บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

โมซาร์ท

กิตติพงษ์ สุ่นประเสริฐ

โวล์ฟกัง อะมาเดอุส โมซาร์ท Wolfgang Amadeus Mozart คีตกวีเอกของโลกจากซอลสบวร์ก Salzburg ( ตรงนี้ท่านผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไมไม่บอกว่าโมซาร์ทเป็นชาวออสเตรีย เรื่องนี้มีการเถียงกันอยู่ เพราะตอนที่โมซาร์ทเกิดมา ซอลสบวร์ก ยังเป็น นครอิสระ มีการปกครองของตนเองไม่ขึ้นกับใคร ผู้ปกครองเป็นพระ ตอนหลังถึง มีการรวมเข้ากับออสเตรีย ดังนั้นจึงมีคนซอลสบวร์กกลุ่มหนึ่งบอกว่า ที่โมซาร์ทเป็นคนออสเตรียนั้นอาจจะเป็นการเหมาเอาง่ายๆจากรัฐบาลออสเตรียยุคนี้เพื่อจะเอาชื่อโมซาร์ทออกขายหาเงินเข้าประเทศต่างหาก ) ซึ่งตอนนี้เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่งในออสเตรียในยุโรปตะวันตก วาระนี้สำคัญมากจนองค์การเพื่อการศึกษาศิลปะวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO บรรจุเข้าในวาระสำคัญของปีนี้พร้อมๆกับการครบรอบปีเกิด-ตายของบุคคลสำคัญของโลกท่านอื่นๆ ซึ่งคนไทยที่ได้รับการเชิดชูคือ ท่านพุทธทาสภิกขุ ในวาระครบรอบปีเกิด 100 ปีของท่าน

มรดกสำคัญที่โมซาร์ททิ้งไว้ให้เพื่อนร่วมโลกจนถือว่าเป็นเรื่องสำคัญคือ งานประพันธ์ดนตรีจำนวนมหาศาลของเขาที่มีความไพเราะและงดงาม เป็นสิ่งจรรโลงใจข้ามชาติ ภาษา วัฒนธรรม ที่เข้าถึงคนทั่วโลกได้ งานดนตรีของเขาในรูปแบบต่างๆก็ยังมีการบรรเลงทั้งในรูปแบบดั้งเดิม หรือ ถูกนำมาดัดแปลงให้เข้ากับสมัยนิยมอยู่เสมอๆ เรียกว่าฟังเมื่อไรก็เพราะเมื่อนั้น

ที่น่าอัศจรรย์อีกอย่าง ( แต่เรื่องนี้ยังมีการถกเถียงกันอยู่ ) คือ มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่า ถ้าให้ทารกในครรภ์มารดาและแรกเกิดได้ฟังดนตรีที่โมซาร์ทประพันธ์บ่อยๆ จะทำให้สมองของพวกแกพัฒนาอย่างดีทั้งความฉลาดกับอารมณ์และจินตนาการเลยทีเดียว ตรงนี้ก็ยิ่งทำให้โมซาร์ทเป็นที่สนใจของคนทั่วไปในวงกว้างนอกจากคนชอบฟังดนตรีประเภทคลาสสิคมากขึ้น

ถ้าโมซาร์ทยังมีชีวิตอยู่คงมองเรื่องที่เกิดขึ้นแบบขำขันจนหัวร่องอกลิ้งไป เพราะว่าในช่วงชีวิต 35 ปีของเขาได้พบความผันผวนที่เหมือนชะตาเล่นตลก จากสามัญชนที่ได้เข้าไปใกล้ชิดกับบรรดาผู้นำโลกตะวันตกยุคนั้นอย่างใกล้ชิด แล้วสุดท้ายต้องตายแบบคนจน ศพก็ถูกฝังรวมในสุสานคนอนาถา จนถึงวันนี้ก็ไม่มีใครหาศพเขาเจอ ( ที่กรุงเวียนนามีการตั้งหลุมศพโมซาร์ทไว้ในสุสานใหญ่แห่งหนึ่ง มีรูปปั้นหินอ่อนอย่างสวยที่นั่นด้วย แต่ข้างในไม่มีศพ สันนิษฐานว่าหลังจากโมซาร์ทเป็นสินค้าที่ขายได้แล้ว สุสานโมซาร์ทแบบเทียมๆเลยเกิดขึ้นมา )

ที่ว่าชีวิตเขาผันผวนนั้นมันอย่างไร เราก็ต้องเริ่มตั้งแต่ตอนเขาเกิดทีเดียว โมซาร์ทเกิดในตระกูลนักดนตรีคือพ่อชื่อ เลโอโปลด์ ซึ่งเป็นนักไวโอลินในราชสำนักของเจ้าผู้ครองซอลสบวร์ก วันเกิดของโมซาร์ทคือ 27 มกราคม ค.ศ. 1756 หรือ พ.ศ. 2299 ปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา

พ่อของโมซาร์ทเป็นคนที่เห็นแววอัจฉริยะของลูกชาย ตั้งแต่ 2 -3 ขวบ ที่เขาจับเครื่องดนตรีมาเล่นดนตรีที่ได้ยินทำนองเพียงครั้งเดียวอย่างคล่องแคล่วไม่ผิดเพี้ยน แถมยังเล่นทำนองที่ว่ากลับหน้ากลับหลัง หลับตาเล่นเปียโน ตรงนี้ทำให้เลโอโปลด์คิดการใหญ่คือ นำโมซาร์ทกับพี่สาวที่ยังเด็กเช่นกัน ออกตระเวณแสดงความอัศจรรย์ตามราชสำนักทั่วยุโรป และ เป็นที่ฮือฮากันไปทั่ว ประตูราชวังของ พระจักรพรรดิในยุโรปยุคนั้นเปิดกว้างต้อนรับการแสดงของครอบครัวโมซาร์ท เด็กน้อยโวล์ฟกังคือดาราของคณะครอบครัวโมซาร์ท

อย่างไรก็ตาม ถ้าเรากลับมาวิเคราะห์ ความสามารถของโมซาร์ทในช่วงนี้ จริงๆคือ การเลียนแบบคล้ายๆคอมพิวเตอร์หรือหุ่นยนตร์หรือนกแก้วนกขุนทองที่ฝึกไว้ดีแล้ว แต่นี่เป็นเด็กสี่ห้าขวบทำให้เกิดน่าดูขึ้นมา แต่ของแบบนี้ถ้าเขาโตขึ้นแล้วไม่มีพัฒนาการก็มีหวังจะขายไม่ได้ และ โลกก็ไม่ได้รำลึกถึงโมซาร์ทอย่างที่เป็นอยู่นี้

ดังนั้น เมื่อโมซาร์ทเริ่มโตขึ้น อัจฉริยะก็ฉายแววจากการสังเคราะห์ความจำให้กลายเป็นบทเพลงที่ตัวเองสร้างขึ้นเอง โดยเขาเริ่มแต่งงงานเพลงชิ้นแรกเมื่ออายุ 6 ขวบ เป็นเพลงเต้นรำแบบมินูเอทที่ไม่ยาวนัก จากนั้นโมซาร์ทไม่เคยหยุดแต่งเพลงเลยจนตายในอีก 29 ปีต่อมา

จุดที่น่าสนใจคือ โมซาร์ทเองแม้จะไม่เคยเรียนดนตรีกับใครอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่เขาก็ไม่ได้ปฎิเสธการเรียนรู้หรือขอคำชี้แนะจากครูอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็น พ่อของตัวเอง ที่วางรากฐานการแต่งดนตรีให้ หรือ โจฮัน คริสเตียน บาค คีตกวีผู้มีชื่อก้องยุคนั้น หรือ ปาเดร มาร์ตินี นักบวชอิตาลี ผู้เป็นบรมครูด้านการประพันธ์ดนตรีของยุโรปยุคนั้น หรือ โจเซฟ ไฮเดิ้น

นอกจากนั้น ในวัยเด็กจนถึง 16 ปี โมซาร์ทเดินทางไม่หยุดเพื่อตระเวณออกแสดง เขาได้ไปที่ศูนย์อารยธรรมของยุโรปตะวันตกสมัยนั้น ไม่ว่าจะเป็นหลายๆนครในอิตาลีทั้งมิลาน ฟลอเรนซ์ เนเปิลส์ เวนิซ ไปวาติกัน ไปกรุงปารีส และ ข้ามช่องแคบไปที่อังกฤษ ตรงนี้ทำให้โมซาร์ทได้ยินแนวดนตรีที่หลากหลาย ซึ่งเขานำมาปรับและประยุกต์ใช้ในงานประพันธ์ดนตรีของเขาในช่วงต่อๆมา

โมซาร์ทเองก็เคยพูดว่า แม้เขาจะมีพรสวรรค์ในเรื่องได้ยินทำนองที่ไพเราะจำง่ายติดหู จนทำให้เพลงที่ประพันธ์มีเสน่ห์น่าฟัง แต่ไม่ใช่ว่าผลงานที่ออกแสดงจะออกมาง่ายๆ โมซาร์ททำงานหนักมากที่จะทำให้ดนตรีของเขาออกมาดีและงดงามตามที่ตั้งใจไว้ ดังนั้นนี่ก็ยืนยันว่าแม้อัจฉริยะก็ต้องฝึกฝนและพากเพียรเพื่อตัวเองจะได้ประสบความสำเร็จ

ชะตาเริ่มเล่นตลกกับโมซาร์ทเมื่อเขาเริ่มโตเป็นหนุ่ม เพราะความน่ารักมันขายไม่ได้ ( อันนี้เป็นปัญหาธรรดาโลกที่บรรดาดาราเด็กทั้งหลายพบประจำว่าตัวเองจะตกงานเมื่อโตขึ้น ) ถึงเขาจะมีฝีมือในการแต่งดนตรี แต่นักประพันธ์เพลงคนอื่นก็ยังมี โมซาร์ทเองก็ต้องฝ่าฟันเพื่อทำให้ผลงานของตัวเองเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ซึ่งจุดขายเรื่องการเป็นเด็กอัจฉริยะนั้นก็ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เวลาคนเขาฟังผลงานดนตรี

ปัญหาอีกอย่างที่โมซาร์ทไม่ชอบคือ บ้านเกิด เพราะหลังจากออกตระเวณแสดงทั่วยุโรป เขาก็ต้องตามพ่อกลับมาประจำสำนักเจ้าผู้ครองซอลสบวร์ก ที่ทำให้เขาอึดอัด เพราะเหมือนจับพญามังกรมาขังในคลองน้อยเสียแล้ว อีกอย่างท่านเจ้าผู้ครองนครนั้นเป็นพระจึงไม่ชอบให้โมซาร์ทแต่งเพลงอะไรอื่นนอกจากเพลงศาสนา ภาวการณ์แบบบนี้ทำให้โมซาร์ทหงุดหงิดมากขึ้นเพราะพลังการสร้างสรรค์ของเขากำลังถูกปิดกั้น และ เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังเฉาตาย

ในปี 1781 เขาจึงตัดสินใจครั้งสำคัญที่ถือว่ากล้าหาญมากในยุคนั้น คือ การขอลาออกจากสังกัดของเจ้าผู้ครองนครเพื่อจะไปทำงานเป็นศิลปินอิสระเพื่อใช้ฝีมือดนตรีของตัวเองสร้างชื่อและฐานะในเวียนนา มหานครแห่งอารยธรรมของยุโรปตะวันตกยุคนั้น

นี่เหมือนกับการออกจากบริษัทมาทำงาน “ฟรีแลนซ์” นั่นเอง แต่ในยุคโมซาร์ทเรื่องแบบนี้มันไม่ง่าย เพราะศิลปินที่ไม่มีเจ้านายเลี้ยงก็ต้องลำบากมากในการหางาน และ ไม่มีความมั่นคงในชีวิต เพราะเจ้านายทำหน้าที่เป็นรัฐสวัสดิการให้คนในสังกัด เพราะไม่เพียงดูแลตัวศิลปิน ยังดูแลถึงครอบครัวอีกด้วย

นักเขียนประวัติโมซาร์ทบางคนถึงเปรียบการตัดสินใจของโมซาร์ทคราวนี้ว่า นี่แหละคือ การแสดงอหังการ์ของศิลปินครั้งแรกๆในโลกตะวันตกทีเดียว การตัดสินใจครั้งนี้แหละ ที่ทำให้โลกได้ประโยชน์เพราะโมซาร์ทต้องแต่งดนตรีหาเลี้ยงชีพ ซึ่งก็ต้องทำงานเพลงหลายๆแนวตามแต่ใครจะจ้าง ทำให้เขามีมรดกทางดนตรีเหลือไว้มากมาย ( โชคดีอีกเรื่องคือ ตอนนั้นยังไม่มีระบบบันทึกเสียง ไม่งั้นโมซาร์ทอาจจะแต่งเพลงไม่มากแล้วก็ขายลิขสิทธิ์บันทึกแผ่นวนไปวนมาก็ได้ )

งานต่างๆเหล่านี้มีทั้งอุปรากร, ซิมโฟนี่, คอนแชร์โต้ ( การเล่นเครื่องดนตรีเดี่ยวประชันกับวงดุริยางค์ ) , โซนาต้า ( ดนตรีบรรเลงชิ้นเดียว ) จำนวนมหาศาลที่ฟังทีไรก็มีความเพราะพริ้งเกินบรรยาย ที่คนฟังคุ้นหูก็คือ ทำนองเปิดของซิมโฟนีหมายเลข 40, ทำนองเปิดของงานประพันธ์สำหรับวงเครื่องสายชื่อ A little Night Music , บทเพลงโหมโรงจากอุปรากรเรื่อง “งานวิวาห์ของฟิกาโร” หรือ Marriage of Figaro เป็นต้น

ที่น่าทึ่งคือช่วงที่โมซาร์ทผลิตงานชั้นเอกเหล่านี้ เป็นช่วง 10 ปีสุดท้ายของชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่น เพราะไหนจะต้องคิดเสนองานใหม่ออกสู่ตลาดเพราะไม่มีสังกัด ไหนจะต้องหาเลี้ยงครอบครัว ซึ่งก็ไม่ค่อยราบรื่นนักเพราะว่าโมซาร์ทใช้เงินเก่งทีเดียว

( นักเขียนประวัติโมซาร์ทหลายคนตำหนิ คอนสตังซ์ ภรรยาโมซาร์ท ว่าบริหารบ้านเรือนไม่เป็น แถมเป็นตัวการของปัญหาครอบครัวซะอีก โดยยกเรื่องที่ว่าเธอเก็บเงินไม่อยู่จนไม่มีค่าทำศพเลยต้องปล่อยให้เขาฝังสามีในหลุมศพของพวกยาจก แต่ค้นคว้ารุ่นหลังบอกว่า จริงๆ คอนสตังซ์เป็นแม่บ้านที่สามารถทีเดียว ที่พาบ้านเรือนผ่านวิกฤติหลายอย่างมาได้ ไม่อย่างนั้นครอบครัวโมซาร์ทอาจจะแยก กว่านี้ก็ได้ )

โมซาร์ทเสียชีวิตเมื่ออายุ 35 ปี ที่เวียนนาจากสาเหตุที่ยังสันนิษฐานกันอยู่ว่ามาจากอะไรแน่ และ เขายังทำงานจนนาทีสุดท้าย คือ การแต่งเพลงสวดงานศพ แต่ทำไม่จบ

งานของโมซาร์ทนั้นนักวิชาการด้านดนตรีบอกว่าเป็นแบบคลาสสิคบริสุทธิ์ คือ เสนอความงามของเสียงดนตรีที่เรียบเรียงอย่างดีเพื่อความจรรโลงใจของผู้ฟัง แต่จะไม่ก่อความสะเทือนอารมณ์ของคนฟังไม่ว่าจะเศร้าสลด หรือ หวานหยดย้อย สิ่งที่ทำให้ดนตรีโมซาร์ทโดดเด่นกว่าเพื่อนร่วมสมัยและผลงานของเขาเป็นอมตะอยู่จนทุกวันนี้คือ ความง่ายแต่งามของงานดนตรีที่ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ง่ายๆ ซึ่งว่ากันว่าจะทำให้งานของเขามีคนฟังต่อไปเรื่อยๆ จนไม่เหลือมนุษย์อีกต่อไป

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook