บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

2 พระวิญญาณของพระเจ้า: คำจำกัดความ

เนื่องจากพระเจ้าเป็นบุคคลที่มีตัวตนจริง ซึ่งมีความรู้สึกและอารมณ์ดังเช่นที่บุคคลผู้หนึ่งพึงมี จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่าพระองค์จะมีวิธีการที่จะแบ่งปันพระประสงค์และความรู้สึกของพระองค์กับเรา ผู้ซึ่งเป็นบุตรของพระองค์ รวมทั้งมีวิธีการที่จะกระทำการในชีวิตของเราในรูปแบบที่สอดคล้องกับพระจริยวัตรของพระองค์ พระเจ้าทรงกระทำทุกสิ่งเหล่านี้โดย "พระวิญญาณ" ของพระองค์ ถ้าเราต้องการรู้จักพระเจ้า และมีสัมพันธภาพที่มีชีวิตชีวากับพระองค์ เราจำต้องรู้ว่า
"พระวิญญาณของพระเจ้า" คืออะไรและทำงานอย่างไร

ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะให้คำจำกัดความของคำว่า "วิญญาณ" ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณไปร่วมงานแต่งงาน คุณอาจวิจารณ์ว่า "งานนี้มีวิญญาณของพิธีแต่งงานจริงๆ" ซึ่งคุณหมายความว่า ในงานนั้นมีบรรยากาศที่ดี ทุกอย่างในงานก็ดูดีไปหมด เช่น ทุกคนที่มาร่วมงานแต่งตัวสวยงาม อาหารอร่อย ผู้คนพูดคุยกันอย่างเป็นมิตร เจ้าสาวดูสวยมาก เป็นต้น ทุกอย่างเหล่านี้ทำให้งานแต่งงานมี
"วิญญาณ" ในทำนองเดียวกัน พระวิญญาณของพระเจ้าก็แสดงให้เห็นถึงทุกสิ่งเกี่ยวกับพระองค์ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมแปลคำว่า
"วิญญาณ" ในภาษาฮีบรูว่า "ลมปราณ" หรือ "ฤทธิ์เดช" ดังนั้น พระวิญญาณของพระเจ้าก็คือ "ลมปราณ" ของพระองค์ ซึ่งก็คือแก่นแท้ของพระองค์ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของพระองค์ เราจะยกตัวอย่างให้เห็นว่าคำว่า "วิญญาณ" ถูกใช้อย่างไรเมื่อกล่าวถึงความคิดหรือความประสงค์ของใครสักคนในบทเรียนที่ 4.3 คำว่า วิญญาณไม่เพียงแต่พาดพิงถึงฤทธิ์เดชของพระเจ้าเท่านั้น ดังจะเห็นได้จากพระธรรม โรม 15:19 ที่เขียนไว้ว่า "ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์"

พระคัมภีร์สอนไว้เสมอว่าความคิดของคนแสดงออกด้วยการกระทำ (สุภาษิต 23:7; มัทธิว 12:34) สิ่งสะท้อนจากการกระทำของเราเองจะยืนยันความจริงข้อนี้ได้ เราคิดอะไรบางอย่าง หลังจากนั้นเราก็ลงมือกระทำตามที่เราคิด พระวิญญาณของพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้น หากแต่อยู่ในระดับที่สูงส่งกว่า เพราะเป็นฤทธิ์เดชที่พระองค์ทรงใช้แสดงถึงแก่นแท้ ความประสงค์ และความมุ่งหมายของพระองค์ พระเจ้าทรงคิดก่อนแล้วจึงกระทำ ดังที่เขียนไว้ว่า “เรากะแผนงานไว้อย่างไร ก็จะเป็นไปอย่างนั้น และเราได้มุ่งหมายไว้อย่างไร ก็จะเกิดขึ้นอย่างนั้น” (อิสยาห์ 14:24)

ฤทธิ์เดชของพระเจ้า

ข้อความหลายตอนระบุอย่างชัดเจนถึงพระวิญญาณของพระเจ้าและฤทธิ์เดชของพระองค์ เมื่อพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างจักรวาลนั้น "พระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำนั้น และพระเจ้าตรัสว่าจงเกิดความสว่าง ความสว่างก็เกิดขึ้น" (ปฐมกาล 1:2,3)

พระวิญญาณของพระเจ้าเป็นฤทธิ์เดชที่สร้างสรรพสิ่งเช่นความสว่าง "พระองค์ทรงกระทำให้ฟ้าสวรรค์ผ่องใสด้วยวายุของพระองค์ พระหัตถ์ของพระองค์แทงพญานาคที่กำลังหนีไป" (โยบ 26:13) "โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมากับบริวารทั้งปวงก็ด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์" (สดุดี 33:6) พระวิญญาณของพระเจ้าจึงถูกอธิบายว่าเป็น

ลมปราณของพระองค์

ดำรัสของพระองค์

พระหัตถ์ของพระองค์

ดังนั้นฤทธิ์เดชของพระองค์จึงเป็นเหตุให้สรรพสิ่งสำเร็จ ด้วยเหตุนี้เองที่ผู้ที่เชื่อได้รับการบังเกิดใหม่โดยพระประสงค์ของพระเจ้า (ยอห์น 1:13) ซึ่งคือโดยพระวิญญาณของพระองค์ (ยอห์น 3:3-5) พระประสงค์ของพระองค์สำเร็จได้โดยการดำเนินการของพระวิญญาณ เราได้อ่านบทพระคัมภีร์ที่กล่าวถึงการเนรมิตสร้างสรรพสิ่งทั้งปวงไว้ว่า "เมื่อพระองค์ทรงส่งวิญญาณของพระองค์ออกไป มันก็ถูกสร้างขึ้นมา และพระองค์ก็ทรงเปลี่ยนโฉมหน้าของพื้นดินเสียใหม่" (สดุดี 104:30) พระวิญญาณ/ฤทธิ์เดชนี้ยังค้ำจุนสรรพสิ่งและเป็นวิถีทางของสิ่งที่ถูกเนรมิตสร้าง เป็นการง่ายที่จะคิดว่าชีวิตที่น่าเศร้านี้ล้มลุกคลุกคลานโดยปราศจากการค้ำจุนจากพระวิญญาณของพระเจ้า โยบ ชายผู้กลายเป็นคนที่อ่อนล้ากับชีวิต ถูกเตือนให้ระลึกถึงความจริงข้อนี้ โดยผู้เผยพระวจนะผู้หนึ่งที่กล่าวไว้ว่า "ถ้าพระองค์ทรงให้วิญญาณของพระองค์กลับสู่พระองค์และทรงรวบรวมลมปราณของพระองค์กลับมาหาพระองค์ เนื้อหนังทั้งสิ้นก็จะพินาศไปด้วยกัน และมนุษย์ก็จะกลับไปเป็นผงคลีดิน" (โยบ 34:14,15)

เราจะเห็นได้จากบทเรียนที่ 4.3 ว่า วิญญาณที่เราและสรรพสิ่งที่มีชีวิตได้รับนั้นค้ำจุนชีวิตของเรา เรามี "ลมปราณของวิญญาณแห่งชีวิต" ในตัวเรา (ปฐมกาล 7:22) ซึ่งพระเจ้าประทานให้ตั้งแต่เกิด (สดุดี 104:30; ปฐมกาล 2:7) นี่ทำให้พระองค์ทรงเป็น "พระเจ้าแห่งวิญญาณมนุษย์ทั้งปวง" (กันดารวิถี 27:16; ฮีบรู 12:9) เพราะว่าพระเจ้าเป็นพลังชีวิตที่ค้ำจุนสรรพสิ่งที่มีชีวิต พระวิญญาณของพระองค์จึงอยู่ทุกแห่งหน กษัตริย์ดาวิดตระหนักว่าโดยทางพระวิญญาณ พระเจ้าจะอยู่ด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ใด และโดยทางพระวิญญาณ/ฤทธิ์เดช พระเจ้าทรงรู้จักทุกแง่มุมของความคิดและจิตใจของเขา ดังนั้นพระวิญญาณคือวิธีการที่ทำให้พระองค์อยู่ทุกแห่งหน แม้ว่าที่ประทับของพระองค์จะอยู่บนสวรรค์

"เมื่อข้าพระองค์นั่งลงและลุกขึ้น พระองค์ทรงประจักษ์ในความคิดของข้าพระองค์ได้แต่ไกล…ข้าพระองค์จะไปไหน ให้พ้นพระวิญญาณของพระองค์ได้ หรือข้าพระองค์จะหนีไปไหน ให้พ้นพระพักตร์ของพระองค์ ถ้าข้าพระองค์จะติดปีกแสงอรุณ และอาศัยอยู่ที่ส่วนของทะเลไกลโพ้น แม้ถึงที่นั่น…พระหัตถ์ของพระองค์จะนำข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์จะยึดข้าพระองค์ไว้" (สดุดี 139:2,7,9,10)

พระวิญญาณบริสุทธิ์

เราเห็นแล้วว่าแนวคิดเรื่องพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นแนวคิดที่กว้าง พระองค์ทรงใช้พระทัย พระประสงค์ และฤทธิ์เดชมาทำให้ความคิดของพระองค์สำเร็จลุล่วง "เช่นที่ชายคนหนึ่งคิดในใจเขา เขาก็เป็นเช่นนั้น" (สุภาษิต 23:7) พระเจ้าทรงเป็นความคิดของพระองค์เอง และในความหมายนั้น พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณของพระองค์เองเช่นกัน (ยอห์น 4:24) แม้นี่จะไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าไม่มีตัวตน เพื่อเป็นการช่วยให้เราสามารถเผชิญกับความกว้างไกลของพระวิญญาณของพระเจ้า บางครั้งเราจะอ่านพบเกี่ยวกับ "พระวิญญาณบริสุทธิ์" ของพระองค์

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ คำว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์" จะถูกกล่าวถึงเป็นการเฉพาะ ใน A.V. จะใช้คำว่า "วิญญาณบริสุทธิ์" มากกว่า แต่โดยความหมายแล้วต้องแปลว่า "พระวิญญาณบริสุทธิ์" เสมอ ตามที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับปัจจุบันหลายฉบับบ่งชี้ไว้ ซึ่งมีความหมายเท่ากับ "พระวิญญาณของพระเจ้า" หรือ "พระวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และเห็นได้ชัดจากข้อความต่างๆ เช่น กิจการของอัครทูต 2 ที่บันทึกเรื่องของการที่พระเจ้าทรงเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่เหล่าอัครทูตในวันเพนเทคอสต์ เปโตรอธิบายไว้ว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามคำพยากรณ์ของโยเอลผู้เผยพระวจนะและอธิบายไว้ว่าเป็นการเท "พระวิญญาณ (ของพระเจ้า) ของเรา" (กิจการของอัครทูต 2:17) และในพระธรรมลูกา 4:1 บันทึกไว้ว่า พระเยซู "ทรงประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์" ได้กลับไปจากแม่น้ำจอร์แดน และในบทเดียวกันนี้ พระเยซูตรัสว่า การที่ประกอบไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์นี้เป็นไปตามพระธรรมอิสยาห์ 61 "พระวิญญาณแห่งพระเป็นเจ้าทรงอยู่เหนือข้าพเจ้า" ในทั้งสองกรณีนี้(รวมทั้งอีกหลายกรณี) พระวิญญาณบริสุทธิ์มีความหมายเดียวกับ "พระวิญญาณของพระเจ้า" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม

ลองสังเกตดูในข้อความต่อไปนี้ว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์สอดคล้องกับฤทธิ์เดชของพระเจ้าอย่างไร

- "พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ (นาง
มารีย์) และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ" (ลูกา 1:35)

- "ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์…อิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์" (โรม 15:13,19)

- คำสัญญาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ต่ออัครทูตถูกกล่าวถึงว่าเป็นการ "ประกอบด้วยฤทธิ์เดชที่มาจากเบื้องบน" (ลูกา 24:49)

- พระเยซูเองก็ทรงได้รับ "การทรงเจิมพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยฤทธานุภาพ" (กิจการของอัครทูต 10:38)

- เปาโลสนับสนุนคำเทศนาของตนเองด้วยฤทธิ์เดชของพระเจ้าที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า "คำพูดและคำเทศนาของข้าพเจ้า…เป็นคำซึ่งได้แสดงพระวิญญาณและพระเดชานุภาพ" (1 โครินธ์ 2:4)

2.2 การดลใจ

เราให้ความหมายของคำว่า "พระวิญญาณของพระเจ้า" ว่าคือ ฤทธิ์เดช ความคิด และพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงสำแดงให้เห็นโดยการกระทำของพระวิญญาณ เราได้กล่าวถึงไปแล้วในหัวข้อที่ผ่านมาว่า เราเห็นการทำงานของพระวิญญาณได้อย่างไรในการเนรมิตสร้าง "พระองค์ทรงกระทำให้ฟ้าสวรรค์ผ่องใสด้วยวายุของพระองค์" (โยบ 26:13) พระวิญญาณของพระเจ้าปกอยู่เหนือน้ำเพื่อการเนรมิตสร้าง (ปฐมกาล 1:2) เรายังอ่านพบอีกว่า "โดยพระวจนะของพระเจ้า" ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา (สดุดี 33:6) ตามที่ผู้บันทึกปฐมกาลบันทึกไว้ว่า "พระเจ้าตรัส" และสิ่งต่างๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมา ทุกอย่างก็เกิดขึ้น พระวิญญาณของพระเจ้าจึงสะท้อนออกมาในรูปของพระวจนะของพระองค์ เหมือนกับที่คำพูดของเราแสดงให้เห็นถึงความคิดและความปรารถนาของเรา ตัวจริงของ “เรา” อย่างถูกต้องแม่นยำ พระเยซูทรงชี้ให้เห็นว่า "ปากนั้นพูดจากสิ่งที่มาจากใจ" (มัธทิว 12:34) ถ้าเราจะควบคุมคำพูดของเรา เราจะต้องควบคุมความคิดของเราเสียก่อน พระวจนะของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สะท้อนพระวิญญาณและความคิดของพระองค์ เป็นพระพรสำหรับเราที่พระวจนะของพระเจ้าถูกบันทึกลงในพระคัมภีร์เพื่อว่าเราจะสามารถเข้าใจพระวิญญาณหรือพระทัยของพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงสำแดงอัศจรรย์ของการเผยให้เห็นพระวิญญาณของพระองค์เป็นตัวอักษร โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การดลใจ (INSPIRATION) คำนี้มาจากคำว่า “วิญญาณ” (spirit)

IN-SPIRIT-ATION

คำว่า “วิญญาณ” แปลว่า “ลมหายใจ” หรือ การหายใจ ส่วนคำว่า “การดลใจ” แปลว่า “ในลมหายใจ” ซึ่งหมายความว่าคำพูดที่คนบันทึกไว้ในระหว่างที่ได้รับ “การดลใจ” จากพระเจ้าเป็นคำพูดของพระวิญญาณของพระเจ้า เปาโลให้กำลังใจ ทิโมธีเพื่อไม่ให้เขายอมให้ความคุ้นเคยที่เขามีต่อพระคริสตธรรมคัมภีร์มาทำให้เขาลืมความจริงอันน่าอัศจรรย์ที่ว่าพระคัมภีร์เป็นคำพูดของพระวิญญาณของพระเจ้า และเป็นสิ่งที่ให้ทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีหากเราต้องการรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง

"และตั้งแต่เด็กมาแล้ว ที่ท่านได้รู้พระคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสามารถสอนท่านให้ถึงความรอดได้โดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง" (2 ทิโมธี 3:15-17)

ถ้าหากพระคัมภีร์ที่ได้รับการดลใจสามารถให้ความรู้ครบถ้วนแก่เราแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะมี "แสงสว่างภายใน" ที่จะแสดงให้เราเห็นความจริงเกี่ยวกับพระเจ้า แต่มีกี่ครั้งกันที่คนเราจะพูดถึงความรู้สึกและประสบการณ์ส่วนตัวว่าเป็นแหล่งความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า ถ้าการยอมรับด้วยความเชื่อในพระวจนะของพระเจ้าที่ได้รับการดลใจให้บันทึกลงนั้นเป็นการเพียงพอที่จะทำให้ใครสักคนพรักพร้อมในชีวิตคริสเตียนแล้วละก็ ชีวิตของเราก็ไม่จำเป็นต้องมีฤทธิ์เดชแห่งความชอบธรรมอื่นๆ อีก แต่ถ้ามีก็หมายความว่าพระวจนะของพระเจ้าไม่ได้ทำให้เราพรักพร้อมอย่างที่เปาโลได้สัญญาไว้ การถือพระคริสตธรรมคัมภีร์ไว้ในมือและเชื่อว่าเป็นพระวจนะของพระวิญญาณของพระเจ้าจริงนั้นต้องอาศัยความเชื่อมาก ชนชาติอิสราเอลสนใจว่าพระเจ้าจะตรัสอะไรเหมือนอย่างเช่นที่ “คริสเตียน” ทุกวันนี้สนใจ เราทุกคนจำต้องใคร่ครวญ ฮีบรู 4:2 ซึ่งกล่าวไว้ว่า

"เพราะว่าแท้ที่จริง เราได้รับข่าวประเสริฐเช่นเดียวกับเขา (อิสราเอล) แต่ว่าเขาไม่ได้รับประโยชน์จากข่าวประเสริฐเพราะเขาไม่เชื่อ"

แทนที่จะพัฒนาไปสู่ความเชื่อที่สมบูรณ์แบบในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ/พระวจนะของพระเจ้าซึ่งเราได้รับ การเดินทางลัดทางฝ่ายวิญญาณดูจะน่าสนใจกว่า นั่นคือ การให้เหตุผลว่าฤทธิ์เดชแห่งความชอบธรรมมาถึงเราในบัดดลซึ่งทำให้เราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า แทนที่เราจะต้องประสบกับความเจ็บปวดในการพยายามดำเนินชีวิตตามพระวจนะของพระเจ้าอย่างเชื่อฟัง และยอมให้พระวิญญาณของพระเจ้ามีอิทธิพลอย่างแท้จริงในหัวใจของเรา

การไม่เต็มใจที่จะยอมรับฤทธิ์เดชมหาศาลทางฝ่ายวิญญาณซึ่งมีอยู่ในพระวจนะของพระเจ้า ทำให้ "คริสเตียน" จำนวนมากตั้งคำถามขึ้นมาว่า พระคัมภีร์ทั้งหมดได้รับการดลใจจากพระเจ้าจริงหรือ พวกเขามีความเห็นว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เราอ่านในพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นเพียงความคิดเห็นส่วนตัวของคนสูงอายุที่เฉลียวฉลาด แต่เปโตรตัดความเห็นพวกนั้นออกไปอย่างได้ผล

"และเรามีคำพยากรณ์ที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นอีก จะเป็นการดีถ้าท่านทั้งหลายจะถือตามคำนั้น…ท่านทั้งหลาย ต้องเข้าใจข้อนี้ก่อน คือผู้หนึ่งผู้ใดจะตีความหมายคำของผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เอาเองไม่ได้ เพราะว่าคำของผู้เผยพระวจนะนั้นไม่ได้มาจากความคิดจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ได้กล่าวคำึงมาจากพระเจ้า ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทรงดลใจเขา" (2 เปโตร 1:19-21)

เราจะต้องเชื่อ "เหนือสิ่งใดทั้งหมด" ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า

ผู้เขียนพระคริสตธรรมคัมภีร์

การปักใจเชื่ออย่างมั่นคงว่าพระคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผู้ที่เขียนพระคริสตธรรมคัมภีร์บันทึกทุกตัวอักษร โดยแรงดลใจของพระวิญญาณที่พวกเขาไม่อาจต้านทานได้ คำพูดเหล่านั้นจึงไม่ใช่คำพูดของพวกเขาเอง พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง (ยอห์น 17:17) และเป็นประโยชน์ในการสอนและการตักเตือนว่ากล่าว (2 ทิโมธี 3:16,17) ไม่น่าประหลาดใจเลยว่าเหตุใดพระวจนะของพระเจ้าจึงไม่เป็นที่รู้จัก เหตุผลก็คือ ความจริงเป็นสิ่งที่น่าเจ็บปวด
เยเรมีย์ ผู้เผยพระวจนะต้องทนทุกข์กับการถูกต่อต้าน เพราะท่านเผยพระวจนะตามที่พระเจ้าดลใจท่าน ท่านจึงตัดสินใจที่จะไม่บันทึกพระวจนะที่ท่านได้รับ แต่เนื่องจากการจะบันทึกพระวจนะของพระเจ้าเป็นไปตามน้ำพระทัยของพระเจ้า ไม่ใช่ตามใจของมนุษย์ ท่านจึงถูก "นำโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์" และไม่มีทางเลือกอื่นใดในเรื่องนี้ "ข้าพระองค์เป็นที่ให้เขาหัวเราะวันยังค่ำ ทุกคนเยาะเย้ยข้าพระองค์…ถ้าข้าพระองค์จะกล่าวว่า "ข้าพเจ้าจะไม่อ้างถึงพระองค์หรือกล่าวในพระนามของพระองค์อีก" ก็มีสิ่งในใจของข้าพระองค์เหมือนไฟไหม้อัดอยู่ในกระดูกของข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็อ่อนเปลี้ยที่ต้องอัดมันไว้ และข้าพระองค์ก็อัดไว้ไม่ไหว" (เยเรมีย์ 20:7,9)

ถ้าหากคนเหล่านี้ได้รับการดลใจเพียงครึ่งๆ กลางๆ เราก็จะไม่ได้รับรู้ถึงพระวจนะที่แท้จริงของพระเจ้าหรือพระวิญญาณของพระเจ้า ถ้าหากสิ่งที่พวกเขาบันทึกเป็นพระวจนะของพระเจ้าจริงๆ แล้วละก็ พวกเขาจะต้องถูกครอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้าในช่วงที่พวกเขาได้รับการดลใจ ถ้าไม่เช่นนั้น ผลงานของพวกเขาก็จะไม่ใช่พระวจนะแท้ๆ ของพระเจ้า การยอมรับว่าพระวจนะของพระเจ้าเป็นของพระเจ้าทั้งหมด สร้างแรงจูงใจให้เรามีความต้องการที่จะอ่านและเชื่อฟังพระวจนะมากขึ้น "พระดำรัสของพระองค์นั้นทดลองดีแล้ว และผู้รับใช้ของพระองค์รักพระดำรัสนั้น" (สดุดี 119:140)

พระธรรมทุกเล่มในพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นงานของพระเจ้าที่พระองค์ทรงกระทำผ่านพระวิญญาณไม่ใช่ผ่านงานเขียนของมนุษย์ ความจริงข้อนี้เห็นได้โดยการพิจารณาถึงการที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่กล่าวอ้างถึงข้อความในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมดังนี้

ผู้ที่เขียนพระคริสตธรรมคัมภีร์จึงไม่มีความสำคัญสำหรับคริสเตียนในยุคแรกๆ ความจริงที่ว่าคำพูดของพวกเขาได้รับการดลใจจากพระวิญญาณของพระเจ้าเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

ฤทธิ์เดชของพระวจนะของพระเจ้า

พระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้หมายความถึงพระทัย/พระประสงค์ของพระองค์เท่านั้น แต่หมายรวมถึงฤทธิ์เดชที่พระองค์ทรงใช้เพื่อเผยให้เห็นถึงความคิดของพระองค์ด้วย จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่าพระวจนะที่เปี่ยมด้วยพระวิญญาณไม่ใช่เพียงแค่ข้อความที่บอกถึงพระทัยของพระองค์ แต่ยังมีฤทธิ์เดชอยู่ในพระวจนะนั้นด้วย

การเห็นคุณค่าอย่างแท้จริงของฤทธิ์เดชดังกล่าวน่าจะทำให้เรากระตือรือร้นที่จะใช้ประโยชน์จากฤทธิ์เดชนั้น ความรู้สึกอับอายใดๆ ที่จะใช้ฤทธิ์เดชนั้นควรจะถูกเอาชนะด้วยการตระหนักว่า การเชื่อฟังพระวจนะของพระเจ้าจะให้ฤทธิ์เดชแก่เราในการกำจัดสิ่งเล็กน้อยในชีวิตของเราออกไป และมุ่งหน้าไปสู่ความรอด เปาโลเขียนจากประสบการณ์มากมายของท่านว่า

"เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด" (โรม 1:16)

ลูกา 3:17 พูดในเรื่องเดียวกันว่า "เพราะว่าไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงกระทำไม่ได้"

การศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์และนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเราเป็นขบวนการที่เกิดผล ไม่เหมือนกับที่นักศาสนศาสตร์หรือศาสนาคริสต์ที่ให้ "ความรู้สึกที่ดี" ของคริสตจักรหลายๆ แห่งนำพระคัมภีร์บางบทมากล่าวอ้าง แต่ไม่ได้ให้คำอธิบายหรือมีการนำมาประยุกต์ใช้ "พระวจนะของพระเจ้านั้นไม่ตายและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ" พระดำรัสอันทรงฤทธิ์ของพระองค์" (ฮีบรู 4:12,1:3) "พระวจนะของพระเจ้า… ซึ่งกำลังทำงานอยู่ภายในท่านทั้งหลายที่เชื่อ" (1 เธสะโลนิกา 2:13) พระเจ้าใช้พระวจนะของพระองค์ทำงานในจิตใจของผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงอยู่ทุกๆ ชั่วโมงของวัน

ข้อความพื้นฐานของข่าวประเสริฐซึ่งคุณกำลังศึกษาอยู่นี้เป็นฤทธิ์เดชที่แท้จริงของพระเจ้า ถ้าคุณยอมให้ทำเช่นนั้น ฤทธิ์เดชของพระเจ้าสามารถทำงานในชีวิตคุณและเปลี่ยนคุณให้เป็นบุตรของพระเจ้า สำแดงพระวิญญาณ/พระทัยของพระเจ้าในชีวิต เตรียมคุณสำหรับการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนในสภาพของพระเจ้า เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา (2 เปโตร 1:4) คำสอนของเปาโลเป็น "คำซึ่งได้แสดงพระวิญญาณและพระเดชานุภาพ" (1 โครินธ์ 2:4)

เราอยู่ท่ามกลางผู้คนที่มีความเชื่ออย่างครึ่งๆ กลางๆ ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้า แม้ว่าพวกเขาจะอ้างว่าพวกเขามีพันธะต่อพระคริสต์ และไม่ยอมรับว่าพระองค์มีตัวตนแม้ว่าพวกเขาจะอ้างว่าเชื่อในพระเจ้า การปฏิเสธว่าพระคัมภีร์ได้รับการดลใจและมีฤทธิ์เดชเหนือความรู้สึกและความเชื่อ คือการปฏิเสธฤทธิ์เดชของพระเจ้า 2 ทิโมธี 3:5 กล่าวไว้ว่า "ถือศาสนาแต่เปลือกนอก ส่วนแก่นแท้ของศาสนาเขาไม่ยอมรับ" เช่น แก่นแท้ของคำพูดของข่าวประเสริฐ

โลกเยาะเย้ยแก่นแท้ของศาสนาคริสต์ (คุณไม่เชื่ออย่างนั้นหรอกใช่ไหม) เปาโล
กล่าวไว้ว่า "คนทั้งหลายที่กำลังจะพินาศก็เห็นว่าเรื่องกางเขนเป็นเรื่องโง่ แต่พวกเราก็กำลังจะรอดเห็นว่าเป็นฤทธานุภาพของพระเจ้า" (1 โครินธ์ 1:18)

เราจะไม่สามารถถือพระคริสตธรรมคัมภีร์ไว้ในมือด้วยความเคารพมากยิ่งขึ้น และอ่านด้วยความกระตือรือร้นที่จะเข้าใจและเชื่อมากยิ่งขึ้นอย่างนั้นหรือ หากเราจดจำทั้งหมดนี้ไว้ในใจ

ท่าทีของประชากรของพระเจ้าต่อพระวจนะของพระองค์

การอ่านบันทึกพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้ตระหนักเพียงว่าตนเองได้รับกาารดลใจเท่านั้น แต่ยังตระหนักว่าผู้เขียนท่านอื่นๆ ก็ได้รับการดลใจด้วย องค์พระเยซูเป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ เมื่อพระองค์ทรงกล่าวอ้างถึงบทเพลงสดุดีของกษัตริย์ดาวิด พระองค์กล่าวว่า "ดาวิด โดยเดชพระวิญญาณ…" (มัทธิว 22:43) แสดงให้เห็นว่า พระองค์ทรงตระหนักถึงความจริงที่ว่าคำพูดของกษัตริย์ดาวิดได้รับการดลใจ พระองค์ยังกล่าวถึง "ข้อเขียน” ของโมเสส (ยอห์น 5:45-47) แสดงว่า พระองค์ทรงเชื่อว่าโมเสสเป็นผู้ที่เขียน Pentateuch คริสเตียนที่ได้ชื่อว่า "ช่างวิจารณ์" สงสัยว่า โมเสสเขียนหนังสือได้หรือ แต่ท่าทีของพระคริสต์ชี้ชัดว่าไม่เห็นด้วยกับพวกเขา พระองค์ทรงเรียกข้อเขียนของโมเสสว่าเป็น “พระบัญญัติของพระเจ้า” (มาระโก 7:8,9) คนกลุ่มเดียวกันนี้อ้างว่า เนื้อเรื่องส่วนใหญ่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมล้วนเป็นเทพนิยาย แต่พระเยซูหรือเปาโลไม่เคยคิดเช่นนั้น พระเยซูตรัสถึงราชินีแห่งชีบาว่าเป็นเรื่องจริงในประวัติศาสตร์ที่เป็นที่ยอมรับ (มัทธิว 12:42) พระองค์ไม่ได้กล่าวว่า "ตามเรื่องที่ได้เล่าถึงราชินีชีบา..”

ท่าทีของสาวกก็เป็นเหมือนของพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา เปโตรกล่าวว่าตามที่ท่านได้ยินถ้อยคำของพระคริสต์นั้นด้วยหูของตน "มีคำพยากรณ์ที่แน่นอนยิ่งกว่านั้นอีก (2 เปโตร 1:19-21) เปโตรเชื่อว่าจดหมายของเปาโลถือเป็น "พระธรรม" มากเท่ากับ "พระธรรมบทอื่นๆ" ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกข้อเขียนในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และถือว่ามีอำนาจมากพอๆ กับพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม

ในพระธรรมกิจการของอัครทูต จดหมายต่างๆ และพระธรรมวิวรณ์ (กิจการของอัครทูต 13:51; มัทธิว 10:14) ชี้ให้เห็นว่าคำสอนของพระเยซู (พระกิตติคุณ) ไม่เพียงแต่ได้รับการดลใจจากพระวิญญาณองค์เดียวกัน แต่ยังได้รับการเคารพจากผู้เขียนพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ใน 1 ทิโมธี 5:18 เปาโล
กล่าวอ้างถึงพระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 25:4 (ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม) และพระธรรมลูกา 10:7 ว่าเป็น "พระคัมภีร์" เปาโลชี้ว่าข่าวประเสริฐที่ท่านประกาศ ท่านได้รับจากพระคริสต์ (กาลาเทีย 1:11,12; 1 โครินธ์ 2:13;11:23;15:3) สาวกท่านอื่นๆ ก็ตระหนักเช่นนั้นด้วย ในพระธรรมยากอบ 4:5 กล่าวถึงคำพูดของเปาโลในพระธรรมกาลาเทีย 5:17 ว่าเป็น "พระคัมภีร์"

พระเจ้า "ตรัส" กับเราทางพระคริสต์ จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเปิดเผยกันอีก (ฮีบรู 1:2) สังเกตได้ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ได้กล่าวพาดพิงถึงข้อเขียนอื่นๆ ที่ได้รับการดลใจ ซึ่งเราหาอ่านไม่ได้ (เช่น หนังสือของเยเชอร์ ข้อเขียนของเนธาน
เอลียาห์ เปาโลถึงโครินธ์ และจดหมายฉบับที่ 3 ของยอห์น ที่บอกเป็นนัยว่าได้เขียนจดหมายถึงดิโอเทราฟัส แต่เขาไม่เชื่อฟัง) เหตุใดข้อเขียนเหล่านี้จึงไม่ถูกเก็บรักษาไว้ให้พวกเรา เหตุผลก็คือ ข้อเขียนเหล่านี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา เราวางใจได้ว่าพระเจ้าได้ทรงรักษาทุกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรา

มีการกล่าวอ้างว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ถูกยอมรับอย่างค่อยเป็นค่อยไปว่าได้รับการดลใจ แต่ความจริงที่ว่าสาวกยอมรับข้อเขียนของกันและกันว่าได้รับการดลใจเป็นข้อโต้แย้งของการกล่าวอ้างดังกล่าว มีของประทานฝ่ายวิญญาณที่สามารถใช้ทดสอบได้ว่าจดหมายและข้อเขียนได้รับการดลใจจริงหรือไม่ (1 โครินธ์ 14:37; 1 ยอห์น 4:1; วิวรณ์ 2:2) หมายความว่าจดหมายที่ได้รับการดลใจได้รับการยอมรับโดยทันทีว่าได้รับการดลใจจริง ถ้าหากมนุษย์เป็นผู้เลือกเองว่า อะไรควรได้รับการบันทึกลงในพระคริสตธรรมคัมภีร์แล้ว พระคัมภีร์จะไม่มีอำนาจอะไรเลย

2.3 ของประทานอันเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์

หลายครั้งที่พระเจ้าทรงใช้ฤทธิ์เดช (“พระวิญญาณบริสุทธิ์”) ของพระองค์ในการติดต่อกับมนุษย์ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบของการให้ “เช็คเปล่า” เพื่อให้มนุษย์ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ การใช้พระวิญญาณบริสุทธิ์มักมีจุดมุ่งหมายเฉพาะเสมอ และเมื่อบรรลุจุดมุ่งหมายแล้ว ของประทานอันเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์จะถูกเรียกคืน เราต้องจำไว้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้ากระทำการเพื่อให้สำเร็จตามพระประสงค์ของพระเจ้า พระประสงค์ของพระองค์มักจะยอมให้เกิดความทุกข์ยากระยะสั้นๆ ในชีวิตมนุษย์ เพื่อให้บรรลุพระประสงค์ของพระองค์ในระยะยาว (ดูบทเรียนที่ 6.1) จึงเป็นที่คาดการณ์ได้ว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์จะไม่ถูกใช้เพื่อบรรเทาทุกข์ให้มนุษย์ แต่ถ้าจะมีการบรรเทาทุกข์เกิดขึ้น ก็จะเป็นการเกิดขึ้นเพื่อให้บรรลุพระประสงค์ที่จะสำแดงน้ำพระทัยของพระองค์ให้เราได้รู้

ท่าทีของคริสเตียนปัจจุบันที่มีต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นเรื่องตรงกันข้าม พวกเขาเชื่อว่าเป็นเรื่องคุ้มค่าที่จะเชื่อในพระคริสต์ เพราะว่าได้ประโยชน์ฝ่ายเนื้อหนัง เช่น การรักษาให้หายป่วย ซึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์จะให้ฤทธิ์เดชกระทำการ นี่เป็นเหตุที่ทำให้มีผู้คนมากมายอ้างตัวว่ามีฤทธิ์เดชในการรักษาให้หายป่วยในประเทศที่ผู้คนทุกข์ยากลำบาก เช่น ที่ยูกันดา โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้คนทุกข์ยากมาก และทำให้เกิดความสงสัยขึ้นมาในเรื่องของประทานอันเป็นพระวิญญาณ และตามเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ การเรียกร้องสิทธินี้มักจะประะจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่มนุษย์ต้องการความช่วยเหลืออย่างยิ่ง เพราะถ้าใครกำลังมองหาประสบการณ์ที่อยู่เหนือโชคชะตาอยู่ก็ยิ่งเป็นการง่ายที่จะอ้างว่าได้พบบางสิ่งที่ตอบสนองความต้องการนั้น

“คริสเตียน” มากมายในยุคนี้อ้างว่ามีของประทานฝ่ายวิญญาณ แต่กลับไม่แน่ใจว่าของประทานนั้นๆ พระเจ้าประทานให้โดยมีพระประสงค์อย่างไร พระเจ้ามักจะประทานพระวิญญาณให้เพื่อให้บรรุลเป้าหมายพิเศษที่กำหนดไว้ ดังนั้น ผู้ที่ได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณจึงมักจะรู้อยู่แก่ใจว่าจะต้องใช้ของประทานนั้นๆ อย่างไร พวกเขาประสบความสำเร็จโดยสมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ครึ่งๆ กลางๆ ความจริงข้อนี้ขัดแย้งกับความล้มเหลวหรือความสำเร็จเพียงบางส่วนของการรักษาให้หายโรคของคนที่อ้างว่ามีของประทานในการรักษาโรค

ตัวอย่างต่อไปนี้ชี้ให้เห็นว่ามีเหตุผลและเป้าหมายเฉพาะในการที่พระเจ้าประทานของประทานฝ่ายวิญญาณ ไม่มีแม้สักกรณีเดียวที่ของประทานฝ่ายวิญญาณถูกประทานให้โดยเห็นแก่ผู้ได้รับ หรือผู้ได้รับสามารถใช้ของประทานได้ตามใจชอบ ของประทานฝ่ายวิญญาณถูกประทานให้เพื่อให้น้ำพระทัยของพระเจ้าสำเร็จ ไม่ใช่ตามใจผู้ได้รับ (อิสยาห์ 40:13)

- ในประวัติศาสตร์ยุคต้นๆ ของอิสราเอล พวกเขาถูกสั่งให้สร้างพลับพลาอันประณีตสำหรับวางเครื่องบูชาและสิ่งของบริสุทธิ์ โดยสร้างตามรายละเอียดที่พระเจ้ากำหนดซึ่งจำเป็นสำหรับการบูชาพระเจ้า เพื่อให้สำเร็จตามนั้น พระเจ้าทรงประทานพระวิญญาณให้กับคนบางคนซึ่ง "เราได้บันดาลให้เขามีจิตใจอันสามารถนั้น ให้เขาทำเครื่องยศบริสุทธิ์สำหรับอาโรน…" (อพยพ 28:3)

- หนึ่งในคนบางคนชื่อเบซาเลล "ประกอบด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า คือให้เขามีสติปัญญา ความเข้าใจและความรู้ในวิชาการทุกอย่าง จะได้คิด…ทำเครื่องทองคำ…เจียระไนพลอยต่างๆ...ประกอบวิชาการทุกอย่าง" (อพยพ 31:3-5)

กันดารวิถี 11:14-17 บันทึกเรื่องที่วิญญาณ/ฤทธิ์เดชที่มีอยู่ในตัวโมเสส ถูกนำมาให้แก่ผู้ใหญ่ในอิสราเอลเพื่อให้พวกเขาแบกภาระของชนชาติอิสราเอล เพื่อโมเสสจะไม่ต้องทนแบกตามลำพัง ก่อนโมเสสสิ้นชีวิต ของประทานฝ่ายวิญญาณถูกนำไปให้โจชัว เพื่อเขาจะได้นำประชากรของพระเจ้าไปในทางที่ถูกต้อง (เฉลยธรรมบัญญัติ 34:9)

- ช่วงเวลาตั้งแต่ที่ชนชาติอิสราเอลเข้าในแผ่นดินของพวกเขาจนถึงรัชสมัยของกษัตริย์เซอูล พวกเขาถูกปกครองโดยผู้วินิจฉัย และถูกโจมตีโดยศัตรู แต่ในพระธรรมผู้วินิจฉัยบันทึกไว้ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่กับผู้วินิจฉัยบางคนและช่วยอิสราเอลให้รอดพ้นจากผู้รุกรานอย่างไร เช่น โอทนีเอล (ผู้วินิจฉัย 3:10) กิเดโอน (ผู้วินิจฉัย 6:34) และเยฟธาห์ (ผู้วินิจฉัย 11:29)

- แซมสัน ผู้วินิจฉัยอีกคนหนึ่ง ได้รับพระวิญญาณเพื่อที่จะสามารถฆ่าสิงห์โต (ผู้วินิจฉัย 14:5,6) ฆ่าชายชาวเมือง 30 คน (ผู้วินิจฉัย 14:19) และทำลายเครื่องจองจำที่มือ (ผู้วินิจฉัย 15:14) “พระวิญญาณบริสุทธิ์” ไม่ได้สถิตอยู่กับแซมสันอย่างต่อเนื่อง มาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายบางอย่าง และจากไปเมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ

เห็นได้ว่าการได้รับของประทานอันเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ไม่ใช่

- การรับประกันความรอด

- สิ่งที่จะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต

- พลังเร้นลับที่มีอยู่ในตัว

- สิ่งที่ได้รับจากการมี “ประสบการณ์ส่วนตัว”

เหตุผลเกี่ยวกับของประทานอันเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์ยังคงไม่ชัดเจน ผู้คนยังคงอ้างว่า "ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์" และในสถานประกาศพระกิตติคุณนักเทศน์ยังล่อผู้คนที่คิดจะ “ยอมรับพระเยซู” ด้วย "การได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณ" คำถามคือ "ของประทานใด" เป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะไม่รู้ว่าพวกเขาได้ของประทานใด แซมสันได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณที่จะฆ่าสิงห์โต (ผู้วินิจฉัย 14:5,6) ในขณะที่เขาเผชิญหน้ากับสิงห์โตที่คำรามอยู่ เขาจะต้องรู้แน่ว่าพระวิญญาณสถิตอยู่กับเขาเพื่ออะไร ความจริงข้อนี้จะตรงข้ามกับผู้คนในยุคนี้ที่อ้างว่าได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์แต่ไม่สามารถกระทำการพิเศษใด หรือแม้แต่จะรู้ว่าตนเองมีของประทานใด

เหตุผลสำหรับของประทานในศตวรรษแรก

พระบัญชาสุดท้ายของพระคริสต์คือ ให้สาวกออกไปทั่วโลกประกาศข่าวประเสริฐ (มาระโก 16:15,16) พวกเขาทำตามโดยยึดเรื่องการสิ้นพระชนม์และฟื้นคืนพระชนม์เป็นเรื่องแรกของการประกาศ แต่ในขณะนั้นยังไม่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่อย่างที่เราทราบ พวกเขายืนประกาศเรื่องเยซูแห่งนาซาเร็ธที่ตลาดและวิหารซึ่งเป็นเรื่องที่ฟังดูประหลาด เพราะเป็นเรื่องช่างไม้ชาวอิสราเอลที่ดีสมบูรณ์แบบ ซึ่งตายและฟื้นคืนชีพตามคำพยากรณ์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม และเป็นชายที่ขอให้พวกเขารับศีลบัพติศมาและทำตามแบบอย่างที่เขาวางไว้

ในยุคนั้น มีคนที่พยายามจะสร้างลัทธิของตนขึ้นมาเช่นกัน จึงต้องมีวิธีการที่จะประกาศให้โลกรู้ว่าสิ่งที่คริสเตียนประกาศเป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้า ไม่ใช่ปรัชญาของกลุ่มชาวประมงทางเหนือของอิสราเอล

ในยุคนี้ เราใช้พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ซึ่งบันทึกงานและหลักคำสอนของพระเยซูเพื่อพิสูจน์ว่าข่าวประเสริฐที่เราประกาศมาจากพระเจ้า ในยุคที่ยังไม่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ พระเจ้าทรงอนุญาตให้ผู้ประกาศข่าวประเสริฐใช้พระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อยืนยันความจริงในสิ่งที่พวกเขาประกาศ นี่คือ เหตุผลเฉพาะของการใช้ของประทานในสายตาของโลก การไม่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ทำให้ความเชื่อของผู้เชื่อใหม่เติบโตได้ยาก ปัญหามากมายที่พวกเขาเผชิญหน้าจะไม่มีข้อยุติที่ชัดเจน และจะมีแนวทางเพียงเล็กน้อย ที่จะนำพวกเขาให้เติบโตในความเชื่อในพระคริสต์ ดังนั้น พระวิญญาณบริสุทธิ์จึงถูกประทานเพื่อนำทางผู้เชื่อในสมัยก่อนผ่านสารที่ดลใจ จนถึงยุคที่มีพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่บันทึกและเผยแพร่สารและคำสอนของพระเยซู

เหตุผลของการประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงอธิบายได้ไม่ยาก

- "ครั้นพระองค์ (พระเยซู) เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูง (สวรรค์) พระองค์…ประทาน (พระวิญญาณ) ของประทานแก่มนุษย์…เพื่อเตรียมธรรมิกชนให้เป็นคนที่จะรับใช้เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น" เช่น ผู้ที่เชื่อ (เอเฟซัส 4:8,12)

- เปาโลเขียนจดหมายถึงผู้ที่เชื่อที่อยู่ที่โรม "ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้พบท่านทั้งหลาย เพื่อจะได้นำของประทานฝ่ายวิญญาณมาให้แก่ท่านบ้างเพื่อเสริมกำลังท่านทั้งหลาย" (โรม 1:11)

ในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ของประทานเพื่อยืนยันการประกาศข่าวประเสริฐ เราอ่านพบว่า

- "ข่าวประเสริฐของเราที่มาถึงท่านมิใช่มาด้วยถ้อยคำเท่านั้น แต่ด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยความไว้ใจอันเต็มเปี่ยม" ผ่านการอัศจรรย์ต่างๆ (1 เธสะโลนิกา 1:5; 1 โครินธ์ 1:5,6)

- เปาโลกล่าวถึง "สิ่งซึ่งพระคริสต์ได้ทรงกระทำโดยทรงใช้ข้าพเจ้าทางคำสอนและกิจการ เพื่อจะให้คนต่างชาติเชื่อฟัง คือด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งหมายสำคัญและการอัศจรรย์ ในฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์" (โรม 15:18-19)

- ในส่วนที่เกี่ยวกับผู้ประกาศข่าวประเสริฐ เราอ่านพบว่า "ทั้งนี้พระเจ้าก็ทรงเป็นพยานด้วย โดยทรงแสดงหมายสำคัญและการอัศจรรย์และโดยการอิทธิฤทธิ์ต่างๆ…และโดยของประทานจากพระวิญญาณบริสุทธิ์" (ฮีบรู 2:4)

- การประกาศข่าวประเสริฐที่ไซปรัสได้รับการสนับสนุนจากการอิทธิฤทธิ์ "ครั้นผู้ว่าราชการเมืองได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นจึงเชื่อถือ และอัศจรรย์ใจด้วยพระดำรัสสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (กิจการของอัครทูต 13:12)

การอิทธิฤทธิ์ที่เกิดขึ้นทำให้เขาเชื่อพระดำรัสสอน ที่เมืองอิโคเนียม "องค์พระผู้เป็นเจ้า…ได้ทรงรับรองคำแห่งพระคุณของพระองค์ โดยทรงโปรดให้ท่านทั้งสองทำหมายสำคัญและการอัศจรรย์ได้" (กิจการของอัครทูต 14:3)

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเนื่องจากสาวกทำตามพระบัญชาในการประกาศข่าวประเสริฐ
"พวกสาวกเหล่านั้นจึงออกไปเทศนาสั่งสอนทุกแห่งทุกตำบล และพระเป็นเจ้าทรงร่วมงานกับเขา และทรงสนับสนุนคำสอนของเขาโดยหมายสำคัญที่ประกอบนั้น" (มาระโก 16:20)

สิ่งพิเศษในเวลาพิเศษ

ของประทานฝ่ายวิญญาณถูกประทานให้เพื่อกระทำสิ่งพิเศษในเวลาพิเศษ ซึ่งหมายความว่าการกล่าวอ้างว่าการได้รับของประทานเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเราไปตลอดชีวิตเป็นการกล่าวอ้างที่ผิด สาวกซึ่งรวมถึงเปโตรต่างก็ "ก็ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์" ในงานฉลองเทศกาลเพนเทคอสต์ หลังจากที่พระเยซูทรงเสด็จสู่สวรรค์ (กิจการของอัครทูต 2:4) และสามารถที่จะพูดภาษาต่างชาติเพื่อที่จะประกาศพระกิตติคุณได้ในวิธีที่ตื่นใจ เมื่อผู้ครอบครองกับพวกผู้ใหญ่พยายามที่จะหยุดยั้งพวกเขา "เปโตร ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์” จึงสามารถตอบพวกเขาได้ (กิจการของอัครทูต 4:8) เมื่อพวกเขาถูกปลดปล่อยจากเรือนจำ พวกเขาได้รับของประทานที่จะประกาศข่าวประเสริฐต่อไป "คนเหล่านั้นประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ได้กล่าวพระวจนะของพระเจ้าด้วยใจกล้าหาญ" (กิจการของอัครทูต 4:31)

ผู้ที่อ่านด้วยความระมัดระวังจะเห็นว่า พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ว่า "คนเหล่านั้นซึ่งประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่แล้ว" พวกเขาได้รับวิญญาณเพื่อกระทำบางสิ่งโดยเฉพาะ แต่จะต้องได้รับการเติมอีกครั้งเพื่อบรรลุเป้าหมายต่อไปของพระเจ้า เปาโลก็เช่นเดียวกัน "ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์" เมื่อท่านรับศีลบัพติศมา แต่หลายปีต่อมาท่านต้อง” ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์" อีกครั้งเพื่อที่จะลงโทษชายที่กระทำการชั่วร้ายให้กลายเป็นชายตาบอด" (กิจการของอัครทูต 9:17;13:9)

เมื่อกล่าวถึงของประทานอันทรงอิทธิฤทธิ์ เปาโลเขียนไว้ว่าผู้ที่เชื่อสมัยแรกๆ ได้รับของประทานฝ่ายวิญญาณ “ตามขนาดที่พระคริสต์ประทานให้" (เอเฟซัส 4:7) คำว่า "ขนาด" ในภาษากรีก แปลว่า "สัดส่วนหรือระดับที่จำกัด" มีเพียงพระเยซูเท่านั้นที่มีของประทานโดยไม่มีขีดจำกัด และทรงใช้ได้ตามที่พระองค์ทรงพอพระทัย" (ยอห์น 3:34)

เราจะกล่าวถึงของประทานฝ่ายวิญญาณซึ่งถูกกล่าวอ้างในฐานะที่ถูกครอบครองในศตวรรษแรก

ของประทานฝ่ายวิญญาณในศตวรรษแรก

คำพยากรณ์

คำว่า "ผู้เผยพระวจนะ" ในภาษากรีกแปลว่า คนที่เปิดเผยพระวจนะของพระเจ้า หมายถึง คนที่ได้รับการดลใจให้พูดพระวจนะของพระเจ้า ซึ่งหลายครั้งหมายถึงการพูดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย (ดู 2 เปโตร 1:19-21) คำว่า "ผู้เผยพระวจนะ" ผู้ที่ได้ของประทานในการพยากรณ์ “มาจากเยรูซาเล็ม จะเดินทางไปที่
อันติโอก ในจำนวนนั้นมีคนหนึ่งที่ชื่ออากาบัส ได้ลุกขึ้นแสดงโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ว่าจะบังเกิดการกันดารอาหารมากยิ่งทั่วแผ่นดินโลก และได้บังเกิดขึ้นในรัชสมัยจักรพรรดิคลาวดิอัส พวกสาวกทุกคนจึงตกลงใจว่า จะเรี่ยไรกันตามกำลัง ฝากไปช่วยบรรเทาทุกข์พวกพี่น้องที่อยู่ในแคว้นยูเดีย” (กิจการของอัครทูต 11:27-29) คำพยากรณ์ที่เกิดขึ้นจริงภายในไม่กี่ปีเช่นนั้น ไม่ค่อยเกิดขึ้นในท่ามกลางผู้ที่กล่าวอ้างว่าได้รับของประทานในการพยากรณ์ที่แม่นยำจริงๆ อันที่จริงมีเพียงคริสตจักรในยุคแรกที่ได้ของประทานด้านนี้จริงๆ และได้สละเวลาและเงินทองเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากตามที่ผู้เผยพระวจนะได้เผยไว้ คริสตจักรบางแห่งในปัจจุบันที่เชื่อว่า "ได้รับพระวิญญาณ" เป็นคริสตจักรที่เหมือนคริสตจักรยุคแรก

การรักษาโรค

พวกสาวกประกาศข่าวประเสริฐ (พระกิตติคุณ) ของแผ่นดินของพระเจ้าบนแผ่นดินโลก และเป็นการเหมาะสมที่พวกเขาจะยืนยันข่าวประเสริฐของตนโดยการทำการอัศจรรย์ซึ่งจะทำให้เห็นภาพว่าเวลาที่จะมาถึงจะเป็นเช่นเมื่อ "นัยน์ตาของคนตาบอดจะเปิดออก แล้วหูของคนหูหนวกจะเบิก แล้วคนง่อยจะกระโดด" (อิสยาห์ 35:5,6) สภาพของแผ่นดินของพระเจ้าดูเพิ่มเติมได้ในบทเรียนที่ 5 เมื่อแผ่นดินของพระเจ้าถูกสร้างขึ้นบนแผ่นดินโลก คำสัญญาดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นเพียงครึ่ง และจะไม่มีข้อสงสัยใดๆ ว่าแผ่นดินของพระเจ้าตั้งอยู่จริงหรือไม่ การยื่นยันของพระเจ้าเรื่องข่าวประเสริฐเกี่ยวกับแผ่นดินของพระองค์ไม่ใช่สิ่งที่จะปฏิเสธได้ การรักษาโรคอย่างอัศจรรย์ซึ่งกระทำโดยผู้ที่เชื่อในยุคแรกๆ จึงปรากฏต่อสายตาของประชาชนทั่วไป

ตัวอย่างได้แก่การที่เปโตรรักษาคนง่อยที่ถูกหามมาวางไว้ที่ประตูวิหารทุกเช้า กิจการของอัครทูต 3:2 กล่าวว่าคนง่อยถูกหามมาวางไว้ทุกวัน เขาจึงเป็นภาพที่คุ้นตา เมื่อเปโตรรักษาเขาให้หายด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ "เขาจึงกระโดดขึ้นยืนและเดินเข้าไปในพระวิหารด้วยกันกับเปโตรและยอห์น เดินเต้นโลดสรรเสริญพระเจ้าไป คนทั้งปวงเห็นเขาเดินและสรรเสริญพระเจ้า จึงรู้ว่าเป็นคนนั้นซึ่งนั่งขอทานอยู่ที่ประตูงามแห่งพระวิหาร เขาจึงพากันมีความประหลาดและอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแก่คนนั้น เมื่อคนง่อยที่หายนั้นยังยึดเปโตรและยอห์นอยู่ ฝูงคนก็วิ่งไปหาท่านที่เฉลียงพระวิหารซึ่งเรียกว่า เฉลียงของซาโลมอนด้วยความอัศจรรย์ใจยิ่งนัก" (กิจการของอัครทูต 3:7-11)

เปโตรจึงถือโอกาสนั้นประกาศเรื่องการฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ ด้วยเหตุการณ์ที่คนง่อยเดินได้ซึ่งเป็นพยานหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้และไร้ข้อกังขา เรามั่นใจได้เลยว่าประชาชนต้องยอมรับคำพูดของเปโตรว่าเป็นคำพูดของพระเจ้า ประตูพระวิหาร "ในเวลาอธิษฐาน" (กิจการของอัครทูต 3:1) จะต้องแน่นขนัดไปด้วยผู้คน พอๆ กับแหล่งช้อปปิ้งในเช้าวันเสาร์ สถานที่อย่างนี้แหละที่พระเจ้าทรงเลือกที่จะยืนยันการประกาศข่าวประเสริฐด้วยการอัศจรรย์ ในทำนองเดียวกัน กิจการของอัครทูต 5:12 เขียนไว้ว่า "มีหมายสำคัญและการอัศจรรย์หลายอย่างซึ่งอัครทูตได้ทำด้วยมือของตนในหมู่ประชาชน" พวกเพนเทคอสต์ที่อ้างว่ารักษาโรคได้ มักจะเกี่ยวพันกับสิ่งที่เกิดขึ้นในคริสตจักรลับๆ มากกว่าในคริสตจักรที่เป็นที่รู้จัก และมักจะกระตุ้น “ผู้ที่เชื่อแล้ว” มากกว่าประชาชนทั่วไปให้คาดหวังการเกิด “การอัศจรรย์”

พูดได้ว่านักเขียนปัจจุบันมีประสบการณ์มากพอในการพูดคุยประเด็นนี้กับผู้ที่อ้างตัวว่าประกอบด้วยพระวิญญาณ และเห็นการอ้างว่าประกอบด้วยพระวิญญาณอีกด้วย แต่จากการได้เห็น "การรักษา" ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้มาหลายครั้ง และเป็นการรักษาที่อาการป่วยหายไปบางส่วน สมาชิกของคริสตจักรเหล่านี้ยอมรับว่าการรักษายังคงดำเนินต่อไป หลายครั้งที่ข้าพเจ้าได้แสดงความปรารถนาดีต่อเพื่อนที่เป็นเพนเทคอสต์ว่า "ไม่ใช่ว่าผมไม่เต็มใจที่จะเชื่อว่าคุณจะมีฤทธิ์เดชยิ่งใหญ่นี้ แต่พระเจ้ามักจะสำแดงให้เราเห็นอย่างชัดเจนเสมอว่าใครที่มีและใครที่ไม่มีฤทธิ์เดชของพระองค์ จึงเป็นการมีเหตุผลพอสมควรที่ผมจะขอให้คุณแสดงให้ผมเห็นความจริง เพื่อว่าผมจะยอมรับคำสอนของคุณได้มากขึ้น เพราะในปัจจุบันผมคิดว่ามันไม่สอดคล้องกับพระคัมภีร์" แต่ผมก็ไม่เคยได้เห็น "การแสดงถึงการประกอบด้วยพระวิญญาณหรือฤทธิ์เดช" เลย

ตรงกันข้ามกับทัศนคติของข้าพเจ้า พวกยิวออร์ธอด็อกซ์ในศตวรรษแรกปิดกั้นความคิดเรื่องความเป็นไปได้ที่คริสเตียนจะประกอบด้วยของประทานฝ่ายวิญญาณ แต่พวกเขาก็ยอมรับว่า "ชายผู้นี้ทำสิ่งที่เป็นหมายสำคัญหลายประการ" (ยอห์น 11:47) และ "เขาได้กระทำหมายสำคัญอันเด่น คนทั้งปวงที่อยู่ในกรุงเยรูซาเล็มรู้กันแล้ว และเราปฏิเสธไม่ได้" (กิจการของอัครทูต 4:16) ผู้ที่ได้ยินพวกสาวกพูดภาษาแปลกๆ ต่างก็พากัน "ฉงนสนเท่ห์" (กิจการของอัครทูต 2:6) ทุกวันนี้ไม่มีใครฉงนสนเท่ห์กันแล้วกับการพูดไร้สาระของพวกเพนเทคอสต์ ความจริงที่ว่าผู้คนพากันทิ้ง “ลัทธิเพนเทคอสต์” ในยุคนี้ บอกให้รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถกระทำการอัศจรรย์ได้จริงๆ ถ้าการอัศจรรย์เพียงอย่างเดียวสามารถเป็นที่เลืองลือไปทั่วกรุงเยรูซาเล็มแล้ว จะไม่เป็นการมีเหตุผลที่ดีหรือที่จะลองคิดว่า ถ้ามีการอัศจรรย์จริงเกิดขึ้นที่จตุรัสทราฟัลการ์ในลอนดอน หรือทันยาฮารูรูปาร์คในไนโรบีแล้ว โลกทั้งใบจะต้องตระหนักว่าของประทานฝ่ายวิญญาณยังคงมีอยู่ในปัจจุบัน

“การรักษาโรค" ของพวกเพนเทคอสต์เป็นเรื่องของอารมณ์และจิตวิทยามากกว่าการอัศจรรย์ที่กระทำโดยพระวิญญาณของพระเจ้า ส่วนเปโตรใช้ของประทานในการรักษาผู้คนที่ถูกหามมาไว้ที่ถนน (กิจการของอัครทูต 5:15) ผู้ว่าราชการเมืองได้เห็นการอัศจรรย์ที่เปาโลกระทำ (กิจการของอัครทูต 13:12,13) ผู้คนที่เมือง
ลิสตราก็ได้เห็นเช่นกัน (กิจการของอัครทูต 14:4-13) สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นตามพระประสงค์และเกิดขึ้นท่ามกลางฝูงชน ไม่มีคำอธิบายอื่นใดนอกจากการยอมรับว่าฤทธิ์เดชของพระเจ้าถูกสำแดงโดยผู้รับใช้ของพระเจ้า การที่พระคริสต์ทรงรักษาโรคก็ให้ผลเช่นนี้เช่นกัน "คนทั้งปวงก็ประหลาดใจนัก จึงสรรเสริญพระเจ้าว่า "เราไม่เคยเห็นเช่นนี้เลย" (มาระโก 2:12)

ภาษา

สาวกซึ่งบางคนเป็นเพียงชาวประมงได้รับมอบหมายให้ทำพันธกิจยิ่งใหญ่ในการออกไปประกาศข่าวประเสริฐทั่วโลก (มาระโก 16:15,16) บางทีปฏิกิริยาแรกที่พวกเขามีก็คือ "แต่เราพูดภาษาต่างชาติไม่ได้" พวกเขาไม่ได้อยู่ในกรณี "เราไม่เก่งภาษาตอนเราเป็นนักเรียน" ด้วยซ้ำไป เพราะพวกเขาไม่ได้รับการศึกษา "ท่านทั้งสองขาดการศึกษาและเป็นคนสามัญ" (กิจการของอัครทูต 4:13) และแม้แต่ในกรณีของผู้ที่มีการศึกษา (เช่นเปาโล) ภาษาก็ยังเป็นอุปสรรคอยู่ดี เมื่อมีการรับเชื่อเกิดขึ้น การที่พวกเขาต้องพึ่งพากันเพื่อการสั่งสอนเทศนา (ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่) หมายความว่าการไม่เข้าใจภาษาของกันและกันเป็นปัญหาที่ใหญ่โขอยู่

ดังนั้นเพื่อที่จะเอาชนะอุปสรรคนี้ พวกเขาจึงได้รับของประทานในการพูดและเข้าใจภาษาต่างๆ เห็นได้ชัดว่ามีความขัดแย้งระหว่างมุมมองของ “ภาษาแปลกๆ” และมุมมองของคริสเตียน "เกิดใหม่" มากมายที่อธิบายเสียงแปลกๆ ที่พวกเขาทำว่าเป็น "ภาษาแปลกๆ" แต่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์แล้ว ความหมายของคำว่า
"ภาษาแปลกๆ" คือ "ภาษาต่างชาติ"

ในวันเทศกาลเพนเทคอสต์ของชาวยิวหลังจากที่พระเยซูทรงเสด็จสู่สวรรค์ไม่นาน พวกสาวก "ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ เขาจึงพากันมา (การทำการอัศจรรย์ในที่สาธารณะ) และฉงนสนเท่ห์ เพราะต่างคนต่างได้ยินเขาพูดภาษาของตัว คนทั้งปวงจึงประหลาดและอัศจรรย์ใจ พูดว่า "ดูแน่ะคนทั้งหลายที่พูดกันนั้นเป็นชาวกาลิลีทุกคนไม่ใช่หรือ เหตุไฉนเราทุกคนได้ยินเขาพูดภาษาของบ้านเกิดเมืองนอนของเรา เช่น ชาวปาร์เชียและมีเดีย…เราทั้งหลายต่างก็ได้ยินคนเหล่านี้กล่าวถึงมหกิจของพระเจ้าตามภาษาของเราเอง…เขาทั้งหลายจึงอัศจรรย์ใจและฉงนสนเท่ห์" (กิจการของอัครทูต 2:4-12) การย้ำเน้นถึงความฉงนสนเท่ห์และอัศจรรย์ใจของผู้คนคงจะไม่จำเป็นหากพวกเขาได้ยินแค่คำพูดไม่ได้ศัพท์ของพวกที่อ้างว่าได้รับของประทานในยุคนี้ ซึ่งน่าจะทำให้เกิดการเมินเฉยมากกว่าความอัศจรรย์ใจและเชื่อถืออันเกิดจากความเข้าใจในคำพูดที่ปรากฏในกิจการของอัครทูต 2

นอกจากความหมายที่เหมือนกันของ "ภาษาแปลกๆ" และ "ภาษาต่างๆ ในกิจการของอัครทูต 2:4-11 "ภาษาแปลกๆ" ยังถูกใช้หมายความว่า "ภาษาต่างๆ" ในอีกหลายแห่งในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ในพระธรรมวิวรณ์ คำว่า "คน เผ่าพันธุ์ ภาษา" ถูกใช้ถึง 5 ครั้งเพื่ออธิบายคำว่าประชาชาติในโลก (วิวรณ์ 7:9,10:11;11:9;13:7;17:15) คำว่า "ภาษาแปลกๆ" ในภาษากรีกปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมฉบับภาษากรีก (เรียกว่า Septuagint) มีความหมายว่า ภาษาต่างๆ (ปฐมกาล10:5; เฉลยธรรมบัญญัติ 28:49; ดาเนียล 1:4)

1 โครินธ์ 14 กล่าวถึงพระบัญชาในการใช้ของประทานของการพูดภาษาแปลกๆ ข้อ 21 อ้างถึง อิสยาห์ 28:11 เกี่ยวกับของประทานนี้ที่จะถูกใช้กับชาวยิว "พระองค์จะตรัสกับชนชาตินี้โดยต่างภาษาและด้วยปากของคนต่างด้าว" ในเบื้องต้น พระธรรมข้อนี้หมายถึงผู้ที่รุกรานชนชาติอิสราเอลจะพูดกับชาวยิวด้วยภาษาที่ชาวยิวไม่รู้จัก คำว่าภาษาและปากในที่นี้หมายถึงภาษาต่างชาติ ใน 1 โครินธ์ 14 คำว่า “ภาษาแปลกๆ” หมายถึง ภาษาต่างด้าวเช่นกัน พระธรรมบทนี้เป็น
เปาโลได้รับการดลใจให้เขียนถึงการใช้ของประทานไปในทางที่ไม่ถูกต้องซึ่งเกิดขึ้นในคริสตจักรสมัยแรก และทำให้เกิดความเข้าใจอันถ่องแท้เกี่ยวกับธรรมชาติของของประทานในการพยากรณ์และการพูดภาษาต่างๆ ข้อ 37 เป็นข้อสำคัญที่สรุปความของบทนี้

"ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็นผู้เผยพระวจนะหรืออยู่ฝ่ายวิญญาณ ก็ควรยอมรับว่า ข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้นเป็นพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า"

หากผู้ใดอ้างว่ามีของประทานฝ่ายวิญญาณ เขาจะต้องยอมรับว่าพระบัญชาเกี่ยวกับการใช้ของประทานได้รับการดลใจจากพระเจ้า ผู้ที่ไม่เชื่อฟังพระบัญชาเป็นคนที่ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าพวกเขาเห็นว่าถูกต้องแล้วที่จะขัดพระบัญชาที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้า ข้อ 11-17 เขียนไว้ว่า

"แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่เข้าใจเนื้อความของภาษานั้นๆ ข้าพเจ้าจะเป็นคนต่างภาษากับคนที่พูด และคนที่พูดนั้นจะเป็นคนต่างภาษากับข้าพเจ้าด้วย

เหตุฉะนั้นเมื่อท่านทั้งหลายกำลังร้อนใจแสวงหาของประทานฝ่ายวิญญาณแล้ว ก็จงอุตส่าห์กระทำตัวของท่านให้สามารถที่จะทำให้คริสตจักรจำเริญขึ้น

เหตุฉะนั้นคนที่พูดภาษาแปลกๆ ได้นั้น ควรจะอธิษฐานขอให้แปลได้ด้วย

เพราะถ้าข้าพเจ้าอธิษฐานเป็นภาษาแปลกๆ ใจของข้าพเจ้าอธิษฐานก็จริง แต่ความคิดก็ไม่เป็นประโยชน์

ถ้าเช่นนั้นข้าพเจ้าควรจะทำประการใด ข้าพเจ้าจะอธิษฐานด้วยใจและด้วยความคิด และจะร้องเพลงด้วยใจและด้วยความคิด

มิฉะนั้นเมื่อท่านขอบพระคุณพระเจ้าด้วยใจแล้ว คนที่อยู่ในพวกที่รู้ไม่ถึงจะว่า "อาเมน" เมื่อท่านโมทนาพระคุณอย่างไรได้ ในเมื่อเขาไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูด

แม้ท่านโมทนาพระคุณอย่างไรก็ตาม แต่คนอื่นนั้นจะไม่จำเริญขึ้น"

การพูดภาษาที่คนที่อยู่ในที่ประชุมไม่เข้าใจ ก็ไร้ประโยชน์ ผู้คนจะกล่าว "อาเมน" อย่างจริงใจได้อย่างไร ถ้าการอธิษฐานนั้นประกอบด้วยถ้อยคำที่พวกเขาไม่เข้าใจ คำว่า "อาเมน" แปลว่า "ขอให้เป็นไปตามนั้น" หรือ "เห็นด้วยกับคำอธิษฐาน" การพูดภาษาที่พี่น้องของท่านไม่เข้าใจไม่ทำให้พวกเขาจำเริญขึ้น ปอลเขียนไว้ว่า

ข้อ 19

"แต่ว่าในคริสตจักร ข้าพเจ้าพอใจที่จะพูดสักห้าคำด้วยความคิด เพื่อเป็นคติแก่คนอื่น ดีกว่าที่จะพูดหมื่นคำเป็นภาษาแปลกๆ"

เรื่องนี้เข้าใจได้ง่ายว่า ประโยคสั้นๆ เกี่ยวกับพระคริสต์ที่ใช้ภาษาของเราดีกว่าคำเทศนาเป็นชั่วโมงในภาษาต่างชาติหรือ “ที่เราไม่เข้าใจ”

ข้อ 22

"เหตุฉะนั้น การพูดภาษาแปลกๆ จึงไม่เป็นนิมิตแก่คนที่เชื่อ แต่เป็นนิมิตแก่คนที่ไม่เชื่อ แต่การเผยพระวจนะนั้น ไม่ใช่สำหรับคนที่ไม่เชื่อ แต่สำหรับคนที่เชื่อแล้ว"

การพูดภาษาแปลกๆ จึงใช้สำหรับการประกาศพระกิตติคุณ แต่ทุกวันนี้ การอ้างว่าพูด "ภาษาแปลกๆ" ได้ มักจะเกิดกับ “คนที่เชื่อ” เวลาที่เขาอยู่คนเดียวและเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล มีตัวอย่างของผู้คนเหล่านั้นที่สามารถพูดภาษาในภาษาต่างชาติได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจเพื่อประกาษข่าวประเสริฐ ในช่วงต้นทศวรรษ 90 ประตูแห่งการประกาศข่าวประเสริฐเปิดกว้างในยุโรปตะวันออก แต่คริสตจักรที่ทำการประกาศศาสนาต้องแจกจ่ายเอกสารเป็นภาษาอังกฤษ พวกเขาต้องใช้ของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ แน่นอนถ้าพวกเขาได้รับของประทานดังกล่าว

ข้อ 23

"เหตุฉะนั้น ถ้าคริสตจักรมีการประชุมแล้ว คนทั้งปวงต่างก็พูดภาษาแปลกๆ และมีคนที่รู้ไม่ถึง หรือคนที่ไม่เชื่อเข้ามา เขาจะมิเห็นไปว่า ท่านทั้งหลายคลั่งไปแล้วหรือ"

ซึ่งตรงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ชาวมุสลิมและพวกนอกรีตเยาะหยันพฤติกรรมประหลาดของพวกที่อ้างว่ามีของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ ทั่วทั้งแอฟริกาตะวันตก แม้แต่คริสเตียนระดับหัวหน้าที่ไปร่วมประชุมกับพวกเพนเทคอสต์ก็จะต้องคิดว่าพวกเขาบ้าคลั่งไปแล้ว

ข้อ 27

"ถ้าผู้ใดจากพูดภาษาแปลกๆ จงให้พูดเพียงสองคนหรืออย่างมากที่สุดก็สามคนและให้พูดทีละคน และให้อีกคนหนึ่งแปล"

ในการประชุมนมัสการหนึ่งๆ ควรมีการพูดภาษาแปลกๆ เพียง 2-3 คน ไม่น่าจะมีการพูดภาษาแปลกๆ มากกว่า 3 ภาษาในหมู่ผู้ที่มาประชุม การประชุมนั้นจะต้องขาดตอน หากประโยคที่พูดออกมาต้องถูกแปลความมากกว่า 2 ครั้ง ถ้าในการเทศนาที่เซ็นทรัลลอนดอน โดยมีชาวอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมัน มาฟัง สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากมีการใช้ของประทานในการพูดภาษาแปลกๆ คือ

ศิษยาภิบาล: กู๊ดอีฟนิ่ง

คนพูดคนแรก: บองซัวร์ (ฝรั่งเศส)

คนพูดคนที่สอง: กูเท่น อเบนท์ (เยอรมัน)

โดยธรรมชาติแล้วพวกเขาจะต้องพูด “ทีละคน” ความสับสนอาจเกิดขึ้นจากการพูดในเวลาเดียวกัน แต่เนื่องจากธรรมชาติทางอารมณ์ของ "การพูดภาษาแปลกๆ" ในปัจจุบัน คือการที่คนพูดภาษาแปลกๆ พูดพร้อมๆ กัน ข้าพเจ้าเคยสังเกตว่าเมื่อคนหนึ่งเริ่มพูด คนอื่นๆ ก็จะได้รับอิทธิพลให้พูดเช่นเดียวกัน

การพูดภาษาแปลกๆ มักจะถูกใช้พร้อมกับการเผยพระวจนะเพื่อว่าข้อความที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าจะถูกเปิดเผย (โดยของประทานในการเผยพระวจนะ) เราสามารถดูตัวอย่างได้ในกิจการของอัครทูต 19:6 ถ้าการประชุมในลอนดอนที่มีชาวอังกฤษและฝรั่งเศส มาร่วม แล้วผู้พูดพูดด้วยภาษาฝรั่งเศส ชาวอังกฤษในที่ประชุมก็จะไม่ "จำเริญขึ้น" ดังนั้นของประทานในการแปลก็ควรจะมีอยู่ในการประชุมนั้นด้วย เพื่อให้ทุกคนฟังเข้าใจ ในตัวอย่างของเรา คือการแปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นอังกฤษ ถ้าผู้ฟังถามผู้พูดด้วยภาษาฝรั่งเศส ผู้พูดก็จะไม่สามารถเข้าใจได้ ถ้าไม่มีคนช่วยแปล แม้ว่าเขาจะมีของประทานในการพูดภาษาฝรั่งเศส ดังนั้นการมีของประทานในการแปลจึงจำเป็นในกรณีนี้ด้วย

ถ้าไม่มีของประทานในการแปลในกรณีที่ต้องมี ก็ไม่ควรมีการใช้ภาษาแปลกๆ
"…ให้คนหนึ่งแปล แต่ถ้าไม่มีผู้ใดแปลได้ ก็ให้คนเหล่านั้นอยู่เงียบๆ ในที่ประชุม"
(1 โครินธ์ 14:27,28) ความจริงที่ว่าผู้ที่อ้างว่าพูด “ภาษาแปลกๆ” ได้พูด “ภาษาต่างๆ” โดยไม่มีใครเข้าใจ และไม่มีใครแปลได้ เป็นการขัดต่อพระบัญชาข้างต้น

ข้อ 32,33

"วิญญาณของพวกผู้เผยพระวจนะนั้นย่อมอยู่ในบังคับของพวกผู้เผยพระวจนะ เพราะว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าแห่งการวุ่นวาย แต่ทรงเป็นพระเจ้าแห่งสันติสุข ตามที่ปฏิบัติกันอยู่ในคริสตจักรแห่งธรรมิกชนนั้น"

การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ไม่เกี่ยวข้องกับการมีประสบการณ์ที่ทำให้คนๆ หนึ่งหลุดออกจากภาวะปกติ พระวิญญาณอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้ใช้ ไม่ใช่อำนาจที่ควบคุมให้ทำสิ่งที่ไม่อยากทำ เป็นการกล่าวอ้างอย่างผิดๆ ที่ว่า ซาตานหรือ "วิญญาณชั่ว" ครอบงำ “ผู้ที่ไม่ได้รับความรอด” (ดูบทเรียนที่ 6.3) และพระวิญญาณบริสุทธิ์เติมเต็มผู้ที่เชื่อ แต่ฤทธิ์เดชที่กล่าวถึงใน 1 โครินธ์ 14:32 เกี่ยวข้องกับการควบคุมเพื่อจุดประสงค์โดยเฉพาะของผู้ที่ประกอบด้วยพระวิญญาณ ไม่ใช่พลังแห่งความดีที่ต่อสู้กับพลังแห่งความชั่วที่อยู่ในตัวของมนุษย์ นอกจากนี้ ฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่กับสาวกในโอกาสพิเศษเพื่อทำสิ่งพิเศษ ไม่ใช่สถิตอยู่ด้วยอย่างถาวร

ข้อ 34

"จงให้พวกผู้หญิงนั่งเสียในที่ประชุม เพราะเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูด แต่ให้เขาอยู่ใต้บังคับบัญชา เหมือนที่ธรรมบัญญัติสั่งไว้นั้น"

ในบริบทของการใช้ของประทานฝ่ายวิญญาณนี้ เป็นเรื่องปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้หญิงไม่ควรใช้ของประทานในขณะที่มีการประชุมในโบสถ์ เรื่องนี้จะถูกเมินเฉยแน่นอน หากการพูดภาษาแปลกๆ ในปัจจุบันเกิดขึ้นในที่ประชุม และคนในที่ประชุมได้รับอิทธิพลทางอารมณ์ และเริ่มพูดภาษาแปลกๆ บ้าง ไม่ว่าผู้หญิงหรือเด็กก็สามารถเปล่งเสียงแปลกๆ ซึ่งถูกตีความว่าเป็น "ภาษาแปลกๆ" ได้

การที่มีผู้หญิง "พูดภาษาแปลกๆ" หรือ "เผยพระวจนะ" ได้ในคริสตจักร ในยุคปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับพระบัญชาในข้อ 34 นี้ ต่อข้อกล่าวหาว่า เปาโลเป็นพวกเกลียดผู้หญิงนั้น เราหาคำตอบได้จากพระธรรมที่ว่า "ถ้าผู้ใดถือว่าตนเป็นผู้เผยพระวจนะ หรืออยู่ฝ่ายวิญญาณก็ควรยอมรับว่า ข้อความซึ่งข้าพเจ้าเขียนมาถึงท่านนั้น เป็นพระบัญญัติขององค์พระผู้เป็นเจ้า" (1 โครินธ์ 14:37) ไม่ใช้เปาโลโดยส่วนตัว

2.4 การเรียกของประทานกลับคืน

ของประทานมหัศจรรย์ของพระวิญญาณของพระเจ้าจะถูกใช้อีกครั้งโดยผู้ที่เชื่อเพื่อที่จะเปลี่ยนโลกในยุคปัจจุบันเป็นแผ่นดินของพระเจ้า หลังการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ ของประทานนั้นได้ชื่อว่า "ฤทธิ์เดชแห่งยุคที่จะถึง" (ฮีบรู 6:4,5) และโยเอล 2:26-29 อธิบายการเทพระวิญญาณหลังการสำนึกบาปของอิสราเอล การที่พระเจ้าจะทรงประทานของประทานเหล่านี้ให้แก่ผู้ที่เชื่อ เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาเป็นข้อพิสูจน์ที่เพียงพอที่จะบอกว่าไม่มีใครมีของประทานเหล่านี้ในปัจจุบัน คริสเตียนที่เปิดกว้างกับพระคัมภีร์และกับเหตุการณ์ของโลกยุคนี้ จะเห็นได้ว่าพระผู้เป็นเจ้าจะกลับมาในไม่ช้านี้ (ดูภาคผนวก 3)

คำพยากรณ์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เขียนไว้ชัดเจนว่า มีการให้ของประทานในศตวรรษแรกและในการกลับมาครั้งที่ 2 ของประทานจะถูกเรียกกลับคืน

"แม้การเผยพระวจนะก็จะเสื่อมสูญไป แม้การพูดภาษาแปลกๆ นั้นก็จะมีเวลาเลิกกัน แม้วิชาความรู้ก็จะเสื่อมสูญไป เพราะความรู้ของเรานั้นไม่สมบูรณ์ และการเผยพระวจนะนั้นก็ไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อความสมบูรณ์มาถึงแล้ว ความบกพร่องนั้นก็จะสูญไป"
(1 โครินธ์ 13:8-10) ของประทานนั้นเป็น "สิ่งชั่วคราว" (G.N.B.)

ของประทานที่มีในศตวรรษแรกจะถูกเรียกคืน "เมื่อความสมบูรณ์มาถึงแล้ว" ในเวลานั้นของประทานจะถูกมอบให้อีกครั้ง จึงไม่ใช่การกลับมาอีกครั้งของพระคริสต์ คำว่า "สมบูรณ์" ในภาษากรีกหมายความว่า "สิ่งที่เต็มเปี่ยมหรือครบถ้วน" แต่ไม่ได้หมายความว่าไร้ความบาป

ความสมบูรณ์นี้จะมาแทนที่ความรู้ที่คริสเตียนในยุคแรกมีอยู่เพียงบางส่วนอันเนื่องมาจากการมีของประทานในการพยากรณ์ พึงระลึกว่าการเผยพระวจนะคือการพูดตามการดลใจของพระเจ้า การบันทึกคำพูดดังกล่าวทำให้เกิดพระคริสตธรรมคัมภีร์

ในศตวรรษแรก ผู้ที่เชื่อมักจะรู้เพียงบางส่วนของพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ เขาอาจจะได้ยินการเผยพระวจนะจากผู้ใหญ่ในคริสตจักร อาจจะรู้เค้าโครงชีวิตของพระเยซู และอาจจะได้ฟังใครอ่านจดหมายสักสองสามฉบับของเปาโล แต่เมื่อการบันทึกถ้อยคำของพระวจนะสิ้นสุดลง ก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปที่จะต้องมีของประทานในการเผยพระวจนะ สิ่งที่สมบูรณ์และมาแทนที่พันธกิจของของพระทานฝ่ายวิญญาณคือพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่

"พระคัมภีร์ทุกตอนได้รับการดลใจจากพระเจ้า และเป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือนว่ากล่าว การปรับปรุงแก้ไขคนให้ดี และการอบรมในทางธรรม เพื่อคนของพระเจ้าจะพรักพร้อมที่จะกระทำการดีทุกอย่าง" (2 ทิโมธี 3:16,17)

สิ่งที่สมบูรณ์หรือครบถ้วน คือ "พระคัมภีร์ทุกตอน" เมื่อ "พระคัมภีร์ทุกตอน" ได้รับการดลใจและบันทึกลงไว้แล้ว "ความสมบูรณ์" มาถึงแล้ว และของประทานนั้นก็ถูกเรียกกลับคืน

เอเฟซัส 4:8-14 ไขปริศนานี้ได้เป็นอย่างดี

"ครั้งพระองค์เสด็จขึ้นไปสู่ที่สูง พระองค์…ประทานของประทานแก่มนุษย์…เพื่อเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์ให้จำเริญขึ้น จนกว่าเราทุกคนจะบรรลุถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ และในความรู้ถึงพระบุตรของพระเจ้า จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่…เพื่อเราจะไม่เป็นเด็กอีกต่อไป ถูกซัดไปซัดมาและหันไปเหมาด้วยลมปากแห่งคำสั่งสอนทุกอย่าง"

ของประทานในศตวรรษแรกจะประทานให้จนกว่าเราจะโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่ และใน 2 ทิโมธี 3:16-17 เขียนไว้ว่า "คนของพระเจ้าจะพรักพร้อม" โดยการยอมรับการชี้นำของ "พระคัมภีร์ทุกตอน" โคโลสี 1:28 สอนว่า "การเป็นผู้ใหญ่" เกิดจากการตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเรารู้พระคัมภีร์ทุกตอนแล้วก็จะไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ที่จะยกมาอ้างว่าสับสนกับคำสั่งสอนของคริสตจักรต่างๆ มีพระคริสตธรรมคัมภีร์เพียงหนึ่งเดียว และเพราะ "พระวจนะของพระองค์เป็นความจริง" (ยอห์น 17:17) เมื่อเราศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์เราจะได้พบกับ "ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในความเชื่อ" ซึ่งเป็นความเชื่อที่กล่าวไว้ในเอเฟซัส 4:13 คริสเตียนที่แท้จริงจะมีความเชื่อดังกล่าวและจะ "โตเป็นผู้ใหญ่" หรือพรักพร้อม

เอเฟซัส 4:14 เปรียบการเป็นเด็กฝ่ายวิญญาณกับการอยู่ภายใต้ของประทาน และในส่วนของการเผยพระวจนะว่าของประทานอันททรงอิทธิฤทธิ์จะถูกเรียกคืนไปอย่างไร 1 โครินธ์ 13:11 ก็พูดเช่นเดียวกัน การวุ่นวายอยู่กับการอ้างว่ามีของประทานไม่ใช่อาการของผู้ที่เติบโตทางฝ่ายจิตวิญญาณ เราควรจะก้าวไปในการรู้ซึ้งถึงพระวจนะของพระเจ้า ชื่นชมกับการที่พระเจ้าทรงเผยพระองค์ให้เรารู้จักโดยทางพระวจนะ และเชื่อฟังพระวจนะด้วยใจถ่อม

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook