บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

3.1 พระสัญญาของพระเจ้า

ในบทเรียน เรามาถึงจุดที่เข้าใจอย่างกว้างๆ แล้วว่า พระเจ้าคือใคร และทรงกระทำการต่างๆ อย่างไร เราได้ขจัดความเข้าใจผิดต่างๆ ที่พบบ่อยเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เราจะมาดูสิ่งที่พระเจ้า "ทรงสัญญาไว้แก่คนทั้งหลายที่รักพระองค์"
(ยากอบ 1:12; 2:5) โดยการประพฤติตามบัญญัติของพระองค์ (ยอห์น 14:15)

สิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญาไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมประกอบด้วยความหวังที่แท้จริงของคริสเตียน เมื่อประสบกับความทุกข์ยากลำบากในชีวิต เปาโลกล่าวถึงรางวัลในอนาคตที่ท่านพร้อมจะสละทุกสิ่งเพื่อให้ได้มา "บัดนี้ข้าพระบาทต้องมายืนให้ฝ่าพระบาทพิจารณาพิพากษาก็เนื่องด้วยเรื่องมีความหวังใจในพระสัญญา ซึ่งพระเจ้าได้ตรัสแก่บรรพบุรุษของพวกข้าพระบาทนั้น…เพราะความหวังใจอันนี้…พวกยิวจึงฟ้องข้าพระบาท" (กิจการของอัครทูต 26:6-7) ท่านได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในการประกาศ "ข่าวประเสริฐ พระสัญญาซึ่งทรงประทานแก่บรรพบุรุษของเรา พระเจ้าได้ทรงให้สำเร็จตามนั้น คือในการที่พระองค์ทรงให้พระเยซูกลับคืนพระชนม์” (กิจการของอัครทูต 13:32-33) เปาโลอธิบายว่าความเชื่อในพระสัญญาทำให้เกิดความหวังในเรื่องการฟื้นจากความตาย (กิจการของอัครทูต 26:6-8 เทียบ 23:8) เกิดความรู้เรื่องการเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สองของพระเยซู เพื่อพิพากษาโลก และการมาถึงของแผ่นดินของพระเจ้า (กิจการของอัครทูต 24:25; 28:20,31)

ทั้งหมดนี้ทำลายคำกล่าวหาที่ว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเป็นเพียงประวัติศาสตร์ของอิสราเอลและไม่ได้กล่าวถึงเรื่องชีวิตนิรันดร์ พระเจ้าไม่ได้ตัดสินใจในบัดดลเมื่อ 2000 ปีก่อนว่าจะให้ชีวิตนิรันดร์แก่เราผ่านทางองค์พระเยซู พระประสงค์นั้นมีมาตั้งแต่ต้น

"ด้วยหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร์ ซึ่งพระเจ้าผู้ไม่ทรงมุสาเลย ได้ทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ในเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ ก็ได้ทรงโปรดให้พระวาทะของพระองค์ปรากฏด้วยการประกาศ" (ทิตัส 1:2-3)

"ชีวิตนิรันดร์นั้นได้ดำรงอยู่กับพระบิดาและได้ปรากฏแก่เราทั้งหลาย" (1ยอห์น 1:2)

การที่พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ที่จะให้ชีวิตนิรันดร์แก่ประชากรของพระองค์ตั้งแต่ต้นทำให้ดูเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ที่พระองค์จะทรงนิ่งเฉยอยู่ตลอด 4000 ปีที่ทรงติดต่อกับมนุษย์ตามที่บันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม จริงๆ แล้วในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมเต็มไปด้วยการเผยพระวจนะและพระสัญญาที่ให้รายละเอียดเกี่ยวกับความหวังที่พระเจ้าได้ทรงเตรียมให้ประชากรของพระองค์ ความเข้าใจในพระสัญญาของพระเจ้าต่อบรรพบุรุษชาวยิว จึงสำคัญต่อความรอดของเรามาก จนเปาโล เตือนบรรดาผู้ที่เชื่อที่อยู่ที่เมืองเอเฟซัสว่า ก่อนที่พวกเขาจะรู้เรื่องราวเหล่านี้ พวกเขา "เป็นคนอยู่นอกพระคริสต์ ขาดจากการเป็นพลเมืองอิสราเอล และไม่มีส่วนในบรรดาพันธสัญญาอันมีพระสัญญาประกอบนั้น ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า" (เอเฟซัส 2:12) แม้ว่าพวกเขาจะเคยคิดว่าความเชื่อแบบไม่มีพระเจ้าของพวกเขาเมื่อก่อนนั้นให้ความหวังและความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่บ้าง แต่นี่เป็นเรื่องของการไม่รู้พระสัญญาของพระเจ้าในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม "ไม่มีที่หวัง และอยู่ในโลกปราศจากพระเจ้า" เปาโลให้คำจำกัดความของความหวังของคริสเตียนว่าเป็น "ความหวังใจในพระสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ตรัสแก่บรรพบุรุษ (ชาวยิว) ของพวกข้าพระบาท" (กิจการของอัครทูต 26:6)

น่าเศร้าที่มีคริสตจักรเพียงไม่กี่แห่งที่ย้ำเน้นข้อความตอนนี้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมซึ่งควรจะกระทำ “คริสตศาสนา” กลายเป็นศาสนาที่ตั้งอยู่บนพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ แม้ว่าในสมัยนั้นจะใช้เพียงพระธรรมบางข้อจากพระคริสตธรรมคัมภีร์นั้น พระเยซูทรงเน้นย้ำว่า

"ถ้าเขาไม่ฟังโมเสสและผู้เผยพระวจนะ แม้คนหนึ่งจะเป็นขึ้นมาจากความตาย เขาก็จะยังไม่เชื่อ" (ลูกา 16:31)

บางคนบอกว่าการเชื่อว่าพระเยซูทรงฟื้นคืนพระชนม์ก็เพียงพอแล้ว (เทียบ ลูกา 16:30) แต่พระเยซูตรัสว่าถ้าไม่เข้าใจพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมอย่างถ่องแท้ นี่ก็เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้จริงๆ

พระเยซูทรงชี้ว่าการที่พวกสาวกสูญเสียความเชื่อ หลังจากที่พระองค์ถูกตรึงที่ไม้กางเขน เกิดจากการที่พวกเขาไม่ใส่ใจพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม

"พระองค์ตรัสแก่สองคนนั้นว่า “โอ คนเขลาและมีใจเฉื่อยในการเชื่อบรรดาคำซึ่งพวกผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้นั้น จำเป็นซึ่งพระคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมานอย่างนั้น แล้วเข้าในพระสิริของพระองค์มิใช่หรือ” พระองค์จึงทรงอธิบายพระคัมภีร์ที่เล็งถึงพระองค์ทุกข้อให้เขาฟัง เริ่มต้นตั้งแต่โมเสส และบรรดาผู้เผยพระวจนะ" (ลูกา 24:25-27)

พระองค์ทรงเน้นย้ำว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมทั้งเล่มกล่าวถึงพระองค์อย่างไร ไม่ใช่ว่าพวกสาวกจะไม่เคยได้ยินหรืออ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม แต่พวกเขาไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง และจึงไม่สามารถเชื่ออย่างสนิทใจ การเข้าใจพระวจนะของพระเจ้าอย่างถูกต้องแทนที่จะอ่านรู้เรื่องเพียงอย่างเดียว จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาความเชื่อที่แท้จริง พวกยิวจะเคร่งในการอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม (กิจการของอัครทูต 15:21) แต่เพราะพวกเขาไม่เข้าใจข้อความที่อ้างถึงพระเยซูและข่าวประเสริฐ พวกเขาจึงไม่เชื่ออย่างจริงจัง พระเยซูจึงตรัสกับพวกเขาว่า

"ถ้าท่านทั้งหลายเชื่อโมเสส ท่านทั้งหลายก็คงจะเชื่อเรา เพราะโมเสสได้เขียนกล่าวถึงเรา แต่ถ้าท่านทั้งหลายไม่เชื่อเรื่องที่โมเสสเขียนแล้ว ท่านจะเชื่อถ้อยคำของเราอย่างไรได้" (ยอห์น 5:46-47)

แม้ว่าพวกเขาอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่พวกเขาก็ไม่เห็นข่าวสารที่แท้จริงเกี่ยวกับพระเยซู แม้ว่าพวกเขาจะชอบที่จะได้รับการยืนยันเกี่ยวกับความรอด พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า

"ค้นดูในพระคัมภีร์ (เทียบ กิจการของอัครทูต 17:11) เพราะท่านคิดว่าในนั้นมีชีวิตนิรันดร์ และพระคัมภีร์นั้นเป็นพยานให้แก่เรา" (ยอห์น 5:39)

หลายคนรู้เรื่องราวและคำสอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม แต่เป็นเพียงความรู้ที่พวกเขาได้มาโดยบังเอิญ ข่าวอัศจรรย์เรื่องพระคริสต์และข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้ายังคงเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่เข้าใจ บทเรียนนี้จะแสดงให้เห็นถึงความหมายที่แท้จริงของพระสัญญาหลักๆ ของพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม

- ในสวนเอเดน

- ต่อโนอาห์

- ต่ออับราฮัม

- ต่อดาวิด

เรื่องราวข้างต้นนี้ปรากฏอยู่ในพระธรรมห้าเล่มแรกตั้งแต่ปฐมกาลเรื่อยไปจนถึงเฉลยธรรมบัญญัติ ซึ่งบันทึกไว้โดยโมเสสและผู้เผยพระวจนะในพระคริสตธรรมคัมภีรภาคพันธสัญญาเดิม ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญทั้งหมดของข่าวประเสริฐของคริสเตียน เปาโลอธิบายการประกาศข่าวประเสริฐของตนว่า "ข้าพระบาทไม่พูดเรื่องอื่นนอกจากเรื่องซึ่งบรรดาผู้เผยพระวจนะกับโมเสสได้กล่าวไว้ว่าจะมีขึ้น คือว่าพระคริสต์จะต้องทนทุกข์ทรมานและพระองค์จะทรงแสดงความสว่างแก่ชนอิสราเอลและแก่คนต่างชาติ โดยที่ทรงเป็นผู้แรกซึ่งคืนพระชนม์" (กิจการของอัครทูต 26:22-23) และจนกระทั่งวันสุดท้ายท่านก็ยังคงเทศนาสั่งสอนเรื่องเดิม "ท่านจึงกล่าวแก่เขาตั้งแต่เช้าจนเย็น เป็นพยานถึงแผ่นดินของพระเจ้า…โดยใช้ข้อความจากคัมภีร์ธรรมบัญญัติของโมเสส และจากคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะเป็นหลัก" (กิจการของอัครทูต 28:23)

ความหวังของเปาโล คริสเตียนชั้นเยี่ยม ควรจะเป็นความหวังที่จูงใจเราเช่นกัน ความหวังซึ่งเป็นแสงสว่างแห่งสง่าราศีที่จุดอยู่ที่ปลายทางชีวิตของท่าน ก็ควรเป็นแสงสว่างแห่งสง่าราศีที่จุดอยู่ที่ปลายทางชีวิตของคริสเตียนที่จริงจังทุกคน ด้วยแรงจูงใจเช่นนี้ เราก็สามารถที่จะมา “ค้นดูพระคัมภีร์” กันได้

3.2 พระสัญญาในสวนเอเดน

เรื่องน่าเศร้าของความล้มเหลวของมนุษย์ปรากฏอยู่ในพระธรรมปฐมกาล 3 งูถูกสาปแช่งเพราะอ้างคำพูดของพระเจ้าอย่างผิดๆ และล่อลวงเอวาให้ขัดพระบัญชาของพระเจ้า ชายและหญิงนั้นก็ถูกลงโทษด้วยเหตุแห่งการไม่เชื่อฟัง แต่ความหวังส่องแสงเรืองรองเข้ามา เมื่อพระเจ้าตรัสกับงูนั้นว่า

"เราจะให้เจ้ากับหญิงนี้เป็นศัตรูกัน ทั้งพงศ์พันธุ์ของเจ้าและพงศ์พันธุ์ของเขาด้วย พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก และเจ้าจะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ" (ปฐมกาล 3:15)

เราจะต้องแปลความพระธรรมบทนี้อย่างระมัดระวัง “พงศ์พันธุ์” หมายถึงบุตรหลานหรือผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ “พงศ์พันธุ์” เราจะเห็นในภายหลังว่า “พงศ์พันธุ์” ของอับราฮัมคือพระเยซู (กาลาเทีย 3:16) และถ้าเราอยู่ "ใน" พระเยซู โดยการรับศีลบัพติศมา เราก็เป็นพงศ์พันธุ์เดียวกัน (กาลาเทีย 3:27-29) พงศ์พันธุ์นี้ยังหมายถึงพันธุ์ (1 เปโตร 1:23) ดังนั้น พงศ์พันธุ์ที่แท้จริงจะต้องมีลักษณะของผู้เป็นพ่ออยู่ในตัวด้วย

พงศ์พันธุ์ของงูจึงต้องมีลักษณะที่เหมือนครอบครัวงู คือ

- บิดเบือนพระวจนะของพระเจ้า

- โกหก

- นำคนอื่นให้ทำบาป

เราจะเห็นได้จากบทเรียนที่ 6 ว่า ไม่มีตัวบุคคลที่ลงมือกระทำ แต่ในตัวเรามี

- "ตัวเก่า" ฝ่ายเนื้อหนัง (โรม 6:6)

- "มนุษย์" (1 โครินธ์ 2:14)

- "ตัวเก่า ตามตัณหาอันเป็นที่หลอกลวง" (เอเฟซัส 4:22)

- "มนุษย์เก่ากับปฏิบัติ" (โคโลสี 3:9)

"มนุษย์" ที่ทำบาปนี้ภายในตัวเรา คือ "มาร" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งคือพงศ์พันธุ์ของงู

พงศ์พันธุ์ของหญิงนั้นคือตัวบุคคล "เจ้า (พงศ์พันธุ์ของงู) จะทำให้ส้นเท้าของเขาแตก" (ปฐมกาล 3:15) บุคคลผู้นี้จะตีพงศ์พันธุ์ของงู ความบาป "พงศ์พันธุ์ของหญิงจะทำให้หัวของเจ้าแหลก" การตีหัวงูคือการตีให้งูตาย เพราะสมองของมันอยู่ในหัว คนที่มีความเป็นไปได้สูงสุดที่จะเป็นตัวแทนพงศ์พันธุ์ของหญิงนั้นคือพระเยซู

"พระเยซูคริสต์ผู้ได้ทรงกำจัดความตาย (และฤทธิ์เดชของความบาป-โรม 6:23) ให้สูญสิ้น และได้ทรงกระทำให้ชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้งโดยข่าวประเสริฐ" (2 ทิโมธี 1:10)

"พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาปและเพื่อไถ่บาป พระองค์ในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป" มารในพระคริสตธรรมคัมภีร์ คือพงศ์พันธุ์ของงู (โรม 8:3)

พระเยซู "ได้ทรงปรากฏ เพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดไป" (1 ยอห์น 3:5)

"จงเรียกนามท่านว่าเยซู (แปลว่าผู้ช่วยให้รอด) เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่จะโปรดช่วยชนชาติของท่านให้รอดจากความผิดบาปของเขา" (มัทธิว 1:21)

พระเยซูทรง "ประสูติจากสตรีเพศ" (กาลาเทีย 4:4) โดยเป็นบุตรของนางมารีย์ แม้ว่าพระเจ้าจะเป็นพระบิดาของพระองค์ ในนัยนี้พระองค์ทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของหญิงโดยการทรงให้เป็นไปของพระเจ้า พงศ์พันธุ์ของหญิงจะต้องถูกทำร้ายโดยความบาปเป็นการชั่วคราว พงศ์พันธุ์ของงู "จะทำให้ส้นเท้าของเขาฟกช้ำ" (ปฐมกาล 3:15) การถูกงูกัดที่ส้นเท้าเป็นการได้รับบาดเจ็บชั่วคราว เมื่อเทียบกับการที่งูถูกตีที่หัวซึ่งเป็นการตีถึงตาย การแสดงภาพพจน์หลายประการน่าจะมาจากคำพูดในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เช่น “ตีงูที่หัว” (หยุดบางอย่างอย่างสมบูรณ์) อาจจะมาจากคำพยากรณ์ที่ว่าพระเยซูจะทรงตีงูที่หัว

โทษของความบาปหรือพงศ์พันธุ์ของงู ได้รับการอภัยให้โดยการที่พระเยซูทรงถูกตรึงที่ไม้กางเขน ข้อความที่กล่าวถึงชัยชนะของพระคริสต์เหนือความบาปอยู่ในรูปของอดีตกาล บาดแผลที่ส้นเท้าหมายถึงการสิ้นพระชนม์ของพระเยซูเป็นเวลา 3 วัน การฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์พิสูจน์ให้เห็นว่า บาดแผลนั้นเป็นบาดแผลชั่วคราว เมื่อเทียบกับการตีจนถึงตายที่พระองค์หยิบยื่นให้ความบาป บันทึกทางประวัติศาสตร์บ่งชี้ชัดว่าผู้ที่ถูกตรึงกางเขนจะถูกตอกตะปูทะลุส้นเท้าให้ติดกับไม้กางเขน พระเยซูทรงได้รับบาดแผลที่ส้นเท้าเมื่อพระองค์ทรงสิ้นพระชนม์ อิสยาห์ 53:4-5 เขียนบรรยายไว้ว่า พระเยซูทรง "ฟกช้ำ" เพราะถูกพระเจ้าโบยตีบนไม้กางเขน สอดคล้องกับคำพยากรณ์ในปฐมกาล 3:15 ที่ว่า พระคริสต์จะได้รับบาดแผลเพราะพงศ์พันธุ์ของงู แต่จริงๆ แล้วพระเจ้าทรงกระทำการทางมารร้ายที่พระเยซูทรงเผชิญหน้าด้วย พระองค์ทรงเป็นผู้ที่ทำให้พระเยซูฟกช้ำ (อิสยาห์ 53:10) โดยการควบคุมพลังของมารร้ายซึ่งทำให้พระบุตรของพระองค์ฟกช้ำ และพระเจ้าทรงกระทำการทางประสบการณ์ชั่วร้ายของลูกแต่ละคนของพระองค์

ข้อขัดแย้งของยุคนี้

เราอาจจะตั้งคำถามขึ้นมาว่า "ถ้าพระเยซูได้ทรงทำลายความบาปและความตาย (พงศ์พันธุ์ของงู) ไปแล้ว ้เหตุใดมันยังอยู่กับเราตราบจนทุกวันนี้” คำตอบก็คือ พระเยซูทรงทำลายอำนาจของความบาปในพระองค์เองบนไม้กางเขน คำพยากรณ์ ในปฐมกาล 3:15 เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างพระเยซูและความบาป เนื่องจากพระองค์ได้ทรงเชื้อเชิญให้เรามีส่วนในชัยชนะของพระองค์ เราจึงสามารถมีชัยเหนือความบาปและความตายด้วย ผู้ที่ไม่ได้รับเชิญหรือปฏิเสธคำเชิญก็จะยังคงพบกับความบาปและความตาย แม้ว่าผู้ที่เชื่อจะต้องพบกับความบาปและความตาย แต่เนื่องจากพวกเขาเกี่ยวข้องกับพงศ์พันธุ์ของหญิงนั้น โดยการรับศีลบัพติศมา (กาลาเทีย 3:27-29) พวกเขาจึงได้รับการยกโทษความผิดบาป และรอดจากความตายซึ่งเป็นผลของความบาป พระเยซูทรง "กำจัดความตาย" บนไม้กางเขน (2 ทิโมธี 1:10) แล้ว แม้ว่าพระประสงค์ของพระเจ้ายังไม่สำเร็จในโลก และผู้คนยังไม่หยุดเสียชีวิต "เพราะว่าพระองค์จะต้องทรงปกครองอยู่ก่อน (ในส่วนแรกของแผ่นดินของพระเจ้า) จนกว่าพระองค์จะได้ทรงปราบศัตรูทั้งสิ้นให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์ ศัตรูตัวสุดท้ายที่พระองค์จะทรงทำลายนั้นก็คือ ความตาย" (1โครินธ์ 15:25,26)

เมื่อเรา “รับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์” คำสัญญาต่างๆ เกี่ยวกับพระเยซูเช่นในปฐมกาล 3:15 ก็จะเป็นคำสัญญาที่มีต่อเราเป็นการส่วนตัว มิได้เป็นเพียงส่วนที่น่าสนใจของพระคริสตธรรมคัมภีร์เท่านั้น เป็นคำพยากรณ์และคำสัญญาที่ให้แก่เราโดยตรง ในฐานะพงศ์พันธุ์ของหญิงนั้น เราจะพบกับความบาปซึ่งมีชัยเหนือเราในระยะสั้น ถ้าพระผู้เป็นเจ้าไม่ได้เสด็จกลับมาในช่วงชีวิตของเรา เราก็จะได้บาดแผลฟกช้ำที่ส้นเท้าเช่นเดียวกันกับพระเยซู และจะตายเช่นกัน แต่ถ้าเราเป็นพงศ์พันธุ์ที่แท้ของหญิงนั้น “บาดแผล” นั้นจะเป็นเพียงบาดแผลระยะสั้น ผู้ที่ได้รับศีลบัพติศมาเข้าในพระคริสต์โดยการจุ่มลงใต้น้ำ ก็เข้ามีส่วนในความตายและเป็นขึ้นจากความตาย เปรียบกับการขึ้นจากน้ำ (ดู โรม 6:3-5)

ถ้าเราเป็นพงศ์พันธุ์ที่แท้ของหญิงนั้น ชีวิตของเราจะสะท้อนข้อความในปฐมกาล 3:15 จะมีความขัดแย้งระหว่างความรู้สึกถูกผิดอยู่ในตัวเรา เปาโลอธิบายถึงข้อขัดแย้งระหว่างความบาปและตัวของท่านเองที่ต่อสู้กันอยู่ในใจท่าน (โรม 7:14-25)

หลังจากรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ ความขัดแย้งกับบาปในตัวเราจะมีมากขึ้น และมีอยู่ตลอดชีวิต เป็นความขัดแย้งที่เอาชนะยากเพราะความบาปมีพลังมาก แต่ในอีกแง่หนึ่งก็ไม่น่าจะยากนักเพราะเราอยู่ในพระคริสต์ผู้ทรงต่อสู้และได้ชัยชนะแล้ว ใน เอเฟซัส 5:23-32 เปรียบเทียบผู้ที่เชื่อเป็นหญิงคนหนึ่ง เหมือนกับว่าเป็นพงศ์พันธุ์ของหญิงนั้น เราก็เป็นหญิงนั้นด้วย

ในกรณีเดียวกันกับที่พงศ์พันธุ์ของหญิงนั้นหมายถึงพระเยซูและผู้ที่พยายามจะเป็นเหมือนพระองค์ พงศ์พันธุ์ของงูก็หมายถึงความบาป (“มารร้าย” ในพระคริสตธรรมคัมภีร์) และผู้ที่แสดงออกถึงบุคลิกลักษณะของความบาปและงู ผู้คนเหล่านี้ไม่สนใจพระวจนะของพระเจ้าและถูกนำไปสู่ความบาปและห่างเหินจากพระเจ้า เช่นที่เกิดขึ้นกับอาดัมและเอวา ชนชาติยิวเป็นพวกที่นำพระเยซูไปตรึงกางเขน ทำให้ส้นเท้าของพงศ์พันธุ์ของหญิงนั้นฟกช้ำ พวกเขาถึงเป็นตัวอย่างของพงศ์พันธุ์ของงู ดังเช่นที่ยอห์นและพระเยซูกล่าวไว้

"ครั้นยอห์น เห็นพวกฟาริสีและพวกสะดูสี (พวกที่ตัดสินตรึงกางเขนพระเยซู) พากันมาเป็นอันมาก เพื่อจะรับบัพติศมา ท่านจึงกล่าวแก่เขาว่า เจ้าชาติงูร้าย ใครได้เตือนเจ้าให้หนีจากพระอาชญาซึ่งจะมาถึงนั้น"
(มัทธิว 3:7)

"ฝ่ายพระเยซูทรงทราบความคิดของเรา จึงตรัสกับเขาว่า…โอชาติงูร้าย เจ้าเป็นคนชั่วแล้วจะพูดความดีได้อย่างไร" (มัทธิว 12:25,34)

ในโลกนี้ แม้ในโลกของพวกเคร่งศาสนา ก็มีพวกที่เป็นงูร้ายเช่นนี้ ผู้ที่ได้รับบัพติศมา เท่านั้น ที่เกี่ยวข้องกับพงศ์พันธุ์ของหญิงนั้น นอกจากนั้นล้วนเป็นพงศ์พันธุ์ของงูร้าย พระเยซูทรงปฏิบัติต่อคนที่เป็นพงศ์พันธุ์ของงูร้ายโดย

- เทศนาสั่งสอนพวกเขาด้วยความรักและห่วงใยอย่างแท้จริง แต่

- ไม่ยอมให้วิธีการและความคิดของพวกเขามีอิทธิพลต่อพระองค์ และ

- สำแดงความรักของพระเจ้าในการดำเนินชีวิตของพระองค์

แต่พวกเขาก็ยังเกลียดชังพระองค์ พวกเขาอิจฉาที่พระองค์ทรงเชื่อฟังพระเจ้า แม้แต่ครอบครัวของพระองค์ (ยอห์น 7:5; มาระโก 3:21) และสาวก (ยอห์น 6:66) ก็ขัดขวางและแม้แต่บางคนถึงกับไปจากพระองค์ เปาโลได้รับประสบการณ์เช่นเดียวกันเมื่อท่านรู้สึกเสียใจต่อผู้ซึ่งครั้งหนึ่งเคยยืนหยัดเคียงข้างท่าน

"ข้าพเจ้าได้กลายเป็นศัตรูของท่าน เพราะข้าพเจ้าบอกท่านอย่างตรงไปตรงมาหรือ” (กาลาเทีย 4:14-16)

ความจริงมักจะไม่เป็นที่นิยม การรู้ความจริงและอยู่ในความจริงนั้นมักจะสร้างปัญหาให้กับเราเสมอ และยังสามารถนำเราไปสู่แดนประหารได้

"แต่ในครั้งนั้นผู้ที่เกิดตามธรรมดาได้ข่มเหงผู้ที่เกิดตามพระวิญญาณฉันใด (โดยพระวจนะของพระเจ้า –1
เปโตร 1:23) ปัจจุบันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น" (กาลาเทีย 4:29)

ถ้าเราเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์ เราจะต้องทนทุกข์ที่พระองค์เองก็ประสบมาแล้ว เพื่อว่าเราจะได้มีส่วนในรางวัลของพระองค์ เปาโลกล่าวไว้ว่า

"ข้อนี้เป็นความจริง คือถ้าเราตายกับพระองค์ เราก็จะมีชีวิตอยู่กับพระองค์ ถ้าเรามีความอดทน เราก็จะได้ครองร่วมกับพระองค์ เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงยอมทนทุกอย่าง" (2 ทิโมธี 2:10-12)

"ถ้าเขาข่มเหงเรา เขาก็จะข่มเหงท่านทั้งหลายด้วย ทุกสิ่งที่เขาจะกระทำแก่พวกท่านนั้น ก็เพราะนามของเรา" (ยอห์น 15:20,21)

- เพราะว่าเรารับบัพติศมาในนามของพระเยซู (กิจการของอัครทูต 2:38; 8:16)

เมื่อเจอข้อความเหล่านี้ เราอาจจะพูดว่า "ถ้านั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะการเกี่ยวข้องกับพระเยซู พงศ์พันธุ์ของหญิงนั้นแล้ว ฉันไม่เอาด้วยดีกว่า" แน่นอนทีเดียวว่าเราจะไม่ต้องแบกความทุกข์ลำบากที่เราไม่สามารถรับได้ การเสียสละตนเองนั้นกระทำเพื่อผูกพันตัวเราเข้ากับพระคริสต์อย่างสมบูรณ์ ความเกี่ยวข้องกับพระองค์จะให้ผลตอบแทนที่ "ความทุกข์ยากลำบากใดๆ ในปัจจุบันไม่มีค่าเมื่อเทียบกับสง่าราศีที่เราจะได้รับ" การเสียสละชีวิตของพระองค์ช่วยให้คำอธิษฐานในยามวิกฤตของชีวิตของเรามีพลังอำนาจ พระคริสตธรรมคัมภีร์เขียนไว้ว่า

"พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่านต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อทรงทดลองท่านนั้น พระองค์จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้" (1 โครินธ์ 10:13)

"เราได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน เพื่อท่านจะได้มีสันติสุขในเรา ในโลกนี้ท่านจะประสบความทุกข์ยาก แต่จงชื่นใจเถิดเพราะว่าเราได้ชนะโลกแล้ว" (ยอห์น 16:33)

"ถ้าเช่นนั้น เราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา" (โรม 8:31)

3:3 พระสัญญาต่อโนอาห์

มนุษย์กลายเป็นคนชั่วร้ายมากขึ้นทุกวัน หลังยุคสมัยของอาดัมและเอวา ศีลธรรมเสื่อมโทรมลงจนถึงจุดที่พระเจ้าทรงตัดสินพระทัยที่จะกวาดล้างทุกสิ่งเสีย แต่โนอาห์และครอบครัวเป็นส่วนที่ถูกยกเว้น (ปฐมกาล 6:5-8) พระเจ้าสั่งให้
โนอาห์ต่อเรือเพื่อให้เขาและบรรดาสัตว์ต่างๆ อาศัยอยู่ในระหว่างที่น้ำท่วมโลก ตามเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริง นอกเหนือจากที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ โลกไม่ได้ถูกทำลายล้าง มีเพียงคนที่ชั่วร้ายที่อาศัยบนโลก "บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวก็ตายสิ้น" (ปฐมกาล 7:21) พระเยซู (มัทธิว 24:37) และเปโตร (2 เปโตร 3:6-12) ต่างได้เห็นการพิพากษาที่คล้ายคลึงกับการพิพากษาในยุคของโนอาห์ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง ความชั่วร้ายของมนุษย์ในยุคของโนอาห์ก็เหมือนกับความชั่วร้ายของโลกปัจจุบันซึ่งจะถูกพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา

เพราะความชั่วร้ายที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีความเชื่อ แม้ในหมู่คริสเตียนว่า โลกนี้จะถูกทำลาย ความคิดนี้แสดงให้เห็นถึงการขาดความเข้าใจถึงข่าวที่พระคริสตธรรมคัมภีร์นำมานั่นคือ พระเจ้าทรงห่วงใยโลกนี้ และพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมาเพื่อก่อตั้งแผ่นดินของพระเจ้าบนโลก ถ้ามนุษย์ได้รับอนุญาตให้ทำลายโลกนี้ คำสัญญาต่างๆ ก็ถูกยกเลิก หลักฐานที่ชี้ว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะมาตั้งอยู่บนโลกนี้ปรากฏอยู่ในบทเรียนที่ 4:7 และ 5 ข้อความต่อไปนี้น่าจะเป็นบทพิสูจน์ได้ว่าโลกและระบบสุริยะจะไม่ถูกทำลาย

- แผ่นดินโลกซึ่งพระองค์ตั้งไว้เป็นนิตย์ (สดุดี 78:69)

- แผ่นดินโลกคงเดิมอยู่เป็นนิตย์ (ปัญญาจารย์ 1:4)

- ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ บรรดาดาว ฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงสถาปนามันไว้เป็นนิจกาล พระองค์ทรงกำหนดเขตซึ่งมันข้ามไปไม่ได้ (สดุดี 148:3-6)

- แผ่นดินโลกจะเต็มไปด้วยความรู้เรื่องของพระเจ้า ดั่งน้ำปกคลุมทะเลอยู่นั้น (อิสยาห์ 11:9; กันดารวิถี 14:21) เป็นการยากที่พระเจ้าจะปล่อยให้โลกทำลายล้างตัวเอง แล้วพระสัญญานี้ก็จะไม่สำเร็จ

- พระเจ้า ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ ผู้ทรงเป็นแผ่นดินโลกและทำมันไว้ พระองค์มิได้ทรงสร้างมันไว้ให้ยุ่งเหยิง พระองค์ทรงปั้นมันไว้ให้มีคนอาศัย” (อิสยาห์ 45:18) ถ้าพระเจ้าทรงสร้างโลกไว้เพื่อดูมันถูกทำลาย การทรงสร้างของพระองค์ก็ไร้ประโยชน์

แต่ในพระธรรมปฐมกาล พระเจ้าได้ทำพันธสัญญาเหล่านี้กับโนอาห์ เมื่อโนอาห์เริ่มต้นใช้ชีวิตอีกครั้งในโลกใหม่หลังน้ำท่วม เขาอาจจะกลัวว่าจะมีการทำลายล้างอีกครั้ง ความกลัวนี้อาจจะเกิดขึ้นทุกครั้งที่ฝนตก พระเจ้าจึงทำพันธสัญญาว่า เหตุการณ์นี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

"นั่นแน่ะ เราเองเป็นผู้ตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับเจ้า เราจะตั้งพันธสัญญาของเราไว้กับพวกเจ้า (สังเกตดูคำว่า "เรา" การอัศจรรย์ของพระเจ้าในการเลือกทำพันธสัญญากับมนุษย์) ว่าจะไม่ทำลายบรรดามนุษย์และสัตว์โดยให้น้ำท่วมอีก และจะไม่ให้มีน้ำท่วมทำลายโลกอีกต่อไป" (ปฐมกาล 9:9-12)

พันธสัญญานี้ได้รับการยืนยันทางรุ้งกินน้ำ

"เมื่อเราให้มีเมฆเหนือแผ่นดิน และมีรุ้งขึ้นที่เมฆนั้น เราจะระลึกถึงพันธสัญญาของเราระหว่างเรากับเจ้า พันธสัญญาถาวรระหว่างพระเจ้ากับบรรดาสัตว์โลกที่มีชีวิต ซึ่งอยู่บนแผ่นดินโลก นี่แหละเป็นเครื่องหมายแห่งพันธสัญญา" (ปฐมกาล 9:13-17)

เพราะพันธสัญญานี้ที่พระเจ้าทรงกระทำกับมนุษย์และสัตว์บนโลก โลกจึงต้องมีมนุษย์และสัตว์อาศัยอยู่ตลอดไป นี่เป็นข้อพิสูจน์ว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะอยู่บนโลกมากกว่าอยู่บนสวรรค์

พันธสัญญาที่พระเจ้ากระทำกับโนอาห์ เป็นรากฐานของข่าวประเสริฐของแผ่นดินสวรรค์และชี้ให้เห็นว่าพระเจ้ามุ่งความสนใจมาที่โลก และมีพระประสงค์นิรันดร์ต่อโลกอย่างไร แม้เมื่อทรงกริ้ว พระองค์ทรงระลึกถึงความกรุณา (ฮาบากุก 3:2) และความรักของพระองค์ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่พระองค์ทรงห่วงใยแม้บรรดาสัตว์ที่พระองค์ทรงสร้าง (1 โครินธ์ 9:9; โยนาห์ 4:11)

3.4 พระสัญญาต่ออับราฮัม

ข่าวประเสริฐที่พระเยซูและสาวกสั่งสอนไม่ต่างไปจากสิ่งที่อยู่ในความเข้าใจของอับราฮัม ผ่านทางพระคัมภีร์ พระเจ้า "ประกาศข่าวประเสริฐแก่อับราฮัมล่วงหน้า" (กาลาเทีย 3:8) คำสัญญาเหล่านี้สำคัญมากจนเปโตรใช้เป็นความเริ่มต้นและลงท้ายคำเทศนาสั่งสอนของท่าน (กิจการของอัครทูต 3:13,25) ถ้าเราเข้าใจสิ่งที่
อับราฮัมถูกสั่งสอนมา เราจะเห็นภาพข่าวประเสริฐของคริสเตียน มีสิ่งบ่งชี้อื่นๆ ที่แสดงว่า "ข่าวประเสริฐไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในยุคของพระเยซู"

- "เรานำข่าวประเสริฐนี้มาแจ้งแก่ท่านทั้งหลายว่าพระสัญญาซึ่งทรงประทานแก่บรรพบุรุษของเรา พระเจ้าได้ทรงให้สำเร็จตามนั้น" (กิจการของอัครทูต 13:32,33)

- "ข่าวประเสริฐที่พระองค์ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหน้า โดยทางพวกผู้เผยพระวจนะของพระองค์ ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์" (โรม 1:1-2)

- "ด้วยเหตุนี้เอง ข่าวประเสริฐจึงได้ประกาศแม้แก่คนที่ตายไปแล้ว" (1 เปโตร 4:6) ผู้ที่เชื่อซึ่งได้เสียชีวิตไปแล้วในศตวรรษแรก

- "เพราะว่าแท้ที่จริง เราได้รับข่าวอันประเสริฐเช่นเดียวกับเขา" (ฮีบรู 4:2) อิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร

พระสัญญาต่ออับราฮัมมีใจความสำคัญ 2 ประการ

(1) พงศ์พันธุ์ของอับราฮัม (ลูกหลาน) และ

(2) ดินแดนที่สัญญาต่ออับราฮัม

มีข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ และเพื่อให้พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้อธิบายตัวเอง เราจะผนวกคำสอนของทั้งพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและใหม่เข้าด้วยกันเพื่อเราจะเห็นภาพของพันธสัญญาที่พระเจ้ากระทำกับอับราฮัม

อับราฮัมอาศัยอยู่ที่เมืองเออร์ เมืองที่อุดมสมบูรณ์ในประเทศอิรักในปัจจุบัน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองนี้มีอารยธรรมสูงในสมัยของอับราฮัม มีระบบธนาคาร ราชการ และสาธารณูปโภค อับราฮัมอาศัยอยู่ในเมืองนี้อย่างคนของโลก แต่แล้วพระเจ้าก็ทรงตรัสเรียกท่านให้ทิ้งชีวิตในเมืองนั้นและออกเดินทางไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญาโดยไม่รู้คือ ดินแดนใด อยู่ที่ใด รู้เพียงต้องเดินทาง 1,500 ไมล์ ไปยังดินแดนชื่อคานาอัน หรืออิสราเอลในปัจจุบัน

หลายครั้งในชีวิตของอับราฮัม พระเจ้าได้มาปรากฏแก่ท่าน ย้ำและขยายพระสัญญาต่อเขา คำสัญญาเหล่านั้นเป็นรากฐานของข่าวประเสริฐของพระคริสต์ เสียงเรียกที่มีไปถึงอับราฮัมก็มาถึงผู้ที่เป็นคริสเตียนที่แท้จริงเช่นกันเพื่อให้ละทิ้งสิ่งต่างๆ ในชีวิตและเดินหน้าไปสู่ชีวิตแห่งความเชื่อ ยึดถือพระสัญญาของพระเจ้า และมีชีวิตอยู่ในพระวจนะของพระองค์ เราคงนึกภาพออกว่า อับราฮัมคงจะต้องพิจารณาพระสัญญาของพระเจ้าอย่างถี่ถ้วนตลอดการเดินทาง "เพราะ
อับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านออกเดินทางไปยังที่ซึ่งท่านจะรับเป็นมรดก ท่านได้เชื่อฟังและได้เดินทางออไปโดยหารู้ไม่ว่าจะไปทางไหน" (ฮีบรู 11:8)

เมื่อเราคิดถึงพระสัญญาของพระเจ้าเป็นครั้งแรก เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าดินแดนแห่งพันธสัญญาของแผ่นดินของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร แต่ความเชื่อของเราในพระวจนะของพระเจ้าควรเป็นสิ่งที่เราเชื่อฟังด้วยใจร้อนรน

อับราฮัมไม่ใช่ชายร่อนเร่ที่ไม่มีอะไรทำดีไปกว่าการเสี่ยงโชคกับคำสัญญา ท่านมีภูมิหลังที่ใกล้เคียงกับเรา สถานการณ์ซับซ้อนที่ท่านต้องเผชิญและทำการตัดสินใจก็เหมือนกับสถานการณ์ที่เราเผชิญหน้าด้วยเมื่อเราคิดว่าเราจะยอมรับและทำตามพระสัญญาของพระเจ้าดีหรือไม่ สายตาแปลกๆ จากเพื่อนนักธุรกิจ นัยน์ตาเจ้าเล่ห์ของเพื่อนบ้าน (เขาเป็นคนเคร่งศาสนา) นี่ล้วนเป็นสิ่งที่อับราฮัมก็รู้จักเช่นกัน แรงจูงใจที่ทำให้อับราฮัมก้าวพ้นทุกอย่างได้จะต้องเป็นแรงที่ยิ่งใหญ่ สิ่งเดียวที่เป็นแรงจูงใจตลอดการเดินทางนานหลายปีของท่านคือคำสัญญา ท่านจะต้องท่องจำและใคร่ครวญสัญญาว่ามีความหมายต่อท่านจริงจังเพียงใด

ถ้าเรามีความเชื่อและทำตามความเชื่อนั้น เราก็จะได้รับเกียรติอย่างที่อับราฮัมได้รับนั้น จึงได้ชื่อว่าเป็นสหายของพระเจ้า (อิสยาห์ 41:8) ได้ความรอบรู้ของพระเจ้า (ปฐมกาล 18:17) และมีความหวังที่แน่นอนว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินของพระเจ้า เราย้ำว่าข่าวประเสริฐของพระคริสต์ตั้งอยู่บนคำสัญญาที่ให้กับอับราฮัม เราต้องรู้อย่างแน่ชัดถึงคำสัญญาที่ให้อับราฮัมเพื่อที่เราจะได้เชื่ออย่างแท้จริงในข่าวของคริสเตียน ถ้าไม่เช่นนั้น ้ความเชื่อของเราจะไม่ใช่ความเชื่อ เราควรจะอ่านและทบทวนคำสนทนาระหว่างพระเจ้าและอับราฮัม

ดินแดน

1) "เจ้าจงออกจากเมือง ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้" (ปฐมกาล 12:1)

2) อับราฮัม "เดินทางเป็นระยะๆ ต่อไป จนมาถึงเมืองเบธเอล (อิสราเอลตอนกลาง) พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า "เจ้าจงเงยหน้าแลดูสถานที่ ตั้งแต่เจ้าอยู่นั้นไปทางทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ดินแดนทั้งหมดที่เจ้าแลเห็นนั้น เราจะยกให้เจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้าตลอดไปเป็นนิตย์ จงลุกขึ้นเดินเที่ยวไปตลอดดินแดนนี้ ด้วยว่าเราจะยกดินแดนนี้ให้เจ้า" (ปฐมกาล 13:3,14-17)

3) พระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญาไว้กับอับราฮัมว่า "เรามอบดินแดนนี้ให้เชื่อสายของเจ้าแล้ว ตั้งแต่แม่น้ำอียิปต์ ไปถึงแม่น้ำใหญ่คือแม่น้ำยูเฟรติส" (ปฐมกาล 15:18)

4) "เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์" (ปฐมกาล 17:8)

5) "พระสัญญาที่ประทานแก่อับราฮัมที่ว่าจะได้ทั้งพิภพเป็นมรดก" (โรม 4:13)

เราจะเห็นได้ว่าอับราฮัมได้รับการเผยให้รู้ว่า

1) “มีดินแดนที่เราต้องการให้เจ้าไป”

2) “เจ้าได้เดินทางมาถึงดินแดนนี้แล้ว เจ้าและลูกหลานจะอาศัยอยู่ที่นี่ตลอดไป” สังเกตดูด้วยว่า คำสัญญาแห่งชีวิตนิรันดร์ ถูกบันทึกไว้ด้วยถ้อยคำธรรมดา คนเขียนที่เป็นมนุษย์ธรรมดาจะต้องใช้คำพูดที่ดูเอิกเกริกกว่านี้

3) ขอบเขตของดินแดนแห่งพันธสัญญาถูกระบุไว้อย่างชัดเจน

4) อับราฮัมจะไม่ได้รับคำสัญญานี้ในชีวิตนี้ ท่านจะต้องเป็น "คนแปลกหน้า" ในดินแดนนั้น แม้ว่าท่านจะได้อาศัยอยู่ตลอดไปเป็นนิตย์ในภายหลัง หมายความว่า ท่านจะสิ้นชีวิตและฟื้นขึ้นมาเพื่อรับคำสัญญานี้

5) เปาโล ภายใต้การดลใจ ได้เห็นคำสัญญาที่มีต่ออับราฮัมในความหมายของการได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก

พระคัมภีร์เตือนเราว่าอับราฮัมไม่ได้รับคำสัญญานั้นในชั่วอายุขัยของท่าน

"เพราะความเชื่อของท่าน ท่านได้พำนักในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงสัญญาไว้นั้น คือได้พำนักในเต็นท์เป็นคนต่างด้าว" (ฮีบรู 11:9)

ท่านพำนักอยู่ในดินแดนนั้นอย่างคนต่างด้าว อาจจะด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง ท่านพำนักอยู่กับพงศ์พันธุ์ของท่านในดินแดนนั้นคืออิสอัคและยากอบ ท่าน "ได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้ แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล และรู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก (ฮีบรู 11:13) สังเกตขั้นตอน 4 ขั้นตอนดังนี้

- รู้คำสัญญา เช่นที่เรากำลังทำอยู่ในบทเรียนนี้

- ได้ “เตรียมรับไว้” ถ้าอับราฮัมต้องใช้เวลาเตรียมรับเท่านี้ เราจะต้องใช้เวลาเตรียมรับมากสักเท่าใด

- เข้าร่วม โดยการรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์
(กาลาเทีย 3:27-29)

- ยอมรับต่อโลกโดยการดำเนินชีวิตของเราว่าโลกนี้ไม่ใช่บ้านของเรา แต่เรามีชีวิตอยู่ในความหวังที่ว่าอนาคตนั้นจะมาถึงบนแผ่นดินโลก

อับราฮัมจะเป็นวีรบุรุษและตัวอย่างที่ดีของเรา ถ้าเราเห็นคุณค่าของสิ่งต่างๆ เหล่านั้น อับราฮัมตระหนักถึงความจริงที่ว่า คำสัญญาจะสำเร็จในอนาคตก็เมื่อตอนที่ภรรยาของท่านเสียชีวิต และท่านต้องซื้อส่วนหนึ่งของดินแดนพันธสัญญาเพื่อฟังศพของนาง (กิจการของอัครทูต 7:16) แท้จริงแล้ว พระเจ้า "ไม่ทรงโปรดให้อับราฮัมมีมรดกในแผ่นดินนี้ แม้เท่าฝ่าเท้าก็ไม่ได้ แต่พระองค์ทรงสัญญาไว้ว่าจะให้แผ่นดินนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน (กิจการของอัครทูต 7:5) พงศ์พันธุ์ของอับราฮัมในปัจจุบันอาจจะรู้สึกอย่างเดียวกันเมื่อพวกเขาซื้อหรือเช่าที่ดินบนแผ่นดินโลกซึ่งถูกสัญญาไว้ว่าเป็นของพวกเขาตลอดไปเป็นนิตย์

แต่พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์ จะต้องมีวันหนึ่งที่อับราฮัม และทุกคนที่ได้รับสัญญานั้นจะได้รับตามสัญญานั้น ฮีบรู 11:13,39,40 เขียนไว้ว่า

"คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งซึ่งประเสริฐยิ่งกว่านั้นไว้สำหรับเขา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้รับความสมบูรณ์ด้วยกันกับเราเท่านั้น"

ผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงจะได้รับรางวัลพร้อมกันที่บัลลังก์พิพากษาเมื่อวันสุดท้ายมาถึง (2 ทิโมธี 4:1,8; มัทธิว 25:31-34; 1 เปโตร 5:4) อับราฮัมและคนอื่นๆ ที่รู้พระสัญญาจะต้องฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อรับคำพิพากษา ถ้าพวกเขายังไม่ได้รับตามที่พระเจ้าสัญญาไว้และจะได้รับต่อเมื่อพวกเขาฟื้นขึ้นมาจากความตายเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา เราก็ต้องยอมรับอย่างไม่มีทางเลือกว่าอับราฮัมอยู่ในสภาพไม่รู้สึกตัวและกำลังรอการกลับมาของพระคริสต์ แต่ภาพต่างๆ ในโบสถ์วิหารทั่วยุโรปเป็นภาพอับราฮัมอยู่ในสวรรค์ และกำลังรับรางวัลตามที่พระเจ้าให้สำหรับชีวิตที่เต็มไปด้วยความเชื่อ ผู้คนนับหมื่นที่เดินทางผ่านรูปต่างๆ เหล่านั้นเป็นเวลาร้อยๆ ปี ก็มีความคิดเช่นนั้น คุณมีความเชื่อมากพอที่จะก้าวล้ำเส้นออกมาหรือไม่

พงศ์พันธุ์

ตามที่ได้อธิบายในบทเรียนที่ 3.2 คำสัญญาของพงศ์พันธุ์หมายถึงพระเยซู และผู้ที่อยู่ "ในพระคริสต์" และได้ชื่อว่าเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม

1) “เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า” (ปฐมกาล 12:2,3)

2) "เราจะกระทำให้เชื้อสายของเจ้ามากเหมือนผงคลีดิน ผู้ใดนับผงคลีดินได้ก็จะนับเชื้อสายของเจ้าได้ ดินแดนทั้งหมดที่เจ้าแลเห็นนี้ เราจะยกให้เจ้าและพงศ์พันธุ์ของเจ้าต่อไปเป็นนิตย์” (ปฐมกาล 13:15-16)

3) “มองดูฟ้า ถ้าเจ้านับดาวทั้งหลายได้ ก็นับไปเถิด พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะมากมายเช่นนั้น เรามอบดินแดนนี้ให้เชื้อสายของเจ้าแล้ว” (ปฐมกาล 5:18)

4) "เราจะให้ดินแดนที่เจ้าอาศัยอยู่นี้ คือแผ่นดินคานาอันทั้งสิ้นแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าที่จะสืบมา ให้เป็นกรรมสิทธิ์นิรันดร์ และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา” (ปฐมกาล 17:8)

5) "เราจะทวีเชื้อสายของเจ้าให้มากขึ้น ดังดวงดาวในท้องฟ้า และดังเม็ดทรายบนฝั่งทะเล เชื้อสายของเจ้าจะได้ประตูเมืองศัตรูของเจ้าเป็นกรรมสิทธิ์ ประชาชนทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า” (ปฐมกาล 22:17,18)

ความเข้าใจของอับราฮัมในเรื่อง "พงศ์พันธุ์" ถูกขยายออกไปอีก

1) แรกสุด ท่านทราบว่า ท่านจะมีพงศ์พันธุ์มากมายเกินปกติ และประชาชนทั่วโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของท่าน

2) ต่อมา ท่านทราบว่าท่านจะมีพงศ์พันธุ์ที่จะมารวบรวมประชาชาติที่จะมีชีวิตนิรันดร์ รวมทั้งตัวท่าน มาอยู่ที่ดินแดนที่ท่านเดินทางมาถึง คือ คานาอัน

3) ท่านทราบว่า พงศ์พันธุ์ของท่านจะมีมากมายดุจดวงดาวในท้องฟ้า อาจจะแปลว่า ท่านจะมีเชื้อสายมากมายในฝ่ายวิญญาณ (ดวงดาวในท้องฟ้า) รวมทั้งฝ่ายเนื้อหนังด้วย (ผงคลีดิน)

4) คำสัญญาก่อนถูกเน้นย้ำด้วยการเพิ่มความมั่นใจว่าผู้คนมากมายที่จะมีส่วนร่วมในการเป็นพงศ์พันธุ์สามารถที่จะมีความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระเจ้า

5) พงศ์พันธุ์จะมีชัยเหนือศัตรู

พงศ์พันธุ์จะนำ “พระพร” มาสู่คนทั่วโลก ในพระคริสตธรรมคัมภีร์คำว่า "พร" มักจะเกี่ยวข้องกับการยกโทษความผิดบาป ซึ่งเป็นพระพรยิ่งใหญ่ที่คนที่รักพระเจ้าต้องการมากกว่าสิ่งอื่นใด "บุคคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้วก็เป็นสุข" (สดุดี 32:1) "ถ้วยแห่งพระพร" (1 โครินธ์ 10:13) หมายถึงถ้วยน้ำองุ่นซึ่งเป็นตัวแทนของโลหิตของพระคริสต์ซึ่งทำให้เกิดการอภัยบาป

พงศ์พันธุ์ของอับราฮัมที่สามารถทำการอภัยโทษบาปมายังโลกคือพระเยซู พระ
คริสตธรรมคัมภีร์สนับสนุนเรื่องพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัมว่า

"มิได้ตรัสว่า "และแก่พงศ์พันธุ์ทั้งหลาย" เหมือนอย่างกับว่าแก่คนมากมาย แต่เหมือนกับว่าแก่คนผู้เดียว คือ "แก่พงศ์พันธุ์ของท่าน" ซึ่งเป็นพระคริสต์" (กาลาเทีย 3:16)

"...พันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงกระทำไว้กับบรรพบุรุษของท่าน คือได้ตรัสกับอับราฮัมว่า "บรรดาพงศ์พันธุ์ของแผ่นดินโลกจะได้พรเพราะเชื้อสายของเจ้า ครั้นพระเจ้าทรงโปรดให้อภัยผู้รับใช้ของพระองค์เป็นขึ้นแล้ว จึงทรงใช้พระองค์มายังท่านทั้งหลายก่อน เพื่ออวยพระพรแก่ท่านทั้งหลาย โดยให้ทุกคนกลับจากบาปของตน" (กิจการของอัครทูต 3:25-26)

เปโตร แปลความหมายปฐมกาล 22:18 ว่า

พงศ์พันธุ์ = พระเยซู

พระพร = การอภัยโทษจากความบาป

คำสัญญาที่ว่าพระเยซู ผู้เป็นพงศ์พันธุ์นั้น จะมีชัยเหนือศัตรู สอดคล้องกับชัยชนะของพระองค์เหนือความบาป ซึ่งเป็นศัตรูตัวสำคัญของประชากรของพระเจ้าและของพระเยซู

เข้าร่วมพงศ์พันธุ์

เป็นที่เห็นชัดว่าอับราฮัมเข้าใจจุดใหญ่ใจความพื้นฐานข่าวประเสริฐ คำสัญญานี้สำหรับอับราฮัมและพระเยซู พงศ์พันธุ์ของท่าน แล้วคนอื่นๆ ล่ะ ลูกหลานทางเนื้อหนังของอับราฮัมไม่ได้เป็นพงศ์พันธุ์ของท่านโดยอัตโนมัติ (ยอห์น 8:39; โรม 9:7) เราจะต้องมีส่วนในพระเยซู เพื่อว่าคำสัญญาต่อพงศ์พันธุ์จะมีต่อเราด้วย โดยการรับบัพติศมาในพระคริสต์ (โรม 6:3-5) เรามักจะอ่านพบว่ารับบัพติศมาในนามของพระองค์ (กิจการของอัครทูต 2:39,8:16,10:48,19:5) กาลาเทีย 3:27-29 จะทำให้เราเห็นชัดขึ้น

"คนที่รับบัพติศมาเข้าร่วมในพระคริสต์แล้ว ก็จะสวมชีวิตพระคริสต์ จะไม่เป็นยิวหรือกรีก จะไม่เป็นทาสหรือไท จะไม่เป็นชายหริอหญิงเพราะว่าท่านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยพระเยซูคริสต์ และถ้าท่านเป็นของพระคริสต์แล้ว (โดยการรับบัพติศมา) ท่านก็เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม คือเป็นผู้รับมรดกตามพระสัญญา"

- นี่คือคำสัญญาของการมีชีวิตนิรันดร์บนโลก โดยการรับพระพรของการอภัยโทษทางพระเยซูคริสต์ เรามีส่วนร่วมในคำสัญญาโดยการรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพงศ์พันธุ์ โรม 8:17 เรียกให้เราเป็น "ทายาทร่วมกับพระคริสต์"

พระพรมาถึงคนทั่วโลกทางพงศ์พันธุ์ พงศ์พันธุ์จะกลายเป็นคนมากมายเช่นเม็ดทรายที่ชายหาดและดวงดาวบนท้องฟ้า พวกเขาจะต้องได้รับพรก่อนจึงจะเป็นพงศ์พันธุ์ ดังนั้น พงศ์พันธุ์ "จะบอกเล่าถึงองค์พระผู้เป็นเจ้าให้แก่คนรุ่นหลังฟัง" (สดุดี 22:30)

เราสรุปคำสัญญาที่พระเจ้าให้ไว้แก่อับราฮัมได้ว่า

                              (1) ดินแดน

อับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่านคือพระเยซูและคนทั้งหลายที่เข้าร่วมในพระองค์ จะได้รับแผ่นดินคานาอันและแผ่นดินโลกเป็นมรดก และจะพำนักอยู่ที่นั่น ตลอดเป็นนิตย์ ในชั่วอายุขัยอาจจะยังไม่ได้รับ แต่จะได้รับในวันสุดท้ายเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา

(2) พงศ์พันธุ์

นี่หมายถึงพระเยซูในชั้นแรก พระองค์ทรงชนะความบาป "ศัตรู" ของมนุษย์ และพระพรแห่งการอภัยโทษบาปจึงมาถึงคนทั้งโลก

โดยการรับบัพติศมาในนามของพระเยซู เราจึงเข้ามีส่วนร่วมในพงศ์พันธุ์

ทั้ง 2 เรื่องนี้ปรากฏในคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ผู้ที่ได้ฟังคำเทศนาสั่งสอนนี้มักจะลงเอยด้วยการรับบัพติศมา นี่คือวิธีที่คำสัญญามาถึงเรา เราเข้าใจได้เลยว่าเหตุใดเปาโลซึ่งเป็นชายชราเผชิญหน้ากับความตาย จะพูดถึงความหวังของท่านว่าเป็น "ความหวังของอิสราเอล" (กิจการของอัครทูต 28:20) ความหวังของคริสเตียนที่แท้จริงคือความหวังดั้งเดิมของชาวยิว พระเยซูคริสต์ว่า "ความรอดนั้นมาจากพวกยิว" (ยอห์น 4:22) อาจจะหมายถึงว่าเราจะต้องเป็นยิวฝ่ายจิตวิญญาณเพื่อจะได้รับคำสัญญาแห่งความรอดทางพระคริสต์ซึ่งเป็นชาวยิว

คริสเตียนในยุคแรกๆ เทศนาสั่งสอนว่า

1) "สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้า และ

2) นามของพระเยซูคริสต์ (กิจการของอัครทูต 8:12)

มีสองสิ่งที่อับราฮัมได้รับคำอธิบายในหัวข้อที่ต่างกันไปเล็กน้อย

1) คำสัญญาเกี่ยวกับดินแดน และ

2) คำสัญญาเกี่ยวกับพงศ์พันธุ์

สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้าและพระเยซู ถูกสรุปเรียกว่า "ประกาศเรื่องพระคริสต์" (กิจการของอัครทูต 8:5 เทียบข้อ 12) บ่อยครั้งที่เราจะได้ยินว่า "พระเยซูรักคุณ เพียงแต่พูดว่าคุณเชื่อว่าพระองค์สิ้นพระชนม์เพื่อคุณ คุณก็ได้รับความรอดแล้ว" แต่คำว่า "พระคริสต์" เป็นคำสรุปของคำเทศนาสั่งสอนเรื่องของพระองค์และแผ่นดินของพระองค์ที่จะมาถึง ข่าวประเสริฐเกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้าซึ่งอับราฮัมได้รับฟังมีส่วนสำคัญมากในการประกาศข่าวประเสริฐ

ในยุคต้นๆ ที่เมืองโครินธ์ เปาโล "เข้าไปกล่าวสนทนาในธรรมศาลาด้วยใจกล้า สิ้นสามเดือน ชักชวนให้เชื่อในสิ่งที่กล่าวถึงแผ่นดินของพระเจ้า" (กิจการของอัครทูต 19:8) ที่เมืองเอเฟซัส ท่าน "เที่ยวป่าวประกาศแผ่นดินของพระเจ้า" (กิจการของอัครทูต 20:25) และที่โรม "ท่านจึงกล่าวแก่เขาและเป็นพยานถึงแผ่นดินของพระเจ้า และชักชวนให้เขาเชื่อถือในพระเยซู โดยใช้ข้อความมาจากคัมภีร์ธรรมบัญญัติ และจากคัมภีร์ผู้เผยพระวจนะ (กิจการของอัครทูต 28:23,31) ข่าวประเสริฐเกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้าและเกี่ยวกับพระเยซูไม่ใช่แค่คำพูดที่ว่า "จงเชื่อพระเยซู" สิ่งที่พระเจ้าทรงสำแดงแก่อับราฮัมมีรายละเอียดมากกว่านั้น และพระสัญญาที่ประทานแก่ท่านเป็นพื้นฐานของข่าวประเสริฐ

การรับบัพติศมาเข้าในพระเยซูทำให้เราเข้ามีส่วนในพงศ์พันธุ์และมีสิทธิรับมรดกตามคำสัญญา (กาลาเทีย 3:27-29) แต่การรับบัพติศมาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้เราได้รับความรอด เราต้องอยู่ในพระคริสต์หากเราต้องการได้รับมรดกตามพระสัญญาที่ประทานให้กับพงศ์พันธุ์ บัพติศมาเป็นเพียงการเริ่มต้น เรากำลังเข้าสู่การแข่งขันที่เราต้องวิ่งไปข้างหน้า การเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมไม่ได้แปลว่าเราเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า ชนชาติอิสราเอลเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมแต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะได้รับความรอดโดยปราศจากบัพติศมาและการมอบชีวิตแก่พระคริสต์ และทำตามแบบอย่างของอับราฮัม (โรม 9:7-8;4:13-14) พระเยซูกล่าวกับชาวยิวว่า "เรารู้ว่าท่านทั้งหลายเป็นเชื้อสายของอับราฮัม แต่ท่านก็หาโอกาสที่จะฆ่าเราเสีย ถ้าท่านทั้งหลายเป็นบุตรของอับราฮัมแล้ว ท่านก็จะทำสิ่งที่อับราฮัมได้กระทำ" (ยอห์น 8:37,39) ซึ่งคือการมีชีวิตในความเชื่อในพระเจ้าและพระคริสต์ผู้ทรงเป็นพงศ์พันธุ์นั้น (ยอห์น 6:29)

พงศ์พันธุ์จะต้องมีลักษณะเหมือนบรรพบุรุษ ถ้าเราเป็นพงศ์พันธุ์ที่แท้จริงของ
อับราฮัม เราไม่เพียงแต่ต้องรับบัพติศมา แต่ยังต้องมีความเชื่ออย่างแท้จริงในพระสัญญาของพระเจ้าเหมือนเช่นที่อับราฮัมเชื่อ ท่านได้ชื่อว่าเป็น "บิดาของคนทั้งปวงที่เชื่อ มีความเชื่อตามแบบของอับราฮัมบิดาของเราทั้งหลาย ซึ่งท่านมีอยู่" (โรม 4:11-12) "ฉะนั้น คนที่เชื่อนั่นแหละเป็นบุตรของอับราฮัม" (กาลาเทีย 3:7)

้ความเชื่อที่แท้จริงจะต้องแสดงออกมาในการกระทำ มิฉะนั้นก็ไม่นับเป็นความเชื่อในสายพระเนตรของพระเจ้า (ยากอบ 2:17) เราแสดงความเชื่อของเราในคำสัญญาโดยการรับบัพติศมา เพื่อคำสัญญานั้นจะเป็นของเราโดยส่วนตัว (กาลาเทีย 3:17-19) ท่านเชื่อในคำสัญญาของพระเจ้าจริงหรือ นี่คือคำถามที่เราควรถามตัวเองตลอดชีวิตของเรา

พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่

พันธสัญญาที่ประทานให้อับราฮัมคือบทสรุปของข่าวประเสริฐของพระคริสต์ คำสัญญาอื่นๆ ที่พระเจ้ากระทำทรงกระทำกับพวกยิวในธรรมบัญญัติของโมเสส ถ้าพวกยิวเชื่อฟังธรรมบัญญัตินี้ พวกเขาจะได้รับพระพรในขณะที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ (เฉลยธรรมบัญญัติ 28) ไม่มีคำสัญญาในเรื่องของชีวิตนิรันดร์ปรากฏในคำสัญญาหรือพันธสัญญานี้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่ามี “พันธสัญญา” สองประการดังนี้

1) กับอับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่าน สัญญาการอภัยโทษบาปและชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินของพระเจ้าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา คำสัญญานี้กระทำในสวน
เอเดนและกระทำต่อดาวิดด้วย

2) กับชนชาติยิวในสมัยของโมเสส สัญญาสันติภาพและความสุขในชีวิตนี้หากพวกเขาทำตามธรรมบัญญัติ ที่พระเจ้าประทานให้กับโมเสส

พระเจ้าทรงสัญญาการอภัยโทษบาปและชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินของพระองค์แก่โมเสส ซึ่งจะเป็นไปได้ทางการเสียสละของพระเยซูเท่านั้น การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระคริสต์จึงยืนยันคำสัญญาที่ประทานให้อับราฮัม (กาลาเทีย 3:17;โรม 15:8 ; ดาเนียล 9:27; 2 โครินธ์ 1:20) พระโลหิตของพระองค์จึงได้ชื่อว่า
"โลหิตแห่งพันธสัญญา" (มัทธิว 26:28) พระเยซูทรงสั่งให้เราดื่มน้ำองุ่นจากถ้วยอย่างสม่ำเสมอ น้ำองุ่นซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระโลหิตของพระองค์ เพื่อเตือนเราให้ระลึกถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ (1 โครินธ์ 11:25) "ถ้วยนี้เป็นสัญญาใหม่โดยโลหิตของเรา" (ลูกา 22:20) ไม่มีประโยชน์ที่เราจะ "หักขนมปัง" เพื่อระลึกถึงพระเยซูหากเราไม่เข้าใจเรื่องราวเหล่านี้

การเสียสละของพระเยซูทำให้การอภัยโทษบาปและชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินพระเจ้าเป็นไปได้ พระองค์ทำให้เราแน่ใจในคำสัญญาที่ประทานให้อับราฮัม พระองค์
"รับประกันพันธสัญญาที่ดีกว่าเดิม" (ฮีบรู 7:22) ฮีบรู 10:9 กล่าวว่าพระเยซู "ทรงยกเลิกระบบเดิมนั้นเสีย เพื่อจะทรงตั้งระบบใหม่" หมายความว่าเมื่อพระเยซูยืนยันคำสัญญาที่ประทานให้อับราฮัม พระองค์ทรงเลิกพันธสัญญาเดิมซึ่งพระเจ้าประทานทางโมเสส พระเยซูทรงยืนยันพันธสัญญาใหม่โดยการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ (ฮีบรู 8:13)

แม้ว่าพันธสัญญาที่เกี่ยวกับพระคริสต์จะถูกกระทำขึ้น แต่พันธสัญญานั้นจะไม่เริ่มจนกว่าพระเยซูจะทรงสิ้นพระชนม์ พันธสัญญานี้จึงเป็น "พันธสัญญาใหม่" พันธสัญญาเดิมที่กระทำทางโมเสสชี้ไปยังภารกิจของพระเยซูและย้ำเน้นความสำคัญของความเชื่อในคำสัญญาที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์ (กาลาเทีย 3:19,21) ความเชื่อในพระคริสต์ยืนยันความจริงของธรรมบัญญัติที่มอบให้แก่โมเสส (โรม 3:31) เปาโล กล่าวว่า "ธรรมบัญญัติจึงควบคุมเราไว้จนพระคริสต์เสด็จมา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมโดยความเชื่อ" (กาลาเทีย 3:24) ธรรมบัญญัติจึงยังคงถูกรักษาไว้และเป็นประโยชน์ให้เราศึกษา

สิ่งเหล่านี้ไม่ง่ายนักที่จะทำความเข้าใจในการอ่านครั้งแรก เราสามารถสรุปได้ว่า

คำสัญญาเกี่ยวกับพระคริสต์ที่ทรงกระทำกับอับราฮัมเป็นพันธสัญญาใหม่

คำสัญญาต่ออิสราเอลซึ่งเกี่ยวข้องกับธรรมบัญญัติที่มอบให้โมเสสเป็นพันธสัญญาเดิม

การสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ สิ้นสุดพันธสัญญาเดิม (โคโลสี 2:14-17) เริ่มพันธสัญญาใหม่

ด้วยเหตุนี้สิ่งต่างๆ เช่น การถวายสิบลด การรักษาวันสะบาโต ฯลฯ ซึ่งอยู่ในพันธสัญญาเดิม จึงไม่จำเป็นอีกต่อไป ดูบทเรียนที่ 9.5 พันธสัญญาใหม่กระทำกับชนชาติอิสราเอลเมื่อพวกเขาสำนึกบาปและยอมรับพระคริสต์ (เยเรมีห์ 31:31-32;โรม 9:26-27; เอเสเคียล 16:62; 37:26) ยิวคนใดที่ทำเช่นนั้น และรับบัพติศมา เขาก็สามารถมีส่วนร่วมในพันธสัญญาใหม่ (ซึ่งไม่มีการแบ่งแยกว่าเป็นพวกยิว หรือใคร กาลาเทีย 3:27-29)

การเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ ทำให้เราตระหนักได้ถึงความแน่นอนของคำสัญญาของพระเจ้า มีการกล่าวหาว่าคริสเตียนยุคต้นๆ ไม่ประกาศเรื่องในแง่บวก เปาโลตอบว่า พระเจ้ายืนยันคำสัญญาของพระองค์โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ ความหวังที่พวกเขาพูดถึงไม่ใช่เรื่องที่เพียงแตะต้องแล้วผ่านไปเท่านั้น แต่เป็นการมอบให้อย่างถาวร "พระเจ้าทรงสถิตจริงแน่ฉันใด คำของเราที่กล่าวกับท่านก็มิใช่เป็นคำรับหรือปฏิเสธส่งๆ ไปแน่ฉันนั้น เพราะว่าพระบุตรของพระเจ้าคือพระเยซูคริสต์ ผู้ซึ่งข้าพเจ้า ได้ประกาศแก่พวกท่านนั้นไม่ใช่จริงส่งๆ แต่โดยพระองค์นั้น ล้วนแต่จริงทั้งสิ้น บรรดาพระสัญญาของพระเจ้าก็จริงโดยพระเยซู เพราะเหตุนี้เราจึงพูดอาเมน" (2 โครินธ์ 1:17-20)

นี่จะเป็นคำตอบให้กับคำพูดที่ว่า "ฉันคิดว่าคงจะมีความจริงอยู่บ้างในเรื่องนั้น"

3.5 พระสัญญาต่อดาวิด

เช่นเดียวกับอับราฮัม และคนอื่นๆ ที่ได้รับพระสัญญาของพระเจ้า กษัตริย์ดาวิดไม่ได้มีชีวิตที่ราบรื่น พระองค์ทรงเติบโตมาในครอบครัวใหม่ ซึ่งในอิสราเอลยุค 1000 ปีก่อนคริสตกาล หมายถึงการเลี้ยงแกะและทำงานตามคำสั่งของพี่ชาย (1ซามูเอล 15-17) ตลอดระยะเวลานั้น พระองค์เรียนรู้ความเชื่อในพระเจ้าถึงระดับที่มีคนไม่มากนักจะมีได้

เมื่ออิสราเอลต้องเผชิญหน้ากับชาวฟิลิสเตียเพื่อนบ้านที่ก้าวร้าว พวกเขาต้องส่งคนไปต่อสู้กับโกลิอัท ยอดทหาร ฝ่ายที่ชนะจะปกครองอีกฝ่ายหนึ่ง ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า ดาวิดฆ่าโกลิอัทด้วยสายสลิงและก้อนหิน ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงมากกว่าซาอูลกษัตริย์ของเขา "ความรักรุนแรงก็ดุเดือดเหมือนแดนคนตาย" (บทเพลงซาโลมอน 8:6) เป็นคำพูดที่พิสูจน์ว่าเป็นจริง 20 ปีให้หลัง เมื่อซาอูลไล่ล่าดาวิดตลอดถิ่นทุรกันดารในตอนใต้ของอิสราเอล

เมื่อดาวิดได้เป็นกษัตริย์ พระองค์ตัดสินพระทัยที่จะสร้างนิเวศถวายพระเจ้า คำตอบจากพระเจ้าคือ ให้ซาโลมอน บุตรของดาวิดสร้างนิเวศถวายพระเจ้า และพระเจ้าจะทรงสร้างอาณาจักรให้แก่ดาวิด (2 ซามูเอล 7:4-13) และทรงประทานคำสัญญาที่คล้ายกับที่ประทานให้อับราฮัม

"เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิดขึ้นสืบต่อจากเจ้า ผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเอง และเราจะสถาปนาอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์ เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ถ้าเขากระทำผิด เราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนแห่งบุตรมนุษย์ทั้งหลาย แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่พรากไปจากเขาเสีย ดังที่เราได้พรากไปจากซาอูล ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรงอยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์ และบัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์” (ข้อ 12-16)

จากบทเรียนก่อนๆ เราคาดว่า "พงศ์พันธุ์" คือพระเยซู คำอธิบายที่ว่าพระองค์เป็นเป็นบุตรของพระเจ้า (2 ซามูเอล 7:14) ยืนยันข้อนี้ได้เช่นเดียวกับส่วนต่างๆ ของพระคริสตธรรมคัมภีร์

- “เราเป็นเชื้อสายของดาวิด” พระเยซูตรัส (วิวรณ์ 22:16)

- “พระเยซูคริสต์...ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์สืบเชื้อสายจากดาวิด” (โรม1:3)

- “จากเชื้อสายของดาวิด พระเจ้าได้ทรงโปรดให้ผู้ช่วยให้รอด คือพระเยซูเกิดขึ้นแก่ชาติอิสราเอลตามพระปฏิญาณของพระองค์” (กิจการของอัครทูต 13:23)

- ทูตสวรรค์กล่าวแก่นางมารีย์ถึงพระเยซูบุตรของนางว่า “พระเจ้าจะทรงประทานพระที่นั่งของดาวิด บรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่าน และแผ่นดินของท่าน จะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย” (ลูกา 1:32,33) นี่คือคำสัญญาเรื่องพงศ์พันธุ์ของดาวิดใน 2 ซามูเอล 7:13 ต่อพระเยซู

เมื่อพงศ์พันธุ์หมายถึงพระเยซู รายละเอียดต่างๆ ก็เด่นชัดขึ้น

-1) พงศ์พันธุ์

“บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิดขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเอง เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา” (2 ซามูเอล 7:12,14) “เราจะตั้งบุตรชายจากร่างกายของเจ้า ไว้บนบัลลังก์ของเจ้า” (สดุดี 132:10-11) พระเยซูผู้เป็นพงศ์พันธุ์นั้น จะเป็นเชื้อสายทางเนื้อหนังของดาวิด และมีพระเจ้าเป็นพระบิดา และเกิดจากครรภ์ของหญิงพรหมจารีย์ตามบันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ มารดาของพระเยซูคือนางมารีย์ ผู้เป็นเชื้อสายของดาวิด (ลูกา 1:32) แต่พระองค์ไม่มีบิดาที่เป็นมนุษย์ พระเจ้าทรงกระทำการอัศจรรย์ โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์เพื่อให้นางมารีย์ตั้งครรภ์ ดังนั้นทูตสวรรค์จึงมาแจ้งแก่นางว่า “บุตรที่จะเกิดมานี้และได้เรียกว่าวิสุทธิ์ และเรียกว่าพระบุตรของพระเจ้า” (ลูกา 1:35) การเกิดจากครรภ์หญิงพรหมจารีย์เท่านั้นที่คำสัญญาต่อกษัตริย์ดาวิดจะสำเร็จ

-2) นิเวศ

"เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเรา (2 ซามูเอล 7:13) แสดงว่าพระเยซูจะสร้างพระนิเวศสำหรับพระเจ้า ทั้งโดยนัยจริงตามอักษรและโดยนัยฝ่ายวิญญาณ เอเสเคียล 40-48 อธิบายว่า พันปีแรกของแผ่นดินของพระเจ้าหลังจากที่พระเยซูเสด็จมาบนโลก พระนิเวศจะถูกสร้างที่เยรูซาเล็ม พระนิเวศน์ของพระเจ้าคือที่ซึ่งพระองค์ทรงพอพระทัยที่จะอาศัยอยู่ อิสยาห์ 66:1-2 บอกเราว่า พระองค์จะมาสถิตในใจของผู้ที่ถ่อมใจรับพระวจนะของพระองค์ พระเยซูทรงสร้างพระนิเวศน์ฝ่ายวิญญาณเพื่อให้พระเจ้าอาศัยอยู่ เป็นพระนิเวศน์ที่ประกอบด้วยผู้เชื่อที่แท้จริง และเป็นไปตามที่ว่าพระเยซูเป็นศิลาหัวมุมของพระนิเวศของพระเจ้า (1 เปโตร 2:4-8) และของคริสเตียนในพระนิเวศน์ฝ่ายวิญญาณ (1 เปโตร 2:5)

-3) ราชบัลลังก์

"เราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์ ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้า และบัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์” (2 ซามูเอล 7:13,16; เทียบ อิสยาห์ 9:6-7) แผ่นดินของพระคริสต์จะตั้งอยู่บนอาณาจักรอิสราเอลของดาวิด หมายความว่าแผ่นดินของพระเจ้าที่จะมาตั้งอยู่ จะเป็นการสถาปนาแผ่นดินของอิสราเอลขึ้นอีกครั้ง ดูบทเรียนที่ 5.3 เพิ่มเติม เพื่อให้เป็นไปตามคำสัญญา พระคริสต์จะต้องครองบัลลังก์ของดาวิด นี่จะเป็นไปตามกฎในเยรูซาเล็ม นี่เป็นอีกหลักฐานหนึ่งซึ่งยืนยันว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะต้องมาตั้งอยู่บนแผ่นดินโลกเพื่อให้เป็นไปตามคำสัญญา

-4) อาณาจักร

“ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรงอยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์” (2 ซามูเอล 7:16) หมายความว่า ดาวิดจะได้เห็นการสถาปนาอาณาจักร
นิรันดร์ของพระคริสต์ เป็นคำสัญญาณทางอ้อมว่าท่านจะฟื้นขึ้นจากความตายเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาเพื่อท่านจะเห็นด้วยตาท่านเอง ว่าอาณาจักรถูกสร้างขึ้นแผ่กว้างไปทั่วโลก โดยมีพระเยซูทรงปกครองจากเยรูซาเล็ม

เราจำเป็นต้องเข้าใจสิ่งที่พระเจ้าสัญญากับดาวิด ดาวิดกล่าวว่า “พันธสัญญาเนืองนิตย์ ความอุปถัมภ์ และความปรารถนาของข้าพเจ้า” (2 ซามูเอล 23:5) สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับความรอดของเราด้วย ความชื่นชมยินดีต่อพันธสัญญาควรเป็นความปรารถนาของเราด้วย เป็นเรื่องน่าเศร้าที่คริสเตียนสอนสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริงอันอัศจรรย์นี้

- ถ้าพระเยซู “ทรงมีอยู่ก่อน” ทางกายภาพ พระองค์ทรงมีอยู่ก่อนที่พระองค์จะมาบังเกิด จึงเป็นเรื่องไร้สาระที่พระองค์จะเป็นพงศ์พันธุ์ของดาวิด

- หากแผ่นดินของพระเจ้าอยู่บนสวรรค์ พระเยซูก็จะไม่สามารถสร้างอาณาจักรอิสราเอลของดาวิดขึ้นมาใหม่ และไม่สามารถครองบัลลังก์ของดาวิด เมื่อทั้งหมดนี้เป็นสิ่งของในโลก การสถาปนาขึ้นใหม่ก็ต้องเกิดขึ้นในโลกด้วย

สำเร็จในยุคซาโลมอนหรือไม่

ซาโลมอนบุตรของดาวิด เติมเต็มบางส่วนของคำสัญญาที่มีต่อดาวิด ซาโลมอนสร้างพระนิเวศถวายพระเจ้า (1 พงศ์กษัตริย์ 5-8) และมีอาณาจักรที่มั่นคง ชาติต่างๆ พากันส่งตัวแทนมาถวายความเคารพซาโลมอน (1 พงศ์กษัตริย์ 10) และพระพรมากมายมาจากการใช้พระนิเวศนั้น การปกครองของซาโลมอนชี้ให้เห็นถึงการเติมเต็มที่ยิ่งใหญ่จากคำสัญญาที่มีต่อดาวิด ซึ่งจะเห็นได้ในแผ่นดินของพระคริสต์

บางคนบอกว่าคำสัญญาที่มีต่อดาวิดนั้นสำเร็จแล้วในยุคของซาโลมอน แต่เป็นไปไม่ได้เพราะ

- ตามหลักฐานในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม “พงศ์พันธุ์” นั้นคือพระคริสต์ ไม่ใช่ซาโลมอน

- ดาวิดโยงคำสัญญาของพระเจ้าที่มีต่อตนเองและต่ออับราฮัมเข้าด้วยกัน (1 พงศาวดาร 17:27; ปฐมกาล 22:17-18)

- อาณาจักรของ “พงศ์พันธุ์” จะดำรงเป็นนิตย์ ซึ่งไม่เกี่ยวกับครอบครัวที่มีอยู่ของท่าน

- ดาวิด…“พงศ์พันธุ์ของข้าพเจ้าตั้งมั่นอยู่กับพระเจ้ามิใช่หรือ เพราะพระองค์ทรงกระทำพันธสัญญาเนืองนิตย์กับข้าพเจ้าไว้” (2 ซามูเอล 23:5)

- พงศ์พันธุ์ของดาวิดคือพระมาซีฮา พระผู้ช่วยให้รอดจากความบาป (อิสยาห์ 9:6-7;22:22; เยเรมีย์ 33:5-6,15; ยอห์น 7:42) แต่ซาโลมอนได้หันหลังให้พระเจ้า (1 พงศ์กษัตริย์ 11:1-13; เนหะมีย์ 13:26) เพราะไปแต่งงานกับหญิงต่างชาติ

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook