บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ประวัติศาสตร์  ภูมิศาสตร์ บุคคลสำคัญ ประเทศและทวีป >>

ไทย

หลวงนิแพทย์นิติสรรค์ (ฮวดหลี หุตะโกวิท)

แปลจากต้นฉบับภาษษอังกฤษเรื่อง
The Tai Race-The Elder Brother of the Chinese
โดย Dr.William Clifton Dodd

ที่ไม่มีหนังสือในยูนนาน

(หน้า 2)

            หมู่บ้านไทยลายนี้ต่างกับหมู่บ้านไทยน้ำที่ข้าพเจ้าไปมาเมื่อวันก่อน เพราะคนไทยลายไม่รู้จีกภษาจีนหรือภาษาอื่นๆ นอกจากภาษาของตนเอง แต่ถึงกระนั้นเขาดูมีความคิดตามธรรมดาอยู่ เขาสนทนาคล้ายคนที่มีการเล่าเรียน หมู่บ้านของเขามีอากาศดี ถ้าผู้สอยศาสนาเป็นชนไทยเหนือแล้วก็คงจะได้ประโยชน์ดี เพราะภาษาของเขาคล้ายไทยเหนือที่อยู่ในแถบตะวันออกของแม่น้ำสาลวีนในพม่า ข้าพเจ้าได้จดจำถ้อยคำในภาษานี้ได้มากและตรวจดูเห็นว่า การออกเสียงสูงต่ำเป็นอย่างเดียวกับไทยลื้อ ภาษาไทยลื้อหรือไทยใดๆ ที่มีหนังสือควรจะรู้ไว้บ้างไม่มากก็น้อยทุกภาษา เพื่อจะได้สนทนากับคนไทยที่ไม่มีศาสนานั้นได้สะดวก ในแคว้นจุงนี้ พวกไทยน้ำมีจำนวนมากกว่าพวกไทยลาย มีผู้บอกข้าพเจ้าว่าที่โมชะ(Mosha) ระยะทางขึ้นไปตามแม่น้ำจากที่นี่วันหนึ่งเต็มๆ มีแต่หมู่บ้านไทยลายทั้งนั้น และหมู่บ้านไทยอื่นๆ อยู่ถัดขึ้นไปอีก
         
 ไทยที่นับถือศาสนาพุทธ เรียกไทยที่ไท่มีหนังสือพวกนี้ว่าไทยอย่า(Tai Ya) มีเรื่องเล่ากันว่า ครั้งหนึ่งพระพุ?เจ้าได้ทรงพยายามสั่งสอนคนพวกนี้ แต่ทรงเห็นว่าเป็นคนมีกิเลสหนาแน่นหนักหนา จึงหยุดไม่สอนต่อ เพราะฉะนั้นไทยพวกนี้จึงไม่มีศาสนา
            ในสัปดาห์ต่อมา พวกเราได้เดินทางมาถึงจังหวัดลินอานฟู(Lin an Fu) เมื่อออกจากตำบลเยือนเจียง(Yuan chiang) แล้วจึงได้ข้ามแม่น้ำแดงตรงที่ตื้น และต้องปีนขึ้นพืดเขาสูง และต้องเดินบนพืดเขานั้นตลอดเวลาสองวัน จนถึงเวลาเย็นวันที่สามจึงออกถึงทุ่งกว้างซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ในมณฑลยูนนาน และต้องเดินข้ามทุ่งนี้ไปเป็นเวลาหลายวัน ทุ่งนี้เรียบมากและเดินสบาย เพราะมีแต่หญ้าสั้นๆ ไม่ต้องปีนเขา อาจใช้จักรยานไปได้ดี ก่อนที่จะถึงจังหวัดบนทุ่งราบนี้ข้าพเจ้าได้พบผลไม้ที่กินได้หลายชนิด เช่นทับทิม ลูกพลับ สาลี่ องุ่น และผลไม้อื่นๆ อีกหลายอย่าง
           วันหนึ่งเมื่อเดินทางลงจากภูเขาชั้นนั้น ได้พบเกวียนหมู่หนึ่งมีลาประมาณ 80 ตัว บรรทุกปีบน้ำมันก๊าดยี่ห้อแสตนดารด์ออยล์ทำให้นึกได้ว่า สินค้าอเมริกันแพร่หลายเข้ามาในแดนจีนลึกถึงเพียงนี้ ต่อมาในวันรุ่งขึ้น ก็ได้พบหมู่เกวียนบรรทุกน้ำมันก๊าดเป็นปีบๆมากกว่าวันก่อน และทั้งได้พบคนในเรือนใช้ตะเกียงเหล็กและใช้หลอกตะเกียงแก้ว สินค้าอเมริกันแพร่หลายในประเทศแถบนี้มาก เช่น จักรเย็บผ้าอเมริกันก็มีทั่วไปในดินแดนไทย พม่าและจีน เฉพาะในเชียงใหม่เท่านั้นตามที่ราชทูตอเมริกันได้ประมาณไว้ว่ามีจักรยานอเมริกันกว่า 400 คัน ทางรถไฟและตัวรถไฟที่ส่งจากอเมริกาก็มีมากในประเทศทิศตะวันออกเหมือนกัน ในต้นสัปดาห์ข้าพเจ้ากับเกวียนต้องเดินในทางแคบและค่อยๆไป และได้ยินว่าหมู่บ้านชนชาติไทยตั้งอยู่ไม่ห่างจากทางหลวงกี่มากน้อยเสมอๆ แต่ไม่ได้พบคนไทย จนกระทั่งถึงวันพุธจึงได้มาถึงตลาดใหญ่ในตำบลชิงผิง(Shing ping) มีคนไทยมาประชุมค้าขายกันมาก แต่เป็นพวกคนไทยลายปายี่ซึ่งเป็นพวกเดียวกับไทยแถบแม่น้ำแดงที่กล่าวมาแล้ว แต่ข้าพเจ้าหาได้สนทนากับพวกไทยในตะวันออกแห่งยูนนานเหล่านี้ไม่ เมื่อวันเสาร์มาใกล้จะถึงจังหวัดลินอานฟู จึงได้ยินว่ามีชนชาติไทยลายอยู่มาก ในแถบลุ่มแม่น้ำแดงก็นับว่ามีชนชาติไทยลายมากอยู่แล้ว แต่ทุ่งราบสูงถึงเพียงนี้ก็มีจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน
           เสาร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2453 พวกเราพักที่จังหวัดลินอานฟู จังหวัดนี้ตั้งอยู่บนที่ราบอันกว้างใหญ่ระหว่างแม่น้ำ 2 สาย สูงจากระดับน้ำทะเล 4900 ฟุต ธรรมชาติรอบๆ ภูมิประเทศทำให้เป็นทำเลที่น่าอยู่มาก มีตลาดอย่างดีเช่นเดียวกับจังหวัดใหญ่ๆ ใกล้ทางหลวงที่ผ่านมาแล้ว มีที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขซึ่งพนักงานอ่านหนังสืออังกฤษออกและพูดได้บ้าง บริเวณของเมืองนี้มีลำน้ำหลายสายซึ่งทำให้ย่นระยะทางที่จะไปยังจังหวัดเม่งสู และทางรถไฟของฝรั่งเศสที่สร้างใหม่จากฝั่งทะเลตังเกี๋ยไปยังยูนนานฟู ซึ่งเป็นทางสะดวกที่จะไปในเขตนี้ มีผู้กล่าวว่าชนในจังหวัดลินอานฟูมักแอนตี้ชาวต่างประเทศ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานพอ เพราะสินค้าต่างประเทศมีแพร่หลายในตลาดมาก ทั้งตัวข้าพเจ้าเองผู้เป็นชาวต่างประเทศก็ได้พบการต้อนรับเป็นอย่างดี ซึ่งกลับจะเป็นพยานว่า เขานิยมชาวต่างประเทศเสียอีก
               ตั้งแต่วันพุธที่ 11 พฤษภาคม ถึงวันอังคารที่ 17 เดือนเดียวกัน ข้าพเจ้าพักอยู่ที่ในเม่งสูอันเป็นจังหวัดสำคัญแห่งหนึ่งในมณฑลยูนนาน ตั้งอยู่ห่างจากรถไฟของฝรั่งเศสเล็กน้อยและกำลังเจริญ สนุกน่าอยู่ ที่ราบลุ่มน้ำซึ่งจังหวัดเม่งสูตั้งอยู่นี้มีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุดเท่าที่ข้าพเจ้าได้เคยพบในมณฑลยูนนาน และเป็นแห่งหนึ่งซึ่งมีท่าทางจะเจริญมากที่สุดในมณฑลนี้ด้วย แต่ข้าพเจ้ายังไม่พบชนชาติไทยในจังหวัดนี้เลย ตามรายงานของนายเบิร์น กงสุลอังกฤษที่เมืองจุงกิง พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2431 นั้นกล่าวว่า ชนที่อยู่ในจังหวัดเม่งสูนี้ส่วนมากเป็นชนชาติไทย


           นอกจากวันอาทิตย์แล้ว ข้าพเจ้าต้องมีธูระต่างๆ ที่จำเป็นและไปพบปะสนทนาเพื่อสั่งสอนตามหน้าที่ พวกลูกจ้างที่จ้างมาก็ลากลับตามที่สัญญาไว้ เหลือแต่ที่พี่ฟู กับล่ามที่เป็นชาวไทยเหนือผู้เป็นหัวหน้าเท่านั้น พี่ฟูนั้นเต็มใจจะไปกับข้าพเจ้าให้ถึงกังตั๋ง แต่อีกคนหนึ่งนั้นถ้าจะให้ไปถึงท่าเรือเขาต้องการให้ขึ้นค่าจ้างให้อีก การเดินทางต่อไปนี้ยังเป็นปัญหาที่ต้องตัดสินใจอยู่ ถ้าจะย่นเวลาเดินทางให้ถึงกังตั๋งเร็วเข้า จะต้องขึ้นรถไฟฝรั่งเศสจากนี้ลงไปทางใต้ริมทะเลในประเทศตังเกี๋ย แล้วย้อนขึ้นทางเหนือโดยรถไฟเหมือนกัน เพื่อไปยังจังหวัดนานนิงฟูโดยถนนสายหนึ่งที่พรมแดนมณฑลกวางซี และจากนั้นต้องเดินทางบกอีกสองสามวันถึงแม่น้ำ ทางนี้นายฟรีแมน มิสชันรีในพวกเราได้เคยเดินทางมาแล้วก่อนหน้าข้าพเจ้าไม่นานนัก แต่ความมุ่งหมายอันสำคัญของข้าพเจ้านั้นอยากจะค้นหาถิ่นใหม่ที่มีชนชาติไทยตั้งภูมิลำเนาอยู่ และเป็นถิ่นที่ไม่เคยไปให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้ เพราะฉะนั้นจึงต้องฝืนคำแนะนำของเพื่อนข้าพเจ้าที่จตังหวัดเม่งสู โดยหวังว่าจะเดินทางบกต่อไปให้ถึงจังหวัดเปอเสอ(Po So) หรือ ไปเสถิง(Pai se ting) แล้วโทรเลขหาแหม่มดอดด์ว่า "กังตั๋ง มิถุนายน 20"
          ข้าพเจ้าเสียใจที่ไม่ได้ทราบข่าวภรรยาของข้าพเจ้าที่นี่ แต่เมื่อข้าพเจ้ามาถึงจังหวัดเสเม้านั้น ข้าพเจ้าได้โทรเลขถึงน้องชายภรรยาซึ่งอยู่ในประเทศไทยตอนใต้ ให้ส่งปีกทอดหนึ่งยังแหม่มดอดด์ที่ลำปาง ซึ่งกว่าโทรเลขจะตอบถึง เราคงออกจากจังหวัดเสเม้าแล้ว มีความเสียใจอีกอย่างหนึ่งที่ไม่สามารถจะไปยูนนานฟูเยี่ยมมิตรสหายที่เป็นมีสชันรี่ด้วยกันได้ เพราะจะต้องเสียเวลาอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งจะต้องช้าเกินไปไม่ทันฤดูฝน ทำให้เดินทางลำบาก
           เหตุที่จะช่วยข้าพเจ้าได้ไปโดยทางบกต่อไปนั้น ก็เพราะมีชาวต่างประเทศที่อยู่ในจังหวัดต่างๆ เอื้อเฟิ้อช่วยเหลือข้าพเจ้ามาก และทั้งการแลกเงินใช้ก็ได้อาศัยความเอื้อเฟื้อของห้างฝรั่งเศสที่เป็นบริษัททำการเดินเรือ ณ ที่นั่น ออกตั๋วให้ไปขึ้นเอาเงินที่ห้างซึ่งตั้งอยู่แห่งอื่นในบริษัทเดียวกันได้ ถึงแม้ข้าพเจ้าจะไม่ได้โดยสารเรือของเขาก็ดี ข้าพเจ้าขอบคุณเขาเป็นอันมาก
              ข้าพเจ้ามีมีดพับ 2 เล่ม เล่มหนึ่งข้าพเจ้าได้ให้เป็นรางวัลแก่ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่ง ในการที่ข้าพเจ้าขอให้เขาบอกถ้อนคำพื้นเมืองที่ตรงกับคำทางเหนือของไทยให้ข้าพเจ้า 250 คำ ครั้นแล้วข้าพเจ้าได้มาเปรียบกับคำไทยพวกที่มีหนังสือใช้ จึงทราบว่ามีน้อยคำทีเดียวที่ต่างกัน ในแปดคำต่างกันหนึ่งคำ วิธีนี้เป็นการทดลองอย่างดีในการเทียบภาษาของชนชาติไทยพวกที่ไม่มีหนังสือใช้ และทำให้ข้าพเจ้าเชื่อแน่ขึ้นอีก และไม่ต้องอาศัยล่ามด้วย ถ้าหากแต่ก่อนข้าพเจ้าได้ทดลองโดยวิธีนี้อย่างละเอียดแล้ว ข้าพเจ้าก็คงสามารถรู้สำนวนของชนชาติไทยทางลุ่มแม่น้ำดำและแม่น้ำแดงได้ดีกว่าที่จะพูดกับเขา โดยนึกถ้อยคำที่ได้จดไว้จากชนทั้งสองถิ่นนั้น ในที่สุดข้าพเจ้าได้พยายามจดถ้อยคำที่ชายหนุ่มผู้นี้บอกให้ข้าพเจ้าอีก 250 คำ และแลกกับมีดพับซึ่งข้าพเจ้ามีอยู่อีกเล่มหนึ่ง
            รุ่งเช้า ข้าพเจ้าได้ออกไปซื้อของตามร้าน มีชายแก่ผู้หนึ่งแต่งตัวคล้ายนักศึกษาจีนเดินตรงมาหาข้าพเจ้า ไทยทุกคนในถิ่นนี้แต่งกายอย่างเดียวกับคนจีนแต่งกายเป็นกุลีเสียมากกว่าที่จะแต่งกายเป็นนักศึกษาจีน เพราะฉะนั้นการแต่งกายจึงไม่เข้าแบบแผนอย่างนักศึกษา แต่ชายผู้นี้มีอายุมาก แต่งตัวอย่างจีนไว้หนวดและเคราที่คางยาวแหลมลงมา สวมหมวก สวมแว่นตาโต สวมเสื้อแขนยาวสีฟ้า นุ่งกางเกง ถุงเท้าขาว ใส่รองเท้าและถือไม้เท้าด้วย เดินมาหาข้าพเจ้าอย่างอ่อนน้อมและสง่าผ่าเผยอย่างชาวตะวันตก ข้าพเจ้าจึงเรียกอย่างสุภาพว่า "พ่อเฒ่า" ดูเขารู้สึกยินดีมาก แล้วข้าพเจ้าถามเขาว่าเป็นไทยไม่ใช่หรือ เขาตอบอย่างสุภาพและแน่นแฟ้นและพลางขอโทษข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ชี้มือที่ตาข้าพเจ้าแล้วถามว่า นี่ท่านเรียกว่าตา ใช่ไหม แล้วชี้ที่จมูกข้าพเจ้าถามว่า เรียกนี่ว่าดั้ง ใช่ไหม แล้วชี้ที่ปากข้าพเจ้าพูดว่าเรียกนี่ว่า สบ หรือปาก ใช่ไหม นี่เรียกว่าคาง ใช่ไหม นี่เรียกว่าคอ ใช่ไหม นี่เรียกว่าอก ใช่ไหม ในขณะนั้นท่านผู้เฒ่านี้ดูรู้สึกพิศวงและตื่นเต้น แล้วหันไปทางฝูงชนที่กำลังมุงดูกันอยู่แน่น และร้องขึ้นว่า "เขารู้จักคำว่า ตา ดั้ง ปาก คาง คอ และอกด้วย" ด้วยความยินดีที่พบคนขาวพูดภาษาของเขาได้
           เมื่อข้าพเจ้าเตรียมการจะออกเดินทางในเช้าวันนั้น แทนที่จะมีผู้ไปกับข้าพเจ้าสักสองคนหรือสี่คนดังเคยมา ข้าราชการจีนในจังหวัดนั้นได้เอื้อเฟื้อให้ทหารไปส่งข้าพเจ้า 20 คน ในจำนวนนั้นเป็นนายทหาร 4 คน ซึ่งขี่ม้าไป ในการตอบคำถามของข้าพเจ้าที่ว่าทำไมจึงให้ไปมากคนนัก เขาว่าทางที่จะไปนี้ไม่มีใครคอยทำอันตรายอดก แต่ที่ให้ไปก็เพื่อเป็นเกียรติยศแก่คนขาวผู้ไม่พูดภาษจีนแต่พูดภาษาไทย
           ศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2453 หมู่เกวียนของข้าพเจ้าก็ออกเดินทางจากจังหวัดกวางนานฟูไป ในระหว่างที่เดินทางไป ข้าพเจ้าได้สนทนากับนายทหารที่ขี่ม้าไปนั้นดุจคุ้นเคยกันมานาน ข้าพเจ้าได้เล่าถึงระยะทางตั้งแต่บ้านข้าพเจ้าลงไปทางใต้ที่สุดที่มีชนชาติไทยอยู่ ซึ่งเขาเพิ่งได้ยินชนชาติไทยจากข้าพเจ้าในบัดนั้น และเล่าเรื่องระยะทางที่จะไปอเมริกาด้วย ข้าพเจ้าถามเขาว่าจะไปอเมริกากับข้าพเจ้าไหม เขาหัวเราะแล้วตอบว่า ไม่รู้จักและไม่สามารถไปได้นอกจากข้าพเจ้าจะออกค่าเดินทางให้ คนหนึ่งในพวกนั้นพูดว่า ถ้าอยู่ด้วยกันสักเดือนหนึ่งคงพูดภาษาเข้าใจกันได้ดีทีเดียว นอกจากนี้เขาได้ถามเรื่องอื่นๆ อีก แต่มีคำพูดของเขาซึ่งติดใจข้าพเจ้าอย่างลึกซึ้งคือ เขาถามข้าพเจ้าว่าจะอยู่สักกี่ปีจึงจะกลับ คำถามนี้ทำให้ข้าพเจ้าอึดอัดด้วยความปลาบปลื้ม ไม่รู้จะตอบอย่างไร ข้าพเจ้าขอปฏิญญาตัวเองว่ามีความรักดินแดนนี้มาก มีความนับถือชาวประเทศนี้มาก จิตใจข้าพเจ้าอยู่กับชนชาวไทยผู้ภักดีเหล่านี้ซึ่งเคยพ่ายแพ้แก่จีน เมื่อ พ.ศ. 1596 ณ กวางนานฟู และ ณ เมืองตาลิฟูได้ถูกมองโกลยกทัพมาย่ำยี เมื่อ พ.ศ. 1777 จริงอยู่ชนชาติไทยเหล่านี้เป็นฝ่ายแพ้ แต่พวกศัตรูก็หาได้ชนะอย่างแท้จริงไม่ (defeated but not conquered) เพราะชนชาติไทยยังคงรักเชื้อชาติและภาษาของตนอยู่อย่างแน่นแฟ้น
          ในตอนบ่ายพวกทหารจีนที่ไปด้วยกับข้าพเจ้านั้นเหลือ 10 คนเท่านั้น พอรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งจำนวนที่ไปด้วยกลับเหลือน้อยลงไปอีก ในคืนนั้นพวกเราได้แรมคืนในหมู่บ้านคนไทยหมู่หนึ่งซึ่งอยู่ในท้องที่ตอนที่สุดของพวกถูเยน แต่ขีนเรียกว่าผู้เนิง(P' u-nong)
หรือผู้นง(P' u-nung) หรือผู้ลูง(P' u-lung) ข้าพเจ้าเคยได้ยินจีนเรียกชนชาติไทยพวกนี้เป็น 3 ชื่อดังนี้ พยางค์แรกของชื่อทั้งสามคือ "ผู้" (p'u) แทนคำว่าไทย แต่คำว่าไทยลูง หรือไทยหลวงนั้นข้าพเจ้าคิดว่าเป็นชื่อที่แท้ของพวกนี้ หรือมิฉะนั้นที่จีนเรียกว่าลูงหรือหลวง ซึ่งเป็นชื่อของชนพวกนี้ที่อยู่เหนือถัดขึ้นไปอีกแต่ครั้งโบราณ คงจะเกี่ยวเนื่องเป็นเชื้อสายกับพวกที่มาจากมณฑลอับฮุย (Anhui) และเชียนสี(Chiang hsi) ในถิ่นใหม่ใต้ลง
         ชนชาติไทยที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในท้องที่ตอนตะวันออกไกลที่สุดในจังหวัดกวางนานฟูนั้น เรียกตัวเองว่าไทยโลง(Tai long) หรือไทยหลวงซึ่งหมายความว่าไทยใหญ่หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าคนใหญ่ (Kon Yai) ซึ่งเป็นชื่อเฉพาะของคนไทยพวกหนึ่ง ถึงแม้รูปร่างของเขาจะไม่ได้ขนาดเท่ากับคนไทยพวกอื่นๆ สมชื่อก็ดี แต่ว่าชื่อของชนชาตินี้ดูแสดงว่าเป็นสง่าใหญ่โตกว่าขนาดรูปร่างเขามาก แต่พวกจีนจัดพวกนี้เข้าไว้ในพวกลูงเยน(Lung jen) คือไทยหลวงนั่นเอง
         พวกเราได้เดินทางต่อมาอีก 4 วันก็ยังไม่พ้นถิ่นที่ชนชาติไทยหลวงตั้งภูมิลำเนาอยู่ ถ้อยคำพวกนี้ที่ข้าพเจ้าได้พยายามจดได้นั้น เมื่อเทียบส่วนกับคำของพวกไทยที่ข้าพเจ้าไม่คุ้นเคยเช่นเดียวกันเช่นภาษาไทยย้อยแล้ว รู้สึกว่ามีผิดกัยเล็กน้อยราวหนึ่งในเจ็ด ไทยในแถบนี้ซึ่งนับว่าเป็นชาติอ้ายลาวโบราณนั้น มีลักษณะเช่นเดียวกับพวกไทยอื่นๆ คือเป็นคนมีนิสัยน่ารักและกระปรี้กระเปร่า แต่น่าเสียดายอยู่อย่างหนึ่ง คือความคิดของเขายังไม่ใหญ่สมชื่อเท่านั้น
           ควรสังเกตว่า ชนชาติอ้ายลาวทั้งหมดที่ข้าพเจ้าได้พบมาตลอดมณฑลยูนนานตลอดไปจนเขตกวางซีที่จังหวัดปากอ้าย หรือโพงาย เรียกตัวเองว่าไทยทั้งนั้น เริ่มตั้งแต่ดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ในมณฑลยูนนาน มีชนชาติไทยที่มีหนังสือของตนเองคือ ไทยลื้อ และไทยเหนือ ชาติไทยที่ไม่มีหนังสือและไม่ได้ถือพุทธศาสนาก็คือไทยลาย ไทยน้ำ ไทยไขหัว ไทยลูง ไทยย้อย และไทยหลวง พวกนี้ใช้ชื่อชาติเป็นผู้ชนะคือ "ไทย" (The Free) ดุจแสดงว้าเคยมีความเกี่ยวข้องกับอาณาจักรอ้ายลาวโบราณอันทรงอำนาจราชศักดิ์ มีตาลิฟูเป็นราชธานี ท่านคงเห็นได้ว่าข้าพเจ้าไม่ได้พบชาติที่ใช้นามว่าไทยในมณฑลกวางซีและกวางตุ้งเลย ซึ่งบางทีจะได้มีความเกี่ยวข้องกับเมืองตาลิฟูน้อยก็เป็นได้
             ข้าพเจ้ามาถึงปากอ้ายซึ่งเป็นจังหวัดอยู่ที่แดนต่อแดน ระหว่างมณฑลยูนนานกับมณฑลกวางซี เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2453 และพักที่นั่นจนวันอาทิตย์ที่ 5 และจากที่นี่จะไปยังจังหวัดปายแสโดยทางเรือ เหตุฉะนั้นการเดินทางโดยทางบกก็สิ้นสุดลงเพียงนี้ เป็นเวลา 4 เดือนกับ 27 วัน นับแต่เวลาที่ออกจากจังหวัดเชียงรายในประเทศไทย ในระยะเวลานี้ต้องเดินทางอยู่ในมณฑลยูนนาน 2 เดือนกับ 10 วัน นับตั้งแต่เข้าเขตของมณฑลยูนนานทางตะวันออกเฉียงใต้จนหมดเขตของมณฑลยูนนานทางตะวันออกเฉียงเหนือ ระยะทางที่เดินไม่น้อยกว่าพันไมล์ คนใช้ที่ติดตามแต่เดิมก็เหลืออยู่เพียงสองคนเท่านั้นคือ พี่ฟูกับคนทำกับข้าว ส่วนม้าและเกวียนได้ขายหมดเมื่อถึงจังหวัดปากอ้ายแล้ว
           ดูเหมือนการที่คนอเมริกันคนเดียวออกเที่ยวไปในหมู่ชนชาติที่น่านับถืออย่างไทยนี้ นับว่าออกจะกล้าหาญอยู่ เช่นในแถบนี้ซึ่งมีประวัติศาสตร์มาแต่ดึกดำบรรพ์ เก่าแก่มากกว่าชนชาติจีนหรือเฮบรูเสียอีก แต่กระนั้นเราก็ยังอยากเที่ยวไปให้จบแดน และมิใช่ความอยากรู้อยากเห็นอย่างเดียว แต่เพราะเป็นหน้าที่ของเราด้วย ด้วยถือเสมือนเป็นพี่น้องกันโดยทั่วหน้า

อ่านตอนต่อไป ในมณฑลกวางซี >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook