บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

บิดาแห่งกฎหมายไทย

3

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฉายขณะเสด็จประพาสเมืองบาเดนบาเดน ประเทศเยอรมันนี เมื่อพ.ศ.2450 จากซ้ายไปขวา รัชกาลที่5 , กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ , กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจพระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช , กรมพระสมมตอมรพันธ์,พระองค์เจ้าศิริวงศ์วัฒนเดช, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมนครสวรรค์วรพินิต

พระกรณียกิจที่จะลืมเลือนเสียมิได้อีกประการหนึ่ง ก็คือ ทรงพระกรุณาประทาน กำเหนิดโรงเรียนกฎหมาย แห่งแรกในประเทศไทย โดยมีพระดำริว่า  " การที่จะยังราชการศาลยุติธรรม ให้เป็นไปด้วยดีนั้น มีความจำเป็นที่ต้องจัด ให้มีผู้รู้กฎหมายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยการเปิดให้มีการสอนกฎหมาย ขึ้นเป็นที่แพร่หลาย "   จึงได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้น ในปีพุทธศักราช 2440 เพื่อเป็นการประสาทความรู้ ทางกฎหมายให้แก่บรรดา ผู้พิพากษาทั้งเก่าใหม่ และนักเรียนที่จะเป็นผู้พิพากษาต่อไป เสด็จในกรมฯ ทรงสอนวิชากฎหมายด้วยพระองค์เอง กับมีอาจารย์ร่วมสอนด้วย คือ พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ขุนหลวงพระยาไกรสี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวัชรีวงษ์ ทำให้โรงเรียนกฎหมายเมื่อแรกตั้ง จะย้ายที่ทำการเรียนการสอนไปตามแต่เสด็จในกรมฯ จะทรงสะดวกโดยทรงสอนนักเรียน หลังจากที่เสวยกลางวันแล้ว พอบ่ายโรงเรียนก็ปิดด้วย ต้องเสด็จกลับไปทรงงานที่กระทรวง ลูกศิษย์ก็ต้องกลับไปทำงาน หลังจากนั้นก็ได้พัฒนา มาเป็นโรงเรียนที่จัดกึ่งราชการ คล้ายหอสมุดสำหรับพระนคร เจ้าหน้าที่เรียกว่า  " กรมสัมปาทิก "  มีสภานายก เลขานุการ เหรัญญิก และผู้ช่วยอีก 2 คน แต่เมื่อจำนวนนักเรียนทวีขึ้นรวดเร็ว จนห้องนั้นไม่พอ จึงย้ายไปสอนที่ตึกสัสดีหลังกลาง ว่ากันว่าการเล่าเรียนในครั้งนั้น ครึกครื้นน่านิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากนักเรียนสนใจกล้าพูด กล้าถาม ฝ่ายอาจารย์ก็ยินดีอธิบายอย่างแจ่มแจ้ง เอาใจใส่นักเรียนเป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพ หรือจรรยาบรรณตุลาการ (Judicial ethics) นั้น เสด็จในกรมฯ ก็ได้ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นตุลาการตัวอย่างที่ดี ให้วงการตุลาการเห็นแจ้งประจักษ์อยู่แล้ว และในปลายปี พ.ศ. 2440 นั้นเอง ทรงเปิดให้มีการสอบไล่ เป็นเนติบัณฑิตรุ่นแรก มีผู้สอบได้ 9 คน ออกมารับราชการแบ่งเบา พระภาระลงไปได้บ้าง นอกจากนี้ยังทรงเลือกศิษย์ผู้มีความรู้ ความสามารถให้กลับไปช่วยสอนกฎหมาย เป็นการเพิ่มจำนวนครู ตามขนาดของโรงเรียนที่ขยายออกไป ครั้นโรงเรียนเจริญกว้างขวางมากขึ้น เกินกว่าจะทรงดูแลกิจการแต่ลำพังพระองค์ได้ จึงทรงจัดให้มีกรรมการดูแลปกครอง และอำนวยการสอน และให้กระทรวงยุติธรรมเป็นผู้อุปถัมภ์ ให้กิจการลุล่วงไปได้ด้วยดี
                         เสด็จในกรมฯ ทรงยึดมั่นว่า ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นอุดมคติสำคัญยิ่งกว่ากิจส่วนตัวใดๆ โดยเฉพาะสำหรับนักการศาล และนักกฎหมาย คราวหนึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการเลี้ยงข้าวแช่ ในพระบรมมหาราชวัง มีเจ้านายชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์ ไปทรงร่วมในการนี้ด้วย ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้เสด็จในกรมฯ นำนักเรียนกฎหมายเข้าเฝ้า ณ ที่นั้น ได้มีพระราชดำรัส แก่เสด็จในกรมฯ ว่า  " รพี พ่อได้ยินว่าผู้พิพากษากินเหล้ามากใช่ไหม ทำไมรพี จึงปล่อยให้เป็นเช่นนั้น "   เสด็จในกรมฯ จึงกราบบังคมทูลพระกรุณา สนองพระราชกระแสว่า  " ขอเดชะ พระอาญามิพ้นเกล้าฯ ในเวลาที่ข้าพระพุทธเจ้า จะเลือกผู้พิพากษาก็ดี เลื่อนชั้นผู้พิพากษาก็ดี ข้าพระพุทธเจ้าถือหลักในใจอยู่เพียงสองข้อ คือ ต้องมีสติปัญญาเฉียบแหลม เฉลียวฉลาดอย่างหนึ่ง และต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต อีกอย่างหนึ่ง พูดสั้นๆ ต้องฉลาด และต้องไม่โกง ถ้าโง่ ก็ไม่ทันคนอื่น โจทก์ จำเลย จะต้มเอาได้ ทำให้เสียความยุติธรรม แต่ถ้าฉลาดแล้วโกง ก็ทำให้เสียยุติธรรมอีกเหมือนกัน จะซ้ำร้ายยิ่งไปกันใหญ่ ข้าพระพุทธเจ้ามิได้ไปสอบสวน หรือเอาใจใส่กิจธุระส่วนตัว ของผู้พิพากษาแต่ละคน ใครจะกินเหล้า เที่ยวเตร่อย่างไร นอกเหนืออำนาจเสนาบดีจะบังคับบัญชาได้ "
                         เมื่อเสด็จในกรมฯ ทรงพิถีพิถันเกี่ยวกับคุณสมบัติ ผู้จะมาเป็นผู้พิพากษาเช่นนี้ ในสมัยนั้น จึงได้มีการสกัดและกลั่นกรอง เอาบุคคลที่ไม่เหมาะสม แก่ตำแหน่งหน้าที่ตุลาการออกเป็นจำนวนไม่น้อย เริ่มแรกก็ก่อให้เกิดความหวั่นวิตก ในวงการตุลาการเป็นอันมาก แต่ต่อมาเมื่อตระหนักแน่ในน้ำพระทัยบริสุทธิ์ ของพระองค์แล้ว บุคคลผู้อยู่ในบังคับบัญชา ตลอดจนบรรดาศิษย์ ต่างก็ทวีความเคารพ เทิดทูนพระองค์ขึ้นเป็นลำดับ

 

                        นอกจากนี้แล้ว ยังปรากฎในรายงานของเสด็จในกรมฯ ฐานะข้าหลวงพิเศษว่า ทรงขอพระราชทานพระมหากรุณาเรื่องเงินเดือนผู้พิพากษา ให้สมกับศักดิ์ และตำแหน่งหน้าที่ความว่า
                         " อีกประการหนึ่งที่จะทำให้ ราชการตุลาการคงดีไว้นั้น ต้องระลึกถึงเงินเดือนที่จะได้ ราชการฝ่ายตุลาการไม่เหมือนกับธุระการธรรมดา เพราะตามธรรมดาผู้ใดที่มีสติแล้ว ก็ได้มีหน้าที่แต่ยังหนุ่มยังเด็ก ในส่วนตุลาการต้องการความรู้เป็นพิเศษ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า เตกนิเกล ความรู้นี้ต้องศึกษาถึง 3 ปี เป็นอย่างน้อย แลทั้งมีที่ ที่จะไม่สำเร็จมากกว่าที่จะสำเร็จ ในสมัยปัจจุบันคนเช่นนี้ ได้รับราชการทีหลังราชการอื่นๆ ที่ไม่ต้องการความรู้พิเศษ เป็นที่เสียเปรียบในชั้นต้น แลยังเสียเปรียบอีกต่อไปด้วยว่า ตำแหน่งที่จะเลื่อนขึ้นนั้นมีน้อย คือ จะเลื่อนขึ้นจากผู้พิพากษาธรรมดา เป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล ก็มีอยู่แต่ 11,12 มณฑลเท่านั้นเอง จะเลื่อนจากมณฑลมายังสนามสถิตย์ยุติธรรม หรือศาลอุทธรณ์ และข้าหลวงพิเศษ หรือเพื่อจะลบล้างการเสียเปรียบเช่นนี้ ก็จำเป็นที่จะต้องให้เงินเดือนสูง นั้นไม่ใช่แต่พอกิน ต้องแล้วแต่เทียบตำแหน่งและอัตราอื่น และอีกข้อหนึ่งในราชการอย่างอื่น ตามภาษาไพร่ เรียกว่า มีกำลังในราชการฝ่ายตุลาการ ไม่มีเลยเหตุไรจึงได้กราบบังคมทูล พระกรุณาในข้อนี้ก็เพราะเหตุว่า ถึงเป็นการไม่สมควรที่คนดีจะคิดก็จริง ก็เป็นการที่จริง และเป็นการที่ถูกต้องตามทางวิชา ที่อังกฤษเรียกว่า โปลิตติกแกลอิคอนโนมี ต้องมีผลดีและชั่วประการใด ประการหนึ่งแก่ราชการ ของใต้ฝ่าละอองธุรีพระบาท ฯลฯ "
                        เสด็จในกรมฯ ทรงกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายความเห็นว่า เงินเดือนผู้พิพากษาอย่างต่ำสุดควรจะเป็นเงิน 3 ชั่ง หรือ 240 บาท ซึ่งมากกว่าข้าราชการอย่างอื่น และสมเด็จพระบรมชนกนาถ ก็ทรงพระมหากรุณาพระราชทาน ตามที่กราบบังคมทูลพระกรุณาขอ เป็นมูลเหตุให้ผู้พิพากษา มีเงินเดือนมากกว่าข้าราชการประเภทอื่น สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้
                        ในการสืบสวนสอบสวน ตามกระบวนการยุติธรรมนั้น แต่เดิมมาศาลและพนักงานอัยการ ไม่มีทางทราบว่า บุคคลใดเคยต้องโทษมาแล้วหรือไม่ กี่ครั้ง เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันให้ถือได้แน่นอน จะถือเอานามก็เอาแน่ไม่ได้ เพราะบรรดาผู้ต้องหา แต่ละคนก็ตั้งสมญาไว้ คนละหลายๆ ชื่อ พอถูกจับลงโทษครั้งหนึ่ง ก็ใช้ชื่อหนึ่ง ต่อมาถูกจับอีกก็บอกไปอีกอย่างหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เสด็จในกรมฯ จึงทรงริเริ่มจัดการพิมพ์ลายมือขึ้น ใช้ในพุทธศักราช 2443 จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการตรวจสอบได้ว่า ผู้ร้ายรายนี้เคยต้องโทษมาแล้วหรือไม่ โดยมิพักต้องพิเคราะห์ว่า ชื่อของผู้ต้องหาจะตรงกันหรือไม่ ประการใด 

อ่านหน้า4

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook