บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ >>

กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ

อารยธรรมสมัยใหม่จะเสื่อมลงได้อย่างไร

ข้อยุติที่เราได้รับนั้นสอดคล้องกลมกลืนกับข้อยุติเดิม ๆ ของเราอย่างสมบูรณ์

การพิจารณากฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษย์นี้มิใช่เพียงทำให้กฎทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งเราได้คิดออกมาในการสอบสวนนี้เข้าไปอยู่ในขอบเขตของกฎที่สูงกว่า ซึ่งบางทีจะเป็นกฎที่สูงที่สุดเท่าที่จิตใจของเราจะเข้าใจได้ แต่ยังพิสูจน์ด้วยว่าการทำให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของส่วนรวมร่วมกันโดยวิธีที่ข้าพเจ้าเสนอนั้นจะทำให้เกิดแรงกระตุ้นอย่างมหาศาลแก่อารยธรรม ในขณะเดียวกันการปฏิเสธที่จะกระทำเช่นนั้นย่อมจะทำให้เกิดความเสื่อมถอยหลัง อารยธรรมเช่นของเรานี้จะต้องเจริญก้าวหน้าออกไปหรือไม่ก็เสื่อมถอยหลัง มันไม่สามารถจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ มันมิได้เป็นเช่นเดียวกับบรรดาอารยธรรมที่มีลักษณะเป็นเนื้อเดียวกัน (homogeneous) เช่นอารยธรรมแห่งลุ่มแม่น้ำไนล์ ซึ่งหล่อหลอมมนุษย์ให้เหมาะกับสถานที่และนำมนุษย์เข้าไว้ในสถานที่นั้น ดุจดังเอาอิฐเข้าวางในพีระมิด มันมีลักษณะเหมือนกับอารยธรรมที่การเจริญขึ้นและเสื่อมลงอยู่ในสมัยประวัติศาสตร์นี่เอง และซึ่งอารย-ธรรมของเราเกิดขึ้นมาจากอารยธรรมนี้

ขณะนี้มีความโน้มเอียงอยู่ประการหนึ่งที่จะเยาะเย้ยคำกล่าวใด ๆ ที่แสดงว่าเรามิได้กำลังก้าวหน้าไปในทุกทาง และจิตวิญญาณแห่งสมัยของเรานี้ก็เป็นเช่นเดียวกับจิตวิญญาณของคำประกาศซึ่งอัครมหาเสนาบดีสอพลอทูลเกล้าฯ ถวายจักรพรรดิจีนผู้ทรงเผาบรรดาหนังสือโบราณทั้งหลาย – “ทุกคนที่กล้าพูดกันถึงหนังสือหลักบัญญัติแห่งบทสรรเสริญและหนังสือหลักบัญญัติแห่งประวัติศาสตร์ (the She and the Shoo) จะต้องถูกประหาร ผู้ที่กล่าวถึงอดีตเพื่อเป็นการตำหนิปัจจุบันจะต้องถูกประหารทั้งโคตร”

แต่ก็ปรากฏชัดว่ามีหลายช่วงเวลาที่ได้เกิดการเสื่อมโทรมลง เช่นเดียวกับที่มีหลายช่วงเวลาที่ได้เกิดความเจริญก้าวหน้า และยังปรากฏชัดอีกด้วยว่ายุคแห่งความเสื่อมเหล่านี้ มิได้เป็นที่ตระหนักกันโดยทั่วไปในชั้นแรก

คนหนึ่งจะเป็นคนบ้าระห่ำถ้าเขากล่าวว่าโรมกำลังเข้าสู่ระยะเสื่อมในขณะที่จักรพรรดิออกัสตัสทรงแปรกรุงโรมอิฐให้กลายเป็นกรุงโรมหินอ่อน ในขณะที่เศรษฐทรัพย์กำลังขยายออกและความงดงามกำลังเพิ่มขึ้น ในขณะที่กองทหารโรมันผู้พิชิตกำลังขยายเขตแดนออกไป ในขณะที่กิริยามารยาทกำลังมีความเป็นผู้ดีมากขึ้น ภาษาไพเราะขึ้น และวรรณกรรมมีความงามสง่ายิ่งขึ้น แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ

และผู้ใดก็ตามที่มองดูจะเห็นได้ว่าถึงแม้อารยธรรมของเราจะปรากฏว่าก้าวหน้าไปด้วยความรวดเร็วยิ่งกว่าที่เคยมา สาเหตุอันเดียวกันกับที่ได้เปลี่ยนความก้าวหน้าของโรมให้กลายเป็นความเสื่อมถอยหลังก็กำลังแสดงผลอยู่แล้วในขณะนี้

สิ่งที่ได้ทำลายอารยธรรมเดิม ๆ มาแล้วทุกรุ่นก็คือแนวโน้มไปสู่ความไม่เสมอภาคกันในการวิภาคเศรษฐทรัพย์และอำนาจ แนวโน้มอันเดียวกันนี้ซึ่งกำลังดำเนินอยู่ด้วยพลังที่รุนแรงยิ่งขึ้นได้ปรากฏให้สังเกตได้ในอารยธรรมของเราในปัจจุบัน แสดงตัวเองออกใน ประชาคมที่ก้าวหน้าทุกแห่ง และยิ่งประชาคมมีความก้าวหน้ามากก็แสดงออกรุนแรงขึ้น ค่าแรงและดอกเบี้ยมีแนวโน้มต่ำลงอยู่เป็นนิจ ค่าเช่ามีแนวโน้มสูงขึ้น คนรวยมีแนวโน้มที่จะรวยยิ่งขึ้นมาก คนจนยิ่งน่าอนาถมากขึ้น และไร้ความหวังยิ่งขึ้น และชนชั้นกลางมีแนวโน้มที่จะหายสูญไป

ข้าพเจ้าได้ตรวจแนวโน้มนี้ไปจนพบสาเหตุของมันแล้ว ข้าพเจ้าได้แสดงให้เห็นแล้วว่าเราจะขจัดสาเหตุนี้ได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ อย่างไร บัดนี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะชี้ให้เห็นว่าถ้าเราไม่กระทำสิ่งนี้ ความก้าวหน้าจะกลายเป็นความเสื่อม และอารยธรรมสมัยใหม่จะลดระดับลงสู่ความป่าเถื่อนเหมือนอารยธรรมที่แล้ว ๆ มาทั้งสิ้นได้อย่างไร นับว่ามีประโยชน์ที่จะชี้ให้เห็นว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่สามารถจะเห็นได้ว่าความก้าวหน้าจะเปลี่ยนเป็นความเสื่อมถอยหลังได้อย่างไร จึงคิดว่ากรณีเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ ยก ตัวอย่างเช่น Gibbon คิดว่าอารยธรรมสมัยใหม่ไม่อาจจะถูกทำลายลงได้เพราะว่าไม่มีคนป่าเถื่อนเหลืออยู่ที่จะเข้าเหยียบย่ำทำลาย และก็มีความคิดกันโดยทั่วไปว่า การประดิษฐ์คิดค้นการพิมพ์ ซึ่งทำให้หนังสือเพิ่มจำนวนขึ้นมากมายนั้น ทำให้ไม่มีโอกาสที่ความรู้จะสูญหายไปอีกได้

เงื่อนไขแห่งความก้าวหน้าของสังคมดังที่เราได้ตรวจสอบค้นพบกฎแล้วนั้น คือ การร่วมสังคมกันและความเสมอภาค แนวโน้มโดยทั่วไปของพัฒนาการสมัยใหม่ นับแต่สมัยที่เราสามารถแลเห็นแสงแห่งอารยธรรมได้เป็นครั้งแรกในความมืดซึ่งเกิดขึ้นหลังจากความพินาศของจักรวรรดิตะวันตกนั้น ก็คือโน้มไปสู่ความเสมอภาคกันทางการเมืองและทางกฎหมาย – นั่นคือการเลิกทาส การเลิกแบ่งชั้นวรรณะ การเลิกเอกสิทธิ์สืบตระกูล การใช้ระบบการปกครองแบบรัฐสภาแทนแบบตามอำเภอใจ การให้เอกชนมีสิทธิพิจารณาเองในเรื่องศาสนา การมีความปลอดภัยเท่าเทียมกันยิ่งขึ้นในร่างกายและทรัพย์สินระหว่างคนชั้นสูงกับคนชั้นต่ำ ผู้อ่อนแอกับผู้แข็งแรง การมีเสรีภาพมากขึ้นในการเคลื่อนย้ายและการประกอบอาชีพ การพูดและการพิมพ์ ประวัติศาสตร์อารยธรรมสมัยใหม่ คือ ประวัติศาสตร์แห่งความก้าวหน้าไปในแนวทางนี้ – นั่นคือประวัติศาสตร์แห่งการดิ้นรนต่อสู้และชัยชนะของเสรีภาพส่วนบุคคล เสรีภาพทางการเมือง และเสรีภาพทางศาสนา และกฎโดยทั่วไปก็แสดงให้ปรากฏด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าเมื่อมีแนวโน้มเช่นนี้ อารยธรรมก็ก้าวหน้าไป เมื่อแนวโน้มเช่นนี้ถูกกดไว้หรือถูกดันถอยกลับ อารยธรรมก็ถูกยับยั้งลง

แนวโน้มนี้ได้แสดงตัวออกเต็มที่ในสาธารณรัฐอเมริกา ซึ่งสิทธิทางการเมืองและทางกฎหมายของประชาชนมีความเท่าเทียมกันอย่างสมบูรณ์ และแม้แต่ความเจริญเติบโตของระบบเจ้าขุนมูลนายก็เกิดขึ้นมิได้ เพราะมีระบบหมุนเวียนตำแหน่ง ผู้ที่นับถือศาสนาทุกศาสนาหรือผู้ที่ไม่นับถือศาสนาต่างก็มีฐานะเสมอกัน เด็กทุกคนอาจจะหวังเป็นประธานาธิบดีได้ ผู้ใหญ่ทุกคนมีเสียงเท่าเทียมกันในกิจการของส่วนรวม และข้าราชการทุกคนต้องขึ้นอยู่กับคะแนนเสียงของประชาชน โดยอ้อมหรือโดยตรง สำหรับการดำรงอยู่ในตำแหน่งชั่วระยะเวลาสั้น ๆ แนวโน้มนี้ยังมีบางสิ่งบางอย่างซึ่งจะต้องเอาชนะในอังกฤษ ในการขยายสิทธิการลงคะแนนเสียง และขจัดร่องรอยแห่งระบอบกษัตริย์ อภิชนาธิปไตย และการปกครองโดยคณะพระผู้ใหญ่ ส่วนในประเทศเช่นเยอรมนีและรัสเซีย ซึ่งสิทธิเหนือคนธรรมดายังเป็นมากกว่นิยายทางกฎหมายมากนั้น ยังมีสิ่งที่จะต้องกระทำมากกว่า แต่มันก็เป็นแนวโน้มที่เข้มแข็ง และ การที่ยุโรปจะเป็นสาธารณรัฐอย่างสมบูรณ์เร็วเพียงไรก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา หรือที่ถูกคือเรื่องของอุบัติเหตุ ดังนั้นในด้านนี้สหรัฐฯ จึงเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในบรรดาชาติใหญ่ ๆ ทั้งหลายในทิศทางที่ทุกประเทศกำลังก้าวหน้าไป และในสหรัฐฯ เราจะได้เห็นว่าแนวโน้มไปสู่เสรีภาพส่วนบุคคลและเสรีภาพทางการเมืองนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้ด้วยตนเองมากเพียงไร

ผลประการแรกของแนวโน้มไปสู่ความเสมอภาคกันทางการเมืองคือแนวโน้มไปสู่ความเสมอภาคกันมากขึ้นในการวิภาคเศรษฐทรัพย์และอำนาจ เพราะว่าในขณะที่ประชา-ชนยังเบาบางอยู่ ความไม่เท่าเทียมกันในการแบ่งเศรษฐทรัพย์เป็นเพราะความไม่เท่าเทียมกันในสิทธิส่วนบุคคลเป็นประการสำคัญ และเฉพาะต่อเมื่อความก้าวหน้าทางวัตถุดำเนินไปเท่านั้น แนวโน้มไปสู่ความไม่เสมอภาคกันซึ่งเกี่ยวกับการที่ที่ดินถูกลดลงเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชนจึงจะปรากฏให้เห็นเด่นชัด แต่บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่าความเสมอภาคกันอย่างสมบูรณ์ทางการเมืองนั้นโดยตัวเองมิได้ป้องกันแนวโน้มไปสู่ความไม่เสมอภาคซึ่งเกิดขึ้นจากกรรมสิทธิ์ของเอกชนในที่ดิน และยังปรากฏชัดอีกด้วยว่าความเสมอภาคกันทางการเมืองอันมีร่วมไปกับแนวโน้มที่มากขึ้นไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันในการแบ่งเศรษฐทรัพย์ ในที่สุดจะต้องทำให้เกิดระบบกดขี่ที่มีการจัดเป็นขบวนการหรือระบบกดขี่จากอนาธิปไตยซึ่งเลวร้ายกว่า

การที่จะเปลี่ยนการปกครองระบอบสาธารณรัฐให้เป็นระบบกดขี่ที่ต่ำช้าที่สุดและโหดเหี้ยมที่สุดนั้น เราไม่จำเป็นจะต้องเปลี่ยนรัฐธรรมนูญหรือยกเลิกการเลือกตั้งโดยประชาชนอย่างเป็นทางการเลย นับเป็นเวลาหลายศตวรรษหลังสมัยซีซาร์ ก่อนที่ผู้ปกครองผู้มีอำนาจเด็ดขาดแห่งจักรวรรดิโรมันจะแสร้งทำเป็นปกครองเป็นอย่างอื่นที่มิใช่โดยอำนาจหน้าที่ของสภาเซเนตซึ่งสั่นเทาอยู่ต่อหน้าผู้ปกครองนั้น

แต่รูปแบบนั้นไม่มีความหมายอะไรเลยในเมื่อเนื้อหาได้เปลี่ยนไปเสียแล้ว และ รูปแบบของการปกครองโดยเสียงของประชาชน ก็คือรูปแบบที่เนื้อหาแห่งเสรีภาพอาจจะสูญสิ้นไปได้ง่ายที่สุด เมื่อปลายสุดโต่งสองปลายมาบรรจบกัน ระบบการปกครองโดยสิทธิออกเสียงทั่วไปและความเสมอภาคกันทางทฤษฎีก็อาจจะกลายเป็นระบบกดขี่ได้ง่ายที่สุด ถ้ามีเงื่อนไขซึ่งชักจูงให้มีการเปลี่ยนแปลง เพราะว่าในลักษณะนั้น ระบบกดขี่จะก้าวหน้าไปในนามของประชาชน และด้วยอำนาจของประชาชน เมื่อยึดได้แหล่งอำนาจนี้แล้ว ก็สามารถยึดสิ่งอื่น ได้ทั้งหมด ไม่มีชนชั้นที่ไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงที่จะมีผู้เรียกร้องยุยงได้ ไม่มีชนชั้นเอกสิทธิ์ผู้ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันสิทธิของประชาชนทั้งหมดด้วยในการป้องกันสิทธิของตนเอง ไม่มีกำแพงเหลืออยู่สำหรับกั้นน้ำไว้ ไม่มีสิ่งที่จะขึ้นสูงเหนือมันขึ้นไป ผู้ที่ตัดทอนพระราชอำนาจของกษัตริย์จอห์นแห่งอังกฤษด้วยรัฐธรรมนูญฉบับแรกก็คือพวกแบรอนคาดสายหนังอันมีหัวหน้าบาทหลวงสวมหมวกทรงสูงเป็นผู้นำ ผู้ที่ทำลายความภาคภูมิใจของราชวงศ์ Stuart ก็คือบรรดาชนชั้นกลาง แต่พวกชนชั้นผู้ดีผู้มั่งคั่งจะไม่ต่อสู้ถ้ายังสามารถหวังว่าจะติดสินบนทรราชได้

เมื่อเกิดสภาพแตกต่างกันมากขึ้น สิทธิลงคะแนนเสียงโดยทั่วไปก็ทำให้เป็นการง่ายขึ้นในการที่จะยึดแหล่งอำนาจ ทั้งนี้เพราะว่าอำนาจจะเข้าไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่รู้สึกว่าตนมีผลประโยชน์โดยตรงในการปฏิบัติของรัฐบาลมากขึ้น ผู้พร้อมที่จะขายคะแนนเสียงของตนให้แก่ผู้ให้ราคาสูงสุดเพราะถูกทรมานจากความขาดแคลนและมีสภาพใกล้สัตว์เพราะความยากแค้น หรือไม่ก็ออกเสียงตามนักกวนเมืองที่ป่าวร้องครึกโครมที่สุด หรืออาจจะถึงกับนับถือพอใจรัฐบาลที่เสเพลและกดขี่เนื่องจากความขมขื่นเพราะความยากลำบากเช่นเดียวกับที่เราอาจจะนึกได้ถึงความรู้สึกของชนกรรมาชีพและทาสแห่งกรุงโรมเมื่อเขาได้แลเห็น Caligula หรือ Nero พิโรธอยู่ท่ามกลางชนชั้นผู้ดีที่ร่ำรวย ถ้าสมมติให้ประชาคมหนึ่งมีการปกครองแบบสาธารณรัฐโดยมีชนชั้นหนึ่งร่ำรวยขนาดที่จะไม่มีวันขาดสิ่งบำรุงความสุขฟุ่มเฟือยทั้งหลายไม่ว่าจะมีการบริหารกิจการบ้านเมืองกันอย่างไร และมีชนอีกชั้นหนึ่งที่ยากจนข้นแค้นถึงขนาดที่เงิน 2-3 ดอลลาร์ในวันเลือกตั้งจะดูมากยิ่งกว่าข้อคิดใด ๆ ที่เป็นนามธรรม มีคนส่วนน้อยร่ำรวยไปด้วยทรัพย์ศฤงคารและคนส่วนมากเดือดพล่านไปด้วยความไม่พอใจในสภาพซึ่งตนไม่ทราบว่าจะแก้ไขอย่างไร แน่นอนอำนาจจะต้องผ่านเข้าไปอยู่ในมือของนายหน้าซึ่งจะซื้อขายมันเช่นที่พวกองครักษ์ Praetorian ขายตำแหน่งจักรพรรดิโรมัน หรือไม่อำนาจก็จะผ่านเข้าไปอยู่ในมือของนักกวนเมืองผู้จะยึดและใช้อำนาจนั้นอยู่ระยะหนึ่งเพียงเพื่อจะถูกแทนที่ด้วยนักกวนเมืองที่เลวร้ายยิ่งกว่า

ในที่ซึ่งมีบางสิ่งคล้าย ๆ กับการวิภาคเศรษฐทรัพย์โดยเท่าเทียมกัน – นั่นคือมีความรู้สึกรักชาติโดยทั่วไป มีคุณงามความดีและสติปัญญาโดยกว้างขวางทั่วไป – ยิ่งระบอบ การปกครองเป็นประชาธิปไตยมากเท่าไร ก็จะเป็นการดียิ่งขึ้นเพียงนั้น แต่ในที่ซึ่งมีความไม่เสมอภาคกันอย่างเด่นชัดในการวิภาคเศรษฐทรัพย์ ยิ่งระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยมากเท่าไร ก็จะยิ่งเป็นการเลวลงเพียงนั้น เพราะว่าถึงแม้โดยตัวของมันเอง ประชาธิปไตยที่ผุพังอาจจะไม่เลวร้ายไปกว่าอัตตาธิปไตยที่ผุพัง แต่ผลของมันต่อลักษณะประจำชาติจะเลวร้ายยิ่งกว่า การให้สิทธิออกเสียงแก่คนจรจัด ยาจก คนที่ถ้ามีโอกาสได้ใช้แรงงานก็จะถือเป็นโชค คนที่จะต้องขอทานหรือขโมยหรือไม่ก็อดตายนั้น ก็คือการขอร้องการทำลายนั่นเอง การมอบอำนาจทางการเมืองให้ไว้ในมือของผู้ที่ต้องขมขื่นและเสื่อมทรามจากความยากจนก็คือการผูกท่อนฟืนที่กำลังติดไฟเข้ากับสุนัขจิ้งจอกแล้วปล่อยมันไปในไร่ข้าวโพดที่ยืนต้นอยู่ มันเป็นเสมือนการปิดตาแซมซันและพันแขนเขาไว้รอบเสาหลักแห่งชีวิตของชาตินั่นเอง

แม้แต่อุบัติเหตุแห่งการสืบสันตติวงศ์หรือการคัดเลือกแบบเสี่ยงโชค อันเป็นแผนของสาธารณรัฐโบราณบางแห่ง ก็อาจจะทำให้ได้ตัวผู้ฉลาดและยุติธรรมมาครองอำนาจในบางครั้ง แต่ในระบอบประชาธิปไตยที่เน่าเปื่อย แนวโน้มย่อมจะไปสู่การให้อำนาจแก่คนเลวที่สุดเสมอ ความซื่อสัตย์สุจริตและความรู้สึกรักชาติจะถูกถ่วงไว้และการไร้หิริโอตตัปปะจะได้รับความสำเร็จ คนดีที่สุดจะจมลงสู่ก้นเบื้องล่าง คนเลวที่สุดจะลอยขึ้นสู่เบื้องบน และคนชั่วช้าจะถูกกวาดล้างออกไปก็แต่โดยคนที่ชั่วช้ากว่าเท่านั้น ในขณะเดียวกัน เมื่อลักษณะประจำชาติจะต้องค่อย ๆ ผสมกลมกลืนเข้ากับลักษณะที่จะทำให้ได้อำนาจ และได้ความนับถือตามมา ความคิดเห็นก็จะเสื่อมทรามลง ซึ่งจากประวัติศาสตร์เราจะได้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าที่มันทำให้ชนเชื้อชาติเสรีกลายเป็นเชื้อชาติทาส

สำหรับในอังกฤษในศตวรรษที่แล้ว เมื่อรัฐสภาเป็นแต่เพียงบรรษัทปิดของพวกอภิชนาธิปไตย ระบบคณาธิปไตยขี้ฉ้อซึ่งกั้นรั้วแยกตนเองจากมวลชนอาจจะดำรงอยู่ได้โดยไม่มีผลมากนักต่อลักษณะประจำชาติ เพราะว่าในกรณีนั้น จิตใจของประชาชนนึกถึงอำนาจเกี่ยว พันกันไปกับสิ่งอื่น ๆ มากกว่าการฉ้อราษฎร์บังหลวง แต่ในที่ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันในทาง การสืบตระกูล และมนุษย์ยกตนเองจากระดับต่ำสุดขึ้นสู่เศรษฐทรัพย์และอำนาจโดยการฉ้อโกงกันเป็นประจำนั้น ในที่สุด การยอมทนต่อลักษณะเหล่านี้ก็จะกลายเป็นการนิยมชมชอบไป รัฐบาลประชาธิปไตยที่ขี้ฉ้อนั้นในที่สุดก็จะทำให้ประชาชนเลวทรามต่ำช้าลง และเมื่อประชาชนชาติหนึ่งเสื่อมทรามลงแล้ว ก็ไม่มีทางที่จะกลับฟื้นคืนขึ้นมาได้อีก ชีวิตจะสูญสิ้นไป คงอยู่แต่ซากอสุภ ซึ่งเหลือไว้เพียงเพื่อให้ผาลไถแห่งโชคชะตาฝังกลบไปให้พ้นสายตา

การเปลี่ยนรูปรัฐบาลของประชาชนไปเป็นระบบกดขี่ชนิดที่ชั่วช้าที่สุดและต่ำทรามที่สุด ซึ่งย่อมจะต้องเป็นผลอันหลีกเลี่ยงมิได้จากการวิภาคเศรษฐทรัพย์โดยไม่เท่าเทียมกันนั้นมิใช่เป็นสิ่งที่อยู่ในอนาคตอันไกลนัก มันได้เริ่มแล้วในสหรัฐฯ และกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็วต่อหน้าสายตาของพวกเรา การที่ฝ่ายนิติบัญญัติของเรากำลังมีมาตรฐานเสื่อมโทรมลงเรื่อย ๆ การที่ผู้มีสมรรถภาพและบุคลิกภาพสูงสุดถูกบังคับให้ต้องหันหนีจากการเมือง และเล่ห์กระเท่ห์ของพวกกังฉินมีอิทธิพลยิ่งกว่าชื่อเสียงของรัฐบุรุษ การที่การออกเสียงเลือกตั้งเป็นไปอย่างไม่ยั้งมากขึ้นและอิทธิพลของเงินเพิ่มขึ้น การที่เป็นการยากยิ่งขึ้นที่จะปลุกประชา-ชนให้เห็นความจำเป็นของการปฏิรูปและลำบากขึ้นที่จะดำเนินการปฏิรูปให้ลุล่วงไปได้ การที่ความแตกต่างกันทางการเมืองหมดลักษณะความแตกต่างกันในหลักการ และความคิดเชิงนามธรรมกำลังเสื่อมพลังลง การที่พรรคการเมืองต่าง ๆ กำลังผ่านเข้าไปอยู่ในอำนาจควบคุมของสิ่งที่จะเป็นคณาธิปไตยและเผด็จการในการปกครองทั่วไป เหล่านี้ล้วนแต่เป็นหลักฐานให้เห็นความเสื่อมทางการเมืองทั้งสิ้น

แบบของความเจริญสมัยใหม่ก็คือเมืองใหญ่ ที่นี่เราจะได้พบทั้งเศรษฐทรัพย์มหาศาลที่สุดและความยากจนข้นแค้นอย่างที่สุด และที่นี่แหละที่ระบบรัฐบาลของประชาชนได้เสื่อมสลายลงอย่างเห็นได้ชัดเจนที่สุด ตามเมืองใหญ่ทั้งสิ้นของอเมริกาขณะนี้มีชนชั้นปกครองที่เด่นชัดเช่นเดียวกับในประเทศที่เป็นอภิชนาธิปไตยที่สุดในโลก คนในวรรณะนี้มีอำนาจควบคุมการออกเสียงเลือกตั้งในเขตของตน กะกำหนดตัวกันไว้ในการประชุมเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง แบ่งปันตำแหน่งกันในขณะที่ดำเนินการต่อรองร่วมกัน และ – ถึงแม้เขาจะมิได้ทำงานเหนื่อยยากหรือปั่นด้ายขึ้นมา – เขาก็ยังสวมใส่เสื้อผ้าที่ดีที่สุดและใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย พวกเขาเป็นผู้มีอำนาจซึ่งผู้ที่ทะเยอทะยานจะต้องประจบเอาใจและหลีกเลี่ยงมิให้เกิดการผูกใจเจ็บได้ เขาเหล่านี้คือใครหรือ? คนฉลาด คนดี ผู้คงแก่เรียน – ผู้ที่ได้รับความเชื่อถือ จากเพื่อนพลเมืองด้วยความบริสุทธิ์แห่งชีวิตของเขา ความสูงส่งแห่งความสามารถพิเศษของเขา ความซื่อสัตย์ในความเชื่อถือของประชาชน การศึกษาพิจารณาของเขาอย่างลึกซึ้งในปัญหาการปกครองกระนั้นหรือ? เปล่าเลย พวกเขาคือนักการพนัน เจ้าของร้านเหล้า นักมวย หรือเลวยิ่งกว่านี้ ผู้มีอาชีพควบคุมคะแนนเสียง ซื้อขายตำแหน่งและกฎหมายของทางราชการ พวกเขามีฐานะในรัฐบาลของเมืองใหญ่ ๆ เหล่านี้เสมือนฐานะของพวกองครักษ์ (Praetorian Guards) ในกรุงโรมที่กำลังเสื่อมลง ผู้ที่ต้องการจะสวมตำแหน่งจักรพรรดิ เข้านั่งบนบัลลังก์สูงสุด หรือมีผู้ถือมัดไม้อาญาสิทธิ์นำไปข้างหน้า จะต้องไปยังค่ายของพวกนี้หรือส่งคนไปแทน บริจาคและให้สัญญาแก่พวกนี้ โดยอาศัยคนพวกนี้แหละที่บรรษัทต่าง ๆ ที่ร่ำรวยและผู้มีผลประโยชน์ทางการเงินที่มีอิทธิพลสามารถจะเอาคนของตนเข้าไปนั่งได้เต็มวุฒิสภา คนพวกนี้แหละที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้กำกับดูแล ผู้ประเมินภาษี สมาชิกสภาประจำรัฐ และสมาชิกรัฐสภากลาง มีเขตเลือกตั้งมากเขตในสหรัฐฯ ที่คนอย่างจอร์จ วอชิงตัน เบนจามิน แฟรงกลิน หรือธอมัส เจฟเฟอร์ซันไม่สามารถจะเข้าเป็นสมาชิกสภาล่างของรัฐได้เช่นเดียวกับที่ชาวนาตระกูลต่ำในระบอบการปกครองโบราณไม่สามารถจะเป็นจอมพลแห่งฝรั่งเศสได้ ลักษณะนิสัยอันดีเด่นของเขาเองจะกลายเป็นเครื่องกีดกั้นมหึมา

โดยทฤษฎีแล้วเราเป็นประชาธิปไตยจัดทีเดียว ข้อเสนอให้เอาหมูเข้าไปบูชา-ยัญในโบสถ์จะแทบไม่ทำให้เกิดความตื่นตกใจและขุ่นเคืองในกรุงเยรูซาเลมสมัยโบราณมากไปกว่าที่จะเป็นในหมู่พวกเรา ถ้ามีผู้เสนอให้ยศศักดิ์เป็นพิเศษแก่พลเมืองที่ดีเด่นที่สุดของเรา แต่ชนชั้นที่มีอำนาจทั้งปวงโดยไม่ได้มีคุณความดีของชนชั้นผู้ดีนั้น มิได้กำลังเติบโตขึ้นในหมู่พวกเราหรอกหรือ? เรามีพลเมืองสามัญผู้ควบคุมทางรถไฟยาวหลายพันไมล์ ที่ดินหลายล้านเอเคอร์ เครื่องมือหาเลี้ยงชีพของคนจำนวนมาก ผู้เลือกผู้ว่าราชการรัฐเหมือนกับที่เลือกเสมียน เลือกวุฒิสมาชิกเหมือนกับที่เลือกอัยการ และเจตจำนงของเขาเป็นสิ่งสูงสุดสำหรับสภาประจำรัฐ เช่นเดียวกับพระราชประสงค์ของกษัตริย์ฝรั่งเศสขณะประทับอยู่บนบัลลังก์แห่งความยุติธรรม กระแสชั้นล่างแห่งกาลเวลาดูเหมือนจะพัดพาเรากลับไปสู่สภาพเดิมซึ่งเราฝันว่าได้พ้นมาแล้ว การก่อตัวขึ้นของชนชั้นช่างฝีมือและพ่อค้าค่อย ๆ ทำให้ระบบฟิวแดลเสื่อมสลายลงหลังจากที่มันมีความสมบูรณ์อย่างยิ่งจนกระทั่งมนุษย์เราคิดว่าสวรรค์มีการจัดแบบเดียวกับระบบฟิวแดล และเปรียบเทียบภาวะที่หนึ่งและภาวะที่สองแห่งตรีเอกานุภาพ (Trinity) เสมือนเจ้าผู้ครองกับผู้เช่าใหญ่ (suzerain and tenant-in-chief) แต่ขณะนี้พัฒนาการของประดิษฐกรรมและปริวรรตกรรมซึ่งดำเนินไปในสังคมที่ถือว่าที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของเอกชน ได้คุกคามที่จะทำให้คนงานทุกคนต้องแสวงหาผู้เป็นนายเหมือนดังที่ความรู้สึกไม่ปลอดภัย อันเกิดขึ้นหลังจากการสลายตัวครั้งสุดท้ายของจักรวรรดิโรมันบังคับให้เสรีชนทุกคนต้องแสวงหาเจ้า ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดที่จะได้รับยกเว้นไปจากแนวโน้มเช่นนี้ อุตสาหกรรมทุก ๆ แห่งมีแนวโน้มที่จะเข้าสู่รูปแบบที่มีผู้หนึ่งเป็นนายและคนจำนวนมากเป็นผู้รับใช้ และเมื่อผู้หนึ่งเป็นนายและผู้อื่นเป็นผู้รับใช้ ผู้เป็นนายก็จะมีอำนาจควบคุมผู้อื่น แม้แต่ในด้านคะแนนเสียง เจ้าที่ดินอังกฤษมีอำนาจคุมคะแนนเสียงผู้เช่าที่ดินของตนฉันใด เจ้าของโรงสีแห่งนิวอิงแลนด์ก็มีอำนาจคุมคะแนนเสียงของคนงานของตนฉันนั้น

ไม่มีข้อผิดพลาดใด ๆ – รากฐานแท้ ๆ ของสังคมกำลังสึกกร่อนไปต่อหน้าสายตาของเรา ในขณะที่เราถามว่า จะเป็นไปได้อย่างไรที่อารยธรรมเช่นของเรานี้ พร้อมทั้งทางรถไฟ หนังสือพิมพ์รายวันและโทรเลขไฟฟ้าจะสลายตัวลง? ในขณะที่วรรณกรรมแสดงออกแต่ความเชื่อที่ว่าเราได้ละทิ้ง กำลังละทิ้ง และในอนาคตก็จะละทิ้งสภาพป่าเถื่อนไว้เบื้องหลังห่างไกลออกไปทุกที ๆ นั้น ก็กลับมีสิ่งที่บ่งชี้ว่าที่แท้จริง เรากำลังหวนกลับไปหาความป่าเถื่อนอีก ข้าพเจ้าจะขอสาธก: ลักษณะประการหนึ่งของความป่าเถื่อนคือการไม่เคารพในสิทธิแห่งชีวิตร่ายกายและทรัพย์สิน การที่กฎหมายของบรรพบุรุษแองโกล-แซกซันของเรากำหนดโทษปรับสำหรับการฆ่าคนตายตามส่วนกับยศศักดิ์ของผู้เคราะห์ร้ายในขณะที่กฎหมายของเราไม่รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างยศศักดิ์ และคุ้มครองคนต่ำสุดจากคนสูงสุด และคนจนที่สุดจากคนรวยที่สุด ด้วยโทษประหารชีวิตเหมือนกันหมดนั้น เราถือว่าเป็นหลักฐานแห่งความป่าเถื่อนของพวกเขา และเป็นอารยธรรมของพวกเรา เช่นเดียวกัน การที่เคยถือว่าอาชีพโจรสลัด การปล้น การค้าทาส และการขู่จะเผยความลับ เป็นอาชีพที่ถูกกฎหมายมาครั้งหนึ่งนั้น ก็เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีถึงสภาพพัฒนาการขั้นหยาบ ๆ ซึ่งเราได้ก้าวหน้าพ้นมาไกลแล้ว



แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ว่า ถึงแม้เราจะมีกฎหมาย ผู้ใดก็ตามที่มีเงินมากพอและต้องการจะฆ่าผู้อื่น เขาก็อาจจะเข้าไปในศูนย์ชุมชนและธุรกิจใหญ่ ๆ และสนองความต้องการของตนได้ แล้วเข้ามอบตัวต่อระบบยุติธรรมโดยมีโอกาสร้อยต่อหนึ่งว่า จะไม่ต้องได้รับโทษมากไปกว่าการคุมขังชั่วคราวและเสียเงินตามส่วนกับความมั่งคั่งของเขาและตามส่วนกับความมั่งคั่งและฐานะของผู้ที่ถูกเขาฆ่า เงินของเขาจะถูกจ่ายออกไป มิใช่ให้แก่ครอบครัวของผู้ถูกฆ่าซึ่งสูญเสียผู้ที่จะพิทักษ์ตน มิใช่ให้แก่รัฐซึ่งได้สูญเสียพลเมืองไปคนหนึ่ง แต่ให้แก่ทนายความผู้เข้าใจวิธีหน่วงเหนี่ยวเวลา วิธีหาพยาน และทำให้ลูกขุนขัดแย้งกันเอง

เช่นเดียวกัน ถ้าคนผู้หนึ่งขโมยไว้มากพอ เขาก็อาจจะแน่ใจได้ว่าโทษของเขาโดยแท้จริงจะมีเพียงการสูญเสียส่วนหนึ่งของเงินที่เขาได้มาจากโจรกรรมเท่านั้น และถ้าเขาขโมยไว้มากพอที่จะพ้นโทษออกมาได้อย่างร่ำรวย เขาก็จะได้รับการต้อนรับจากผู้คุ้นเคยราวกับที่พวกไวกิ้งจะได้รับหลังจากกระบวนเรือของเขาได้รับความสำเร็จกลับมา ถึงแม้เขาจะปล้นผู้ที่เชื่อถือไว้วางใจเขา ถึงแม้เขาจะปล้นหญิงม่ายและผู้กำพร้าบิดา ก็ขอแต่เพียงให้ได้มากพอเท่านั้น แล้วเขาจะสามารถโอ้อวดความมั่งมีของเขาได้อย่างปลอดภัยโดยเปิดเผย

แนวโน้มไปสู่ทิศทางนี้มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มันจะแสดงออกมากที่สุดในที่ซึ่งมีความอยุติธรรมมากที่สุดในการวิภาคเศรษฐทรัพย์ และมันจะแสดงตัวออกเมื่อความไม่ยุติ-ธรรมนี้เพิ่มขึ้น ถ้านี่มิใช่เป็นการหวนกลับไปสู่ความป่าเถื่อนแล้ว มันจะเป็นอะไรเล่า? ความล้มเหลวของความยุติธรรม ซึ่งข้าพเจ้าได้กล่าวพาดพิงถึงนั้น เป็นแต่เพียงเครื่องแสดงให้เห็นจุดอ่อนที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของจักรกลกฎหมายของเราในทุกส่วนราชการ เป็นของธรรมดาขึ้น เรื่อย ๆ ที่จะได้ยินคนเราพูดว่าจะเป็นการดีขึ้นถ้าเราจะหวนกลับไปหาหลักการแรก ๆ (first principles) และยกเลิกกฎหมายเสีย เพราะเมื่อเป็นเช่นนั้น เพื่อป้องกันตนเอง ประชาชนจะรวบรวมกันขึ้นเป็นคณะกรรมการตรวจตราดูแลและนำความยุติธรรมเข้าไปไว้ในมือของตนเอง สิ่งนี้บ่งถึงความเจริญก้าวหน้าหรือความเสื่อมถอยหลัง?

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจากการสังเกตทั่วไป ถึงแม้เราจะไม่อาจกล่าวอย่างโจ่งแจ้ง ศรัทธาโดยทั่ว ๆ ไปในสถาบันสาธารณรัฐในที่ซึ่งมันได้พัฒนาขึ้นเต็มที่แล้วกำลังแคบลงและอ่อนกำลังลง แหล่งที่มาแห่งความดีงามของชาติมิใช่ความเชื่อมั่นในระบอบสาธารณรัฐดังเช่นที่เคยเป็นมาอีกแล้ว ผู้ที่ใช้ความคิดกำลังเริ่มเห็นอันตรายของมันโดยมองไม่เห็นทางว่าจะหนีรอดพ้นไปได้อย่างไร กำลังเริ่มยอมรับทัศนะของ Macaulay และสงสัยทัศนะของเจฟเฟอร์ซัน* และประชาชนนอกนั้นชักจะเคยชินต่อคอร์รัปชั่นที่เพิ่มขึ้น ลางร้ายที่สุดทางการเมืองในสหรัฐฯ ในขณะนี้ก็คือความรู้สึกที่เกิดเพิ่มขึ้นซึ่งสงสัยว่าจะไม่มีคนสัตย์ซื่ออยู่ในราชการ หรือไม่ก็ถือว่าคนสุจริตคือคนโง่ เพราะไม่ฉวยโอกาส นั่นคือประชาชนเองกำลังเสื่อมทรามลง ดังนั้นในสหรัฐฯ ขณะนี้ การปกครองระบอบสาธารณรัฐจึงกำลังดำเนินไปในทิศทางที่จะต้องดำเนินไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ภายใต้สภาพซึ่งทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในการวิภาคเศรษฐทรัพย์

แนวทางนั้นจะไปสู่สภาพเช่นไรย่อมจะปรากฏชัดแก่ผู้ใดก็ตามที่รู้จักคิด เมื่อคอร์รัปชั่นกลายเป็นสิ่งเรื้อรัง เมื่อน้ำใจที่จะกระทำเพื่อประชาชนสูญสิ้นไป เมื่อประเพณีแห่งเกียรติยศ คุณความดีและความรักชาติอ่อนแอลง เมื่อกฎหมายมีลักษณะที่น่าดูหมิ่น และการปฏิรูปกลายเป็นสิ่งที่ไร้ความหวัง พลังแห่งภูเขาไฟก็จะเกิดขึ้นในมวลชนที่ขมขื่น ซึ่งจะระเบิดออกเมื่อมีอุบัติเหตุเปิดทางให้ บุรุษผู้เข้มแข็งปราศจากธรรมะซึ่งพุ่งขึ้นสูงตามโอกาสจะกลาย เป็นตัวแทนแห่งความปรารถนาอันมืดมัว หรือความรู้สึกอันรุนแรงของประชาชนและเขี่ยรูป แบบต่าง ๆ ที่สูญสิ้นความเข้มแข็งแล้วกระเด็นไป ดาบจะกลับคมยิ่งกว่าปากกา และในเทศ-กาลแห่งการทำลายล้าง พลังอันโหดเหี้ยมและความโกลาหลป่าเถื่อนจะเกิดขึ้นสลับกับความซบเซาแห่งอารยธรรมที่กำลังเสื่อม

ข้าพเจ้ากล่าวถึงสหรัฐฯ ก็เพราะสหรัฐฯ เป็นชาติที่เจริญก้าวหน้าที่สุดในบรรดาชาติใหญ่ ๆ ทั้งหลาย สำหรับยุโรปซึ่งมีทำนบแห่งกฎหมายและขนบธรรมเนียมโบราณเป็นเครื่องกั้นน้ำให้เอ่อล้นขึ้น และมีกองทหารประจำการปกติถ่วงน้ำหนักลิ้นนิรภัยลงไว้ ถึงแม้ว่าไฟเบื้องใต้จะร้อนแรงยิ่งขึ้นทุกปี ๆ ก็ตามนั้น เราจะกล่าวอย่างไร? ยุโรปมีแนวโน้มไปสู่ระบอบสาธารณรัฐภายใต้สภาพที่จะไม่ยอมรับระบอบสาธารณรัฐที่แท้จริง – นั่นคือภายใต้สภาพที่จะทำให้มีการแทนที่รูปปั้นเทวีเสรีภาพผู้สงบและสง่าด้วยหญิงผู้เผากรุงปารีสด้วยน้ำมัน (petroleuse) และกิโยตีน!

คนป่าเถื่อนจำพวกใหม่จะมาจากที่ไหนกันหรือ? จงไปยังย่านซอมซ่อตามนครใหญ่ ๆ แล้วท่านจะได้เห็นพวกเขารวมกันอยู่เป็นฝูง แม้กระทั่งขณะนี้! การเล่าเรียนศึกษาจะสิ้นสูญได้อย่างไรหรือ? มนุษย์จะหยุดอ่าน ตำรับตำราจะก่อให้เกิดไฟและจะกลายเป็นชนวนระเบิด!

เป็นเรื่องที่น่าตกใจถ้าจะคิดว่าอารยธรรมของเราจะทิ้งร่องรอยไว้น้อยเพียงไร ถ้าหากเกิดความยุ่งเหยิง ซึ่งได้เกิดมีร่วมกับความเสื่อมของอารยธรรมที่แล้ว ๆ มาทุกอารยธรรม กระดาษจะไม่ยั่งยืนอยู่ได้เหมือนแผ่นหนังสัตว์ และตึกรามและอนุสาวรีย์มหึมาของเราก็เทียบไม่ได้ในด้านความแข็งแรงกับโบสถ์หินและอาคารอันใหญ่โตแห่งอารยธรรมเดิมๆ**การประดิษฐ์คิดค้นมิได้ให้เราเฉพาะแต่เครื่องจักรไอน้ำและเครื่องพิมพ์เท่านั้น หากยังให้น้ำมันเชื้อเพลิง ไนโตรกลีเซอรีน และไดนาไมต์อีกด้วย

แต่การที่จะแนะในบัดนี้ว่าอารยธรรมของเราอาจจะกำลังมีแนวโน้มไปสู่ความเสื่อมนั้นจะดูเสมือนเป็นความคลั่งมองในแง่ร้าย แนวโน้มพิเศษที่ข้าพเจ้ากล่าวถึงนั้นปรากฏแจ่มชัดแก่ผู้ที่คิด แต่ผู้คิดส่วนใหญ่และมวลชนยังมีความเชื่ออย่างลึกซึ้งและแรงกล้าในความก้าวหน้า – เป็นความเชื่อหลักมูลซึ่งไม่ยอมรับเงาแห่งความสงสัยใด ๆ

แต่ผู้ใดก็ตามที่คิดถึงเรื่องนี้จะเห็นได้ว่ากรณีนี้จะต้องเป็นดังกล่าวในที่ซึ่งความเจริญก้าวหน้าค่อย ๆ ผ่านไปเป็นความเสื่อมถอยหลัง เพราะว่า เช่นเดียวกับในสิ่งอื่น ๆ ทั้งสิ้น ในพัฒนาการทางสังคมนั้น การเคลื่อนที่ย่อมมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปเป็นเส้นตรง เพราะฉะนั้น ในที่ซึ่งมีความเจริญก้าวหน้าอยู่เดิมแล้ว ย่อมเป็นการยากยิ่งที่จะได้ตระหนักถึงความเสื่อมแม้แต่เมื่อมันได้เริ่มแล้วอย่างเต็มที่ก็ตาม จะมีแนวโน้มที่แทบจะต้านทานมิได้ที่จะเชื่อกันว่าการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าซึ่งเป็นความเจริญและยังคงดำเนินต่อไปนั้น ยังคงเป็นความเจริญต่อไป สิ่งที่ไม่เคยคลายออกเลยคือข่ายใยแห่งความเชื่อ ขนบธรรมเนียม กฎหมาย สถาบัน และนิสัยความเคยชินแห่งความคิด ซึ่งแต่ละประชาคมทอสานขึ้นมาอยู่เป็นนิจ และก่อให้เกิดความแตกต่างทั้งมวลในลักษณะแห่งชาติขึ้นในตัวบุคคลที่อยู่ภายในข่ายใยนั้น นั่นคือ ในการเสื่อมลงของอารยธรรมนั้น ประชาคมต่าง ๆ มิได้กลับลงไปในทางเดียวกับที่ขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ความเสื่อมแห่งอารยธรรมดังที่ปรากฏในการปกครองจะไม่นำเราจากระบอบสาธารณรัฐกลับไปสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ และต่อไปสู่ระบบฟิวแดลอีก แต่จะนำเราไปสู่ระบบบงการ (imperatorship) และอนาธิปไตย ส่วนที่ปรากฏในทางศาสนา มันจะไม่นำเรากลับไปสู่ความเชื่อตามแบบบรรพบุรุษของเรา เป็นโปรเตสแตนต์หรือคาทอลิก แต่จะไปสู่ความเชื่อโชคลางในรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งนิกาย Mormon และลัทธิอื่น ๆ ที่หยาบกว่าอาจจะแสดงให้เห็นได้บ้างราง ๆ ตามที่ปรากฏในทางความรู้ มันจะไม่นำเราไปสู่ Bacon แต่ไปสู่บรรดานักเขียนแห่งเมืองจีน

และความเสื่อมถอยหลังแห่งอารยธรรม ซึ่งตามหลังช่วงเวลาของความเจริญ ก้าวหน้ามานั้น อาจจะเป็นไปทีละเล็กละน้อยจนไม่เป็นที่สังเกตในขณะนั้นได้อย่างไร หรือเราจะเห็นได้ง่าย ๆ ว่า คนส่วนมากทีเดียวจะเข้าใจผิดไปว่าความเสื่อมนั้นเป็นความเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร ตัวอย่างเช่น มีความแตกต่างกันอย่างมากมายระหว่างศิลปะแบบกรีกแห่งสมัยโบราณกับศิลปะแห่งจักรวรรดิที่ต่ำกว่า แต่การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงรสนิยม หรือที่ถูก น่าจะเป็นเพราะการเปลี่ยนรสนิยม ศิลปินผู้ติดตามการเปลี่ยนแปลงรสนิยมนี้ได้รวด เร็วที่สุดย่อมได้รับการนับถือในสมัยนั้นว่าเป็นศิลปินผู้มีความสามารถ และเช่นเดียวกันสำหรับ วรรณกรรม เมื่อมันจืดชืด ไร้สาระ และหยาบกระด้างยิ่งขึ้น มันจะต้องเชื่อฟังรสนิยมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งจะถือว่าความอ่อนแอที่เพิ่มขึ้นเป็นความเข้มแข็งและความงดงามที่เพิ่มขึ้น นักเขียนที่ดีจริง จะหาคนอ่านไม่ได้ เขาจะถูกถือว่าเป็นนักเขียนที่หยาบ แห้งแล้งหรือน่าเบื่อ เช่นเดียวกัน นาฏกรรมก็จะเสื่อมลง มิใช่เพราะขาดแคลนบทแสดงดี ๆ แต่เป็นเพราะรสนิยมของประชาชนขณะนั้นกลายเป็นรสนิยมของชนชั้นที่มีวัฒนธรรมต่ำลง ซึ่งแน่นอน เขาย่อมจะถือว่าสิ่งที่เขานิยมชมชื่นที่สุดเป็นสิ่งที่ดีที่สุด และเช่นเดียวกันสำหรับศาสนา ประชาชนที่เชื่อถือโชคลางจะถือว่าความเชื่อที่ตนเพิ่มเข้าไปในศาสนานั้นคือความเจริญขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อความเสื่อมดำเนินไป การหวนกลับไปสู่ความป่าเถื่อนซึ่งประชาชนมิได้ถือว่าเป็นความก้าวหน้าในตัวเอง ก็จะดูเหมือนเป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อเผชิญกับสถานการณ์ในขณะนั้น

ตัวอย่างเช่น อังกฤษได้กลับนำเอาการโบยมาใช้ในการลงโทษตามประมวลกฎหมายสำหรับความผิดบางอย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ และก็ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันทางฝั่งนี้ของมหาสมุทรแอตแลนติก ข้าพเจ้าจะไม่แสดงความเห็นว่าการโบยจะเป็นการลงโทษที่ดีกว่าการจำขังหรือไม่ ข้าพเจ้าเพียงแต่จะชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงเพื่อแสดงว่าปริมาณอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นและความยากลำบากที่เพิ่มขึ้นในการเลี้ยงดูนักโทษ ซึ่งทั้งสองประการนี้เป็นแนวโน้มที่เด่นชัดในปัจจุบัน อาจจะนำเรากลับไปสู่การทรมานร่างกายตามกฎของพวกที่ป่าเถื่อนได้อย่างไร เป็นการง่ายที่จะแลเห็นว่าการใช้วิธีทรมานในการสอบสวนซึ่งได้มีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เมื่ออารยธรรมของโรมันเสื่อมลงนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ต้องการกัน เพื่อความเจริญก้าวหน้าของกฎหมายอาญาในขณะที่คนเรามีนิสัยเหี้ยมโหดและอาชญากรรมเพิ่มขึ้น

ไม่จำเป็นที่จะต้องสอบสวนว่า มีสิ่งที่บ่งชี้ถึงความเสื่อมถอยหลังบ้างแล้วหรือ ไม่ ในกระแสเปลี่ยนแปลงแห่งความคิดเห็นและรสนิยมในปัจจุบัน แต่มีอยู่หลายสิ่งซึ่งไม่มีใครจะสามารถโต้แย้งได้ ซึ่งแสดงว่าอารยธรรมของเราได้มาถึงระยะวิกฤตแล้ว และถ้าไม่มีการเริ่มต้นกันใหม่ในทิศทางแห่งความเสมอภาคกันทางสังคม ศตวรรษที่ 19 ก็อาจจะเป็นจุดสูงสุดของอารยธรรม ภาวะอุตสาหกรรมตกต่ำซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียและความยากลำบากมากพอ ๆ กับทุพภิกขภัยหรือสงครามนั้น เป็นเสมือนความเจ็บปวดและอาการช็อกซึ่งเกิดขึ้นนำหน้าอาการอัมพาต ทุกหนทุกแห่งปรากฏชัดว่าแนวโน้มไปสู่ความไม่เท่าเทียมกันอันเป็นผลจำเป็นจากความก้าวหน้าทางวัตถุในที่ซึ่งที่ดินถูกผูกขาดนั้น ย่อมไม่อาจจะดำเนินไปได้ไกลโดยไม่นำอารยธรรมของเราไปในวิถีทางแห่งความเสื่อม ซึ่งง่ายเหลือเกินที่จะเข้าหาและยากอย่างยิ่งที่จะละออกมา ทุกหนทุกแห่ง ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในการดิ้นรนเพื่อดำรงชีวิตอยู่ ความจำเป็นที่เพิ่มขึ้นในการต้องใช้ระบบประสาททุกส่วนอย่างเคร่งเครียด เพื่อป้องกันมิให้ตนถูกเหวี่ยงลงไปให้ผู้อื่นเหยียบย่ำในการตะเกียกตะกายแย่งหาเศรษฐทรัพย์กันนั้น ได้ทำให้สูญเสียพลังซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และธำรงรักษาความเจริญก้าวหน้าไว้ ในอารยประเทศทุกแห่ง ความยากแค้น อาชญากรรม โรคจิต และการฆ่าตัวตายกำลังเพิ่มขึ้น ในอารยประเทศทุกแห่ง โรคภัยกำลังเพิ่มขึ้นซึ่งเกิดจากประสาทตึงเครียดเกินไป จากการขาดอาหารบำรุง จากแหล่งพักอาศัยที่ไม่ถูกสุขลักษณะ จากอาชีพที่เป็นอันตรายแก่สุขภาพและน่าเบื่อหน่าย จากการใช้แรงงานเด็กก่อนกาลอันควร และจากงานและอาชญากรรมซึ่งความยากจนบังคับให้สตรีต้องทำ ในประเทศที่มีอารยธรรมสูง ๆ ทุกแห่ง อายุของมนุษย์ซึ่งค่อย ๆ ยืนยาวขึ้นเรื่อย ๆ มาเป็นเวลาหลายศตวรรษแล้วและดูเหมือนจะขึ้นสูงสุดในเสี้ยวแรกของศตวรรษนี้นั้น ขณะนี้ปรากฏว่ากำลังสั้นลง ***

มันย่อมมิใช่อารยธรรมที่กำลังก้าวหน้า ที่ตัวเลขเช่นนั้นแสดงออก หากเป็นอารยธรรมซึ่งกระแสเบื้องใต้กำลังเริ่มลดลง เมื่อกระแสน้ำเปลี่ยนทางในอ่าวหรือในแม่น้ำจากน้ำขึ้นเป็นน้ำลง มันมิได้เปลี่ยนไปทั้งหมดในทันที แต่แห่งหนึ่งยังคงไหลขึ้นต่อไป ถึงแม้อีกแห่งหนึ่งจะเริ่มลดลงแล้วก็ตาม เมื่อดวงอาทิตย์ผ่านจุดสูงสุดนั้น เราจะบอกได้ก็แต่โดยดูจากลักษณะที่เงาสั้นลงเท่านั้น เพราะความร้อนของวันยังคงสูงขึ้นอีก แต่เช่นเดียวกับที่กระแสน้ำซึ่งเปลี่ยนทางจะลดระดับลงเต็มที่ในไม่ช้า เช่นเดียวกับที่ดวงอาทิตย์ที่ลดต่ำลงจะต้องทำให้เกิดความมืด ก็เป็นที่แน่ใจได้เช่นเดียวกันว่าถึงแม้ความรู้จะยังคงเพิ่มขึ้นและยังคงมีการค้นคิดประดิษฐ์ต่อไป มีการตั้งถิ่นฐานในรัฐใหม่ ๆ นครต่าง ๆ ยังคงขยายออก แต่อารยธรรมก็ได้เริ่มเสื่อมถอยลงแล้วเมื่อเราต้องสร้างคุกเพิ่มขึ้น ๆ สร้างโรงทานเพิ่มขึ้น ๆ สร้างโรงพยาบาลโรคจิตเพิ่มขึ้น ๆ เมื่อเทียบส่วนกับจำนวนพลเมือง สังคมมิได้ตายจากส่วนบนลงมาหาส่วนล่าง แต่จากส่วนล่างขึ้นไปหาส่วนบน

แต่ยังมีหลักฐานหลายประการที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งกว่าหลักฐานใด ๆ ที่จะแสดงได้ด้วยสถิติเกี่ยวกับแนวโน้มไปสู่ความเสื่อมของอารยธรรม มีความรู้สึกผิดหวังที่คลุมเครือแต่รู้สึกกันทั่วไป มีความขมขื่นเพิ่มขึ้นในบรรดาชนชั้นกรรมกร มีความรู้สึกกว้างขวางทั่วไปถึงความไม่สงบและการปฏิวัติที่กำลังฟักตัวขึ้น ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นร่วมกับความคิดอันชัดเจนถึงวิธีที่จะหาทางผ่อนคลายได้ มันก็จะเป็นเครื่องหมายที่เต็มไปด้วยความหวัง แต่มันมิได้เป็นเช่นนั้น ถึงแม้ครูอาจารย์จะไปต่างประเทศเป็นบางครั้ง ความสามารถโดยทั่วไปในการสืบหาสาเหตุจากผลลัพธ์ก็ดูเหมือนจะไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ปฏิกิริยาต่อลัทธิคุ้มครอง (protectionism) แสดงให้เห็นข้อนี้เช่นเดียวกับปฏิกิริยาต่อความผิดพลาดสำคัญ ๆ อื่น ๆ ของรัฐบาล**** และแม้แต่นักคิดเสรีทางปรัชญา ก็ไม่สามารถจะมองดูการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในความคิดทาง ศาสนาซึ่งกำลังกวาดไปทั่วโลกอารยะได้ โดยไม่รู้สึกว่าข้อเท็จจริงอันใหญ่ยิ่งนี้อาจจะมีความ สัมพันธ์ด้วยอย่างสำคัญที่สุด ซึ่งอนาคตเท่านั้นที่จะสามารถพัฒนาขึ้นได้ เพราะว่าสิ่งที่กำลังดำเนินไป มิใช่เป็นการเปลี่ยนรูปศาสนา แต่เป็นการปฏิเสธ และการทำลายความคิดต่าง ๆ ซึ่ง เป็นแหล่งเกิดของศาสนา ศาสนาคริสต์มิได้กำลังขจัดความเชื่องมงายออกไปจากตนเองเท่านั้น แต่ในความคิดของคนทั่วไป ศาสนานี้กำลังตายลงทั้งรากเช่นเดียวกับที่ลัทธิ paganisms แต่เดิมตายลงเมื่อศาสนาคริสต์เข้ามาสู่โลก และไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นมาแทน ความคิดหลักมูลเกี่ยวกับพระผู้สร้างผู้ทรงพระปัญญาและเกี่ยวกับชีวิตอีกชีวิตหนึ่งในอนาคตกำลังอ่อนแอลงอย่างรวดเร็วในจิตใจของคนทั่วไป บัดนี้ ไม่ว่าข้อนี้จะเป็นความก้าวหน้าในตัวเองหรือไม่ก็ตาม ความสำคัญของบทบาทของศาสนาในประวัติศาสตร์โลกย่อมแสดงถึงความสำคัญของความเปลี่ยนแปลงซึ่งกำลังดำเนินไปในขณะนี้ ถ้าธรรมชาติของมนุษย์ไม่เปลี่ยนแปลงไปโดยทันทีในสิ่งที่ประวัติศาสตร์สากลของมนุษยชาติแสดงว่าเป็นลักษณะที่ลึกซึ้งที่สุดแล้ว กิริยาและปฏิกิริยาที่ทรงพลังที่สุดก็กำลังเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ความคิดในขั้นต่าง ๆ เช่นนั้นได้แสดงถึงช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านเสมอมาจนถึงเดี๋ยวนี้ ภาวะความคิดเช่นนี้ ในขนาดที่เล็กกว่าและลึกซึ้งน้อยกว่า (เพราะข้าพเจ้าคิดว่าใครก็ตามที่สังเกตการเปลี่ยนแปลงในวรรณกรรมของเราและคุยถึงเรื่องเหล่านี้กับผู้ที่เขาได้พบปะ จะได้เห็นว่าสิ่งที่ความคิดทางวัตถุนิยมกำลังกระทำอยู่คือการไถที่ชั้นใต้ผิวดิน มิใช่ที่ผิวดิน) ได้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการปฏิวัติของฝรั่งเศส แต่สิ่งที่คล้ายคลึงที่สุดกับความพินาศแห่งความคิดทางศาสนาซึ่งกำลังดำเนินไปในขณะนี้นั้น จะเห็นได้ในช่วงเวลาที่อารยธรรมโบราณเริ่มผ่านจากความสูงส่งมาเป็นความเสื่อม ไม่มีมนุษย์คนใดจะบอกได้ว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรจะเกิดขึ้น แต่ผู้รู้จักคิดทั้งหลายเริ่มจะรู้สึกแล้วว่าจะต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นบางประการ โลกอารยะกำลังสั่นไหวอยู่ในช่วงใกล้ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ มันจะต้องเป็นการก้าวกระโดดขึ้นสูงซึ่งจะเปิดทางให้แก่ความเจริญก้าวหน้าชนิดที่ไม่เคยมีใครฝันถึง หรือไม่ก็จะต้องเป็นการกระโจนลงต่ำซึ่งจะนำเรากลับไปสู่ความป่าเถื่อน

อ่านต่อ >>>

* ดูจดหมายของ Macaulay ถึง Randall ผู้เขียนชีวประวัติของ Jefferson

** สำหรับข้าพเจ้าดูเหมือนว่าจะเป็นการสอนใจด้วยที่จะสังเกตว่าเป็นความไม่เพียงพอและการชักนำให้เข้าใจผิดเพียงไรสำหรับความคิดเรื่องอารยธรรมของเราซึ่งได้จากอนุสรณ์ทางศาสนาและพิธีศพในสมัยของเรา ซึ่งเป็นทั้งหมดที่เรามีที่จะทำให้เราเกิดความคิดขึ้นเกี่ยวกับอารยธรรมทั้งหลายที่ถูกฝังไปแล้ว

***สถิติซึ่งแสดงสิ่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรูปแบบที่ดูได้สะดวกในหนังสือเรื่อง “Deterioration and Race Education” โดย Samuel Royce ซึ่งแจกจ่ายออกจำนวนมากโดย Peter Cooper แห่งนิวยอร์ก แต่แปลกที่วิธีแก้ไขที่ Royce เสนอก็คือขอให้จัดตั้งโรงเรียนอนุบาล

**** ในทรรศนะของความเป็นรัฐบุรุษที่มีลักษณะสร้างสรรค์ – นั่นคือ การรับรองหลักการรากมูลและการดัดแปลงวิธีการให้เข้ากับจุดประสงค์ รัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ ซึ่งรับใช้กันเมื่อหนึ่งศตวรรษมาแล้วนับว่าดีกว่ารัฐธรรมนูญประจำรัฐต่าง ๆ ฉบับล่าสุดมาก ฉบับใหม่ที่สุดคือรัฐธรรมนูญของรัฐแคลิฟอร์เนีย – เป็นผลงานชิ้นที่เลวที่สุด

ทฤษฎีปัจจุบันว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษย์ ความไม่เพียงพอของทฤษฎีนี้
ความแตกต่างกันในอารยธรรมเป็นเพราะอะไร
กฎว่าด้วยความก้าวหน้าของมนุษยชาติ
อารยธรรมสมัยใหม่จะเสื่อมลงได้อย่างไร
สัจจะศูนย์กลาง
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook