วยการพูดมากเกินไป เธอจึงมิอาจพิชิตศัตรูของเธอได้
ภาพหลอนน่ากลัวที่พวกเธอเนรมิตขึ้นมา เป็นการต้อนรับที่ให้ความเพลิดเพลินกับอาตมา
สำหรับบ้านสกปรกโกโรโกโส แห่งเวทมนตร์มายา ของพวกเธอ อาตมามีเรื่องที่จะต้องบอก
พวกเธอควรได้อ้อนวอนอาตมาด้วยความเคารพ ถ้าพวกเธอจะเอาบ้านและเตียงนอนกลับคืน
ถ้าพวกเธอมีข้อโต้แย้ง ก็จงได้ปรึกษาหารือกัน และแถลงออกมา

สถานที่นี้ เป็นที่ซึ่งนักบวชหลายองค์ได้มาพบเจอโดยบังเอิญ
ณ บัดนี้ อาตมามาที่นี่เพียงองค์เดียว เพื่ออบรมพวกเธอ
สถานที่นี้ เป็นที่ซึ่งอาตมาต้องเจอกับพวกเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่อาตมาคือบุคคลที่ความปรารถนาทั้งปวง ได้บรรลุถึงสัมฤทธิ์ผลโดยสมบูรณ์แล้ว
พวกปีศาจที่แวดล้อมอยู่ ณ สถานที่นี้
จงอย่าเพิ่งจากไป แต่จงอยู่ที่นี่ และเรียกเพื่อนๆ ของพวกเธอมาอีก
นางปีศาจที่เป็นหัวหน้ากล่าวกับท่านมิลาเรปะว่า “เพราะท่านสวมเกราะแห่งเมตตาเจโตวิมุติ ท่านจึงไม่เป็นอันตรายจากความพยายามของพวกเราในทุกวิถีทาง” เมื่อกล่าวดังนี้แล้ว พวกปีศาจพากันน้อมคารวะท่านมิลาเรปะ ท่านได้อบรมพวกปีศาจถึงสัจจะแห่งกรรมและกฏแห่งกุศล
เมื่อท่านมิลาเรปะกลับออกมาจากถ้ำ โยมได้ถามถึงพวกปีศาจว่าถูกปราบหรือไม่
อย่างไร ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกว่า
ที่วิหาร ลฮาเซ แห่งเมืองดริน อาตมานั่งลงด้วยเรือนกายอันเป็นมายานี้
ขัดสมาธิบัลลังก์ แทรกซึมอยู่ในญาณทัสนะแห่งความไม่เป็นของคู่
โดยปราศจากการรบกวน อาตมาวิปัสสนาถึงสัจจะแห่งความไม่มีอยู่จริง
ปรับเปลี่ยนนางปีศาจชั่วร้ายสู่โพธิ
เธอนางปีศาจกลายเป็นสานุศิษย์ ผู้สละคืนพยาบาทวิตก
นับแต่นี้เป็นต้นไป ผู้บำเพ็ญสมาธิภาวนาที่นั่น จะไม่เผชิญอุปสรรคใดๆ
ใครก็ตามที่พำนักอยู่ที่นั่น ย่อมจักเจริญก้าวหน้า

สถานที่นั้น ได้กลับกลายเป็นท้องถ้ำอันเป็นศุภมงคลของบรรดาเจ้าแม่
บัดนี้เจ้าภาพ ณ ที่นั้น คือสานุศิษย์ของอาตมา ผู้เป็นกัลยาณมิตรกับทุกคน
ใครก็ตามที่พำนักที่นั่น ย่อมแน่ใจได้ว่า จักมีสุขภาพดี มีอายุขัยยืนยาว และประสบความสำเร็จ

พวกญาติโยมต่างพากันยินดี ชายเลี้ยงแกะคนหนึ่ง ได้ขอร้องให้ท่านแสดงธรรม เพื่อพัฒนาจิตวิญญาณของเขา ท่านมิลาเรปะตอบว่า “มันง่ายมาก สำหรับอาตมาที่จะแสดงธรรม แต่มันยากนักหนาที่จะได้พบเจอผู้คนที่สามารถปฏิบัติได้จริงๆ”

แม้ว่าความทุกข์ทรมานแห่งสังสารวัฏจะได้คอยพร่ำสอนและตักเตือนผู้คนให้สละมันทิ้งไป
แต่บุคคลจำนวนน้อยนัก ที่จะเกิดแรงบันดาลใจที่จะสละออกด้วยความพินิจพิจารณา
ทั้งๆ รู้ว่ากำลังเดินทางสู่ความตายในที่สุดโดยแน่นอนไม่เป็นอื่นไปได้
ก็มีน้อยคนนักที่จะนึกถึงและยอมรับข้อเท็จจริงนี้ด้วยความพินิจพิจารณา
แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะได้รับโอกาสอันงดงามในชีวิตของเขา
แต่ก็จะมีเพียงไม่กี่รายที่สามารถในการสมาทานศีลแค่ชั่วหนึ่งวัน
แม้ว่าปิติสุขในการสละออกจะถูกนำมาเล่าขานกันมากมาย
พอๆ กับการกล่าวถึงความทุกข์ทรมานแห่งสังสารวัฏ
ก็มีผู้คนเพียงจำนวนน้อยนักที่เข้ามาสู่ประตูแห่งพระธรรม
แม้ว่าคำสอนอันลึกซึ้งจะได้ถูกเปิดเผยโดยมิได้สงวนเอาไว้ด้วยความหวงแหนแต่อย่างใดเลย
ผู้ปฏิบัติตามที่สามารถเข้าถึงสัมฤทธิ์ผลได้ ก็มีน้อยนัก
แม้ว่าการสั่งสอนเรื่องความวิมุติหลุดพ้นจะมากมายหลายนัย
และเต็มไปด้วยบทพิสูจน์ของธรรมชาติ
ก็มีบุคคลเพียงจำนวนน้อย ที่สามารถตระหนักชัดถึงธรรมชาติอันแท้จริงแห่งดวงใจ
แม้จะได้ปลีกตัวไปสู่สถานที่อันวิเวกซึ่งเต็มไปด้วยพรชัยของบรรดาคณาจารย์
ตัณหาราคะในบุคคลก็ยังกลับกำเริบได้
มีน้อยคนนักที่สามารถดำรงตนมั่นอยู่ในสัมมาปฏิบัติได้ตลอดไป
มรรควิธีอันลึกซึ้งและเต็มไปด้วยประสบการณ์ของท่าน นาโรปะ
ได้ถูกเปิดเผยโดยมิได้สงวนเอาไว้เลย
แต่บรรดาสาวกที่สามารถปฏิบัติตามได้อย่างแท้จริงก็มีจำนวนน้อยนัก
สานุศิษย์ที่รักของอาตมา จงได้ก้าวเดินตามรอยเท้าของอาตมา
ถ้าเธอมุ่งหวังที่จะแสวงหาสาระของชีวิตนี้อย่างแท้จริง

ชายเลี้ยงแกะได้ติดตามรับใช้ท่านมิลาเรปะ และได้รับคำแนะนำอันล้ำลึก ในที่สุดท่านกลายเป็นนักบวชที่รู้แจ้งตระหนักชัดในหลายๆ นัยยะ

ในสมัยหนึ่ง ท่านมิลาเรปะออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ ท่านมายังหมู่บ้านที่อยู่กลาง
ทุ่งราบ ท่านได้เห็นผู้คนมากหน้าหลายตากำลังสนุกสนานรื่นเริง หญิงสาวคนหนึ่งได้ถามท่านว่า “ท่านลามะ ท่านมีญาติพี่น้องหรือไม่ ท่านมีบ้านและที่ดินหรือไม่?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “อาตมามีทุกอย่าง และมีดีกว่าของใครทั้งหมด” ท่านได้กล่าวบทโศลกว่า
บ้านของอาตมาคือสรวงสวรรค์อันสมบูรณ์
ไร่ของอาตมา คือความตั้งใจอันดีงามต่อผู้คนทั้งปวง
ห้องของอาตมา คือความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่
และบิดาผู้สืบสานศาสนธรรมของอาตมา คือพระตถาคตเจ้า
ลุงของอาตมา คือผู้เผยแพร่พระธรรมคำสอน ให้ขจรขจายไปทุกแห่งหน
บรรพบุรุษของอาตมา คือท่านทิโลปะ และท่าน นาโรปะ
พ่อของอาตมาคือราชาแห่งความช่ำชอง
แม่ของอาตมาคือสตรีผู้รุ่งเรืองปัญญา
พี่ชายของอาตมา คือพระวินัยอันบริสุทธิ์
น้องชายของอาตมาคือความขยันหมั่นเพียร
น้องสาวของอาตมา คือศรัทธาอันมั่นคง
และตัวอาตมาเอง คือความวิมุติหลุดพ้นที่เป็นไปเองตามธรรมชาติ
ธาตุทั้งหลายในเรือนกายของอาตมา คือบรรดากุศลธรรม
และอาตมาบำเพ็ญสมาธิภาวนาบนความเป็นจริงอย่างถึงที่สุด
แขกผู้มาเยือนอาตมา คือบรรดาเทพธิดา
การทำกสิกรรมของอาตมา ไม่ได้มีการไถหว่านอะไร แต่ได้เก็บเกี่ยวผลแห่งธรรมกาย

ชาวบ้านได้ผละจากการละเล่นต่างๆมาแวดล้อมท่านมิลาเรปะ ท่านได้แสดงบทโศลกให้ฟังว่า

ในบ้านเรือนของพวกท่าน เทพเจ้าและสัญลักษณ์อันศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
เป็นเหมือนรากเหง้าของบาปกรรม
บรรดาตะเกียงน้ำมันที่ส่องสว่างในดวงใจทั้งหลายที่เต็มไปด้วยความตระหนี่ของพวกท่าน
เป็นเหมือนกับกองไฟกลางแจ้ง ตรงหน้าพวกเก็บภาษีที่ละโมบ
บรรดาเจ้าของคอกปศุสัตว์ เป็นเหมือนกับฟันที่ใช้เคี้ยวเนื้อ
พ่อแม่ที่มีลูกมาก เป็นเหมือนกับเศษเนื้อต้ม ในมือของคนที่หิวกระหาย
บรรดาคนชราที่เหี่ยวย่น คนทำความสะอาดบ้านที่ถูกลืม
ไม่ได้ต่างอะไรกับแมลงวันที่หงอยเหงา ตอมดมสิ่งปฏิกูลที่อยู่ท่ามกลางซากปรักหักพัง
เจ้าของกิจการมั่งคั่ง เป็นเหมือนปู่โสมเฝ้าทรัพย์
การละเล่นขว้างหินและยิงธนู เป็นเหมือนสงครามโหดระหว่างเทพกับอสูร
เกมหมากรุก เหมือนเล่ห์เหลี่ยมลับลมคมในระหว่างพระราชาด้วยกัน
พวกเล่นทอดลูกเต๋า เหมือนเหล่าปีศาจกำลังทึ้งเครื่องเซ่นสังเวย
ภาระและความยุ่งยากในธุระกิจการงานของท่าน เหมือนใยแมงมุมบนต้นไม้
การร้องเพลงและเต้นระบำของพวกท่าน เหมือนการละเล่นโง่ๆของพวกผีตองเหลือง
พวกกรรมการคุมเกมของพวกท่าน ไม่ต่างกับสัตว์ที่เพ่งจ้องมองผืนน้ำลวงบนทะเลทราย
ด้วยหลงว่าเป็นจริง
พวกนักวิจารณ์ในเกมทั้งหลาย ไม่มีความแน่นอน เหมือนงูที่ขดไปมาโดยไม่มีหัว
เหล่าผู้ที่คลั่งไคล้และหลงอยู่กับเกมพนันต่างๆ
เป็นเหมือนปีศาจหิวโหยที่เสพของหอม กำลังสูดดมอาหารที่ล่ามาได้อย่างตะกละ

สมัยหนึ่ง ท่านมิลาเรปะเห็นช่างกำลังสร้างบ้าน ท่านลงนอนเล่นใกล้ๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หญิงเจ้าของบ้านพูดกับท่านว่า “ท่านนักบวช เอ้านี่เครื่องมือ กรุณาใช้มันช่วยเราเล็กๆน้อยๆ เดี๋ยวจะเอาอาหารร้อนๆมาให้” หลังจากนั้นครู่ใหญ่ เธอกลับมาอีก และเห็นท่านมิลาเรปะนอนอยู่ที่เดิม เธอกล่าวว่า “ไม่น่าประหลาดใจเลย เขาพากันพูดว่า บางคนสมควรที่จะไม่ได้อะไรเลย ท่านมีเวลาตั้งเยอะ ท่านกลับไม่ทำอะไร แม้แต่ช่วยปะพอกเล็กๆน้อยๆ ท่านช่างไร้ประโยชน์เสียจริงๆ” เธอพูดจบ ก็เดินจากไป
ท่านมิลาเรปะเดินตามหล่อนเข้าไปในบ้าน พวกทำงานก่อสร้าง กำลังกินอาหาร ท่านเข้าไปบิณฑบาต หญิงเจ้าของบ้านกล่าวว่า “ผู้ที่ไม่ได้ทำงานด้วยร่างกายอันเกียจคร้าน ไม่ควรเรียกร้องจะกินด้วยปากที่เกียจคร้าน” ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “อาตมาไม่ได้ช่วยก่อสร้างบ้าน เพราะอาตมามีภารกิจที่สำคัญมากกว่า” ท่านได้แสดงบทโศลกว่า
อาตมาขอน้อมคารวะต่อคุรุทั้งปวง
เหนือขึ้นไป อาตมาขอถือเอาวิสุทธิบุคคลผู้ประเสริฐ เป็นสรณะ

เมื่อคุณโยมเฝ้าดูอาตมาจากภายนอก ย่อมไม่อาจแลเห็นการศึกษาปฏิบัติที่ต่อเนื่องของอาตมา

บนทุ่งราบแห่งความไร้เหตุปัจจัยปรุงแต่งอันเป็นอสังขตธรรม ที่พ้นไปจากความสุดโต่งทั้งหลาย
อาตมากำลังขมักเขม้นก่อสร้างกำแพงแห่งสัมมาญาณทัสนะ
อาตมาจึงไม่มีเวลาที่จะก่อสร้างกำแพงที่เป็นอิฐหินดินปูน
ในดินแดนแห่งอนัตตาธรรม อาตมาเฝ้าขจัดปีศาจร้ายแห่งตัณหาราคะอันร่านทุรน
อาตมาจึงไม่มีเวลาที่จะไถคราดและหว่านในดินแดนของโยมบิดา
ในธรรมชาติแห่งเอกสภาวะเดียวของสรรพสิ่งที่อยู่เหนือขอบเขตของภาษาที่จะอธิบาย
อาตมาได้ขจัดผีร้ายแห่งการยึดถือในอัตตาตัวตนลง
อาตมาจึงไม่มีเวลาที่จะต่อสู้กับศัตรูที่ขมขื่น
ในอาณาจักรแห่งการไม่กำหนดหมายแบ่งแยกคุณค่าของสิ่งใดๆออกเป็นคู่ๆ ตามคติทวินิยม
อาตมาจดจ่ออยู่กับธรรมวิจัย อาตมาย่อมไม่มีเวลาสำหรับงานในบ้านเรือน
ในพุทธมณฑลแห่งเรือนกายของอาตมา อาตมาเฝ้าปลุกเร้าสติให้สมบูรณ์อยู่เสมอ
อาตมาย่อมไม่มีเวลาที่จะคอยป้อนข้าวน้ำหรือเช็ดขี้มูกให้บรรดาเด็กๆ
ในคลังสมบัติแห่งสภาพที่ยิ่งกว่าสุข อาตมาได้สั่งสมอริยทรัพย์เอาไว้
อาตมาไม่มีเวลาสำหรับการแสวงหาโลกียทรัพย์ใดๆ ในโลกนี้อีก
บนภูผาแห่งธรรมกายอันเป็นอมตะ อาตมาเฝ้าเจริญสติสัมโพชฌงค์อยู่เสมอ
อาตมาย่อมไม่มีเวลาที่จะดูแลต้อนฝูงแกะและวัวควายออกไปในท้องทุ่ง
บนสรีระอันประกอบด้วยเลือดเนื้อและกระดูกของอาตมา
อาตมาได้ก่อสร้างสถูปเจดีย์แห่งความไร้ตัวตนอันเป็นนิรันดร
อาตมาย่อมไม่มีเวลาจะมาก่อสร้างเจดีย์ ที่เป็นอิฐหินดินทราย
ณ ศูนย์กลางแห่งดวงใจของอาตมา อาตมาได้จุดประทีปอันสว่างไสวแห่งการตรัสรู้ขึ้นมา
อาตมาย่อมไม่มีเวลาที่จะมาจุดเทียนบวงสรวงปวงเทพเจ้าใดๆ อีก
ในวิหารอันสะอาด สว่าง สงบ แห่งสภาพปรมังสุญญังที่ยิ่งกว่าสุข
อาตมาเฝ้าแสวงหาความไม่ตายผ่านโพธิญาณในดวงใจ
อาตมาจึงไม่มีเวลาที่จะแสวงหาวัตถุปัจจัยตามแบบโลกๆ อีก
บนพฤติภาพอันขาวใสสะอาดแห่งดวงใจ
อาตมาได้จารึกปรากฏการณ์แห่งความดับไม่เหลือของตัณหาราคะลงไว้
อาตมาย่อมไม่มีเวลาที่จะเขียนบทกวีแบบโลกๆ
อาตมาเฝ้าละลายกิเลสนิวรณ์ทั้งห้า ลงในน้ำอมฤตแห่งสุญตาธรรมจนหมดสิ้น
อาตมาจึงไม่มีเวลาศึกษากฎระเบียบของคณะสงฆ์
ด้วยความเมตตากรุณาอันไม่มีประมาณ อาตมาได้คอยปกป้องบรรดาสรรพสัตว์ในภพภูมิทั้งหก
อาตมาจึงไม่มีเวลาที่จะปกครองข้าทาสบริวารใดๆ อีก
เมื่อระลึกถึงคำสอนของบรรดาคณาจารย์ อาตมาได้เฝ้าพากเพียรปฏิบัติตาม
อาตมาจึงไม่มีเวลาสำหรับโลกีย์วิสัย
บนยอดเขาที่เต็มไปด้วยความสงบวิเวก อาตมาปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธองค์
อาตมาจึงไม่มีเวลาสำหรับตามใจตนด้วยการนอน
วจีสังขารของอาตมาย่อมสาธยายแต่พระธรรม อาตมาไม่มีเวลากับคำพูดไร้สาระใดๆ

บรรดาผู้ที่ร่วมรับฟังอยู่ในขณะนั้น พากันรู้สึกว่าพวกตนโชคดี ที่ได้ฟังบทโศลกของท่านมิลาเรปะ หญิงเจ้าของบ้านก็รู้สึกสำนึกผิด พวกเขาต่างพากันสาธุการและน้อมกายลงคารวะท่าน และพากันถวายจตุปัจจัยแก่ท่าน ชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้ถามถึงสถานที่พำนักของท่าน เพื่อจะได้ติดตามไปรับฟังคำแนะนำ ท่านมิลาเรปะกล่าวตอบว่า
อาตมาขอน้อมคารวะคุรุผู้เป็นดังบิดาทั้งปวง

วิหารของอาตมา คือกระท่อมที่ไม่มีชื่อ
โยมอุปัฏฐากของอาตมา คืออุบาสกอุบาสิกาทุกแห่งหน
ไม่มีใครบอกได้ดอก ว่าอาตมาจะไปที่ใด หรือจะพำนักอยู่ที่ไหน
ในท้องถ้ำซึ่งไม่มีผู้คนย่างกรายเข้าไป อาตมาย่อมไม่ปรากฏต่อสายตาของผู้ใด
อาตมาพกพาแต่บัญชาของคุรุ ซึ่งเบายิ่งกว่าขนนก อาตมาจึงแบกไปอย่างง่ายดาย
ซุกซ่อนง่ายยิ่งกว่าทองคำ อาตมาจึงปกปิดไว้ได้ตามปรารถนา
แข็งแรงกว่าปราสาทหิน มันยืนผงาดอย่างมั่นคง เมื่อต้องเปิดเผยในที่มีอันตราย
สามเดือนในฤดูฝน อาตมาพำนักอย่างผาสุกในป่าทึบ
สามเดือนในฤดูร้อน อาตมาพำนักอย่างสดชื่น บนภูเขาหิมะ
สามเดือนในฤดูใบไม้ผลิ อาตมาพำนักอยู่ตามห้วยหนองคลองบึง อย่างร่าเริง
สามเดือนในฤดูใบไม้ร่วง อาตมาท่องเที่ยวบิณฑบาตไปอย่างเบิกบานใจ
ด้วยคำสอนแห่งคุรุของอาตมา ดวงใจของอาตมาย่อมมีแต่ความผาสุกเสมอ
เมื่อได้เปล่งธรรมคีตาที่ก่อแรงบันดาลใจให้ผู้คน วจีกรรมของอาตมาก็มีแต่ความน่ายินดี
ด้วยการห่มผ้าฝ้ายบางๆ จากเนปาล เรือนกายของอาตมาย่อมผาสุกเสมอ
อาตมาบรรลุถึงสัมฤทธิ์ผลทุกประการ สำหรับอาตมา ทุกๆสิ่งย่อมนำความร่าเริง
เบิกบานใจมาให้เสมอ

ชายหนุ่มได้กลายเป็นสานุศิษย์ของท่าน ทุกคนที่ร่วมฟังธรรม ต่างก็ปฏิญาณที่จะบำเพ็ญแต่คุณงามความดี
สมัยหนึ่ง ท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกชื่อว่า “มหาสมุทรแห่งสังสารวัฏ” ให้ญาติโยมซึ่งไม่ค่อยแน่ใจว่าท่านคือมิลาเรปะตัวจริง ได้รับฟัง
ท่านอาจารย์ผู้เป็นวิสุทธิบุคคล ย่อมสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของอาตมาเสมอ

โอ้สังสารวัฏนี้หนอ มิได้เป็นดุจเดียวกับท้องทะเลดอกหรือ? เฝ้ากักเก็บน้ำไว้ไม่รู้จบ
เฉกเช่นเดียวกับความทะยานอยากที่ดำเนินไปไม่รู้หยุดของผู้คน ซึ่งไม่เคยอิ่มเคยเต็ม
พระรัตนตรัยนั้นมิได้เป็นดุจเดียวกับขุนเขา สุเมรุ ซึ่งไม่มีผู้ใดมาโยกโคลงให้สั่นคลอนได้ดอกหรือ?
ส่วนสังสารวัฏนั้นมิได้มีความไม่จีรังดุจเดียวกับขนนก
ซึ่งพร้อมเสมอที่จะหลุดล่วงโดยไม่มีผู้ใดจะใส่ใจดอกหรือ?
กฎระเบียบอันเป็นวินัยของสงฆ์ตามพระพุทธบัญญัติ
มิได้เป็นดังซากศพที่กองอยู่ข้างถนนของชายขี้เรื้อนซึ่งไม่มีผู้ใดต้องการจะแตะต้องดอกหรือ?
หนังของสุนัขจิ้งจอกที่ใช้ทำอาสนะรองนั่งสำหรับภิกษุผู้ทรงสมณะศักดิ์
มิได้ทิ่มตำเอาเนื้อสะโพกของท่านเหล่านั้นดอกหรือ?
มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงดอกหรือ ที่ผู้คนคิดว่าวินัยของพระสงฆ์เป็นสิ่งซึ่งไร้ความหมาย?
มันไม่ใช่ข้อเท็จจริงดอกหรือที่ภิกษุเป็นจำนวนมากละเลยต่อการปฏิบัติตามพระพุทธวจนะ?
พวกโจรเผ่ามองโกล คอยเฝ้ารบกวนภิกษุฝ่ายอรัญวาสีหรืออย่างไร
ท่านเหล่านั้นจึงหลบไปพักอาศัยอยู่ในเขตุชุมชน?
ผู้คนมิได้กระหายอยากต่อการเกิดใหม่และการดำเนินไปในสภาวะสัมภเวสีมิใช่หรือ?
แต่เหตุใดเขาจึงทำตนเองให้ผูกพันเหนียวแน่นอยู่กับบรรดาสานุศิษย์?
ผ้าขนสัตว์จะมีราคาแพงขึ้นมากมายในชีวิตหน้าหรืออย่างไร?
ทำไมพวกผู้หญิงจึงได้สะสมกักตุนมันไว้มากมายในกาลบัดนี้?
ผู้คนพากันเกรงกลัวว่าสังสารวัฏจะไร้สรรพชีวิตกระนั้นหรือ?
ทำไมพวกเขาทั้งหลายจึงพากันขวนขวายอยากได้เด็กๆ?
ท่านทั้งหลายพากันกักตุนอาหารและเครื่องดื่มไว้สำหรับชีวิตหน้าหรือ?
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ทำไมหญิงชายจึงไม่บริจาคทำบุญกุศลทาน?
มีสิ่งน่าสะพรึงกลัวอยู่ในสรวงสวรรค์ด้วยหรือ?
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ทำไมจึงมีน้อยคนนักตระเตรียมจะไปที่นั่น?
มีความผาสุกสำราญอยู่ในนรกอเวจีหรือ?
ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ทำไมผู้คนเป็นจำนวนมากจึงเตรียมตัวจะไปเยือน?
พวกเธอไม่รู้ดอกหรือว่า ความทุกข์ระทมและภพภูมิอันต่ำทรามเป็นผลพวงมาจากบาปกรรม?
ขอให้เธอจงมั่นใจเถิดว่าการสั่งสมกุศลกรรมเอาไว้ ณ บัดนี้
ย่อมจะทำให้เธอสงบสันติและปราศจากความโศกตรม เมื่อมรณะกาลมาเยือน

เมื่อได้รับฟังบทโศลกนี้จบลง ผู้คนต่างพากันเชื่อแน่ว่าท่านคือมิลาเรปะตัวจริง ความเลื่อมใสศรัทธาได้หยั่งลงอย่างล้ำลึก
เรื่องราวในบทนี้ ไม่อาจจัดเข้ารวมไว้ในกลุ่มเรื่องราวตอนใด เพราะเป็นการวิสัชนาข้อปุจฉาของสาธุชนและบรรดาสานุศิษย์ หลายครั้ง ที่ต่างกรรมต่างวาระกัน

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook