บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

สัมภเวสี

กรรมบันดาล

“เขาผู้นั้น ขณะนี้กำลังถูกกักขังอยู่ในนรก ถ้าท่านไม่เชื่อ เชิญไปดูได้” เด็กหญิงผู้หนึ่งในร่างของโอปปาติกะกล่าวยืนยันกับนายแพทย์ ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ ฯ

ข้อความข้างต้นนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในกรุงเทพ ฯ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๕ ข้าพเจ้า (ผู้เขียน) ได้รับการบอกเล่าเรื่องนี้ จากท่านเจ้าคุณรูปหนึ่งโดยที่นายแพทย์ผู้นี้ ซึ่งข้าพเจ้าขอสงวนนามไว้ที่นี้ เป็นผู้รู้จักคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณ และได้เล่าเรื่องที่บังเกิดขึ้นกับตนเองให้ท่านเจ้าคุณนั้นฟัง ข้าพเจ้าเห็นว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากเรื่องหนึ่งและเป็นการยืนยันสนับสนุนคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้บันทึกจากคำบอกเล่าของท่านเจ้าคุณไว้ แล้วนำมาเขียนไว้ในที่นี้ เพื่อชี้ให้เห็นว่ากรรมดี และกรรมชั่วที่บุคคลทำไว้นั้นหาได้สูญหายไปพร้อมกับความตายไม่ ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ ขออนุญาตต่อท่านผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ทุกท่านด้วย ในการที่ได้นำเรื่องนี้มาพิมพ์เผยแพร่ ทั้งนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า หลักคำสอนในพระพุทธศาสนานั้นเป็นสัจธรรม สามารถพิสูจน์ได้ แม้กระทั่งยุคปัจจุบัน

เรื่องมีอยู่ว่า นายแพทย์ผู้นี้ ได้เป็นโรคปวดศีรษะมาเป็นเวลา ๒๐ กว่าปี ตั้งแต่ก่อนเป็นนักเรียนแพทย์ แม้เป็นถึงรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลแล้ว โรคนี้ก็ยังไม่หาย แต่อาการปวดศีรษะของนายแพทย์ผู้นี้แปลกกว่าอาการปวดของคนอื่น ๆ ทั่วไป คือ ปวดประมาณ ๔ ชั่วโมง แล้วก็หาย อยู่มาก็ปวดอีก เป็นอยู่อย่างนี้เสมอ จนกระทั่งนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคนี้ประชุมกันจะผ่าตัดมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็หาสาเหตุไม่พบ จึงต้องเลิกล้มการผ่าตัดไปทุกคราว ครั้งหนึ่งเมื่อคุณหมอผู้นี้ยังเป็นนักเรียนแพทย์ ในโรงเรียนแพทย์อยู่ในต่างประเทศ ก็ได้ปวดศีรษะขึ้นมาอย่างมากเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาเช่น ทุกคราว จนขณะอาจารย์และนักเรียนแพทย์ในโรงเรียนแพทย์แห่งนั้น ได้ประชุมกันว่าจะผ่าตัด แต่เมื่อตรวจอีกครั้งหลังจากหายปวดแล้ว ก็หาสาเหตุไม่พบ จึงต้องเลิกล้มการผ่าตัด

เมื่อเรียนจบวิชาชีพแพทย์แล้วก็เดินทางกลับเมืองไทย และโรคปวดหัวก็ยังไม่หาย แต่ก็ยังสามารถเข้ารับกราชการ และปฏิบัติงานในฐานะเป็นนายแพทย์ ได้เป็นอย่างดีอยู่ ต่อมานายแพทย์ผู้นี้ได้มีโอกาสบวชในพระพุทธศาสนา ๑ พรรษา โดยบวชที่วัดราชาธิวาส กรุงเทพ ฯ ตามประเพณีของกุลบุตรไทยผู้นับถือพระพุทธศาสนา เพราะคุณแม่ของคุณหมอก็เป็นอุบาสิกาที่มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามากผู้หนึ่ง ในปีที่บวชนั้น คุณหมอได้มีโอกาสเรียนและฝึกกรรมฐานกับท่านเจ้าอาวาสในสมัยนั้นและทำกรรมฐาน ได้ผลดีมาก เมื่อปวดศีรษะขึ้นมาทีไร ก็เข้ากรรมฐานระงับปวดได้ทุกครั้งไป จนกระทั่งเมื่อลาสิกขาออกมารับราชการตามเดิมแล้ว คุณหมอก็ยังทำกรรมฐานอยู่เสมอ เพราะนอกจากจะทำให้จิตใจสงบแล้ว ยังระงับปวดศีรษะได้อย่างชะงัดอีกด้วย ดีกว่ายากินยาฉีดที่เคยรับประทานมาแล้ว ทุกอย่างเพราะยานั้นไม่อาจจะทำให้หายปวดศีรษะได้ เมื่อทำกรรมฐานบ่อยและนานปีเข้า จิตก็ได้รับการฝึกฝนจนมีความชำนาญ จนถึงกับหลายครั้งที่พวกเพื่อน ๆ ขอร้องให้คุณหมอเข้ากรรมฐานดูเลขท้ายล็อตเตอรี่ และปรากฏว่าดูได้ถูกเป็นส่วนมาก ในจำนวน ๑๐ ครั้งจะดูได้ถูกถึง ๘ ครั้ง นับว่าเป็นสิ่งที่แปลกมาก จนทุกคนในบ้านกระทั่งลูก ๆ และภรรยารู้กันว่า คูรหมอสามารถหลับตาและมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ เช่น วันหนึ่งลูกชายต้องการจะทดลองคุณพ่อของตน จึงได้เอานาฬิกาข้อมือไปซ่อนไว้ใต้หิ้งพระชั้นบน ของบ้านแล้วลงมาบอกคุณพ่อซึ่งนั่งอยู่ที่ห้องชั้นล่างว่า “นาฬิกาหายเสียแล้วหาไม่พบ” คุณหมอก็หลับตาดู แล้วบอกลูกชายได้ทันทีว่า “ยังไม่หาย อยู่ใต้หิ้งพระนั่นเอง” จึงทำให้คนในบ้านเชื่อถือคุณหมอมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ตั้งแต่นั้นมา แต่สำหรับการทำกรรมฐานดูเลขล็อตเตอรี่นั้น ทราบว่าภายหลังท่านเจ้าคุณอาจารย์ของคุณหมอขอร้องให้หยุดเสีย เพราะไม่ใช่แนวทางแห่งความเจริญ และเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่สนับสนุน

ต่อมานายแพทย์ผู้นี้ ได้รับเลื่อนเป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาล และต่อมาโรคปวดศีรษะของคุณหมอก็กำเริบหนักขึ้นมาอีก จนไม่สามารถปฏิบัติงานที่ โรงพยาบาลตามปกติได้ และได้เข้าไปพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช จนคณะแพทย์ ที่โรงพยาบาลศิริราชได้ประชุมกันว่าจะผ่าตัดอีกครั้งหนึ่ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการปวด แต่เมื่อหายปวดแล้วก็ตรวจรายละอเยดอีกครั้งหนึ่ง ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติในร่างกายเลย จึงไม่ได้ผ่าตัดอีก เมื่อปวดหัวหนักเข้าทีไร คุณหมอก็ต้องใช้กรรมฐานเข้าระงับปวดปรากฏว่าอาการปวดหายไปในขณะใช้กรรมฐานนั้น แต่ก็ไม่สามารถทำให้หายปวดได้เด็ดขาดตลอดไป เมื่อถึงกำหนดก็ต้องปวดอยู่บ่อย ๆ

วันหนึ่ง ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ๒๕๐๕ ขณะที่คุณหมอนอนรักษาตัวอยู่ ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น ก็นั่งกรรมฐาน ส่งจิตไปในอารมณ์กรรมฐาน เพื่อต้องการระงับปวดหัวเช่นเคยขณะที่กำลังส่งจิตไปนั้น ก็ไปเจอกับวิญญาณของเด็กหญิงคนหนึ่งอายุ ประมาณ ๑๑ ขวบ ซึ่งตายไปแล้วปีกว่า คุณหมอก็ได้สอบถามถึงชื่อ พ่อ แม่ นามสกุล บ้านที่อยู่อื่น ๆ วิญญาณของเด็กหญิงผู้นี้ก็ได้บอกให้ทราบทุกอย่างที่ถาม แต่เป็นการสนทนากันในทางจิต เมื่อออกจากกรรมฐานแล้ว ด้วยความประหลาดใจ และอยากทราบข้อเท็จจริง คุณหมอก็ส่งคนให้ไปสืบและคนที่ไปนั้น ได้ไปพบบ้านตำบลที่อยู่ของเด็กหญิงคนนี้ และเมื่อเข้าไปในบ้านก็ได้พบกับแม่ของเธอ เมื่อสืบถามก็ได้ความจริงทุกอย่างตรงตามที่เด็กหญิงคนนี้บอก เด็กหญิงคนนี้ชื่อ พิมพวดี เกิดเมื่อปี ๒๔๙๓ ในกรุงเทพมหานครนี้เอง เป็นลูกของคนมีอันจะกินครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้มีลูก ๒ คน เท่านั้น๑ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เด็กคนนี้ได้เสียชีวิตด้วยไข้รากสาด เนื่อจากเป้นผู้มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดู และเป็นที่รักใคร่ของคุณแม่อย่างยิ่ง เมื่อเสียชีวิตพ่อแม่ก็ยังไม่ยอมเผา เพราะยังเป็นห่วงอยู่มากแต่ก็ได้เอาไปเก็บที่วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพ ฯ โดยสร้าง ศาลาหลังหนึ่งอุทิศไว้เฉพาะเด็กหญิงผู้นี้ พร้อมกับติดรูปภาพของเธอลงบนหินอ่อน ที่ตั้งรูปทำเป็นรูปปราสาทสวยงามมากศาลานี้ใช้สำหรับบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ในงานศพของวัด เขาจึงเรียกศาลานี้ว่า “พิมพวดี” เป็นศาลาที่สะดุดตาแขกที่มาในวัดเพราะมีรูปติดอยู่ในลักษณะที่สวยงาม และแปลกกว่าที่อื่นใดนั่นเอง และศพของเด็กหญิงคนนี้ก็ยังเก็บอยู่ในศาลานี้ผู้สนใจย่อมสามารถไปชมได้แม้ปัจจุบัน

เมื่อคุณแม่ของเธอทราบว่าคุณหมอสามารถสนทนากับลูกสาวของตน ซึ่งตายไปแล้วปีกว่าได้ ก็มีความสนใจเป็นอย่างมาก จึงได้ไปถามความจริงกับคุณหมอ และได้เล่าถึงความสามารถพิเศษของเด็กหญิงคนนี้ให้คุณหมอฟังเพิ่มเติม ถึงเรื่องที่ไปนิมนต์พระมารับสังฆทาน ในวันครบรอบวันตายของตน คือ วัหนึ่งขณะที่พระวัดเทพศิรินทร์กำลังสนทนากันอยู่ ๓-๔ รูป (หลังจากที่ไหว้พระสวดมนต์ทำวัตรที่พระอุโบสถเสร็จแล้วตอนเย็น) ก็ได้มีเด็กหญิงคนหนึ่ง อายุ ๑๐-๑๑ ปี แต่งชุดนักเรียน ได้เดินเข้ามาหาแล้วนิมนต์ให้ไปรับ สังฆทานที่บ้านในวันรุ่งขึ้น แล้วก็เดินไป พระท่านเรียกถามว่าไปไหน ก็ไม่ยอมกลับมา เดินพ้นเขตวัดไป วันรุ่งขึ้นพระ ๓-๔ รูปนั้นก็ไม่ได้เตรียมไปรับสังฆทาน เพราะไม่ทราบว่าไปบ้านไหน แต่ก้ได้ออกบิณฑบาตตามปกติ ในจำนวนพระ ๓-๔ รูปนั้น พระรูปหนึ่งพอเดินไป ถึงบ้านนี้ เขาก็นิมนต์รับสังฆทาน เมื่อขึ้นไปบนบ้าน เห็นรูปเด็กหญิงคนนี้เข้าก็จำได้ จึงได้พูดว่า “เมื่อเย็นวานนี้ หนูคนนี้ไปนิมนต์พวกอาตมามารับสังฆทาน ยังไม่ได้ทันถามรายละเอียดก็เดินเลยไปเสีย”

คุณแม่ของเธอก็บอกว่า “ท่านคะ เด็กคนนี้จะไปนิมนต์ท่านอย่างไรได้ เธอเสียชีวิตไป ๑ ปีแล้ว ที่ทำบุญสังฆทานในวันนี้ ก็เพื่ออุทิศส่วนบุญ ให้เธอเนื่องในวันครบวันตาย ๑ ปีของเธอ”

เมื่อทราบเข้าดังนี้ พระรูปนั้น ก็พิศวงงงงวยในเรื่องที่เกิดขึ้น จะไม่เชื่อสายตาของตนก็ใช่ที่ เพราะเห็นนั้น ไม่ใช่เห็นคนเดียว นี้คือความแปลกเรื่องหนึ่งสำหรับเด็กหญิงคนนี้ ที่คุณแม่ของเธอเล่าให้หมอฟัง

ในขณะที่คุณหมอยังไม่ออกจากโรงพยาบาล เพราะอาการปวดศีรษะยังไม่ทุเลา ทั้งต้องการที่จะค้นหาสาเหตุและรักษาให้หายขาดเสียสักครั้งหนึ่ง และยังสนใจเรื่องของเด็กหญิงผู้นี้อยู่มาก วันหนึ่ง คุณหมอจึงให้เอาเก้าอี้มาตั้งไว้ข้างหน้าตน แล้วเข้ากรรมฐานเชิญวิญญาณของเด็กหญิงคนนี้มาคุย เมื่อคุยกันไปเรื่อย ๆ เด็กผู้หญิงผู้นี้ก็บอกว่า เมื่อชาติก่อนเธอเคยเป็นลูกของคุณหมอทราบว่าเด็กคนนี้ระลึกชาติหนหลังได้ จึงได้ถามสาเหตุของการเจ็บป่วยของตน เธอก็บอกว่า “โรคนี้เกิดจากกรรม ไม่ใช่สาเหตุมาจากผิดปกติของร่างกาย จึงรักษาไม่หาย ถ้าไม่เชื่อก็พิสูจน์ได้” แล้วบอกวิธีพิสูจน์ว่า “ถ้ามียากินหรือยาฉีด ที่ระงับปวดในโรงพยาบาลนี้เมื่อเริ่มปวดศีรษะแล้ว ให้กินหรือฉีด ถ้าเป็นโรคทางกายก็จะระงับได้ แต่ถ้าเป็นโรคกรรมก็ระงับไม่ได้ แต่อาการปวดนี้ ปวดอยู่เพียง ๔ ชั่วโมงแล้วก็หยุด หากไม่เชื่อแล้วก็ให้ตั้งนาฬิกาดู” คุณหมอก็พิสูจน์ตามนี้ และปรากฏว่าเป็นจริงตามที่เด็กหญิงนี้บอกทุกอย่าง

 

ต่อมา คุณหมอก็เข้ากรรมฐานอีก และเชิญวิญญาณนี้มาอีก แล้วถามว่า “การปวดศีรษะของข้าพเจ้านี้เป็นเพราะกรรมอะไร” เธอตอบว่า “เมื่อชาติก่อนที่ท่านเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ท่านรับราชการในตำแหน่งราชมัล มีหน้าที่ลงโทษคนผิดให้ยอมรับผิดชอบ เช่น ตอกเล็บ บีบขมับ เป็นต้น และท่านได้บีบขมับนักโทษใจแข็งผู้หนึ่งจนตายคามือ เพราะไม่ยอมรับผิดและเขาผู้นั้นขณะนี้ กำลังถูกกังขังอยู่ในนรก ถ้าท่านไม่เชื่อ เชิญไปดูได้” “เชื่อแล้ว ไม่อยากดู” คุณหมอกล่าวขึ้น

“ด้วยผลแห่งกรรมนี้ คือกรรมที่บีบขมับนักโทษจนตายคามือ ท่านจึงเกิดเป็นโรคปวดหัว” เธอกล่าวสรุป และคุณหมอได้ถามขึ้นต่อไปว่า “กรรมนี้ให้ผลมา ๒๐ ปีกว่าแล้ว เมื่อไรจะหมด”

“ต่อจากนั้นไป ๗ เดือน ท่านจะหมดกรรมนี้ และโรคปวดศีรษะก็จะหายไปพร้อมกับการหมดของกรรมนี้” วิญญาณในร่างของเด็กหญิงพิมพวดี กล่าวในที่สุด

ในเดือนที่คุณหมอนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล และสนทนากับเด็กคนนี้อยู่นั้น เป็นเดือนกุมภาพันธ์ พอถึงเดือนสิงหาคมอันเป็นเวลาครบ ๗ เดือนพอดีตามที่เกบอกไว้ โรคปวดศีรษะของคุณหมอหายดังปลิดทิ้ง ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยจนกระทั่งปัจจุบันนับเป็นเรื่องที่แปลกแต่จริง ซึ่งได้เกิดขึ้นแล้ว

คุณหมอผู้นี้ ขณะที่ปวดศีรษะอย่างหนัก จนถึงกับต้องเข้านอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลศิริราชนั้น ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่นายแพทย์ ในฐานะรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลได้จึงได้ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งนี้เสีย และในเดือนสิงหาคมอันเป็นเดือนกำหนดที่คุณหมอหายจากโรคกรรมนี้นั้น คุณหมอได้สร้างพระพุทธรูปขึ้น ๑ องค์ และได้นิมนต์พระไปทำพิธีพุทธาภิเษกที่วัดราชาธิวาส ท่านเจ้าคุณผู้เล่าเรื่องนี้ได้รับนิมนต์ไปทำพิธีพุทธาภิเษกอยู่ในงานนี้ด้วย ทำพิธีอยู่จนเกือบสว่าง จึงได้รีบกลับวัด เมื่อคุณหมอหายจากโรคนี้แล้ว ก็ได้ออกไปประกอบอาชีพส่วนตัว ตั้งคลีนิคอยู่ที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร และยังประกอบอาชีพอยู่จนกระทั่งปัจจุบัน

เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตนเองนี้ ทำให้คุณหมอเชื่อคำสอนทางพระพุทธศาสนาเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก โดยเฉพาะเรื่องกฎของกรรมและการเกิดใหม่ เพราะการเจ็บป่วยที่คุณหมอได้ประสบมาและสิ้นสุดลงแล้วนั้น เป็นเรื่องของกรรมบันดาลของอำนาจอันศักดิ์สิทธิ์ หรือ ของเหตุภายนอกอย่างอื่นไม่

ผีผ่าตัด
ผีเอลวิสกลับบ้าน
กรรมบันดาล
ขอกลับมาเกิด
พระพาหิยะ ผู้ตรัสรู้เร็ว
พระสุธัมโม ชาวอินโดนีเซีย
  

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook