บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

มิลาเรปะ

การจากไปของ เรชุงปะ ขอน้อมคารวะต่อคณาจารย์ทั้งปวง

ท่าน เรชุงปะ ศิษย์เอกของท่าน มิลาเรปะ ได้เผชิญกับความร้อนลุ่มด้วยกิเลสอนุสัยในภายในของท่าน อันเกิดแต่ เลดี้ เดมบู ผู้เป็นญาติธรรม เพื่อปลดปล่อย เรชุงปะ จากอิทธิพลของอุปสรรค ท่านมิลาเรปะ ได้จำแลงกายเป็นขอทาน และตรงเข้าไปหา เรชุงปะ เพื่อรับการบริจาค ท่าน เรชุงปะ ได้มอบหยกราคาแพงซึ่งท่านได้มาจากหุบเขาแห่ง แย็กเดอ ให้ขอทาน โดยกล่าวชี้แนะให้นำไปขายเอาเงินไว้ซื้ออาหารกิน ท่านมิลาเรปะ ได้ประจักษ์ว่าศิษย์ของท่าน มิได้มีเยื่อใยกับโลกียทรัพย์ใดๆ ด้วยกุศลวิบากแห่งทานบริจาค ท่านเรชุงปะจึงได้แยกกับ เลดี้ เดมบู ท่านจากมาด้วยความท้อแท้เหนื่อยหน่ายของเธอ และท่านได้กลับมาพบท่านมิลาเรปะอีกครั้งหนึ่ง
ระหว่างทาง ท่านเรชุงปะได้แวะบ้านคหบดีผู้หนึ่ง ซึ่งได้ถวายเนื้อแห้งให้ท่านสองส่วน ท่านนำกลับมาด้วยอย่างระมัดระวัง เพื่อเตรียมไว้เป็นของกำนัลสำหรับท่านมิลาเรปะ ขณะนั้นท่านมิลาเรปะพำนักอยู่ที่ ชูบา กับบรรดาสานุศิษย์ ท่านบอกพวกเขาว่า “เรชุงปะกำลังกลับมา เขานำบางอย่างกลับมาด้วย มันใหญ่มากจนหุบเขานี้โตไม่พอที่จะเก็บมัน”
จากนั้นไม่นานเรชุงปะก็กลับมาถึง เขาถวายถุงใส่เนื้อแห้งกับท่านมิลาเรปะ และถามถึงสุขภาพของท่าน ท่านมิลาเรปะกล่าวว่า

อาตมาเป็นนักบวชที่ท่องเที่ยวไปตามขุนเขา
เหมือนกับเป็นมณฑลอันยิ่งใหญ่ เรือนกายของอาตมาเต็มเปี่ยมไปด้วยสภาพที่ยิ่งกว่าสุข
บริสุทธิ์สะอาดจากตัณหาราคะและความหยิ่งผยองลำพองตน อาตมาจึงรู้สึกผาสุกยิ่งนัก
ด้วยการกำจัดความปรารถนาในการเบี่ยงเบนออกนอกทาง อาตมารู้สึกเป็นสุขในความสงบสงัด
เพราะอาตมาได้สละสิ่งทั้งปวง อาตมาจึงผาสุกอยู่ได้ในดินแดนที่ไม่มีผู้คนย่างกรายเข้าไป
เพราะอาตมาได้ตัดความสัมพันธ์กับวงศาคณาญาติ
การแสวงหาเก็บตุน จึงไม่จำเป็นสำหรับอาตมา
อาตมาย่อมมีชีวิตอยู่อย่างผาสุก
โดยปราศจากความปรารถนาที่จะเป็นปราชญ์เมธีเรืองนาม อาตมาจึงไม่รู้สึกด้อยกว่าผู้ใด
ด้วยแก่นสารสาระแห่งดวงจิต อาตมาย่อมมีแต่ความผาสุกเท่านั้น

อาตมามีความผาสุกอยู่ได้โดยไม่ต้องพูดอย่างน้ำไหลไฟดับ เพราะอาตมาไม่ต้องการเป็นนักพูด
ไม่ต้องมีแผนการใดๆ เพราะดวงจิตของอาตมา อิสระจากความฉ้อฉลทั้งปวง
อาตมาผาสุกเพราะไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการนินทาว่าร้าย
และอาตมาไม่ปรารถนาชื่อเสียงเกียรติ์คุณ ในทุกกาลสถานและทุกอิริยาบถ
อาตมาจึงผาสุกอยู่ตลอดเวลา
เรชุงปะลูกเอ๋ย เธอสบายดีอยู่หรือ ในการเดินทางกลับมา?

ท่านเรชุงปะได้แบ่งแจกเนื้อแห้งให้เรปะทุกคนได้กินทั่วหน้ากัน เรปะองค์หนึ่ง ถามท่านมิลาเรปะว่า “ท่านอาจารย์ครับ ท่านเพิ่งบอกว่าเรชุงปะจะนำของขวัญที่ใหญ่กว่าหุบเขานี้กลับมาด้วย มันอยู่ที่ไหนครับ?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “หุบเขาคือกระเพาะของพวกเธอ เนื้อแห้งคือของขวัญชิ้นใหญ่ มันใหญ่กว่ากระเพาะ” พวกเรปะพากันหัวเราะอย่างครื้นเครง
ท่าน เรชุงปะ ได้แลเห็นหยกที่ตนมอบแก่ชายขอทาน วางอยู่ในสำนักของท่านมิลาเรปะ จึงเข้าใจได้โดยตลอดว่าอาจารย์ของตน ได้จำแลงกายเป็นชายขอทานเพื่อติดตามปกป้องคุ้มครองตน ให้พ้นจากอำนาจของกิเลสอนุสัยแห่งกามวิตก
ท่านมิลาเรปะได้กล่าวว่า “เรชุงปะ ถ้าเธอไม่ได้มอบหยกให้อาตมา มันจะนำไปสู่ความหายนะ แต่เป็นเพราะความภักดีและความเคารพต่ออาตมา ที่ไม่เคยสิ้นสุดของเธอ รวมทั้งความเมตตากรุณาอันยิ่งใหญ่ต่อสรรพชีวิต เธอจึงหลุดรอดจากอุปสรรคครั้งนี้มาได้ ณ บัดนี้ เธอควรยินดีและผาสุก จงฟังบทโศลกของอาตมา”

ยิ่งใหญ่นักหนา คือพรชัยของคุรุผู้เป็นดังบิดา
อิทธิฤทธิ์ของมิลาเรปะเป็นสิ่งสำคัญ
จำเป็นที่สุด คือทานบริจาคและเมตตาธรรมของเรชุงปะ
หยกที่เธอให้คนขอทานกลับมาอยู่กับเราที่นี่
ในเย็นวันนี้ เราอาจถวายต่อท่าน เดม ชอง ในพิธีกรรมเพื่อก่อแรงบันดาลใจของพวกเรา

การบริจาคแก่ผู้ที่ยากไร้ด้วยเมตตาธรรม คือการรับใช้พระพุทธเจ้าทั้งในอดีตปัจจุบันและอนาคต
การบริจาคแก่คนขอทานด้วยความเห็นใจ คือการรับใช้ มิลาเรปะ
สรรพชีวิตคือบิดามารดาของบุคคล
การกำหนดหมายแยกแยะคุณค่าของผู้คนนับได้ว่าเป็นโมหะ
ปราชญ์เมธีที่แท้จริงกับผู้คงแก่เรียนย่อมคล้อยตามกันเสมอ
การยึดมั่นในหลักคำสอนจากสำนักหนึ่งสำนักใดแล้วดูแคลนการศึกษาในสำนักอื่นๆ
เป็นความหายนะของการเรียนรู้
พระธรรมคำสอนล้วนนำพาสู่ความดีงาม
ผู้ที่ยึดมั่นแบ่งแยกเป็นลัทธินิกาย
คือผู้ที่ปิดกั้นหนทางอิสระหลุดพ้นและทำให้พระศาสนามัวหมอง
โลกียสุขที่บุคคลได้รับล้วนมีเหตุปัจจัยมาจากผู้อื่น
การเอื้อเฟื้อให้ความช่วยเหลือผู้อื่นเป็นการตอบแทน นำมาซึ่งความปลื้มปิติ
อกุศลกรรมที่บุคคลได้ประกอบลงไป ย่อมนำภยันตรายมาสู่บุคคลนั้นเพียงประการเดียว

จงเข้าสู่ธรรมมณฑลด้วยดวงจิตที่เต็มไปด้วยความเมตตากรุณา
จงปลงอาบัติ สำนึกในบาปที่กระทำลงไป และสำรวมระวังในพระปาฏิโมกข์ ด้วยธรรมวิจัย

ท่านเรชุงปะ ได้ปลงอาบัติและให้ความมั่นใจแก่ท่านมิลาเรปะ เกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติของตนต่อหน้าสานุศิษย์องค์อื่นๆด้วย โดยท่านเรชุงปะกล่าวบทโศลกว่า

การถวิลหาความยินดีทางเนื้อหนังด้วยการแสวงหาโลกียสุข ที่กระผมปล่อยตามใจตัว
การตกจมลงในอารมณ์ ที่กระผมได้สังขารปรุงแต่งมันขึ้นมา
ล้วนเป็นการกระทำต่ำทรามที่นำพาสู่ความทุกข์ทรมาน
ต่อหน้าสรีระกายแห่งองค์คุรุผู้เป็นดุจบิดา กระผมขอสารภาพผิดอย่างสิ้นเชิง เพื่อปลงอาบัติ

ความปรารถนาที่จะพูดมาก ย่อมนำพาสู่ความโกหกหลอกลวง
ลิ้นที่คล่องแคล่วและฉลาดแบบโลกๆ ย่อมดึงลากบุคคลตกจมลงสู่นรก
เนื้อและเหล้าองุ่นที่ทำให้ปากเอร็ดอร่อย ย่อมผลักไสบุคคลให้กลับกลายเป็นผีเปรตผู้หิวกระหาย
ณ บัดนี้ กระผมขอสารภาพถึง วจีกรรมอันทุจริตที่ปราศจากความละอายของกระผมทั้งหมด
ต่อหน้าคุรุผู้เป็นดุจบิดา

ตัณหาต่อโลกียสุข เป็นสาเหตุแห่งความคิดอันชั่วร้ายทั้งหลาย
ความปรารถนาชื่อเสียงเกียรติ์คุณ ก่อให้เกิดการกระทำที่เต็มไปด้วยมลทิน
การประกอบบาปกรรมทั้งปวงของกระผม มีสาเหตุมาจากตัณหาและความโลภ
ณ บัดนี้ กระผมขอสารภาพ ต่อหน้าคุรุผู้เป็นดุจบิดา

การท่องเที่ยวไปในเมือง ทำให้การปฏิบัติบำเพ็ญของกระผมถูกรบกวน
การทรงเจ้าเข้าผี ทำให้พลังแห่งมนตร์ของกระผมอ่อนกำลังลง
เมื่อห่างไกลจากความตื่นรู้เบิกบาน ประสบการณ์ในสัมมาสมาธิย่อมเลือนลาง
กระผมขอสารภาพความหลงผิดเหล่านี้ ต่อเทพเจ้าทั้งหลายแห่งธรรมมณฑล

ในบ้านเรือนที่ผู้คนอยู่กันมากๆ กระผมแยกแยะระหว่าง “ของกู” กับ “ของมึง”
ทั้งหมดเป็นความต่ำต้อยเลวทรามของกระผม กระผมขอสารภาพต่อหน้าญาติธรรมของกระผม

ท่านชิวาอุยได้ถามท่านมิลาเรปะว่า “เรชุงปะเป็นนักบวชที่ช่ำชองอย่างสมบูรณ์ในพลังปราณและพลังจิต ทำไมเขายังต้องการความคุ้มครองจากท่านอาจารย์ ในการพาสตรีไปฝึกปฏิบัติตันตริก? ทำไมเขายังต้องสารภาพบาปต่อหน้าท่านอาจารย์ ในการกระทำนี้ด้วย?” ท่านมิลาเรปะตอบว่า “บุคคลต้องรู้จัก เวลา และเงื่อนไข ที่เหมาะสม” จากนั้นท่านมิลาเรปะได้แสดงบทโศลกว่า

อาตมาขอน้อมคารวะต่อคุรุมาระปะผู้ประเสริฐ
จงได้สวดภาวนาเพื่อนำพาอาตมาสู่สัมมาอริยมรรค
จงได้เกื้อหนุนอาตมาให้เข้าใจถึงภาวะแห่งดวงจิตของสานุศิษย์ด้วยเถิด

การไม่รู้จักเวลาที่ถูกต้องเพื่อปฏิบัติ การบำเพ็ญโยคะของบุคคล ย่อมออกนอกลู่นอกทาง
การไม่รู้จักเวลาที่ถูกต้องเพื่อจะพูด ผู้ทรงคุณวุฒิ ย่อมออกนอกลู่นอกทาง
การไม่รู้จักเวลาที่ถูกต้องเพื่อจัดหาอาหาร แม่บ้านที่ดี ย่อมออกนอกลู่นอกทาง
การไม่รู้จักเวลาที่ถูกต้องเพื่อทำตามหน้าที่ของพวกเขา คนรับใช้ทั้งหลาย ย่อมออกนอกลู่นอกทาง
การไม่รู้จักเวลาที่ถูกต้องเพื่อพบศัตรู นักสู้ทั้งหลาย ย่อมออกนอกลู่นอกทาง
การไม่รู้จักเวลาที่ถูกต้องเพื่อเผชิญกับเงื่อนไขทั้งหลาย พระที่ทรงสมณะศักดิ์ ย่อมออกนอกลู่นอกทาง
การไม่รู้จักเวลาที่ถูกต้องเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้การบำเพ็ญประโยชน์ ออกนอกลู่นอกทาง

ปราศจากความพากเพียรอุตสาหะและธรรมวิจัย การพำนักในขุนเขา ย่อมเสียเวลาเปล่า
ถ้าผู้คนไม่ได้พิจารณาที่จะช่วยเหลือกัน มิตรภาพและความเป็นพี่น้องกัน ย่อมอันตรธานไป
ถ้าศิษย์ไม่รักษากฎเกณฑ์ทั้งหลายของคุรุ ความสัมพันธ์กับท่าน ย่อมขาดลงในเวลาไม่ช้าไม่นาน
กว้างขวางปราศจากขอบเขตุ คือความผิดพลาดทั้งหลายและการออกนอกลู่นอกทาง
อนิจจา บุคคลจักสามารถบันทึกมันไว้ทั้งหมดได้อย่างไร?
ลูกๆที่รัก เธอควรได้ปฏิบัติให้สอดคล้องกลมกลืนกับถ้อยคำของอาตมา
คืนวันหนึ่ง ท่านเรชุงปะฝันไปว่า ท่านวางผ้าขนสัตว์บนหลังสุนัขตัวหนึ่ง และได้ตะโกนออกมาว่า “บันทึกถ้อยคำ บันทึกถ้อยคำ” จากนั้นท่านผ่านมาถึงภูเขาลูกหนึ่ง มีผู้คนกลุ่มละแปดสิบแปดคนออกมาต้อนรับท่าน จากแต่ละด้านของภูเขา ด้านละกลุ่ม ท่านเรชุงปะขอให้ท่านมิลาเรปะช่วยพยากรณ์ความฝันให้ ท่านมิลาเรปะกล่าวบทโศลกว่า

สุนัขแสดงถึงว่าเธอจะมีเพื่อนอีกหนึ่งคน
ผ้าขนสัตว์หมายถึงจิตใจของเธอจะอ่อนโยน
“บันทึกถ้อยคำ” หมายความว่าเธอจะเป็นผู้คงแก่เรียน
การตะโกน แสดงว่าเธอจะแสดงบทโศลกด้วยประสบการณ์ที่มหัศจรรย์
ผู้คนกลุ่มละแปดสิบแปดสองกลุ่ม มีความหมายว่าเธอจะได้รับการต้อนรับจากผู้คนจำนวนมาก

อีกคืนหนึ่ง ท่านเรชุงปะฝันว่า ท่านถอดเสื้อทิ้งและชำระร่างกายด้วยน้ำ จากนั้นกลายร่างเป็นนกบินไปเกาะบนต้นไม้ กายของนกสว่างไสว จากนั้นท่านเห็นกระจกเงา และส่องดูมัน ท่านมิลาเรปะพยากรณ์ว่า

ถอดเสื้อทิ้งบ่งชี้ถึงการสละปล่อยวางตัณหา
ชำระร่างกายด้วยน้ำ หมายถึงบริสุทธิ์สะอาดด้วยคำแนะนำ
นกหมายถึงความเมตตากรุณา
สองปีกของนกคือสมถะและวิปัสสนา
สว่างอยู่บนต้นไม้ เปิดเผยถึงการเข้าถึงโพธิจิต
กระจกเงาที่เห็น บงชี้ถึงความเกี่ยวข้องกับเทพธิดา

อีกคืนหนึ่งท่านเรชุงปะฝันว่า ท่านขี่ลาวิ่งถอยหลัง และใส่เสื้อคลุม มีถ้อยคำเขียนบนเสื้อว่า “ความหวัง” ท่านมิลาเรปะอธิบายความฝันว่า

ขี่ลาถอยหลัง คือการหันหลังให้กับสังสารวัฏ และลาหมายถึงมหายาน
เมื่อใดที่เธอบรรลุพระนิพพาน เธอจะยังสัมฤทธิ์ผลแก่ผู้คนทั้งปวง

อีกคืนหนึ่งท่านเรชุงปะฝันว่า ท่านวางอัญมณีไว้เหนือหัว และห่มจีวรที่สะอาดปราศจากมลทิน จากนั้นท่านส่องกระจกดู ก็ไม่พบจุดด่างเลย มือข้างขวาของท่านถือวัชชระ มือข้างซ้ายถือกะโหลกที่มีโลหิตอยู่เต็ม ท่านฝันไปด้วยว่าท่านนั่งไขว้ขาในท่าสมาธิดอกบัว เบื้องหลังของท่าน มีรัศมีของลำแสงมากมายเปล่งประกาย เรือนกายของท่านเป็นกองไฟที่ลุกโชดช่วง ท่านเห็นน้ำพุพุ่งขึ้นมาเบื้องหน้า สุริยันและจันทราสาดแสงออกมาจากหัวใจของท่าน ทางด้านซ้ายของท่าน มีหญิงชายยืนอยู่จำนวนเท่าๆกัน ทางด้านขวา มีเด็กคนหนึ่งกำลังเลี้ยงทารก ซึ่งต่อมากลับเพิ่มทวีคูณกลายเป็นแกะมากมาย ท่านมิลาเรปะอธิบายความหมายของความฝันว่า

อัญมณีบ่งบอกถึงว่าเธอควรได้ระลึกถึงคุรุดังท่านสถิตอยู่เหนือเศียรเกล้าของเธอ
จีวรขาวสะอาดหมายถึงการสืบสานต่อๆกันมาของคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบภายใน
การมองกระจกหมายถึงการเห็นแจ้ง
การถือวัชชระหมายถึง การมอดมลายลงของบรรดาความคิดที่หลั่งไหล
กะโหลกในมือซ้าย เป็นสัญลักษณ์ของประสบการณ์ในความที่ยิ่งกว่าสุขแห่งสุญญตภาวะ
ท่านั่งดอกบัว หมายถึงการอิสระจากจากความหลงผิดทั้งปวง
นั่งไขว้ขาบ่งชี้ว่าเธอจักอยู่ในสมาธิได้นาน
แสงที่เปล่งประกายข้างหลัง หมายถึงความตระหนักชัดอันสว่างไสว
น้ำพุที่พุ่งขึ้นมาเบื้องหน้า หมายความว่าเธอจะมีสัญลักษณ์และประสบการณ์
ไฟที่สรีระหมายถึงเตโชกสิณ
สุริยันและจันทรา พิสูจน์ถึงความสว่างไสวภายในของเธอ
หญิงชายจำนวนเท่าๆกันทางซ้าย หมายถึงเทพเจ้าและเทพธิดาที่เป็นพุทธสาวก จักพากันต้อนรับเธอ
ทางด้านขวา ทารกและแกะมากมาย พิสูจน์ว่าเธอจักปกป้องบรรดาสานุศิษย์ของเธอ
การเพิ่มขึ้นทวีคูณ หมายถึงการแผ่ไพศาลของการสืบสานคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบภายใน

ในที่สุด ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวแก่ท่าน เรชุงปะว่า เวลาอันเหมาะควรที่ เรชุงปะ จะได้ปลีกตัวจากท่านไป เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพชีวิตในแวดวงที่กว้างขวางมากยิ่งขึ้นได้มาถึงแล้ว

จงฟังอาตมา เรชุงปะ ถึงความเนื่องกันอยู่ดั้งเดิม ระหว่างสังสารวัฏและพระนิพพาน
ถ้าเธอสามารถอิงอาศัยคุรุผู้ศักดิ์สิทธิ์
คำสอนอันลึกซึ้งจากคุรุ ย่อมถูกมอบให้แก่เธอโดยไม่ต้องพยายาม

จงฟังอาตมา เรชุงปะลูกเอ๋ย
ถ้าเธอสามารถหลบหลีกจากชีวิตในเมืองมาพำนักในสถานที่อันสงบสงัด
สัมมาญาณทัสสนะวิเศษย่อมบังเกิดขึ้นได้เองโดยไม่ต้องพักหรือเพียร
ถ้าเธอสามารถอยู่เหนืออกุศลกรรมแลอุปาทานยึดมั่น และสามารถสละสิ่งที่เธอต้องการได้ทั้งหมด
เธอจักบรรลุถึงสภาพที่ยิ่งกว่าสุขอย่างเงียบๆ โดยปราศจากตัณหา

จงฟังอาตมา เรชุงปะลูกเอ๋ย
รากเหง้าของสังสารวัฏคือการแบกหามด้วยอุปาทานยึดมั่น
ถ้าเธอสามารถละวางอุปาทาน และใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่อันสงบสงัด
เธอจักบรรลุถึงดินแดนแห่งพุทธะอย่างเงียบๆ

ถึงแม้ว่าพระธรรมจักขจรขจายไปทั่วทิเบต
ถ้อยคำที่ไร้สาระและเต็มไปด้วยมิจฉาทิฐิก็ยังมีอยู่มากมาย
เรชุงปะ ลูกเอ๋ย เธอจงได้นำพาผู้คนสู่สัมมาทิฐิให้จงได้

จงฟังอาตมา เรชุงปะลูกเอ๋ย
ถ้าเธอต้องการปฏิบัติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์จากหัวใจของเธอ
จงจำไว้ว่า พุทธศาสนิกชนต้องเอาชนะตัณหาให้ได้
สละปล่อยวางความโลภ หนีห่างจากการพูดมาก

จงฟังอาตมา เรชุงปะลูกเอ๋ย
เมื่อเธอปรารถนาสัมฤทธิ์ผลในบวรพุทธศาสนา
จงหยุดระลึกถึงโลกียสุขในชีวิตนี้โดยเด็ดขาด
จงหล่อหลอมความรู้แจ้งตระหนักชัดให้มั่นคงถาวรหยั่งลึกลงสู่ก้นบึ้งแห่งดวงใจ

จากนั้นท่านมิลาเรปะกล่าวว่า “เรชุงปะ ในอดีต ขณะที่เธอควรพำนักอยู่ในสถานที่เดียว เธอกลับปรารถนาจะไปที่อื่น ณ บัดนี้ เธอควรไปที่ โด แห่ง โลโร ใกล้กับ ป่าชาโบ บริเวณภูเขาหิมะแชมโบ รอยเขตุแดนทิเบต ณ ที่นั้น เธอจักได้ยังประโยชน์ให้แก่สรรพชีวิตเป็นอันมาก”

เรชุงปะ ลูกคนโตของอาตมา เธอกำลังจะไปที่ วู ณ บัดนี้
ในบรรดาลูกทั้งสี่ของอาตมา เธอคือลูกที่แข็งแกร่งที่สุด
ลูกรักผู้เต็มไปด้วยความสำเร็จนาๆประการ จงระลึกถึงคุรุของเธอไว้เหนือเศียรเกล้า และไปเถิด

จงสำรวมระวังในพระธรรมวินัยอย่างระมัดระวัง และไปเถิด
จงชูประทีปแห่งการสืบสานต่อๆกันมา ของพระธรรมคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายใน
จงไปกำจัดม่านหมอกแห่งอวิชชาเถิด
จงไปบ่มเพาะสานุศิษย์ที่เต็มไปด้วยพรสวรรค์เถิด
จงอย่าได้เปิดเผยสิ่งใดๆกับผู้ที่ไร้สมรรถนะ

จงไปเพาะปลูกต้นไม้แห่งชีวิตของพระธรรม
จงแลดูผู้คนด้วยความปราณี
จงไปยังชายแดนด้านใต้ และบำเพ็ญสมาธิภาวนาที่ ภูเขาหิมะแชมโบ

เรชุงปะลูกเอ๋ย เธอจะมีวิหารของเธอที่เขตุแดนระหว่าง ทิเบต กับ โด

เมื่อจัดสัมภาระในการเดินทางเสร็จ ท่านเรชุงปะได้มากราบลาท่านมิลาเรปะ และกล่าวว่า

โดยการกระทำตามบัญชาของคุรุผู้เป็นดุจบิดา ลูกชายคนโตของท่าน กำลังจะเดินทางไปที่ วู
ขอจงได้สวดภาวนา ให้กับการเดินทางของเขา ด้วยเรือนกายแห่งวัชชระของท่านอาจารย์
ขอจงสวดภาวนา ด้วยวจีกรรมอันบริสุทธิ์ของท่านอาจารย์ เพื่อให้เขารอดพ้นจากอุปสรรคทั้งมวล
จงนำพาเขาสู่เส้นทาง ด้วยมโนที่ปราศจากอวิชชาสังขารของท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์ผู้เป็นดังบิดา กรุณารักษาสุขภาพให้ดีด้วยครับ

ลูกของท่านกำลังจะเดินทางไปที่ วู ณ บัดนี้ กรุณาสวดภาวนาสำหรับเป็นเพื่อนเดินทางของเขาด้วย
จงสวดภาวนาเถิด ท่านวิสุทธิบุคคลผู้ประเสริฐ
ท่านผู้เป็นสรณะของสรรพชีวิตทั้งปวง ท่านผู้เป็นรูปธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ท่านอาจารย์ผู้เป็นดังบิดา กรุณารักษาสุขภาพให้ดีด้วยครับ

จงสวดภาวนาเถิด ท่านผู้เป็นสัพพัญญู ท่านผู้ประกอบภารกิจด้วยธรรมจักษุ
ท่านอาจารย์ผู้เป็นดังบิดา กรุณารักษาสุขภาพให้ดีด้วยครับ

จงสวดภาวนาเถิด ท่านวิสุทธิบุคคลผู้ประเสริฐ ผู้ซึ่งกระผมไม่สามารถทดแทนบุญคุณได้หมด
จงสวดภาวนาเพื่อขจัดความมืดบอดทั้งมวล และโปรดรักษาสุขภาพด้วยครับ
จงสวดภาวนาเถิด ท่านคุรุผู้ทรงพลังอำนาจ ท่านผู้ชี้นำถึงสัมมาอริยมรรคสู่พระโพธิญาณ
จงสวดภาวนาให้ตัวท่านอาจารย์เองด้วยครับ

ท่านมิลาเรปะ ได้กล่าวบทโศลกถึง สัมมาทิฐิ สัมมาปฏิบัติ และการประกอบกุศลกรรม ว่า

ลูกเอ๋ย สัมมาทิฐิ คือการปลดปล่อยตนเองออกจากการแบ่งแยกนิกาย
สัมมาปฏิบัติคือการพำนักอยู่ในกระท่อม
การประกอบกุศลกรรม คือการหนีห่างจากเพื่อนที่เลวทราม
พระวินัย คือการสมัครสมานปรองดองให้ได้ทุกรูปแบบ
สัมฤทธิ์ผล บรรลุถึงได้ด้วยการเจริญมรณะสติ

ท่านมิลาเรปะได้กล่าวต่อว่า “ในปีกระต่าย เดือนอาชา และวันที่สิบสี่ เธอควรเดินทางกลับ มันมีความสำคัญมาก” ท่านเรชุงปะกล่าวทั้งน้ำตาว่า “แม้ว่ากระผมจะทนไม่ได้ที่ต้องจากท่านอาจารย์ แต่กระผมต้องทำตามบัญชาของท่านอาจารย์ กระผมต้องเดินทางไป วู ณ บัดนี้” จากนั้นท่านเรชุงปะอธิษฐานเพื่อจะได้กลับมาพบท่านอาจารย์อีก

ธารน้ำทั้งหลายของอินเดียและเนปาล ถูกแบ่งแยกด้วยหุบเขานาๆชนิด
แม้ว่ามันจะพากันหลั่งไหลไปคนละทิศละทาง
มันก็จักต้องกลับมาพบกันอีก เพื่อหลอมรวมกันลงสู่มหาสมุทร

แบ่งแยกด้วยทวีปทั้งสี่ ดวงสุริยาขึ้นทางตะวันออก ดวงจันทร์เคลื่อนคล้อยไปทางตะวันตก
ทั้งคู่เหมือนกันตรงที่ ต่างก็ส่องสว่างเช่นเดียวกัน
ในยามเย็นของฤดูใบไม้ร่วงที่ปราศจากหมู่เมฆ บางคราว สุริยันและจันทรา
ก็ได้มีโอกาสยลโฉมกันและกัน

ปิดกั้นด้วยม่านแห่งอวิชชา จิตของบรรดาปุถุชน และของพุทธะทั้งหลาย
จึงปรากฏเป็นความแตกต่างกัน
ในอาณาจักรแห่งแก่นสารของดวงจิต จิตของบรรดาปุถุชน และของพุทธะทั้งหลาย เป็นหนึ่งเดียวกัน
จิตของบรรดาปุถุชน และของพุทธะทั้งหลาย ย่อมพบกันในธรรมธาตุอันยิ่งใหญ่

เพราะพฤติภาพแห่งมายา ท่านอาจารย์จึงยังคงพำนักบนภูเขา ขณะที่เรชุงปะ เดินทางไปแดนไกล
แต่ในธรรมกาย ท่านอาจารย์และเรชุงปะ ไม่เคยแยกจากกัน
ทั้งสองจะพบกันอีกครั้งหนึ่ง ในสวรรค์ชั้นดุสิต

อาจารย์พ่อที่รัก โปรดดูแลตัวเองให้ดีด้วย กระผมเรชุงปะ กำลังจากไปสู่ วู

เรชุงปะน้อมกายลงกราบเบื้องบาทท่านมิลาเรปะด้วยเศียรเกล้า จากนั้นท่านได้ออกเดินทางไป วู

ขณะที่ท่านเรชุงปะใช้ชีวิตอยู่ที่ วัดป่าแห่งชาโม ญาติธรรมหญิงของท่านได้มากล่าวขอขมา ท่านไม่ยอมพบเธอในตอนแรก แต่ต่อมา ด้วยความเมตตาของท่าน และด้วยคำอ้อนวอนอย่างจริงใจของ ริน ชิน แดร๊ก ท่านจึงผ่อนปรนให้เธอ ด้วยการจัดให้มีการสอบภูมิของเธอ ท่านเรชุงปะพบว่า เธอยากไร้สิ้นเนื้อประดาตัว อ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ เมื่อได้เห็นเธอในภาวะที่น่าสังเวชเช่นนี้ ท่านเรชุงปะถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา ท่านให้ก้อนแร่ทองคำแก่เธอหนึ่งก้อน และกล่าวว่า

อาตมาขอน้อมลงกราบเบื้องบาทท่านมิลาผู้ประเสริฐ
ด้วยการสวดภาวนาเพราะสงสารเธอ จึงทำให้อาตมาจดจำบรรดาของกำนัลของเธอในอดีตได้
เธอ ผู้เคยเป็นนักพูดที่ใจจดใจจ่อ เธอเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนมากทีเดียว
ในการเดินทางกลับไปพบคุรุของอาตมา อาตมาได้แลเห็นก้อนหยกในมณฑลพิธี
มันคือก้อนหยกที่เกี่ยวเนื่องกับการโต้เถียงของเราทั้งสองที่ผ่านมาในอดีต
เมื่ออาตมาได้แลเห็นมัน โลมชาติของอาตมา ก็ลุกชูชันขึ้นทั่วกาย

คุรุของอาตมาได้ห้ามไว้ก่อนแล้ว “อย่าไป อย่าไปที่ วู เลย”
แต่ในเวลาต่อมา ท่านกลับพูดว่า “จงไปที่ วู ณ บัดนี้”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อาตมาจะสามารถรู้สึกเป็นอื่นได้อย่างไร นอกจากประหลาดใจ

ในชีวิตของท่านอาจารย์ผู้เป็นดังบิดาของอาตมา
บุคคลย่อมพบว่าท่านให้คุณค่าของทองคำเหมือนก้อนศิลา
แต่การให้ก้อนทองคำนี้กับอาตมา ท่านกลับกล่าวว่า “เอามันไป เอามันไปกับเธอ ณ บัดนี้”
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ อาตมาจะสามารถรู้สึกเป็นอื่นได้อย่างไร นอกจากประหลาดใจ

ด้วยทองคำชิ้นนี้ เธอย่อมสามารถชำระล้างบาปที่ กาย วจี และมโน ของเธอ

จงได้ปฏิบัติตามคำสอนที่เป็นเสียงกระซิบในภายในที่สืบสานต่อๆกันมา
จงสวดภาวนาถึงคุรุผู้เป็นอาจารย์ของเธอ จงคิดคำนึงให้มากถึงการสละปล่อยวาง
ถ้าเธอสามารทำได้ เธอจะได้บรรลุถึงสัมฤทธิ์ผลอันยิ่งใหญ่

ท่านเรชุงปะได้แนะนำอบรมเธอและลุงของเธอ ให้บำเพ็ญสมาธิภาวนา ลุงของเธอหายจากโรคร้าย และตัวเธอเอง ได้รับประสบการณ์และความตระหนักชัดมากมาย ต่อมาภายหลัง เธอกลายเป็นนักบวชหญิงชั้นเลิศ และได้บำเพ็ญประโยชน์ต่อสรรพชีวิตเป็นอันมาก
นี้คือตำนานเรื่องราวที่ท่านเรชุงปะเดินทางไป วู ครั้งหลัง

เกี่ยวกับท่านมิลาเรปะ
ตำนานแห่งหุบเขาอัญมณีแดง
การจาริกธุดงค์สู่ ลาชิ
ธรรมลีลาแห่งเทศกาลหิมะโปรย
วิวาทะกับเจ้าแม่ผู้ชาญฉลาด
มณฑล รักม่า
วิหารเทียมฟ้า จันแพน
ธรรมปิติของสมณะ
ท่านมิลาเรปะ กับนกพิราบ
หุบเขา วัชชระ สีเทา
ภิกษุ เรชุงปะ
ข้อตักเตือนถึงโอกาสที่หาได้ยากในการปฏิบัติธรรม
การค้นหาธรรมชาติแห่งจิตของชายเลี้ยงแกะ
ธรรมคีตาแห่งความตระหนักชัด
การมุ่งสู่โพธิญาณของสตรีเพศ
ธรรมคีตา ณ ที่พักผู้เดินทาง
พาลชนที่กลายเป็นสาวก
การพบกันที่สายธารสีเงินยวง
นิมิตหมายแห่งพระธรรมจากไม้เท้า
ข้อชี้นำยี่สิบเอ็ดประการ
ภิกษุ กาชอนเรปะ
คำตักเตือนสำหรับท่าน ธัมมะวอนชู
การแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ ณ ภูเขาหิมะดีซี
การบรรลุธรรมจักษุของท่าน เรชุงปะ
การกลับใจของชาวลัทธิ บอน ผู้กำลังจะตาย
แสดงธรรมกับหญิงสาวผู้ชาญฉลาด
นายพรานกับกวาง
พระราชาแห่ง เนปาล
เผชิญเจ้าแม่ ทเซรินมา
การกลับใจของเจ้าแม่ ทะเซรินมา
ข้อแนะนำเกี่ยวกับภาวะ สัมภเวสี
ทะเซรินมา กับการปฏิบัติสุญญตาธรรม
ข้อตักเตือนสำหรับท่าน ดอจี วอนชู
การพบกับท่าน ธรรมโพธิ
เผชิญนักปริยัติ
เยือนอินเดียครั้งที่สามของท่าน เรชุงปะ
ความตระหนักชัดของท่าน เมกอมเรปะ
สาลีอุยกับพระธรรม
เขาของตัวจามรี
การสำนึกผิดของ เรชุงปะ
ความที่ยิ่งกว่าสุข
ศิษย์เอก กัมโบปะ
นักปริยัติผู้กลับใจ
ธรรมปราโมทย์
แสดงอภิญญาจูงใจคน
รวมโศลกธรรมสั้นๆ
ธรรมเทศนาที่ภูผา บอนโบ้
แรงบันดาลใจ
ชินดอโมและเลซีบุม
แกะที่กำลังจะตาย
ธรรมคีตาแห่งการดื่ม
แด่ เรชุงปะ ด้วยเมตตา
เรชุงปะ สู่เมือง วู
พบท่าน ธัมปาสันจี
มิติแห่งสวรรค์
คำพยากรณ์แห่งเทพธิดา
คำตักเตือนคุณหมอ ยางงี
การจากไปของ เรชุงปะ
เรื่องราวของ ดราชิเซ
กัลยาณมิตร
ประจักษ์พยานแห่งการบรรลุธรรม
ปัจฉิมโอวาท
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook