
บทที่1 พระเจ้า
บทที่2 พระวิญญาณของพระเจ้า
บทที่3 พระสัญญาของพระเจ้า
บทที่4 พระเจ้ากับความตาย
บทที่5 แผ่นดินของพระเจ้า
บทที่6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
บทที่7 การบังเกิดพระเยซู
บทที่8 ธรรมชาติของพระเยซู
บทที่9 การรับบัพติศมา
บทที่10 ชีวิตในพระคริสต์

คำเผยพระวจนะส่วนตัว
|
|

|
ก่อนสมัยพระเยซูประสูติ
ชนชาติยิวซึ่งในสมัยโบราณเรียกกันว่า
"ฮิบรู" (Hebrew) เป็นชนผิว ขาวเผ่า
เสมิติคสาขาหนึ่ง
มีอาชีพร่อนเร่เลี้ยงสัตว์อยู่ในทะเลทรายอาระเบีย
เคยอพยพ เข้าไปตั้งถิ่นฐาน
อยู่ทางตอนล่างของลุ่มแม่น้ำยูเฟรติสอยู่ระยะหนึ่ง
จนถิ่นที่อพยพเข้าไปอยู่เกิด
ความแห้งแล้ง จึงพากันอพยพต่อไป
พวกหนึ่งได้เข้าไปอาศัยอยู่ในดินแดนที่เรียกว่า
"ปาเลสไตน์ "
อีกพวกหนึ่งเข้าไป
อาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์
(เมื่อประมาณ 1,400 ปีก่อนคริสต์กาล)
ดินแดนที่เรียกว่า
"ปาเลสไตน์" (Palestine)
ซึ่งฮิบรูพวกหนึ่งอพยพ
เข้าไปอาศัยอยู่ครั้งนั้น
มีเนื้อที่ประมาณ 25,000
ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่บนฝั่ง
ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
ทิศเหนือจรดประเทศซีเรีย
ทิศใต้จรดประเทศอียิปต์
ทิศตะวันออกจรดแม่น้ำจอร์แดน
ทิศตะวันตกจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
เมื่อพวกฮิบรูอพยพมาสู่ดินแดนนี้ใหม่
ๆ บริเวณดังกล่าวเป็นอาณาจักร
ของพวกเจริญที่ตั้งถิ่นฐานอยู่มาก่อนช้านานแล้ว
(ประมาณ 1,500 ปี) เรียกว่า
"คานาอัน" (Canaan) ของชนเผ่า
"เคนันไนท์" (Cananite
พวกเคนันไนท์
เป็นชนเผ่าเสมิติคอีกสาขาหนึ่งซึ่งเจริญขึ้น
เพราะได้รับอารยธรรมจากอียิปต์และ
บาบิโลเนีย สามารถสร้าง
บ้านเมืองใหญ่โต
มีป้อมปราการล้อมรอบ เรียกว่า
"นครเยรูซาเลม" (Herusalem)
พวกฮิบรูที่อพยพเข้ามาภายหลังตอนแรก
ๆ
ต้องอาศัยพวกเคนันไนท์อยู่นอกำแพงเมือง
พวกเคนันไนท์ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิม
เรียกผู้อพยพมาอยู่ใหม่เหล่านี้ว่า
"ฮิบรู" (Hebrew) แปลว่า
"พวกข้างโน้น"ต่อมาพวกฮิบรูเริ่มเจริญขึ้นเพราะได้รับ
ขนบธรรมเนียม
ประเพณีและอารยธรรมจากพวกเคนันไนท์ได้เข้าปะปนกับเจ้าของถิ่นเดิม
จนกลายเป็นพวกเดียวกัน
ระยะนี้พวกฮิบรู
มีความเป็นอยู่ที่ แตกต่างกัน |
แบ่งออกได้เป็น
2 พวก คือ พวกที่อยู่ทางเหนือ
ใกล้ชิดกับพวกเคนันไนท์มาก
มีขนบประเพณีและ
วิธีการดำเนินชีวิต
เช่นเดียวกันกับพวกเคนันไนท์
ส่วนพวกที่อยู่ทางใต้ยังคนร่อนเร่เลี้ยงสัตว์
ใช้ชีวิตแบบเดิมและรักษา
ขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมอยู่
สังคมของพวกฮิบรู ด้านการปกครอง
สมัยที่ยังร่อนเร่พเนจรอยู่กันเป็นกลุ่ม
ๆ มีหัวหน้าใหญ่เป็นผู้นำ
เรียกว่า "พาทริอาร์ค" (Patriarch)
แปลว่า "พ่อหมู่"
เป็นผู้ควบคุม
พ่อหมู่หรือหัวหน้าหมู่มีอำนาจเหนือผู้คนและทรัพย์สินของลูกหมู่ทุกคน
ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้นำการเดินทาง
แม่ทัพ ตุลาการ
ผู้สอนศีลธรรมจรรยา
และเป็นตัวแทนพระผู้เป็นเจ้าเบื้องบนด้วย
ด้านศาสนา
พ่อหมู่อธิบายว่าตนทำทุกอย่างตามบัญชาพระผู้เป็นเจ้า
การที่ลูกหมู่ผู้ใดจะได้รับทุกข์สุขขึ้นอยู่กับการกระทำของพวกเขาเอง
ถ้าเขาเหล่านั้นเชื่อมั่นในพระเจ้าและกระทำความดี
พระเจ้าจะบันดาลให้พบดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และอยู่อย่างเป็นสุข
ถ้าไม่เชื่อในพระเจ้าและประพฤติชั่วกันมาก
ๆ
พระเจ้าจะทรงลงโทษให้ได้รับทุกข์
พวกฮิบรูมีความเป็นอยู่เช่นนี้เรื่อยมา
จนกระทั่งถึงสมัยพ่อหมู่มีนามว่า
"ยาคอบ"
ยาคอบเป็นคนแรกที่ประกาศและ
ปฏิบัติตนเป็นผู้ยึดมั่นในพระเจ้าอย่างเคร่งครัด
ท่านผู้นี้เรียกชื่อตนเองในขณะประกอบพิธีกรรมทางศาสนาว่า
"อิสราเอล" (Israel) แปลว่า
"มั่นคงต่อพระเจ้า"
นอกจากนี้ยังได้แบ่งพวกฮิบรูออกเป็น
12 กลุ่ม แล้วแต่งตั้งบุตร 12
คนของเขาเป็นหัวหน้า
ปกครองกลุ่ม ๆ ละ 1 คน
พวกฮิบรูจึงเรียกชื่อพวกตนเองว่า
"อิสราเอลไลท์" (Israelite) แปลว่า
"ลูกของอิสราเอล" นับแต่นั้น
ต่อมาโจเซฟบุตรชายคนหนึ่งของยาคอบ
มีโอกาสเข้าไปรับราชการในราชสำนักของกษัตริย์อียิปต์ทำความดีความชอบ
ที่โปรดปรานของฟาโรห์จนได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี
ระยะนั้นพวกฮิบรูได้พากันอพยพเข้าไปอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์
เป็นจำนวนมาก
พวกฮีบรูมีร่างกายแข็งแรง
ขยันขันแข็งในการทำงานและมีความทรหดอดทนต่อความยากลำบาก
เมื่อสิ้นบุญใจเซฟแล้ว
ฟาโรห์องค์ต่อมาได้เกิดไม่ไว้ใจเกร่งว่าพวกฮิบรูจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ
จึงแยกฮิบรูให้ไปอยู่รวมกลุ่มกันต่างหาก
จากพวกตนลดฐานะลงเป็นทาสและเกณฑ์แรงงานไปใช้ในการก่อสร้างพีระมิด
พวกฮบรูยิ่งได้รับความทุกข์ยากลำบาก
ปริมาณประชากรกลับยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนฟาโรห์ต้องมีคำสั่งให้ประหารชีวิตเด็กเกิดใหม่เป็นจำนวนมากอย่างไรก็ตาม
|

|
ครั้งนั้นปรากฏว่าทารกชาวฮิบรูผู้หนึ่งรอดตายจากคำสั่งประหาร
เพราะมารดานำเด็กใส่แพลอยน้ำ
ทารกนั้นเป็นเด็กชาย
เจ้าหญิงอียิปต์องค์หนึ่งพบเข้าและนำไปอุปการะ
ตั้งชื่อว่า "โมเสส" (Moses) แปลว่า
"ผู้รอดตายจากน้ำ"
เมื่อโมเสสเติบโตขึ้นเป็นผู้มีสติปัญญาดีและ
ได้รับการศึกษาสูงเยี่ยงเจ้าชายองค์หนึ่ง
โมเสสมีจิตเมตตา
สงสารพวกฮิบรูที่เป็นทาสถูกเกณฑ์แรงงานสร้างพีระมิดให้ฟาโรห์
และถูกผู้คุมทำทารุณกรรมต่าง ๆ
ถึงกับสังหาร
ผู้คุมชาวอียิปต์ที่ทารุณนั้น
และลาออกจากตำแหน่ง
หน้าที่ราชการ
มาเป็นหัวหน้าวางแผนพาพวกฮิบรูหลบหนี
จากอียอิปต์ไปสู่ประเทศปาเลสไตน์
เป็นผลสำเร็จดินแดนแห่งนี้พวกฮิบรูถือว่าเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญา
แห่งพระเจ้า ที่ทรงประทาน
ให้แก่พวกเขา ที่ปาเลสไตน์
โมเสสได้รับการยกย่องนับถือจากประชาชน
ที่ตนพา หลบหนีจาก ประเทศ
อียิปต์ตลอดจนพวกอิสราเอลไลท์
ที่อาศัยอยู่ในปาเลสไตน์
จึงได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้า ณ
ดินแดนแห่งนี้ โมเสส
ได้วางรากฐานที่สำคัญให้แก่สังคมฮิบรู
คือ |
1)
จัดทำกฎหมายและกำหนดระเบียบการปกครองพวกอิสราเอลไลท์ขึ้น
กฎหมายและระเบียบการปกครองดังกล่าว
มีสารที่สำคัญ
คือให้ถือว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุดของชาวอิสราเอลไลท์
พระเจ้าทรงมอบหน้าที่ให้ผู้แทนของพระองค์
(ซึ่งได้มาโดยการเลือกตั้ง)
เรียกว่า "ยัดซ์" (Judge) แปลว่า
"ผู้วินิจฉัย"
ทำหน้าที่เป็นตุลาการพิพากษาคดี
แผ่นดินทั้งหมด
เป็นสมบัติของพระเจ้า
ห้ามซื้อขาย
ผู้ใดฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับข้อห้ามทางศาสนาจะต้องได้รับโทษอย่างหนัก
ผู้กระทำผิด ทางอาญาเช่นไร
จะต้องได้รับโทษตอบแทนในทำนองเดียวกัน
(ตาต่อตาฟันต่อฟัน)
2) ด้านศาสนา
กำหนดให้มีพระเจ้าสูงสุดเพียงองค์เดียว
คือ "ยาเวห์" หรือ ยะโฮวา"
(Yaveh,Yahoveh) พระเจ้าทรง
ประทานกฎแห่งความประพฤติ (ศีล)
แก่ประชาชน 10 ประการ เรียกว่า
"บัญญัติ 10 ประการ" (Ten Commanments) เมื่อ
โมเสสถึงแก่กรรม
ปรากฏว่าพวกฮิบรูมีความสามัคคีและมีกำลังเข้มเข็งขึ้น
โจชัว
คนสนิทของโมเสสสามารถยกกำลังแย่งชิงดินแดน
ของพวกเคนันไนท์ได้
นับแต่เริ่มอพยพเข้ามาอยู่ในปาเลสไตน์จนยึดอาณาจักรคานาอันของพวกเคนันไนท์ได้
พวกอาราเอลไลท์
ไม่เคยมีกษัตริย์ปกครอง
จึงไม่สามารถรวมพลังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ทั้งหมด
เมื่อตั้งบ้านเมืองใต้ก็ถูกรุกราน
จากศัตรูใกล้เคียงพวก ฟิลิสติน
(Philistine) ซึ่งอพยพจากเกาะครีต (Crete)
เข้ามาตั้งภูมิลำเนาอยู่แถบชายทะเล
ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปาเลสไตน์
พวกอามอไรท์และฮิตไตท์จากทางเหนือ
ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีกษัตริย์ปกครอง
พวกอิสราเอลไลท์ได้พร้อมใจกันเลือกหัวหน้ากลุ่มที่เข้มแข็งในการสงครามผู้หนึ่ง
ชื่อ "ซอล" (Saul)
ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์แรก
เมื่อประมาณ 1050 ปี ก่อนคริสต์กาล
สมัยที่พระเจ้าซอล
ปฐมกษัตริย์ปกครองพวกอิสราเอลไลท์
พระองค์มิได้สร้างบ้านเมืองและพระราชวังเป็นที่ประทับ
ยังคงประทับในกระโจมซึ่งพร้อมที่จะเคลื่อนย้ายได้โดยสะดวก
ตอนต้นสมัยแห่งรัชกาลของพระองค์ทรงทำสงครามชนะ
พวกฟิลิสติน
แต่ปลายรัชกาลทรงประสบความปราชัย
ต่อมาทรงมีพระสติวิปลาสถึงกับพระชนม์พระองค์เองหลังจาก
พระเจ้าซอลสิ้นพระชนม์แล้ว
พวกอิสราเอลไลท์ได้เลือกอดีตข้าราชสำนักของพระเจ้าซอลผู้สามารถในการสงคราม
และกล้าหาญที่ถูกพระเจ้าซอลเนรเทศ
ขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า
พระเจ้าดาวิด (David)
พระเจ้าดาวิดทรงครองราชย์
อยู่ระหว่าง 1705-993 ปีก่อนคริสต์กาล
สมัยของพระองค์นับได้ว่า
เป็นสมัยแห่งความรุ่งโรจน์
ของพวกอิสราเอลไลท์
ทรงตีได้นครเยรูซาเลมของพวกเคนันไนท์และสถาปนาอาณาจักรยูดาห์
(Udah) ขึ้น ณ บริเวณเนินสูงยูเดีย
และสมัยนี้เองที่พวกฮิบรูหรืออิสราเอลไลท์
เรียกตัวเองว่า "ยูดาย" หรือ
"ยิว" (Jew)
สิ้นรัชสมัยพระเจ้าดาวิด
พระเจ้าโซโลมอน
โอรสพระเจ้าดาวิดทรงทำให้อาณาจักรยูดาห์มั่งคั่ง
และรุ่งโรจน์ถึงขีดสุด
ทรงสร้างวัดและโบสถ์วิหารงดงามขึ้นในอาณาจักรยูดาห์
ทรงทำนุบำรุงศาสนาประจำชาติของยิวให้เจริญก้าวหน้าขึ้นเป็น
อย่างมาก
อย่างไรก็ตาม
ปลายรัชกาลพระเจ้าโซโลมอนทรงปล่อยให้ลัทธิศาสนาฟินิเชียนและอียิปต์
ซึ่งบูชารูปเคารพและนับถือเทพเจ้า
หลายองค์
เข้ามาเผยแผ่ทางภาคเหนือ
ทำให้ประชาชนทางเหนือพากันรับนับถือเทพเจ้าของลัทธิศาสนาอื่นมากขึ้น
ประชาชนทาง
ใต้ซึ่งเคร่งครัดในลัทธิศาสนาเดิมของตน
ต่างพากันชิงชังพวกฝ่ายเหนือ
ขณะเดียวกันพวกฝ่ายเหนือซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจ
ดีกว่าพวกทางใต้
ก็ไม่พอใจที่กษัตริย์ของตนทำนุบำรุงศาสนาแต่เฉพาะทางใต้
ดังนั้น
เมื่อพระเจ้าโซโลมอนสิ้นพระชนม์
เมื่อ 953 ปีก่อนคริสต์กาล
อาณาจักรของพวกฮิบรู
จึงแตกแยกออกเป็น 2 อาณาจักรคือ
1. อาณาจักรทางเหนือ เรียกว่า
"อิสราเอล" (Israel) มีเมืองสมาเรีย
(Samaria) เป็นเมืองหลวง
2. อาณาจักรทางใต้ เรียกว่า
"ยูดาห์ (Udah)
มีเมืองเยรูซาเลมเป็นเมืองหลวง
หลังแตกแยกกันแล้วความขัดแย้งเรื่องศาสนาทำให้สองอาณาจักรเป็นศัตรูกันอย่างรุนแรง
จนถึงกับยกกำลังเข้าทำสงครามกัน
ทั้งสองอาณาจักรจึงเสื่อมโทรมลงตามลำดับ
จนกระทั่งประมาณ 722
ปีก่อนคริสต์กาลอาณาจักรอิสราเอลก็สูญเสียเอกราชแก่พระเจ้าซาร์กอนที่
2 กษัตริย์อัลซีเรียที่มารุกราน
ประชากรถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเกือบทั้งหมด
และอีกประมาณ 10 ปีต่อมา
อาณาจักรยูดาห์ก็เสียเอกราชแก่พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์กษัตริย์แคเดีย
ผู้ปกครองอาณาจักรบาบิโลเนียใหม่
เมื่อประมาณ 586 ปีก่อนคริสต์กาล
ผู้คนถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยและนครเยรูซาเลมถูกทำลาย
.......... |

|
พวกยิวที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย
ณ
กรุงบาบีโลเนียตกเป็นเชลยอยู่ประมาณ
50 ปี จึงได้รับอิสราภาพ
เมื่อพระเจ้าโซรัสมหาราชกษัตริย์เปอร์เซียทรงตีกรุงบาบีโลเนียได้เมื่อ
536 ปีก่อนคริสต์กาล
พระเจ้าไซรัสมหาราช
ทรงปลดปล่อยยิวให้กลับถิ่นเดิม
ยิวได้กลับไปฟื้นฟูครเยซาเลมขึ้นหม่จนมีฐานะเป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนายิวนับแต่นั้น
อิสราภาพของยิวยืนนานอยู่เพียงชั่วสมัยจักรวรรดิเปอร์เซียเรืองอำนาจเท่านั้น
ต่อมาเมื่อจักรวรรดิเปอร์เซีย
ต้องสูญเสีย อำนาจแก่กรีก
ยิวก็ต้องตกอยู่ในอำนาจการปกครองของกรีกและเมื่อกรีกสูญเสียอำนาจแก่โรมัน
ยิวก็อยู่ใต้อำนาจการปกครอง
ของจักวรรดิโรมันต่อมา
ยิวต้องตกทุกข์ยากและถูกกดขี่บีบคั้นจากชาติต่าง
ๆที่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาปกครองตน
ต่อเนื่องกันมาเป็นเวลาช้านาน
ท่ามกลางความเว้เหว่ประชาชนยิวต่างรอคอยกาลเวลาที่พระเจ้าของตน
จะส่งเมสไซอามาช่วยปลดปล่อยสู่อิสราภาพ
ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นศาสนาผู้ยิ่งใหญ่ของโลก
ผู้มีพระนามว่า "พระเยซูคริสต์"
(Jesus Christ)
|
|
|