บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ปรัชญา อภิปรัชญา ญาณวิทยา จิตวิทยา ตรรกศาสตร์ >>

ปรัชญา

ปรัชญา  คือความพยายามในการคิดอย่างมีระบบเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลเกี่ยวกับความจริงทั้งมวล (Kneller’s Introduction to the Philosophy of Education)

 ปรัชญา  หมายถึงความรัก ความเรืองปัญญา เพื่อจะได้ใช้ความเรืองปัญญาเป็นปัจจัยของการดำเนินชีวิต เป็นความพยายามที่จะเข้าใจเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับโลก เกี่ยวกับชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตกับสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาล (Brubacher’s Electric Philosophy of Education)

ปรัชญา  แสดงให้เห็นถึงความพยายามของมนุษย์ในการกำหนดความหมายและทิศทางของชีวิต (Neff’s Philosophy and American Education) 

ปรัชญา  คือ การศึกษาคุณค่าของชีวิตที่ขัดแย้งกัน  เพื่อที่จะแสวงหาแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการดำเนินชีวิตในสภาพการขัดแย้งที่มีอยู่ (Kilpatrick’s Philosophy of Education)

ปรัชญา  คือการศึกษาคำถามมากกว่าการศึกษาคำตอบ (Morris” Philosophy and the American School)

            “ปรัชญา”  ในภาษาไทยเป็นคำบัญญัติที่พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงบัญญัติขึ้นจากคำว่า  Philosophy    ปรัชญาเป็นคำในภาษาสันสกฤต  ซึ่งตรงกับปัญญาในภาษาบาลี คำนี้ประกอบด้วยรูปศัพท์ ๒ ศัพท์ คือ ปร และ ชญา   ปร  หมายถึง ประเสริฐ และ  ชญา  หมายถึงความรู้ คำปรัชญาจึงหมายถึงความรู้อันประเสริฐ

ขอบเขตของปรัชญา

     ปรัชญา แบ่งออกเป็นแขนงต่าง ๆ ได้ ๔ แขนง

๑.  ภววิทยา (Ontology)    เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่มุ่งศึกษาสภาวะแห่งความเป็นจริงหรือธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลาย  เพื่อจะให้ได้มาซึ่งคำตอบที่ว่า อะไรคือความเป็นจริงอันเป็นที่สุด (Ultimate Reality)   ของสรรพสิ่งทั้งหลายในจักรวาลศึกษาถึงลักษณะของการมีอยู่เป็นอยู่ของสิ่งทั้งหลายว่าอะไรเป็นสิ่งที่จริงแท้  จิตหรือวัตถุเป็นความจริงมูลฐาน ภววิทยามีขอบข่ายกว้างขวางมาก เพราะเป็นการแสวงหาความจริงเกี่ยวกับชีวิตและสรรพสิ่งทั้งมวลในจักรวาล

๒.  ญาณวิทยา  (Epistemology)    ปรัชญาแขนงนี้มุ่งศึกษาวิเคราะห์หลักหรือทฤษฎีแห่งความรู้ คำถามหลักที่นักปรัชญาแขนงนี้สนใจคือ  อะไรคือความรู้ที่ถูกต้อง   เรารู้ได้อย่างไรว่าถูกต้อง  มีหลักอะไรที่จะช่วยตัดสินความถูกผิด   ประสาทสัมผัสเป็นตัวตัดสิน หรือเหตุผลหรือวิธีอื่นใด            ความรู้ มีกี่ประเภท ได้มาจากแหล่งใด เหล่านี้เป็นปัญหาที่ปรัชญาแขนงญาณวิทยามุ่งศึกษาวิเคราะห์

            เนื่องจากการศึกษาเป็นเรื่องของการถ่ายทอดความรู้ ปรัชญาแขนงนี้จึงมีส่วนสัมพันธ์กับการศึกษาอยู่มาก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับหลักสูตรและการสอน ญาณวิทยาได้ให้พื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับความรู้ใน ๒ ลักษณะ คือ แบบต่าง ๆ ของการรู้ (เรารู้ได้อย่างไร) และประเภทต่าง ๆ ของความรู้

            วิธีการที่จะช่วยให้เรารู้สิ่งต่าง ๆ นั้นมีอยู่หลายวิธี แต่วิธีที่จะให้ความรู้ที่แท้จริงมากที่สุดนั้นมีอยู่ ๕ วิธีคือ

(๑)  การรู้โดยข้อมูลทางผัสสะ (Sense Data)  ผัสสะ  หมายถึง การรู้หรือการรับรู้จากการใช้ประสาทสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ทางใดทางหนึ่งหรือหลาย ๆ ทางพร้อมกัน  ข้อมูลทางผัสสะเป็นวิธีการหนึ่งของการรับรู้เพื่อนำไปสู่ความรู้ที่เชื่อถือได้

(๒)  การรู้โดยสามัญสำนึก (Common Sense)   สามัญสำนึก หมายถึงความรู้สึก หรือการรับรู้ของคนแต่ละคนที่มีร่วมกับคนอื่น โดยที่ไม่จำเป็นต้องมาคิดค้นไตร่ตรองเสียก่อน มนุษย์เมื่อเผชิญกับเหตุการณ์หรือสถานการณ์บางอย่างสามารถตัดสินได้ว่าอะไรผิด อะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควรได้ทันทีโดยอาศัยสามัญสำนึก

(๓)  การรู้โดยตรรกวิธี (Logic)  ตรรกวิธีหรือตรรกวิทยา  เป็นวิธีการสำคัญที่นักปรัชญาใช้ในการตัดสินความถูกต้องของความรู้ความจริง เป็นวิธีการที่อาศัยหลักของเหตุผล ความน่าเชื่อถืออยู่ที่เหตุผล

                      (๔)  การรู้โดยการหยั่งรู้ หรือญาณทัศน์ (Intuition)  การรู้โดยการหยั่งรู้หรือญาณทัศน์เป็นการรู้โดยอาศัยความคิดหรือจินตนาการที่อาศัยสติปัญญาเป็นหลัก การหยั่งรู้ของมนุษย์นั้นมีหลายระดับ ขึ้นอยู่กับระดับความคิดและสติปัญญาของแต่ละคน ในระดับสูงสุดของการหยั่งรู้โดยใช้สมาธิและปัญญาก็คือ การตรัสรู้อย่างที่เกิดขึ้นกับพระพุทธเจ้ามาแล้ว

         ๕)  การรู้โดยวิธีวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)   การรู้โดยวิธีวิทยาศาสตร์  เป็นการรู้โดยอาศัยการสังเกตและการทดลองเพื่อพิสูจน์ว่าความรู้ที่ได้จากการสังเกตหรือการสัมผัสเป็นความรู้ที่ถูกต้อง เมื่อมีการทดลองซ้ำ ๆ จนได้คำตอบไม่เปลี่ยนแปลงได้ ก็ถือได้ว่าเป็นความรู้ที่แท้จริงตราบเท่าที่ผลการพิสูจน์ยังไม่เป็นอย่างอื่น  ปรัชญาโดยปกติจะไม่ใช้วิธีวิทยาศาสตร์เพื่อผลิตความรู้   แต่อาจจะใช้วิธีวิทยาศาสตร์เพื่อทดสอบความถูกต้องของความคิดหรือประสบการณ์

          อีกลักษณะหนึ่งของญาณวิทยาคือ การจำแนกประเภทของความรู้โดยอาศัยแหล่งที่มาและวิธีการได้มาซึ่งความรู้ ออกเป็น ๕ ประเภทคือ

(๑)  ความรู้ประเภทคัมภีร์ (Revealed Knowledge)   ซึ่งเป็นความรู้ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้แก่ศาสดา เพื่อนำไปเผยแพร่แก่มวลมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นความรู้ที่ประมวลไว้ในพระคัมภีร์ทางศาสนา

หลักสูตรและการสอนในโรงเรียนและสถานศึกษามักจะมีการนำเอาความรู้ประเภทนี้บรรจุไว้ในหลักสูตร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ความรู้เพื่อการพัฒนาจิตใจ

(๒)  ความรู้ประเภทตำรา (Authoritative Knowledge)   เป็นความรู้ที่ได้จากการบอกเล่า บันทึก หรือการถ่ายทอดจากผู้คงแก่เรียน หรือผู้รู้ในเรื่องต่าง ๆ ถือตัวผู้ที่เป็นปราชญ์หรือผู้เชี่ยวชาญนั้น ๆ เป็นแหล่งของความรู้ ผลงานของผู้รู้ที่เขียนเป็นคำมาไว้จึงเป็นประเภทหนึ่งของความรู้ที่ใช้อ้างอิงกันโดยทั่วไป แหล่งความรู้ประเภทนี้อาจจะสมบูรณ์ถูกต้องหรือไม่ถูกต้องทั้งหมดก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเชื่อถือและการพิสูจน์โดยวิธีการอื่น ๆ

(๓)  ความรู้ประเภทญาณทัศน์ (Intuitive Knowledge)   เป็นความรู้ที่เกิดจากการหยั่งรู้โดยญาณ การหยั่งรู้อาจจะเกิดจากการครุ่นคิดไตร่ตรองเพื่อหาคำตอบเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  เพื่อให้พ้นสงสัยแต่คิดไม่ออกหรือหาคำตอบไม่ได้  แต่จู่ ๆ ก็เกิดความรู้ในเรื่องนั้นผุดขึ้นมาในความคิดและได้คำตอบโดยไม่คาดฝัน  ในบางกรณีเมื่อมีแรงดลใจหรือจินตนาการบางอย่างก็เกิดการหยั่งรู้ขึ้น  ความรู้ที่ได้จากญาณทัศน์นี้เป็นจุดกำเนิดของความรู้เชิงปรัชญา ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ หรืองานสร้างสรรค์ทางด้านศิลปกรรมและวรรณกรรม

(๔)  ความรู้ประเภทเหตุผล  (Rational Knowledge)  เป็นความรู้ที่ได้มาจากการใช้ หลักของเหตุผล ซึ่งเป็นวิธีการทางตรรกวิทยา ส่วนใหญ่จะเป็นความรู้ที่เกิดจากการอ้างอิงความจริงหรือความรู้ที่มีอยู่แล้ว เพื่อนำไปสู่ความรู้ใหม่

(๕)  ความรู้เชิงประจักษ์  (Empirical Knowledge)  เป็นความรู้ที่ได้จากวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และผัสสะประกอบกัน การสังเกต การทดลอง การพิสูจน์ความจริงด้วยวิธีการที่เหมาะสมโดยมีการเก็บรวบรวม วิเคราะห์ และแปลความหมายของข้อมูลด้วยวิธีการเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นแหล่งที่มาของความรู้ประเภทนี้ ซึ่งเป็นรากฐานของการวิจัยค้นคว้าในยุคปัจจุบัน

๓.  คุณวิทยา (Axiology)  ปรัชญาแขนงที่มุ่งวิเคราะห์คุณค่าหรือค่านิยมเกี่ยวกับความดีและความงาม มีลักษณะเป็นปัชญาชีวิตที่มุ่งศึกษาแนวความคิดและความเชื่อของมนุษย์เกี่ยวกับสิ่งที่ดีงามและมีคุณค่าใน ๒ แง่ คือ

  (๑)  จริยศาสตร์ (Ethics)  เป็นเรื่องของความดี ความถูกต้องของแนวทาง ความประพฤติ ความหมายของชีวิต ชีวิตที่ดีมีลักษณะอย่างไร อะไรคือสิ่งที่น่าพึงปรารถนาที่สุดของชีวิต ความดีคืออะไร เอาอะไรมาเป็นเกณฑ์วัดความดีความชั่ว

            (๒)  สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics)   เป็นเรื่องของความงาม การาจะตัดสินว่าอะไรสวย อะไรงาม ใช้เกณฑ์อะไร มีเกณฑ์ที่จะวัดได้จริงหรือไม่ สุนทรียศาสตร์มุ่งศึกษาคุณค่าเกี่ยวกับความงามของศิลปะ ความไพเราะแห่งดนตรี ความงามแห่งธรรมชาติ

คุณวิทยามีความสำคัญยิ่งต่อการศึกษา  ทั้งนี้เพราะการศึกษามิได้มีหน้าที่แต่เพียงการถ่ายทอดความรู้ไปสู่ผู้เรียนเท่านั้น  แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการปลูกฝังทัศนคติ และค่านิยมที่ดีงามในตัวผู้เรียนด้วย  หลักการด้านจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ จึงมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์กับการจัดการศึกษาทุกระดับเป็นอย่างมาก

๔.  ตรรกวิทยา (Logic)  มุ่งศึกษากฎเกณฑ์การใช้เหตุผล การคิดอย่างมีระบบระเบียบ การอ้างเหตุผลอย่างไรจึงจะสมเหตุสมผล  มีหลักอะไรที่จะตัดสินความมีเหตุผล การอ้างเหตุผลมีได้กี่วิธี เหล่านี้เป็นเรื่องที่ตรรกวิทยามุ่งศึกษาวิเคราาะห์วิธีการหาเหตุผลทางตรรกวิทยา มีอยู่ ๒ แบบ คือ

            (๑)  แบบอุปนัย (Inductive)   การอ้างเหตุผลแบบอุปนัยนั้นเป็นการอาศัยความจริงหรือประสบการณ์ย่อยหลายๆ ประสบการณ์มาสรุปเป็นความจริงหลัก เช่น

             คนเป็นสิ่งที่มีชีวิต          ต้องตาย

             สัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต          ต้องตาย

             พืชเป็นสิ่งที่มีชีวิต         ต้องตาย

             เพราะฉะนั้น  สิ่งมีชีวิตต้องตาย

            ทางการศึกษาได้ใช้วิธีอุปนัยทั้งในด้านการสอนและการวิจัยค้นคว้า  เช่น การสอนภูมิศาสตร์โดยเริ่มจากภูมิศาสตร์ของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด ภาค ประเทศ และภูมิภาคของโลกเพื่อให้นักเรียนทราบหลักการตั้งแต่เรื่องย่อยไปจนถึงเรื่องใหญ่ระดับโลก ก็เป็นการสอนแบบอุปนัย การวิจัย เช่นเรื่องพฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารโรงเรียน โดยการนำการสังเกตและบันทึกพฤติกรรมผู้บริหารเป็นรายโรงเรียน แล้วนำมาสรุปเป็นภาพรวมของพฤติกรรมทั้งหมด ก็เป็นวิธีวิจัยแบบอุปนัย

            (๒)  แบบนิรนัย (Deductive)   การอ้างเหตุผลแบบนิรนัยนั้นเป็นการอ้างว่าสิ่งหนึ่งเป็นจริงเพราะสอดคล้องกับสิ่งอื่นที่เราทราบว่าเป็นจริงและถือเป็นหลักอยู่แล้ว เช่น สิ่งมีชีวิตต้องตาย คนเป็นสิ่งที่มีชีวิต เพราะฉะนั้นคนต้องตาย

            การอ้างเหตุผลแบบนิรนัยนี้ใช้ในการเรียนการสอนและการวิจัยทางการศึกษาอยู่มาก  เป็นการสอนจากหลักใหญ่ไปสู่เรื่องย่อย

ปรัชญาการศึกษา

            นักวิชาการด้านการศึกษาได้ให้คำจำกัดความของคำว่า  “การศึกษา”  มากมายหลายคำนิยม  เช่น  “การศึกษาคือชีวิต”  “การศึกษาคือการตระเตรียมการดำรงชีวิต”  “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม”  “การศึกษาคือการถ่ายทอดวัฒนธรรม”  “การศึกษาคือการทำให้คนเจริญขึ้น”  และ ฯลฯ  การที่นิยามความหมายของคำว่า  “การศึกษา”  ต่าง ๆ กัน ก็เนื่องมาจากบางคนพิจารณาการศึกษาในฐานะจุดหมายปลายทางของชีวิต  บางคนนิยามการศึกษาในบานะกระบวนการ บางคนกำหนดความหมายในลักษณะที่เป็นกิจกรรมประเภทหนึ่งของสังคม

            การศึกษาเป็นการพัฒนาบุคคลเพื่อให้บรรลุเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่ง  เราอาจพิจารณาความหมายของการศึกษาได้เป็น ๒ แนวคือ

๑.  ความหมายในแนวกว้าง ถือว่าการศึกษาเป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต         มีปัจจัยหลายอย่างที่มีอิทธิพลต่อการหล่อหลอมชีวิต บุคลิกภาพและความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์             เป็นการศึกษาจากประสบการณ์ทั้งมวล ตามแนวนี้การศึกษามิได้จำกัดอยู่ในโรงเรียนเท่านั้น สถาบัน

ทางสังคมอื่น ๆ เช่น บ้าน วัด สื่อมวลชน และ ฯลฯ ต่างก็มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของบุคคล

๒.  ความหมายในแนวแคบ  ถือว่าการศึกษาเป็นการถ่ายทอดวัฒนธรรม ความรู้ และค่านิยมจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง  โดยผ่านสถาบันทางสังคมที่มีหน้าที่จัดการศึกษา เช่น  โรงเรียน ความหมายตามแนวแคบนี้เป็นความหมายที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป

            การศึกษาไม่ว่าจะนิยามความหมายว่าอย่างไร มีลักษณะสำคัญอยู่ ๓ ประการคือ

        ๑.  การศึกษาเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลให้เป็นไปในแนวทางที่ปราดรถนา

        ๒.  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้  เป็นไปโดยจงใจ  โดยมีการกำหนดจุดมุ่งหมายซึ่งเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดไว้

         ๓.  การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ กระทำเป็นระบบ มีกระบวนการอันเหมาะสมและผ่านสถาบันทางสังคมที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านการศึกษา

ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากับการศึกษา

     ปรัชญามุ่งศึกษาเรื่องของชีวิตและจักรวาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เพื่อจะหาความจริงอันเป็นที่สุด การศึกษามุ่งศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์และวิธีการที่จะพัฒนามนุษย์ให้มีความเจริญงอกงามเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างดีมีความสุขและประสบความสำเร็จในชีวิต     การงาน   ทั้งปรัชญาและการศึกษา มีจุดสนใจร่วมกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือการกำหนดคุณค่าและความหมายของชีวิตมนุษย์ ปรัชญาในแง่นี้จึงมีลักษณะเป็นทฤษฎีทางการศึกษาและการศึกษาเป็นการนำเอาปรัชญาไปปฏิบัติให้บังเกิดผล เมื่อเป็นเช่นนี้ปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์กับการศึกษาอยู่ ๓ ประการ

  ๑.  ปรัชญาตรวจสอบและเสนอแนะจุดมุ่งหมายของการศึกษา  การศึกษาเป็นกิจกรรมทางสังคมที่มุ่งผลการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของบุคคลให้เป็นไปในแนวทางที่ปรารถนา  ปรัชญาอาจจะช่วยเสริมการศึกษาให้ได้รับคำตอบที่ชัดเจนขึ้นได้หลายประการเช่น

(๑)  ปรัชญาอาจช่วยชี้ให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่จะเลือกนั้น    สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการเมืองหรือไม่ มีความเหมาะสมเพียงใด

(๒)  ปรัชญาอาจช่วยชี้ให้เห็นว่า จุดมุ่งหมายของการศึกษาที่จะเลือกนั้น

ขัดแย้งกับจุดมุ่งหมายของกิจกรรมทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองหรือไม่ ถ้าขัดแย้งจะแก้ไขให้สอดคล้องกันได้อย่างไร

(๓)  ปรัชญาอาจช่วยชี้ให้เห็นว่าจุดมุ่งหมายของการศึกษาที่จะเลือกนั้น    สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ดีหรือไม่ ชีวิตที่ดีเป็นอย่างไร ธรรมชาติของมนุษย์คืออะไร เพื่อจะได้ใช้ข้อเท็จจริงเหล่านี้ประกอบการพิจารณาเลือกจุดมุ่งหมายของการศึกษาได้ถูกต้องยิ่งขึ้น

 ๒.  ปรัชญาวิพากษ์และวิเคราะห์การศึกษา ปรัชญาอาจช่วยวิพากษ์และวิเคราะห์สาระและปัญหาของการศึกษาได้ใน ๓ ลักษณะคือ

    (๑)  ปรัชญาอาจช่วยวิเคราะห์ข้อสมมติฐานของการศึกษา การที่นักการศึกษามีความเห็นแตกต่างกัน ถ้าสืบเสาะดูสาเหตุของความแตกต่างให้ดีแล้ว ส่วนหนึ่งมักจะเกิดจากการยึด ข้อสมมุติฐานที่แตกต่างกัน  ถ้าจับประเด็นความแตกต่างได้แล้ว ก็จะทำให้นักการศึกษามีความมั่นใจ ในสมมุติฐานที่ตนยึดมากยิ่งขึ้น มีเหตุผลขึ้น

     (๒)  ปรัชญาอาจช่วยให้เห็นปัญหาทางการศึกษาชัดเจนขึ้น  มีอยู่บ่อยครั้งที่เราพยายามแก้ปัญหาบางอย่างโดยไม่เข้าใจชัดเจนว่าปัญหานั้นคืออะไร ปรัชญาอาจช่วยขยายความของคำถามให้ชัดเจนขึ้น ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องระหว่างปัญหาต่าง ๆ รวมทั้งเสนอแนะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่ต้องการจะแก้

     (๓)  ปรัชญาอาจช่วยขจัดความกำกวมของศัพท์ หรือแนวคิดหลักที่ใช้ในวงการศึกษา นักปรัชญากลุ่มภาษวิเคราะห์จะช่วยแยกแยะให้เห็นว่า คำศัพท์ทางการศึกษามีความหมายได้กี่ความหมาย เช่น การนิยามความหมายของ  “การศึกษา” อาจนิยามได้ ๓ ลักษณะคือ

นิยามขึ้นเป็นการเฉพาะ  สำหรับความหมายที่ผู้นิยามต้องการใช้เป็นการเฉพาะตัวหรือเฉพาะแห่ง
นิยามแบบพรรณนา  คือการนิยามความหมายที่คนทั่วไปใช้
นิยามเพื่อชี้ทาง  คือการนิยามความหมายอย่างที่ควรจะเป็น  เช่น  “การศึกษาคือความเจริญงอกงาม”

๓.  ปรัชญาให้ภาพรวมหรือสร้างโลกทัศน์ โดยการเชื่อมโยงศาสตราทั้งหลายที่เกี่ยวกับการศึกษาให้มีความกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษา

กล่าวโดยสรุป  กิจของปรัชญาการศึกษาพิจารณาได้เป็น ๒ ด้านคือ

             ๑.  ด้านเนื้อหาสาระของการศึกษาปรัชญามีส่วนช่วยกำหนดจุดมุ่งหมายของการศึกษา เพื่อให้ได้แนวทางการจัดการศึกษาที่ดีที่สุด เพื่อชีวิตและสังคมปัจจุบันและอนาคต

             ๒.  ด้านวิธีการ  ปรัชญามีส่วนช่วยวิเคราะห์ สังเคราะห์  ตีความโดยใช้เหตุผลตามหลักตรรกวิทยา เกี่ยวกับคำและแนวคิดหลักทางการศึกษา เพื่อให้เกิดความชัดเจนในความคิด     ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นใจในการปฏิบัติของนักการศึกษา

“การจัดการศึกษาโดยไม่มีปรัชญาการศึกษาเป็นแนวทาง ก็เป็นเสมือนเรือที่แล่นไปในท้องทะเลโดยไม่มีหางเสือ”

IDEALISM  (มโนคตินิยม)

สาระสำคัญ

          ๑.  ภววิทยา  ปรัชญาสาขามโนคตินิยม ถือว่าความจริงอันเป็นที่สุด เป็นเรื่องเกี่ยวกับจิตใจมากกว่าวัตถุ  นักปรัชญาสาขานี้มองโลกในแง่ของ “โลกแห่งจิตใจ”  มากกว่า “โลกแห่งวัตถุ”  ถึงแม้จะยอมรับความจริงที่ปรากฏว่า สรรพสิ่งทั้งหลายที่แวดล้อมตัวเราอยู่ที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัส เช่น บ้าน   ภูเขา ต้นไม้ ท้องฟ้า เมฆ แม่น้ำ ทะเล ฯลฯ  เป็นสิ่งที่ปรากฏเป็นรูปให้เห็น แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นเพียงอาการที่ปรากฏของความจริงที่จริงกว่า ซึ่งเป็นนามธรรม ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราเห็นและสัมผัสได้เป็นเพียง “เงา” ของความจริงยังมิใช่ความจริงแท้ ความจริงอันเป็นที่สุดเป็นเรื่องของความคิด (Idea)  และจิตใจ (Mind)

          ๒.  ญาณวิทยา  เนื่องจากนักปรัชญาสาขามโนคตินิยม  ยึดถือเรื่อง มโนคติ (Idea)  และจิตใจ (Mind)  เป็นสำคัญ ในแง่ทฤษฎีเกี่ยวกับความรู้ ปรัชญาสาขานี้จึงเน้นความรู้ที่เกิดจากความคิด เหตุผลและการหยั่งรู้โดยญาณทัศน์เป็นสำคัญ  ถือว่าความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัสไม่ใช่ความรู้ที่แท้จริง  ทั้งนี้เพราะประสาทสัมผัสเองนั้นก็มีความไม่แน่นอนอยู่ในตัวแล้ว  จะถือผลที่ได้จากประสาทสัมผัสว่าจริงแท้แน่นอนได้อย่างไร  เช่น คนหลาย ๆ คนดูของสิ่งเดียวกัน จับต้องของอย่างเดียว ชิมอาหารถ้วยเดียวกัน ฟังเพลง ๆ เดียวกัน อาจเห็นและรู้สึกทางรูป รส กลิ่น เสียง ต่างกันได้  กระบวนการของการรับรู้จึงเป็นกระบวนการทางจิตมากกว่าทางกาย นักปรัชญาสาขามโนคตินิยมปฏิเสธการยอมรับที่ว่า  วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นวิธีเดียวที่เข้าถึงความรู้ความจริง ถือว่าการหยั่งรู้หรือญาณทัศน์มีความสำคัญเท่าหรือสำคัญกว่าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ การู้สิ่งใดมิใช่เพียงแต่การสัมผัสสิ่งนั้น การรู้หมายถึงการมีแนวคิดหรือจิตภาพของสิ่งนั้น และสามารถบันทึกไว้ในใจที่พร้อมจะรื้อฟื้นได้ทุกขณะ  การเรียนรู้จึงเป็นกระบวนการของ “การรำลึกการรับรู้”  (A Process of remembering of recognition)  ซึ่งหมายถึงกระบวนการรับรู้โดยอาศัยจิต  เกิดเป็นจิตภาพของเรื่องนั้น และสามารถรื้อฟื้นสิ่งที่เคยรู้มาแล้วได้ ปรัชญาสาขานี้จึงถือว่าความรู้ คือ มโนคติ  (Truth as Idea)  

          ๓.  คุณวิทยา  ทัศนะของนักปรัชญาสาขามโนคตินิยมเกี่ยวกับจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์นั้น ยึดหลักความดีและความงามตามอุดมคติทางด้านจริยธรรม ยึดถือกฎแห่งความดีสูงสุดเป็นกฎสากล โดยถือว่าคุณธรรมความดีนั้นมี “แบบ” แห่งความดีและคุณธรรม มนุษย์จะรู้แบบแห่งคุณธรรมก็ต้องอาศัยความรู้ จึงถือว่าคุณธรรมคือความรู้  (Virtue is knowledge)   ถ้าเรารู้แบบของคุณธรรมความดีแล้วเราจะมีหลักยึดและจะไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้ผิดไปจากแบบแห่งคุณธรรมนั้น ๆ หลักจริยธรรมจึงมุ่งไปสู่แบบแห่งความดีสูงสุด (Idea of the good)

            ฝ่ายมโนคตินิยมทางศาสนา จึงพยายามชี้ให้เห็นถึงแบบแห่งคุณธรรมความดี”  โดยเน้นการประพฤติตามแบบอย่างของผู้ที่ทรงไว้ซึ่งคุณธรรมความดี เช่น ตามแนวทางจริยธรรมที่พระศาสดาของศาสนานั้น ๆ ประทานไว้ หรือตามบัญญัติของพระผู้เป็นเจ้าในทางพระพุทธศาสนาก็คือเอาพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแบบสูงสุด

            ปรัชญาสาขามโนคตินิยมถือว่ากฎแห่งคุณธรรมความดีเป็นกฎสากล  เป็นสิ่งตายตัวไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกล เวลาและสถานที่ มีลักษณะเป็นอกาลิโกคือไม่มีกาลเวลาใช้ได้ตลอดไป

            ทางด้านสุนทรียศาสตร์นั้น  ในขณะที่จริยศาสตร์มุ่งค้นหาหลักแห่งความดีอันเป็นอุดมคติสูงสุดเป็นหลักสากล  สุนทรียศาสตร์มุ่งค้นหาแบบแห่งความงามอันเป็นอุดมคติสูงสุดเป็นหลักสากลเช่นกัน นักปรัชญามโนคตินิยมถือว่า ความงามจะต้องสะท้อนให้เห็นถึงมโนคติและอุดมการณ์ (Reflection of Ideas)  คุณค่าของความงามของศิลปะนั้น  อยู่ที่การถ่ายทอดความงามจากความคิด   ซึ่งเป็นการ สร้างสรรค์ศิลปกรรมขึ้นจากอุดมคติที่มีอยู่ในเรื่องนั้น ๆ เป็นการถ่ายทอดแบบแห่งความงาม ความไพเราะที่สมบูรณ์ในอุดมคติอออกมาให้ประจักษ์ เพื่อให้เกิดความทราบซึ้งในคุณค่าแห่งสุนทรีรสนั้น ๆ ตัวอย่าที่เห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ศิลปกรรมตาามแนวนี้ก็คือ  การวาดภาพเขียน และดนตรีกับการขับร้องในโบสถ์ของศาสนาต่าง ๆ เพื่อสะท้อนแบบของความงามและความดี ตามแนวมโนคตินิยมดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษา

  หลักการสำคัญของปรัชญาสาขามโนคตินิยมทางด้านภววิทยา ญาณวิทยาและคุณวิทยาเมื่อนำมาประยุกต์เป็นแนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการศึกษาที่เรียกว่า ปรัชญาการศึกษาจะพบว่าการจัดการศึกษาตามแนวปรัชญาสาขานี้จะมีลักษณะดังนี้คือ

            ๑.  โรงเรียนและผู้เรียน  เนื่องจากปรัชญาสาขามโนคตินิยมเน้นการพัฒนาความคิดและจิตใจโรงเรียนตามแบบมโนคตินิยมจึงเน้นการเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมทางความคิดให้แก่ผู้เรียนโดยมุ่งพัฒนาคุณภาพของความคิดและความเจริญงอกงามทางจิตใจ สิ่งแวดล้อมทางความคิดคือ “สัญลักษณ์” ซึ่งเป็นสื่อความคิดที่สำคัญ โรงเรียนจึงใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ และศิลปะเป็นสื่อให้   ผู้เรียนได้ฝึกการคิดและการแสดงออกเป็นการพัฒนาจิตใจ  โรงเรียนตามแนวมโนคตินิยมมุ่งสร้างคน   ให้เป็น  “นักศิลปะและภาษา”  (Man of Arts and Letters)

            ๒.  หลักสูตร  เน้นเนื้อหาวิชาทางด้านการพัฒนาความคิดและจิตใจ วิชาการด้านมนุษยศาสตร์ซึ่งเน้นการใช้สัญลักษณ์ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของชีวิต สร้างมโนธรรม คุณธรรม และฝึกการคิดหาเหตุผลจึงได้รับการเน้นเป็นพิเศษ วิชาดังกล่าวได้แก่วิชาภาษา วรรณคดี ปรัชญา ศาสนา ศิลป คณิตศาสตร์และประวัติศาสตร์ โดยมีกลุ่มวิชาทางด้านศิลปภาษา (Language Arts)    เป็นแกนสำคัญของหลักสูตร

            ๓.  การเรียนการสอน เน้นการใช้สัญลักษณ์เป็นสื่อในการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนการสอนจึงเกี่ยวข้องกับการใช้สื่อสัญลักษณ์เป็นส่วนใหญ่  ซึ่งได้แก่การฟัง การจดจำ จากการบรรยายของครู การอ่านหนังสือ การค้นคว้าจากตำราและเอกสารทางวิชาการต่าง ๆ ห้องเรียนกับห้องสมุดจึงเป็น  หัวใจของกระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียน  การเรียนการสอนจะเน้นการเรียนในห้องเรียนและ  ห้องสมุดมากกว่าการศึกษานอกสถานที่หรือทัศนศึกษา  เพราะถือว่าผู้เรียนสามารถอ่านและทำความเข้าใจเรื่องต่าง ๆ จากหนังสือได้โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์โดยตรง บทบาทของครูตามแนวปรัชญาสาขานี้ถือว่าครูคือแม่พิมพ์เป็นต้นแบบที่ดีทั้งด้านความรู้และความประพฤติ ต้องมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้โดยใช้สัญลักษณ์ได้ดีมีประสิทธิภาพ

            ๔.  การปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรมและสุนทรียภาพ  จริยศึกษาได้รับการเน้นเป็นพิเศษใน   โรงเรียนตามแบบมโนคตินิยม ถือว่าโรงเรียนมีหน้าที่ถ่ายทอดแบบความประพฤติและการปฏิบัติตน  ตามธรรมเนียมประเพณีของสังคม โดยยึดแบบอย่างทางจริยธรรมและคุณธรรมที่ดีที่ประมวลได้จากศาสนา ประวัติศาสตร์ และวรรณคดี วิธีการปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรม อาศัยภาษา คำพูด และสัญลักษณ์เป็นสื่อในเนื้อหา  วิชาที่เกี่ยวกับขนมประเพณีและอุดมการทางังคม โดยเน้นค่านิยมและ     การอบรมจริยธรรมควบคู่กันไป

            ทางด้านการเสริมสร้างรสนิยมเชิงสุนทรียะนั้น มุ่งเน้นการเรียนจากผลงานที่มีชื่อเสียงและแบบแห่งความงามในอุดมคติ โดยการให้ผู้เรียนมีโอกาสทำความคุ้นเคยกับผลงานทางศิลปกรรมชิ้นสำคัญ เพื่อเร้าใจให้เกิดความสนใจ และสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นโดยอาศัยการศึกษารายละเอียดของศิลปกรรมต้นแบบนั้น ๆ หากทำเช่นนี้ได้ก็จะช่วยปลูกฝังค่านิยมในสุนทรียภาพให้แก่ผู้เรียนได้อย่างแท้จริง

REALISM  (ประจักษ์นิยม)

สาระสำคัญ

            ๑.  ภววิทยา  ปรัชญาสาขาประจักษ์นิยมมุ่งสนใจศึกษาความจริงตามภาวะทางธรรมชาติและสภาวะที่เป็นวัตถุ  ถือว่าวัตถุหรือสสารเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าถึงความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายในจักรวาล นักปรัชญาสาขานี้จึงเชื่อว่า โลกแห่งความเป็นจริง คือ โลกแห่งวัตถุ (A World of Things)  สรรพสิ่งทั้งหลายที่ปรากฎให้เห็นตามสภาพทางธรรมชาตินั้นเป็นจริงโดยตัวของมันเอง และในตัวของมันเอง ไม่มีสิ่งที่อยู่นอกเหนือธรรมชาติเมื่อความจริงทั้งมวลมีความเป็นมาจากธรรมชาติ สรรพสิ่งทั้งหลายต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ และสามารถค้นพบและพิสูจน์ความเป็นจริงได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์  ปรัชญาสาขานี้จึงมีลักษณะเป็นวัตถุนิยมและธรรมชาตินิยม การที่จะตั้งว่าอะไรเป็นความจริงหรือไม่จะต้องมีหลักฐาน (Evidence)   ที่พิสูจน์ได้โดยวิธีทางวิทยาศาสตร์จึงมีลักษณะเป็นประจักษ์นิยมด้วย

            ๒.  ญาณวิทยา  รากฐานทฤษฎีแห่งความรู้ของปรัชญาสาขาประจักษ์นิยมก็คือ “ความรู้ที่เกิดจากข้อเท็จจริงที่ได้จากการสังเกต (Truth as Observable Fact)”   ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะปรัชญาสาขานี้ ถือว่าโลกที่เราอาศัยอยู่นี้มีระบบโครงสร้างและกลไกการเคลื่อนไหวภายใต้การควบคุมของกฎธรรมชาติ การค้นหาความรู้เกี่ยวกับสรรพสิ่งทั้งหลาย จึงน่าจะเริ่มต้นที่การสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ และหาทางอธิบายให้ชัดเจนถึงสภาวะและกลไกการดำเนินงานของสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นอย่างถูกต้องที่สุด ความรู้และความจริงของปรัชญาสาขานี้จึงได้มาจากทฤษฎีต่าง ๆ ต่อไปนี้

(๑)  ทฤษฎีการสังเกต  (Spectator Theory)   คือการศึกษาหาความจริงโดยวิธีการสังเกตโดยใช้ประสาทสัมผัส  เป็นการเฝ้าสังเกตอย่างมีระบบระเบียบเพื่อที่จะอธิบายความจริงเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เมื่อผลของการสังเกตสามารถสรุปผลเป็นความรู้ได้ก็จะทำให้มนุษย์สามารถอธิบายธรรมชาติของสิ่งต่าง ๆ กำหนดกฎเกณฑ์เพื่อใช้บังคับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ได้

(๒)  กฎธรรมชาติ  (Natural Law)    ถือว่าความจริงคือสิ่งเดียวกันกับธรรมชาติ       เมื่อธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีกฎเกณฑ์แน่นอน ความเป็นจริงจึงเป็นสิ่งที่มีอยู่และเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ

(๓)  ทฤษฎีบริสุทธิ์ (Pure Theory)  นักปรัชญายอมรับว่า  การรับรู้แบบสามัญสำนึก (Common Sense)   เป็นทางที่จะนำไปสู่ความรู้ที่แท้จริงได้ จึงถือสามัญสำนึกเป็นพื้นฐานของความรู้บริสุทธิ์ เมื่อมีการนำเอาความรู้จากสามัญสำนึกมาพิสูจน์ทดลองก็อาจได้ผลสรุปที่เป็นความรู้ขั้นสุดท้ายได้ ความรู้ระดับสูงหรือความรู้บริสุทธิ์ก็คือ  ความรู้ที่ได้จากการสังเกตหรือการใช้ประสาทสัมผัสของมนุษย์นั่นเอง เพียงแต่มีการกลั่นกรอง ทดสอบด้วยระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้นเพื่อยืนยันผล    ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ

            ๓.  คุณวิทยา    ค่านิยมเชิงจริยาและสุนทรียะของปรัชญาสาขาประจักษ์นิยม ยึดหลักความเป็นจริงที่มีอยู่ตามธรรมชาติหรือโลกแห่งความเป็นจริงตามธรรมชาติ  หลักจริยศาสตร์และสุนทรยศาสตร์   ของปรัชญาสาขานี้คือ  “การเดินตามกฎธรรมชาติ”  (Natural Law)

หลักจริยธรรมตามทัศนะนี้ จึงเป็นหลักที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้การทำดีทำชั่วจากการสังเกตแนวทางที่มนุษย์ประพฤติปฏิบัติตามครรลองแห่งกฎธรรมชาติรวมทั้งการปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและกาลเทศะ เพื่อให้การดำเนินชีวิตบรรลุจุดหมายอันสูงสุดคือความสุข      คุณธรรมความดีเป็นพฤติกรรมที่แสดงออกตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ การประพฤติดีก็คือการควบคุมตนเองไม่ให้กระทำผิดไปจากธรรมชาติ  การที่คนจะเรียนรู้คุณค่าทางจริยธรรมนั้นจะต้องเรียนรู้สภาพแวดล้อมและการปรับตัวให้เข้ากับแบบอย่างจริยธรรมของสังคมที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมา  หลักจริยธรรมที่กำหนดจึงเป็นกฎตายตัวที่จะเลือกประพฤติอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเดินตามกฎศีลธรรมที่กำหนดไว้

ทางด้านสุนทรียศาสตร์นั้น นักปรัชญาสาขาประจักษ์นิยมสนใจในความงามของศิลปะความไพเราะของดนตรี และวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นจริงตามธรรมชาติ ทฤษฎีทางด้านศิลปะมักจะเน้นการแสดงออกถึงภาพชีวิตจริงตามสภาพที่เป็นอยู่จริง ๆ ตามธรรมชาติ พูดง่าย ๆ    ก็คือ ถือเอาการเลียนแบบธรรมชาติให้เหมือนที่สุดเท่าที่จะทำได้  สุนทรายภาพจึงเป็นการแสดงออกซึ่งความเป็นระเบียบและกฎเกณฑ์ของธรรมชาติในรูปของสีเสียงและลีลาแห่งศิลปกรรมและดนตรี หัวใจของสุนทรียภาพก็คือ  “การยกย่องความมีระเบียบแบบแผนและความเหตุผลของธรรมชาตินั่นเอง”

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษา

          ๑.  โรงเรียนและผู้เรียน  เนื่องจากปรัชญาสาขาประจักษ์นิยมาเป็นโลกทางด้านวัตถุและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติเป็นหลักในการแสวงหาความรู้ความจริง  โรงเรียนจึงต้องจัดให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และคุ้นเคยกับสรรพสิ่งทั้งหลายกว่าที่มีอยู่เป็นอยู่ตามระเบียบและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่เป็นจริงเพื่อให้   ผู้เรียนได้เห็นของจริงเข้าถึงความจริงตามธรรมชาติของสิ่งแวดล้อม  โดยพยายามจัดกิจกรรมให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง มีระบบระเบียบ โรงเรียนจะต้องเสริมสร้างสิ่งแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ความจริงตามธรรมชาติ โดยยึดกฎธรรมชาติเป็นหลัก

          ๒.  หลักสูตร   เน้นเนื้อหาสาระเกี่ยวกับโลกทางกายภาพ  ทั้งนี้เนื่องมาจากการยึดถือกฎธรรมชาติเป็นหลัก หลักสูตรจึงจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีการศึกษาเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติโดยตรง  วิชาที่ ว่าด้วยธรรมชาติทั้งด้านชีวภาพและกายภาพจึงได้รับการเน้นเป็นพิเศษ  วิชาเหล่านี้ได้แก่ ชีววิทยา         สัตววิทยา พฤกษศาสตร์ ธรณีวิทยา เคมี ฟิสิกส์ ดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์  ศิลปะการคำนวณ (Measurement Arts)   เป็นเครื่องมือสำคัญในการศึกษาวิเคราะห์ธรรมชาติ  ทั้งนี้เพราะประจักษ์นิยมมุ่งพัฒนาคนให้เป็นผู้กำกับกลไกของธรรมชาติ (Master of the machine of nature)

          ๓.  การเรียนการสอน    เน้นการเรียนรู้โดยอาศัยการรับรู้ทางผัสสะเป็นสำคัญ (Sense Perception)   วิธีการสอนจึงมักจะใช้วิธีการสาธิต (Demonstration)   โดยการนำของจริงมาแสดงให้ดู การทดลองโดยให้ผู้เรียนได้เป็นผู้กระทำ  การใช้อุปกรณ์โสตทัศนศึกษา ในกรณีที่ไม่อาจนำของจริงมา ให้ดูหรือทดลองได้  และทัศนศึกษาซึ่งเป็นการศึกษานอกสถานที่เพื่อให้ผู้เรียนเห็นของจริงอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงตามธรรมชาติ  การเรียนการสอนจึงเน้นวิธีการทางวิทยาศาสตร์มากกว่าปรัชญาการศึกษาสาขาอื่น ๆ  บทบาทของครูจะต้องเป็นผู้สาธิตที่ดี   เป็นสื่อกลางระหว่างนักเรียนกับความรู้ที่เป็นข้อเท็จจริง  ความสามารถของครูในการสาธิต   การอธิบายและการใช้อุปกรณ์การสอนมีความสำคัญต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นอย่างมาก

            ๔.  การปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรมและสุนทรียภาพ     ปรัชญาสาขาประจักษ์นิยมยึดแนวทางประพฤติปฏิบัติที่สังคมเป็นผู้กำหนดและวางเป็นกฎศีลธรรมเอาไว้เป็นหลัก  โดยที่กฎศีลธรรมเหล่านั้นจะต้องสอดคล้องกับกฎธรรมชาติ ในการสอนศีลธรรมจึงเริ่มต้นการสอนด้วยวิธีนำผู้เรียนให้เกิดความเข้าใจสภาวะทางธรรมชาติ  เมื่อเข้าใจธรรมชาติแล้วก็เท่ากันำผู้เรียนเข้าไปสู่การปฏิบัติตนที่ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ ซึ่งถือว่าเป็นกฎศีลธรรมนั่นเอง  ปรัชญาสาขาประจักษ์นิยมสนใจความงามของ ศิลปะที่มีรูปแบบและความมีระเบียบของธรรมชาติที่เป็นจริง  จึงมุ่งปลูกฝังค่านิยมทางสุนทรียภาพให้เรียนจากแบบอย่างความงามในธรรมชาติ  การสอนศีลปะจึงมุ่งให้ผู้เรียนสนใจคุณสมบัติด้านการ     ถ่ายทอดหรือจำลองแบบอย่างของความจริงตามธรรมชาติเป็นสำคัญ

PRAGMATISM   (ประสบการณ์นิยม)

สาระสำคัญ

          ๑.  ภววิทยา  ภววิทยาของประสบการณ์นิยมที่พัฒนามาจากแนวคิดของประจักษ์นิยมโดยตรง แต่เป็นแนวคิดแบบง่าย ๆ ที่หันมาพิจารณาถึงสิ่งที่เป็นจริงเท่าที่มนุษย์สามารถจะมีประสบการณ์ได้ในชีวิตจริง ๆ ถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เรามีประสบการณ์ได้เป็นความจริงตามสภาพที่เป็นอยู่มีอยู่กล่าวอีก  นัยหนึ่งก็คือโลกแห่งประสบการณ์คือโลกแห่งความเป็นจริง  ความเป็นจริงนั้นก็คือ ประสบการณ์ของเรานั่นเอง

            การที่เราจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งใดนั้นจำเป็นต้องมีการกระทำกิจกรรมด้วยกระบวนการ   ที่เหมาะสม  จึงจะเกิดผลที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่จะนำไปสู่ความรู้ความจริง กระบวนการดังกล่าวนี้เรียกว่ากระบวนการกระทำที่ต่อเนื่อง (Transaction)   ในการสืบเสาะหาความรู้ความจริงนั้น  ปรัชญาสาขานี้เน้นกระบวนการ (Process)   เป็นสำคัญ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการแก้ปัญหาและกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

            ๒.  ญาณวิทยา     ทฤษฎีแห่งความรู้ของปรัชญาสาขานี้ยึดประสบการณ์เป็นหลักโดยถือว่าประสบการณ์เป็นบ่อเกิดแห่งความรู้  เมื่อประสบการณ์มีสภาพไม่คงที่เปลี่ยนแปลงได้  ความรู้อันเกิดจากประสบการณ์มีสภาพชั่วคราวไม่คงที่และเปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับความรู้จะได้รับการยอมรับว่าถูกต้องตราบเท่าที่ประสบการณ์ของมนุษย์ยังไม่อาจค้นพบความรู้ที่ใหม่กว่าเท่านั้น

ในแง่ของประสบการณ์นิยม  การรู้เป็นกระบวนการซึ่งมีขั้นตอนเหมือนกับวิธีการแก้ปัญหาหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ทางด้านปรัชญาเรียกว่าวิธีการแห่งปัญญา (Intellectual Method)  วิธีการดังกล่าวนี้มี ๕ ขั้นตอน คือ

ขั้นตอนที่ ๑  เป็นขั้นตอนที่เกิดสภาวะผิดปกติหรือปัญหาแต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าปัญหานั้นคืออะไร

ขั้นตอนที่ ๒  การกำหนดปัญหา เพื่อให้ชัดเจนว่าปัญหานั้นคืออะไร  มีขอบเขตแค่ไหน  เป็นขั้นของการวินิจฉัยปัญหา

ขั้นที่ ๓  เป็นการตั้งสมมติฐาน  คาดคะเน หรือประมลแนวทางแก้ปัญหาหลาย ๆ วิธี

ขั้นที่ ๔  เป็นขั้นที่ทำการคาดคะเนว่า  ถ้าใช้วิธีการแก้ปัญหาที่ประมวลได้ในขั้นที่ ๓  ผลจะเป็นอย่างไร  มีข้อดีข้อเสียอย่างไร  จะเลือกวิธีใดจึงจะได้ผลที่สุด

ขั้นตอนที่ ๕  เป็นขั้นตอนแห่งการปฏิบัติและการทดสอบโดยการนำเอาวิธีแก้ปัญหาไปใช้และประเมินผลว่าวิธีใดแก้ปัญหาได้ดีและถูกต้อง

         

             เกณฑ์ที่ปรัชญาสาขาประสบการณ์นิยม ใช้ประเมินความรู้คือ ผลของการนำความรู้ไปใช้   ถ้าใช้ได้ผลก็ถือเป็นความรู้ที่ถูกต้อง (Truth Ss What Worlds)   บรรดาความรู้ตามทฤษฎีแห่งความรู้จึงมีลักษณะเป็นสาธารณะที่เกิดจากการมีประสบการณ์ร่วมกันของมวลมนุษย์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมร่วมกัน

            ๓.  คุณวิทยา   ปรัชญาสาขาประสบการณ์นิยมได้ให้ความสนใจเรื่องเกี่ยวกับค่านิยมเชิงจริยะและสุนทรียะเป็นอย่างมาก  โดยหลักการแล้วถือว่าค่านิยมเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนด เป็นการกำหนดขึ้นจากประสบการณ์และผลการดำเนินชีวิตภายในกรอบของค่านิยมนั้น ๆ

ทางด้านจริยศาสตร์ ปรัชญาสาขานี้ถือว่าคุณธรรมความดีเป็นเรื่องของการทดสอบ (Public Test)  ของคนส่วนใหญ่ ค่านิยมเชิงจริยะไม่ใช่หลักสากลแตกต่างกันไปตามกลเวลาและสถานที่ มนุษย์เป็นผู้กำหนดค่านิยมขึ้นจากประสบการณ์ เพื่อสนองตอบต่อความพยายามในการปรับปรุงสภาพการณ์ของสังคม การประพฤติปฏิบัติตนจะเป็นการกระทำที่ดีหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับการกระทำและผลของการกระทำ  ถ้าทำแล้วเกิดผลดีต่อส่วนรวมก็ถือว่าเป็นการทำดีทำถูกต้อง  เกณฑ์การประเมินค่านิยมเชิงจริยธรรมมี ๒ เกณฑ์คือ

            ๑  การทดสอบผล  ถ้าเป็นผลดีเหมาะสมก็ถือว่าใช้ได้ และ

            ๒.  สังคมส่วนรวม  กล่าวคือ ต้องเป็นผลดีต่อสังคมส่วนรวมด้วย เมื่อเป็นดังนี้คุณธรรมความดีและความถูกต้องจึงขึ้นอยู่กับการทดสอบความเหมาะสมกับสถานการณ์โดยใช้เสียงของคนส่วนใหญ่เป็นเครื่องตัดสิน

ทางด้านสุนทรียภาพ  ปรัชญาสาขานี้สนใจศิลปะเพื่อชีวิต ความงาม ความไพเราะของศิลปะและดนตรี จะมีคุณค่าต่อชีวิตก็ต่อเมื่อมีคุณค่าและความหมายต่อการเสริมสร้างประสบการณ์ เมื่อชมงานศิลปะและฟังดนตรีแล้วมีผลอะไรติดตามมา ถ้าก่อให้เกิดประสบการณ์ ๆ ก็ถือว่ามีคุณค่า ศิลปะจะมีค่าหรือไม่มีค่านั้นขึ้นอยู่กับนิยมของคนส่วนใหญ่ (Public Test)

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษา

            ๑.  โรงเรียนและผู้เรียน เน้นการสร้างสิ่งแวดล้อมที่จะเอื้ออำนวยให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์    ต่อเนื่อง   สิ่งแวดล้อมที่ควรจะไม่แตกต่างไปจากชีวิตจริง ถ้าเป็นไปได้โรงเรียนควรจะมีสภาพเป็นสังคมย่อยที่จำลองแบบสังคมใหญ่  ทั้งนี้เพื่อให้ประสบการณ์ในโรงเรียนมีส่วนสัมพันธ์และเป็นประโยชน์     ต่อการดำเนินชีวิตในสังคม  การให้ความรู้เพื่อการใช้ประโยชน์ในการดำเนินชีวิตเป็นเป้าหมายสำคัญของโรงเรียน ความรู้เพื่อการนำไปใช้ประโยชน์จึงเป็นอุดมการณ์ทางการศึกษาของปรัชญาสาขานี้

            ลักษณะของโรงเรียน  จะต้องมุ่งสร้างสิ่งแวดล้อมเหมือนชีวิตจริงในบ้านและในสังคมเพื่อ       ส่งเสริมให้เกดประสบการณ์ต่อเนื่อง

            ๒.  หลักสูตร  เน้นการเสริมสร้างประสบการณ์ทางสังคม  ลักษณะของหลักสูตรตามแนวปรัชญาสาขานี้แทนที่จะเน้นเนื้อหาสาระ กลับให้ความสำคัญแกกระบวนการในการศึกษาหาความรู้มากกว่า หลักสูตรจึงเป็นการจัดมวลประสบการณ์เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างประสบการณ์ดังกล่าว  กลุ่มวิชาที่ได้รับการเน้นเป็นพิเศษคือ  สังคมศึกษา   ส่วนวิธีการเรียนการสอนตามหลักสูตรแบบนี้คือ การแก้ปัญหา การทำโครงการและกิจกรรมโดยถือความถนัด ความสนในของผู้เรียนเป็นหลัก

            ๓.  การเรียนการสอน  การเรียนการสอนตามแนวประสบการณ์นิยมมีลักษณะสำคัญ       ๓ ประการคือ

(๑)  การเรียนโดยวิธีแก้ปัญหา (Problem – Solving)   ถือว่าการเรียนรู้ที่ดีคือ  การที่  ให้ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ในการแก้ปัญหา โดยได้รู้สภาพการณ์ที่เป็นปัญหา  หาวิธีแก้ปัญหาและทดสอบผลการแก้ปัญหาเพื่อจะได้เผชิญกับชีวิตจริงได้โดยอาศัยประสบการณ์จากการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ได้ช่วยเสริมสร้างประสบการณ์ดังกล่าวให้

(๒)  การเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner – centered Learning)  เป็นกระบวนการเรียนการสอนที่คำนึงถึงความต้องการ ความถนัด และความสนในของผู้เรียนเป็นหลัก ในการจัดการเรียนการสอน

(๓)  เรียนรู้ในขณะที่นำความรู้นั้น ๆ มาใช้ (Learning While Using Knowledge)  กระบวนการเรียนรู้และการนำความรู้ไปใช้เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน การเรียนการสอนแบบนี้มักจะทำในรูปโครงการและกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้มีการศึกษาค้นคว้าแสวงหาคำตอบและแนวทางแก้ปัญหา ความรู้ที่ค้นคว้าได้จะใช้เป็นพื้นฐานในการแก้ปัญหารือทำโครงการและกิจกรรมนั้น ๆ ให้เสร็จสมบูรณ์

            ๔.  การปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรมและสุนทรียภาพ  การปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรมนั้น    โรงเรียนจะต้องจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้เหมือนกับสภาพความเป็นจริงในสังคม  ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้สภาวะทางศีลธรรมจรรยาและแบบอย่างของความประพฤติที่ดีงามที่สังคมยอมรับโดยการผสมผสานเข้ากับการปฏิบัติในขณะที่ดำเนินชีวิตอยู่ในโรงเรียน  กล่าวคือให้ผู้เรียนเรียนรู้จากผลของการกระทำของตนเองในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด เป็นการเรียนรู้จากชีวิตจริง

            ทางด้านสุนทรียภาพนั้น ก็คือหลักการเรียนรู้จากชีวิตจริงเช่นเดียวกัน  การปลูกฝังรสนิยมทางสุนทรยะจะต้องก่อให้เกิดประสบการณ์ทางสุนทรียะจากศิลปกรรมที่มีความหมายต่อชีวิตจริง

EXISTENTIALISM (อัตภาวะนิยม)

สาระสำคัญ

            ๑.  ภววิทยา    ปรัชญาสาขานี้เน้นความสำคัญของมนุษย์ในแง่ปัจเจกบุคคล โดยมุ่งให้มนุษย์เลิกยึดถือแนวความคิดและความเชื่อในลัทธิปรัชญาเก่า ๆ และหันมาเน้นเรื่องเสรีภาพของบุคคลและความรับผิดชอบของคนแต่ละคนในการกำหนดวิถีชีวิตของตนเองเป็นสำคัญ   มนุษย์จะทำเช่นนั้นได้   จำเป็นต้องหาทางหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ทางสังคม ศาสนา วิทยาศาสตร์ หรือขนบประเพณีดั้งเดิมก็ตาม

            ในแง่ภววิทยา  ปรัชญาสาขานี้ถือว่าโลกนี้เป็นโลกของความมีอยู่เป็นอยู่ของสรรสิ่งทั้งหลาย    สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ใช่ปัญหาที่น่าสนใจ  ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่าเราเกิดมาแล้ว เราจึงกำหนดวิถีชีวิตของเรา  มนุษย์เป็นผู้กำหนดวิถีชีวิตของตนเอง  มิใช่อำนาจเหนือมนุษย์ใด ๆ จะเป็นผู้กำหนด  เมื่อเป็นเช่นนี้ความจริงอันเป็นที่สุดจึงเป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน  ความจริงจึงมีลักษณะเป็นสิ่งที่แต่ละคนเลือก  (Self – Choosing)

            ๒.  ญาณวิทยา   เช่นเดียวกับหลักการของภววิทยา ปรัชญาสาขานี้ถือว่า  “ความรู้คือสิ่งที่มนุษย์เลือกและกำหนด”  ความรู้ไม่ว่าจะได้มาจากศาสดา  จากตำรา จากสามัญสำนึก จากเหตุผล หรือจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จะเป็นความรู้ที่ถูกต้องมีประโยชน์หรือไม่เพียงใด  ขึ้นอยู่กับวินิจฉัยของบุคคลแต่ละคน

            ๓.  คุณวิทยา    ปรัชญาสาขาอัตภาวะนิยม  โดยสาระสำคัญแล้วเป็นทฤษฎีทางด้านค่านิยมมากกว่าอย่างอื่น ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการเลือก การกำหนด และการวินิจฉัยของบุคคลแต่ละคน  การจะทำเช่นนี้ได้ก็จะต้องมีการประเมินค่า  ซึ่งเป็นเรื่องของคุณวิทยานั่นเอง

ปรัชญาสาขานี้ปฏิเสธที่จะประพฤติปฏิบัติตามประกาศิตทั้งมวล เพราะถือว่าการทำเช่นนั้นเป็นการสูญเสียเสรีภาพในการเลือก และเป็นการสละความเป็นอิสระทางศีลธรรม เป็นการเสียลักษณะเฉพาะของการเป็นมนุษย์อันเนื่องมาจากการมอบตัวเองให้อยู่ในอาณัติแห่งอำนาจครอบงำ ภายนอกที่คนมิได้เลือกคุณค่าทางจริยธรรมนั้นเป็นคุณค่าที่มนุษย์เลือก

ทางด้านสุนทรียภาพก็เช่นเดียวกันปรัชญาสาขานี้เน้นเสรีภาพของเอกัตบุคคลที่จะเลือกและกำหนดคุณค่าทางสุนทรียะให้กับตัวเองเป็นการตัดสินคุณค่าของศิลปะ โดยไม่ยึดกฎเกณฑ์ใด ๆ เป็นมาตรฐานความงาม ความไพเราะ เป็นรสนิยมของแต่ละคน

แนวคิดเกี่ยวกับการศึกษา

          ๑.  โรงเรียนและผู้เรียน  หากจะจัดโรงเรียนตามแนวปรัชญาสาขานี้ก็คงจัดได้ยาก เพราะ    หารูปแบบการจัดไม่ได้  อย่างมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก็คือเสริมสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ  ให้มีหลายแบบให้มากที่สุดเพื่อจะได้ให้นักเรียนแต่ละคนสามารถเลือกหาประสบการณ์การเรียนรู้ตามที่ปรารถนา

            ๒.  หลักสูตร  ในแง่ของหลักสูตรไม่อาจกำหนดรูปแบบได้ชัดเจน  นอกจากจะเปิดให้มีวิชาเลือกเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการเลือกให้กว้างขวางที่สุด  การจะทำเช่นนี้ก็ได้แต่จะต้องมีทรัพยากรมากและมีความพร้อมอย่างยิ่ง จึงยังไม่มีโรงเรียนใดที่จะจัดหลักสูตรตามแนวนี้ได้เต็มที่  วิชาที่ปรัชญาสาขานี้มักจะเน้นเพราะส่งเสริมเสรีภาพการแสวงหาความรู้คือศิลปะ และปรัชญา

            ๓.  การเรียนการสอน     เน้นการสอนให้เด็กแต่ละคนค้นพบความจริงด้วยตนเอง  เป็นวิธีการสอนทำนองเดียวกับที่โสกราตีส (Socratic Method) ใช้  และจะต้องกระตุ้นให้ผู้เรียนแต่ละคนรู้จัก    แนวทางที่จะเลือกอย่างมีความรับผิดชอบ

            ๔.  การปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรมและสุนทรียภาพ  การปลูกฝังค่านิยมทางจริยธรรมเน้นเสรีภาพของแต่ละคนที่จะเลือกปฏิบัติและมีความรับผิดชอบต่อการใช้เสรีภาพในการเลือกนั้น ๆ ส่วนเรื่องสุนทรียภาพนั้นอยู่ที่ความพอใจและการเลือกของแต่ละคนโดยไม่ยึดถือจารีตของสังคม แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook