หน้าบ้านจอมยุทธ >> ห้องสมุด >> วรรณกรรม สุภาษิต ข้อคิด คำคม สำนวน โวหาร งานเขียน >> นิทานชาวบ้าน >>ลูกของแม่ยังไม่โต
    
   

  
นิทานชาวบ้าน

ผู้หญิงตัวอย่าง
ยาย ตา กับเต่า
กากับหมาจิ้งจอก
บุญมาวาสนาช่วย
รังนก
ลูกของแม่ยังไม่โต
เชี่ยงเมี่ยง
นายสุกกับนายดิบ
ซื่อจนเซ่อ
ยันต์สามดอก
ลิงกับนายพราน
อำนาจกับปัญญา
ปลาช่อนตัวใหญ่
พิกุลทอง
สามเกลอ
ความอดทน
เศรษฐีขี้เหนียว
หัวดำใจดำ


     

 

ลูกของแม่ยังไม่โต

                    นานมาแล้ว มีหญิงสาวชาวบ้านคนหนึ่งเป็นคนหน้าตาดี ทั้งยังเจียมเนื้อเจียมตัว ขยันทำงานบ้านเป็นอย่างยิ่ง จึงมีชายหนุ่มมาติดพันหลายราย พ่อแม่ของชายหนุ่มเหล่านั้น ก็ยินดีจะได้นางมาเป็นสะใภ้ ด้วยความพอใจในความเรียบร้อย และความสามารถในงานบ้านของนาง
                    ในที่สุดเมื่อหญิงสาวอายุได้ 18 ปี ด้วยความเห็นของพ่อแม่ นางก็แต่งงานกับหนุ่มชาวบ้านคนหนึ่ง ผัวเมียหนุ่มช่วยกันทำมาหากิน สะสมเงินทอง จนพอซื้อที่ดินของตน และขยายที่นั้น ให้กว้างใหญ่ออกไปทุกทีๆ
                    หนุ่มผู้สามีนั้น ลงได้จับงานทำแล้วก็จะไม่ยอมพัก หรือเลิกหากงานยังทำไม่เสร็จ เขาเป็นคนอย่างนั้น ใครจะเตือนให้หยุดพัก หรือให้กินข้าวกลางวันกลางคัน จะไม่สำเร็จเลยเป็นอันขาด
                    วันหนึ่งขณะที่เมียท้องแก่ไปส่งข้าวกลางวัน สามีที่กำลังขุดดินทำไร่อยู่ แดดจัดจนเป็นตัวยิบๆ ทั้งเป็นเวลาหน้าร้อนอากาศอบอ้าวยิ่งนัก เมียจึงร้องตะโกนบอกผัว ด้วยวาจาอ่อนหวานว่า
                    "พี่จ๋า เลิกขุดดินมาพักกินข้าวในร่มนี่เสียก่อนเถอะ เที่ยงกว่าแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบาย"
สามีก็ทำหูทวนลมเสีย คงขุดดินทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ความร้อนทำให้หน้าและตัวแดงกล่ำ เขาก็ไม่สนใจจนเกือบบ่าบ 2 โมง เขาจึงยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่หน้า เอาจอบไปวางพิงไว้ที่โคนต้นไม้ใหญ่ แล้วก็เดินตรงมาที่อาหารซึ่งเมียจัดไว้ให้
                    "เอาน้ำนี่ล้างหน้าเสียหน่อยจะดีไหมพี่" พลางนางก็รินน้ำออกจากกระบอกไม้ไผ่ ยื่นส่งให้สามี สามีก็รับมาลูบหน้า แล้วก็ยกขันขึ้นกิน ลงมือนั่งขัดสมาธิรอกินข้าว
                    ปรากฎว่าเขาเปิบข้าวเข้าปากได้เพียงคำ 2 คำ เขาก็เกิดอาการตื้อ กินข้าวให้มากเหมือนทุกวันไม่ได้
                    "เก็บข้าวเถอะ พี่อิ่มแล้ว"
"แหมอะไรกัน วันนี้ทำไม่กินน้อยจริงๆ ไม่สบายหรือเปล่า" นางเมียถามขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"ไม่ต้องห่วงพี่หรอก กลับก่อนเถิด ท้องยิ่งแก่อยู่ด้วย" เมียจึงรวบรวมเก็บข้าวของกระเดียดกลับบ้าน
                    พอเมียลับตาไปแล้ว ชายหนุ่มก็กลับไปฟันดินต่อ เขารู้สึกปวดหัวแทบจะแตกเป็นเสี่ยง ตัวก็รู้สึกร้อนผ่าว เขาจึงรีบเก็บข้าวของ เดินออกจากไร่จะกลับบ้าน
                    ครั้นถึงบ้าน เขาไม่สามารถจะยืนทรงตัวอยู่ได้ ต้องหย่อนก้นลงนั่งลงม้าไม้ที่หน้ากระท่อม
พลางร้องเรียกเมีย
                    "พี่รู้สึกไม่สบายมาก ลองละลายยาให้กินหน่อยซี" เมียก็ละลายยาให้กินตามมีตามเกิด แต่อาการไข้หนักเสียแล้ว สุดที่จะเยียวยา ต่อมาอีก 3 วัน ชายหนุ่มมีอาการเพ้อไข้ แล้วก็ตายไป ทิ้งเมียไว้ให้เป็นหม่ายตั้งแต่ยังสาว
                    นางทุกข์โศกเป็นอันมาก พยายามทนุถนอมลูกในท้องจนครบ คลอดบุตรออกมาเป็นชาย พอเห็นหน้าลูก นางก็ตั้งสัตย์อธิฐานว่า จะขอเลี้ยงลูกไม่แต่งงานกับชายใดอีก
                    เด็กได้เจริญเติบโตล่ำสัน เป็นคนมีกตัญญูช่วยแม่ทำงานมาตั้งแต่เด็ก พอเป็นหนุ่มก็สามารถเลี้ยงดูแม่ได้ เป็นคนรักแม่ยิ่ง ไม่ค่อยจะสนใจหญิงในอายุเดียวกัน เกรงไปว่าหากเลือกเมียได้ไม่ดี ก็จะเข้ากับแม่ไม่ได้
                    นางม่ายสังเกตุเห็นเช่นนั้นก็เป็นห่วง จึงมองหาสาวที่ขยันขันแข็ง และประพฤติดีเพื่อรับมาเป็นสะใภ้ จัดการแต่งงานให้ลูกชาย รับลูกสะใภ้เข้ามาอยู่ในบ้าน ลูกสะใภ้ก็เคารพนับถือแม่ผัว ช่วยกันทำมาหากิน ต่างก็มีความสุขยิ่งนัก
                    ต่อมานางม่ายก็ได้หลานย่าเป็นชาย นางนึกยินดีกับโชคชะตาของนางยิ่งนัก นางมีความสุขด้วยการจะดูแลหลานชาย ปล่อยให้ลูกชายและลูกสะใภ้ ทำงานในไร่ได้เต็มที่ เด็กน้อยนั้นก็ว่านอนสอนง่าย ไม่ค่อยจะเจ็บป่วย ครอบครัวนี้แม้จะไม่ร่ำรวย แต่ก็มีความสุขไปตามสภาพ
                    หน้าที่ของนางนั้นก็มีอยู่อีกอย่างหนึ่ง คือจัดหาข้าวปลาอาหารเพื่อไปส่งให้ลูกชาย ลูกสะใภ้กินตอนกลางวัน มือข้างหนึ่งถือตระกร้าอาหาร อีกมือหนึ่งจูงหลานไปไร่ทุกวัน
                    วันหนึ่งนางก็ปฏบัติภาระกิจของนางตามปกติ อุ้มหลานไปส่งอาหาร วันนั้นแดดกล้าและร้อนจัด นางต้องเอาผ้าแถบของนางออกคลุมหัวหลานเอาไว้ ด้วยกลัวเด็กจะตัวร้อนไม่สบาย แล้วนางก็เดินดุ่มไปส่งข้าวน้ำ กับลูกชายลูกสะใภ้เหมือนอย่างเคย
                    ความจริงบ้านของนางก็ไม่ใช่ว่าจะไกลจากไร่นัก ความร้อนระอุในวันนั้น ทำให้หลานย่าร้องไห้ขอกินน้ำ นางต้องวางหลานลงข้างนาง แล้วก็รินน้ำจากกระบอกไม้ไผ่ ให้หลานดื่มตัวนางเองก็รู้สึกคอแห้ง ต้องกินน้ำไปกับหลานด้วย
                    กว่าจะไปถึงไร่ก็เกือบจะเที่ยงวัน พระอาทิตย์ส่องแสงเปรี้ยงอยู่ตรงศรีษะ นางก็กระวีกระวาดจัดอาหาร แล้วตะโกนเรียกลูกชายกับลูกสะใภ้
                    "หยุดพักกินข้าวเถอะลูกเอ๋ย เดี๋ยวจะไม่สบาย เที่ยงแล้วนะลูกนะ" แล้วนางก็นึกถึงความหลัง เห็นภาพที่สามีของนางทำงานกลางแดด จนจับไข้ตาย แล้วก็ตะโกนเรียก ด้วยความเป็นห่วงอีกหลายครั้ง
                    ลูกชายก็ตอบแม่ว่า "อีกเดี๋ยวเดียวน่าแม่ฟันอีกไม่กี่ฉับก็เสร็จ" แล้วเขาก็ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ทำงานต่อไปในเปลวแดด ไม่ยอมหยุดพักกินข้าว
                    ฝ่ายแม่ไม่รู้จะทำอย่างไรกับลูก ใจก็แสนจะเป็นห่วง จะให้ลูกเข้าพักกินข้าวกลางวันในร่มให้ได้ ในที่สุดนางก็คิดออก นางอุ้มหลานชายน้อย ออกไปยืนใกล้ๆ พ่อแม่ของเด็ก ให้เด็กกรำแดดอยู่อย่างนั้น
                    ชายหนุ่มผู้พ่อเห็นอย่างนั้น ก็บอกกับแม่ของตนว่า
"แม่เอาหลานมาตากแดดทำไม เดี๋ยวเด็กก็จะตัวร้อนหรอก เอาหลานไปคอยฉันที่ใต้ต้นไม้โน่นจะดีกว่า"
                    หญิงม่ายได้ทีจึงตอบลูกว่า "ทีลูกเอ็งๆ ห่วงกลัวว่าแดดจะทำให้ลูกไม่สบาย ไม่คิดมั่งดอกหรือลูก ว่าแม่ก็เป็นห่วงเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าเอ็งไม่พักกินข้าวในร่ม แม่ก็จะอุ้มหลานอยู่อย่างนี้แหละ"
                    แม่นั้นเคยเห็นลูกโตเสียเมื่อไร แล้วหญิงม่ายก็ชนะลูกชาย ด้วยความรักและเป็นห่วงของแม่

จบแล้ว.