บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กรณีปราสาทพระวิหาร

ข้อมูลที่ประชาชนไทยควรทราบ เกี่ยวกับกรณีปราสาทพระวิหาร และการเจรจาเขตแดนไทย - กัมพูชา
50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร
สรุปข้อมูลสถานะของคดีตีความคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหารปี 2505
ลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร

50 ประเด็น ถาม-ตอบ กรณีปราสาทพระวิหาร

กระทรวงการต่างประเทศ

หน้า 3

21. โบราณสถานที่คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกครอบคลุมเพียงใด ?

ตอบ :

คณะกรรมการมรดกโลกมีมติให้ขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหาร ไม่รวมชะง่อนเขา ที่มีพื้นที่กว้าง หน้าผา และถ้ำต่าง ๆ ตามข้อ 9 ของข้อตัดสินของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ปี 2551

22. โบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกรุกล้ำเข้ามาในเขตแดนไทยหรือไม่ ?

ตอบ :

ไม่รุกล้ำ เพราะโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนมีเพียงเฉพาะตัวปราสาทเท่านั้น ซึ่งศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทอยู่ในดินแดนภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

23. การที่กัมพูชาลดขนาดโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนลงและทำแผนผังใหม่ขึ้นทะเบียนมรดกโลก เฉพาะตัวปราสาท มีผลดีหรือผลเสียต่อไทยอย่างไร ?

ตอบ:

เป็นผลดี เนื่องจากเป็นการจำกัดการขึ้นทะเบียนแค่ตัวปราสาท ไม่ได้เอาเรื่องเขตแดนที่ยังเป็นปัญหาอยู่มาเกี่ยวข้อง

24. คณะผู้แทนไทยที่เข้ำร่วมการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 32 ที่ควิเบก ดำเนินการอย่างไรบ้าง ?

ตอบ :

ในการประชุมดังกล่าว ไทยในฐานะผู้สังเกตการณ์(ไทยยังไม่ได้เป็นสมาชิกคณะกรรมการมรดกโลก ในขณะนั้น) ได้คัดค้านการขึ้นทะเบียน รวมทั้งเอกสารทุกชิ้นและแผนผังทั้งปวงที่กัมพูชายื่นประกอบคำขอขึ้นทะเบียน

25. ตามอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลกการขึ้นทะเบียนของโบราณสถานที่มีมากกว่าหนึ่งประเทศอ้างสิ​ทธิ์จะทำให้กระทบสิทธิประเทศอื่นที่อ้างสิทธิในเขตแดนหรือไม่ ?

ตอบ :

ไม่กระทบ เนื่องจากตามข้อ 11 วรรค 3 ของอนุสัญญาการคุ้มครองมรดกโลก มีสาระสำคัญว่า การรวมเอาโบราณสถานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีการอ้างสิทธิโดยประเทศมากกว่าหนึ่งประเ​ทศจะไม่กระทบการอ้างสิทธิของอีกประเทศหนึ่งที่เป็นคู่พิพาทไม่ว่าทางใด

26. ไทยควรถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญามรดกโลกหรือไม่ ?

ตอบ :

ไม่ควร เนื่องจากการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ยังเปิดโอกาส ให้ไทยมีสิทธิคัดค้าน แทนที่จะปล่อยให้กัมพูชาดำเนินการอยู่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ การที่ไทยประกาศเจตนารมณ์ลาออกจากการเป็นภาคี อนุสัญญาฯ ในระหว่างการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่35 ปีพ.ศ. 2554 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ยังไม่ถือว่าเป็นการถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เนื่องจากการถอนตัวจากการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ จะมีผลสมบูรณ์12 เดือน ภายหลังจากที่ได้ยื่นหนังสือบอกเลิกการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ เป็นลายลักษณ์อักษรต่อผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ซึ่งไทยยังไม่เคยยื่นหนังสือดังกล่าว ดังนั้น จึงถือว่าปัจจุบันไทยยังเป็นภาคีอนุสัญญาฯ

27. กัมพูชายื่นตีความคำตัดสินศาลโลกเมื่อใด ?

ตอบ :

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2554 และในเวลาเดียวกันกัมพูชาขอให้ศาลโลกมีคำสั่งมาตรการชั่วคราวด้วย


ภาพวังสันติภาพ (Peace Palace)ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ทำการของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ที่มา ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ)

28. ทำไมไทยต้องไปต่อสู้คดีการยื่นตีความนี้ในศาลโลก ?

ตอบ :

เพราะการยื่นคำขอต่อศาลโลกของกัมพูชาในครั้งนี้ไม่ใช่เป็นการฟ้องคดีใหม่ แต่เป็นการขอให้ศาลตีความคดีเก่า ที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้วเมื่อปี 2505 และหากไทยปฏิเสธที่จะต่อสู้คดีในศาลโลก กัมพูชาสามารถเรียกร้องให้ศาลตัดสินบนพื้นฐานของคำขอ คำให้การและเอกสารประกอบของฝ่ายกัมพูชาฝ่ายเดียวได้ ตามข้อ 53 ของธรรมนูญศาลโลก ซึ่งเมื่อศาลโลกมีความตัดสินออกมาก็จะมีผลผูกพันไทยด้วย

29. การยื่นขอตีความของกัมพูชามีรายละเอียดพอสังเขปอย่างไร ?

ตอบ :

กล่าวโดยสรุปก็คือ กัมพูชาขอให้ศาลโลกวินิจฉัยว่า ไทยต้องเคารพดินแดนของกัมพูชา ซึ่งดินแดนในพื้นที่ปราสาท และบริเวณใกล้เคียงถูกกำหนดโดยแผนที่ภาคผนวก 1 (แผนที่มาตราส่วน 1 : 200,000 ระวางดงรัก)


ภาพที่ตั้งของปราสาทพระวิหาร ตามแผนที่ภาคผนวก 1 มาตราส่วน 1 ต่อ 200000 ระวางดงรัก

30. ข้อต่อสู้ของไทยมีอย่างไรบ้าง ?

ตอบ :

ข้อต่อสู้ของไทยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การคัดค้านคำขอให้มีมาตรการชั่วคราว และข้อต่อสู้ในคดีตีความซึ่งเป็นคดีหลัก การคัดค้านคำขอให้มีมาตรการชั่วคราว

(1) ศาลโลกไม่มีอำนาจเบื้องต้น เนื่องจากไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลกครบถ้วนแล้ว รวมทั้งไม่มีข้อพิพาทในประเด็นที่กัมพูชายกขึ้น นอกจากนี้ คำขอของกัมพูชาไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับประเด็นในสาระสำคัญของข้อพิพาท

(2) ไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะทำให้ศาลโลก ต้องมีคำสั่ง ออกมาตรการชั่วคราว เนื่องจาก

ขณะนี้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย -กัมพูชา(JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา (GBC) และการระงับข้อพิพาทโดยกลไกทวิภาคีโดยมีอาเซียน (ASEAN)สนับสนุน มีความคืบหน้าดี

และเหตุปะทะตามแนวชายแดนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนเม.ย. 2554 ซึ่งกัมพูชากล่าวอ้าง เกิดขึ้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนและปราสาทตาควาย ซึ่งอยู่ห่างจากปราสาทพระวิหาร 158 กม.และ 147 กม.ตามลำดับ

(3) คำขอของกัมพูชาเป็นการด่วนสรุป กล่าวคือ เป็นการตัดสินเรื่องสารัตถะของคดี ทั้ง ๆ ที่ศาลโลกยังไม่ได้ตัดสินคดีตีความ (คดีหลัก)

 

การคัดค้านคำขอให้พิจารณาคดีตีความ

ศาลโลกไม่มีอำนาจพิจารณาและกัมพูชาไม่มีอำนาจฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องของกัมพูชาไม่ใช่คำขอตีความคำพิพากษาเก่าตามที่กัมพูชาอ้าง แต่เป็นการฟ้องคดีใหม่เกี่ยวกับข้อพิพาทใหม่ ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อ 5 -6 ปีมานี้ เพราะกัมพูชาต้องการขึ้นทะเบียนปราสาทเป็นมรดกโลก จึงเกิดข้อพิพาทใหม่เรื่องเส้นเขตแดน ซึ่งอยู่นอกขอบเขตของคดีเก่าเมื่อปี 2505 และเป็นเรื่องที่จะต้องเจรจากันในกรอบของเจบีซีตามบันทึกความเข้าใจปี 2543 ซึ่งการฟ้องคดีใหม่ไม่อาจทำได้เพราะไทยไม่ได้รับอำนาจศาลโลกแล้ว

ดังนั้น คำฟ้องของกัมพูชาจึงเป็นการใช้กระบวนวิธีพิจารณาความไปในทางมิชอบ (détournement de procédure)

ไทยและกัมพูชาไม่มีข้อพิพาทในเรื่องการตีความคำพิพากษา ในคดีเดิม คำฟ้องปัจจุบันของกัมพูชาเป็นการเปลี่ยนท่าทีรื้อฟื้นเรื่องที่จบไปตั้งแต่ปี2505 แล้ว เพราะกัมพูชาได้ยอมรับ อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปีนั้นว่าไทยได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว โดยไทยได้ถอนกำลังและเจ้าหน้าที่ออกจากปราสาทพระวิหาร และบริเวณใกล้เคียงปราสาทตามขอบเขตที่กำหนดโดย มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 10 ก.ค.2505 ซึ่งสอดคล้องกับขอบเขตของพื้นที่พิพาทในคดีเดิมตามความเข้าใจทั้งของคู่ความและของศา​ล

คำฟ้องของกัมพูชาเป็นเสมือนการอุทธรณ์ที่ซ่อนมา ในรูปคำขอตีความ ซึ่งขัดธรรมนูญศาลและแนวคำพิพากษาของศาลเรื่องการตีความ เนื่องจากกัมพูชาขอตีความคำพิพากษา ส่วนที่เป็นเหตุผล ไม่ใช่ส่วนที่เป็นคำตัดสิน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้ศาลตัดสินสิ่งที่ศาลได้เคยปฏิเสธที่จะตัดสินให้แล้วอย่า​งชัดแจ้งเมื่อปี 2505 เนื่องจากอยู่นอกขอบเขตของคดี คือหนึ่ง เส้นเขตแดนอยู่ที่ไหน และสอง แผนที่ผนวกคำฟ้องของกัมพูชาที่กัมพูชาเรียกว่า “แผนที่ภาคผนวก 1” นั้นมีสถานะทางกฎหมายอย่างไร ดังนั้น ไทยจึงเห็นว่าศาลไม่มีอำานาจพิจารณาและไม่อาจรับ คำขอของกัมพูชาได้ หรือหากศาลเห็นว่ามีอำนาจและรับคำขอก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องตีความ หรือหากศาลฯ เห็นว่ามีอำนาจและรับคำขอให้ตีความ ก็ควรตัดสินว่าคำพิพากษาศาลฯ ในปี 2505 มิได้ตัดสินว่าเส้นเขตแดนเป็นไปตาม “แผนที่ภาคผนวก 1”

คลิกอ่านต่อ >>> หน้า 4

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook