บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กรณีปราสาทพระวิหาร

ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบ เกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร และการเจรจาเขตแดนไทย - กัมพูชา
50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร
สรุปข้อมูลสถานะของคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505
ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร

50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร

กระทรวงการต่างประเทศ

หน้า 1

1.ศาลโลกตัดสินคดีปราสาทพระวิหารเมื่อใด ว่าอย่างไร ?

ตอบ :

ศาลโลกได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2505 ตัดสินให้

(1) ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตย ของกัมพูชา

(2) ไทยต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ซึ่งไทยส่งไปประจำที่ปราสาทพระวิหารหรือบริเวณใกล้เคียงปราสาท

(3) ไทยต้องคืนบรรดาโบราณวัตถุที่ไทยอาจได้โยกย้าย ออกไปจากปราสาทพระวิหารหรือบริเวณปราสาท อย่างไรก็ตาม ศาลโลกไม่ได้ตัดสินเรื่องเส้นเขตแดนระหว่าง ประเทศทั้งสอง และไม่ได้ตัดสินว่าเขตแดนจะต้องเป็นไปตาม แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ตามที่กัมพูชากล่าวอ้าง

2. ไทยปฏิบัติตามคำตัดสินศาลโลกอย่างไรบ้าง ?

ตอบ :

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2505 รัฐบาลไทยออกแถลงการณ์ ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลโลก แต่ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกสหประชาชาติจะยินยอมปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลจากคำพิพากษา

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2505 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศในขณะนั้น ได้มีหนังสือแจ้งการปฏิบัติตามคำพิพากษาแก่ผู้รักษาการเลขาธิการ สหประชาชาติโดยระบุว่า ไทยขอสงวนสิทธิที่ไทยมีหรืออาจมีในอนาคตที่จะเรียกร้องเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา

คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2505 ให้ไทยปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก โดยกำหนดขอบเขตปราสาท คือ ทางทิศเหนือที่ระยะ 20 เมตรจากบันไดนาคไปทาง ทิศตะวันออกจนถึงช่องบันไดหัก และทางทิศตะวันตกที่ระยะ100 เมตร จากแกนของตัวปราสาทไปทางทิศใต้จนจรดขอบหน้าผา รวมทั้งให้สร้างป้ายแสดงเขต และล้อมรั้วลวดหนาม

เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2505 ฝ่ายไทยได้นำเสาธงไทยออกจากพื้นที่นั้น และถอนกำลังทหารและตำรวจออกจากปราสาท


ภาพแนวลวดหนามแสดงขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร ตามมติคณะรัฐนมตรี วันที่ 10 กรกฏาคม 2505

3. ไทยส่งมอบเฉพาะปราสาทที่เป็นหิน แต่พื้นดินใต้ตัวปราสาทยังเป็นของไทยอยู่จริงหรือไม่ ?

ตอบ :

ไม่ใช่ พื้นดินใต้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาเช่นเดียวกับ ตัวปราสาท ด้วยผลของคำตัดสินของศาลโลกที่ตัดสินให้ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไต​ยของกัมพูชา

4. สรุปว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2505 หลังศาลโลกตัดสินปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาใช่หรือไม่ ?

ตอบ: ใช่


ภาพเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยทำการถอนเสาธงชาติไทยออกจากบริเวณปราสาทพระวิหารโดยไม่ลดธงลง (ที่มา นิตยสารสารคดี ฉบับที่ 282 สิงหาคม 2551)


ภาพ สมเด็จพระนโรดม สีหนุ ทรงนำชาวกัมพูชาขึ้นไปยังตังปราสาทพระวิหาร ในปี พ.ศ. 2506 หลังฝ่ายไทยส่งมอบปราสาทคืนแก่กัมพูชาแล้ว (ที่มา หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์)

5. การสงวนสิทธิ์ในจดหมายของ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ สงวนสิทธิว่าอย่างไรและขณะนี้มีผลหรือไม่ ?

ตอบ :

วันที่ 6 ก.ค. 2505 พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศ ได้มีหนังสือถึงรักษาการ เลขาธิการสหประชาชาติว่า รัฐบาลไทยได้ออกแถลงการณ์ เมื่อวันที่ 3 ก.ค. 2505 ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา แต่ในฐานะประเทศสมาชิกสหประชาชาติ ไทยจะปฏิบัติตามพันธกรณีต่าง ๆ อันเป็นผลมาจากคำพิพากษา ตามข้อ 94 ของกฎบัตร สหประชาชาติโดยในหนังสือดังกล่าวได้แจ้งด้วยว่า ไทยขอสงวนสิทธิที่ไทยมีหรืออาจมีในอนาคตที่จะเรียกเอาปราสาทพระวิหารกลับคืนมา โดยอาศัยกระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่หรือจะเกิดขึ้นในภายหลัง

ทั้งนี้ กระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน เป็นไปตามกฎบัตรสหประชาชาติ และธรรมนูญศาลโลก กล่าวคือ คำพิพากษาของศาลโลกถือเป็นที่สุดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ ตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก แต่หากจะขอให้ศาลพิจารณาแก้ไขคำพิพากษาตามข้อ 61 ของธรรมนูญศาลโลกแล้ว คู่กรณีก็ต้องเสนอหลักฐานใหม่ภายในระยะเวลา 10 ปีหลังจากที่ศาล มีคำพิพากษา ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวสิ้นสุดไปตั้งแต่ปีพ.ศ. 2515

6. ไทยหรือกัมพูชาสามารถรื้อฟื้นคดีปราสาทพระวิหารได้หรือไม่ ?

ตอบ :

ไม่ได้ เพราะเลยกำหนดเวลา 10 ปี ในการยื่นขอให้ศาลโลกแก้ไขคำตัดสินแล้ว (ข้อ 61 ของธรรมนูญศาลโลก) และคำตัดสินของศาลโลกถือเป็นที่สุด (ข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก)

7. การรื้อฟื้นคดี กับการยื่นขอตีความ คำพิพากษาเหมือนกันหรือไม่ ?

ตอบ :

ไม่เหมือนกัน การรื้อฟื้นคดี คือ การขอให้ศาลโลกเปลี่ยนคำพิพากษา เช่น ขอให้ศาลโลกตัดสินว่าปราสาท พระวิหารเป็นของไทย ซึ่งทำไม่ได้แล้วเพราะเลยกำหนดเวลา 10 ปีมาแล้ว แต่การขอตีความ คือ การขอให้ศาลอธิบายว่า คำตัดสินเดิมหมายความว่าอย่างไร ซึ่งสามารถทำเมื่อใดก็ได้ เพราะไม่มีกำหนดเวลา


ภาพบรรยากาศการพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ปี 2505 (ที่มา วิวัฒนาการสังคมไทยกับหัสนิยายชุด พล นิกร กิมหงวน ของ ป. อินทรปาลิต เล่ม 2 โดย วิชิต ณ ป้อมเพชร)

8. หลังจากปฏิบัติตามคำตัดสินของศาลโลกประเทศไทยยึดถือแนวเส้นเขตแดนบริเวณปราสาทพระวิห​ารอย่างไรและกัมพูชายึดถือเส้นเขตแดนใด ?

ตอบ :

ไทยยึดถือสันปันน้ำเป็นเส้นเขตแดนตามข้อบทของ อนุสัญญาสยาม - ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 ส่วนเส้นขอบเขตปราสาท ตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 ก.ค.2505 นั้น ไทยไม่ถือว่าเป็นเขตแดน สำหรับกัมพูชายึดถือเส้นตามแผนที่ 1 : 200,000 ดังนั้น จึงยังไม่มีข้อสรุปเกี่ยวกับเส้นเขตแดนในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากไทยและกัมพูชายังตกลงกันไม่ได้ และยังต้องเจรจากันในกรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย - กัมพูชา (JBC)

 

สันปันน้ำ คือแนวสันต่อเนื่องในภูมิประเทศเมื่อฝนตกจะแบ่งน้ำเป็นสองส่วนซึ่งอาจไม่ใช่สันเขาหร​ือขอบหน้าผาก็ได้โดยปกติต้องใช้เครื่องมือทางเทคนิคในการพิสูจน์หาสันปันน้ำ ทั้งนี้ตรงบริเวณปราสาทพระวิหารจนถึงบัดนี้ยังไม่เคยมีกำรสำรวจหาสันปันน้ำในภูมิประ​เทศจริง

9. แผนที่ชุดL7017คืออะไร ?

ตอบ :

แผนที่ลำดับชุด L7017 คือ แผนที่ประเทศไทยมาตราส่วน 1 : 50,000 ที่จัดทำขึ้นโดยกรมแผนที่ทหาร ซึ่งมีการพิมพ์หลายครั้ง โดยในแต่ละครั้งได้มีการปรับปรุงรายละเอียดให้ถูกต้องและชัดเจนมากยิ่งขึ้น


ภาพโดยประมาณแสดง พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร โดยเส้นสีฟ้าเป็นเส้นเขตแดนตามความเข้าใจของไทย ตามแผนที่ L7017 เส้นเหลืองเป็นขอบเขตบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2505 ส่วนเส้นสีแดงเป็นเส้นเขตแดนตามแผนที่ภาคผนวก 1 มาตราส่วน 1 ต่อ 200000 ระวางดงรักตามความเข้าใจของกัมพูชา

10. ทำไมจึงมี “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน4.6ตารางกิโลเมตร” ?

ตอบ :

“พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ไม่เกิน 10 ปีมานี้ โดยเป็นผลจากการ ที่กัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับไทยตามที่เคยตกลงกันไว้ที่จะร่วมมือพัฒนาเขาพระวิหารและบูรณ​ปฏิสังขรณ์ ปราสาทพระวิหารเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นและยั่งยืนร​ะหว่างสองประเทศ ในการยื่นขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก กัมพูชาต้องกำหนดพื้นที่กันชน (Buffer zones) รอบๆ ปราสาท ซึ่งได้ปรากฏแน่ชัด อย่างเป็นทางการต่อสาธารณชนในการประชุมคณะกรรมการ มรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 31 ที่เมืองไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ ระหว่างวันที่ 23 มิ.ย.- 2 ก.ค.2550 ว่า พื้นที่ที่กัมพูชาต้องการล้ำเข้ามาในดินแดนไทยประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 3,000 ไร่ ในการนี้กัมพูชาได้อ้างเส้นเขตแดนตามแผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 โดยถ่ายทอดเส้นตามที่กัมพูชาเข้าใจเอาเอง และไม่ตรงกับเส้นที่กัมพูชาอ้างในคดีเดิม ปี พ.ศ.2505

ดังนั้นเรื่อง “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร” จึงเป็นปัญหาเขตแดนที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งไทยและกัมพูชามีพันธกรณีต้องแก้ไขร่วมกันตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยการเจรจาในกรอบคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย -กัมพูชา (JBC) ซึ่งเป็นกลไกทวิภาคีที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาเขตแดน

คลิกอ่านต่อ >>> หน้า 2

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook