บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

4.1 ธรรมชาติของมนุษย์

มนุษย์ส่วนใหญ่ใช้เวลาน้อยมากในการใคร่ครวญถึงความตายหรือแม้แต่ธรรมชาติของตัวเอง ซึ่งเป็นชนวนพื้นฐานของความตาย การขาดการสำรวจตนเองนำไปสู่การขาดความรู้เกี่ยวกับตัวเอง และดังนั้นผู้คนจึงล่องไปตามกระแสชีวิตและตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ตามใจปรารถนา มีการปฏิเสธ - ปิดบังอย่างหนัก - ที่จะคำนึงถึงความจริงที่ว่าชีวิตนั้นสั้นนัก และความตายก็มาถึงเราเร็วเสียเหลือเกิน "ชีวิตของท่านเป็นเช่นใดเล่า ท่านก็เป็นเช่นหมอกที่ปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ แล้วก็หายไป"
(ยากอบ 4:14) "คนเราจะต้องตายหมดด้วยกันทุกคน เป็นเหมือนน้ำที่หกบนแผ่นดิน จะเก็บรวมกลับคืนมาอีกไม่ได้" (2 ซามูเอล 14:14) "เหมือนหญ้าที่งอกขึ้นใหม่ในเวลาเช้า (ความเยาว์วัย) มันก็บานออกและขึ้นใหญ่ ครั้นเวลาเย็นก็ร่วงโรย และเหี่ยวไป" (สดุดี 90:5-6) โมเสส ชายผู้ช่างคิด ตระหนักถึงเรื่องนี้ และทูลขอพระเจ้าว่า "ขอพระองค์ทรงสอนให้นับวันของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะมีจิตใจที่มีปัญญา" (สดุดี 90:12) ในช่วงชีวิตที่แสนสั้น เราจึงควรยกความมีปัญญาให้เป็นความสำคัญอันดับหนึ่ง

มนุษย์ตอบโต้จุดสุดท้ายของความตายแตกต่างกันออกไป บางวัฒนธรรมพยายามทำให้การตายและพิธีฝังศพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต เพื่อลดความรู้สึกสูญเสียและความเป็นจุดจบ คริสเตียนส่วนมากสรุปว่ามนุษย์มี “วิญญาณอมตะ” หรือมีความเป็นอมตะภายในตัว และเดินทางไปยังสถานที่บางแห่งเพื่อรับรางวัลหรือโทษทัณฑ์ ความตายเป็นปัญหาขั้นพื้นฐานและโศกนาฎกรรมในประสบการณ์ของมนุษย์ เป็นที่คาดการณ์ไว้ว่ามนุษย์ใช้สมองอย่างหนักในการลดผลกระทบทางจิตใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ ดังนั้น ทฤษฎีผิดๆ มากมายเกี่ยวกับความตายและธรรมชาติของมนุษย์จึงถูกสร้างขึ้น ทฤษฎีเหล่านี้จะต้องนำมาทดสอบกับพระคริสตธรรมคัมภีร์เพื่อค้นหาความจริง เราควรจำไว้ว่า คำโป้ปดที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกและถูกบันทึกไว้ในพระ
คริสตธรรมคัมภีร์คือ คำโป้ปดของงูในสวนเอเดน แทนที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่พระเจ้าตรัสกับมนุษย์ว่ามนุษย์จะ "ต้องตายแน่" ถ้าเขาทำบาป (ปฐมกาล 2:17) งูร้ายกล่าวว่า "เจ้าจะไม่ตายจริงดอก" (ปฐมกาล 3:4) ความพยายามที่จะปฏิเสธจุดจบและผลลัพธ์ของความตายกลายเป็นลักษณะอย่างหนึ่งของศาสนาเทียม สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า คำสอนผิดๆ คำสอนหนึ่ง นำไปสู่คำสอนผิดๆ อีกหนึ่งคำสอน อีกคำสอนหนึ่ง และอีกคำสอนหนึ่ง ในทางตรงข้ามความจริงเรื่องหนึ่งนำไปสู่อีกเรื่องหนึ่ง ดังจะเห็นได้ใน 1 โครินธ์ 15:13-17 เปาโล
กระโดดจากความจริงหนึ่งไปสู่อีกความจริงหนึ่ง (สังเกตคำว่า "ถ้า….ถ้า….ถ้า")

เราต้องพิจารณาสิ่งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์พูดไว้เกี่ยวกับการเนรมิตสร้างมนุษย์เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติจริงของเรา บันทึกในพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นภาษาธรรมดา ซึ่งถ้าเราดูตามตัวอักษร เราจะไม่มีข้อสงสัยเลย ว่าเราเป็นอย่างไรตามธรรมชาติ (ดู Digression 18 เกี่ยวกับการดูตามตัวอักษรในปฐมกาล) "พระเจ้าทรงปั้นมนุษย์ด้วยผงคลีดิน..เพราะเราสร้างเจ้ามาจากดิน เจ้าเป็นผงคลีดิน และจะต้องกลับเป็นผงคลีดินดังเดิม" (ปฐมกาล 2:7,3:19) ไม่มีอะไรสักนิดที่บอกว่ามนุษย์มีความเป็นอมตะ ไม่มีส่วนใดที่จะมีชีวิตอยู่บนโลกเมื่อเขาตายไป

มีข้อความในพระคริสตธรรมคัมภีร์ที่เน้นย้ำความจริงว่ามนุษย์ประกอบด้วยผงคลีดิน "ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นดินเหนียว" (อิสยาห์ 64:8) "มนุษย์เดิมนั้นกำเนิดจากดินและเป็นมนุษย์ดิน" (1 โครินธ์ 15:47) "รากฐานของเขาอยู่ในผงคลีดิน" (โยบ 4:19) "และมนุษย์จะกลับไปเป็นผงคลีดิน" (โยบ 34:14-15) อับราฮัมยอมรับว่าท่าน "เป็นเพียงผงคลีและขี้เถ้า" (ปฐมกาล 18:27) ทันทีที่มนุษย์ไม่เชื่อฟังคำบัญชาของพระเจ้า ในสวนเอเดน พระเจ้าทรง "ไล่ชายนั้นออกไป อย่าปล่อยให้เขายื่นมือไปหยิบผลต้นไม้แห่งชีวิตมากิน แล้วมีอายุยืนชั่วนิรันดร์" (ปฐมกาล 3:24,22) ถ้ามนุษย์มีความเป็นอมตะอยู่ การไล่มนุษย์ออกไปก็ไม่จำเป็น

ความเป็นอมตะที่มีเงื่อนไข

สิ่งที่ถูกกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าในข่าวประเสริฐคือการที่มนุษย์สามารถมีชีวิตนิรันดร์และเป็นอมตะได้โดยทางพระคริสต์ นั่นคือความเป็นอมตะเพียงประการเดียวที่พระคริสตธรรมคัมภีร์พูดถึง พระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่เคยสนับสนุนความคิดที่ว่าจะมีการทนทุกข์เป็นนิตย์จากการทำผิด วิธีเดียวที่จะเป็นอมตะคือการเชื่อฟังพระบัญชาของพระเจ้า ผู้ที่เชื่อฟังพระเจ้าจะมีความเป็นอมตะในสภาวะที่สมบูรณ์แบบ นั่นคือได้รับรางวัลสำหรับความชอบธรรม

ข้อความต่อไปนี้คงเป็นหลักฐานเพียงพอที่แสดงว่าความเป็นอมตะนี้มีเงื่อนไข เราไม่ได้ครอบครองมาโดยธรรมชาติ

- "พระเยซูคริสต์…ได้ทรงกระทำในชีวิตและสภาพอมตะกระจ่างแจ้งโดยข่าวประเสริฐ" (2 ทิโมธี 1:10; 1 ยอห์น 1:2)

- "ถ้าท่านไม่กินเนื้อและไม่ดื่มโลหิตของบุตรมนุษย์ ท่านก็ไม่มีชีวิตในตัวท่าน ผู้ที่กินเนื้อและดื่มโลหิตของเราก็มีชีวิตนิรันดร์ และเราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย" เพื่อมอบ “ชีวิตนิรันดร์” ให้กับเขา (ยอห์น 6:53-54) เหตุผลที่พระคริสต์กล่าวถึงใน ยอห์น 6 ก็คือพระองค์ทรงเป็น "อาหารแห่งชีวิต" และการตอบสนองที่ถูกต้องต่อพระองค์เท่านั้นที่จะนำมาซึ่งความหวังของความเป็นอมตะ (ยอห์น 6:47,50,51,57,58)

- "พระเจ้าได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระบุตรของพระองค์" (1 ยอห์น 5:11) ไม่มีความหวังเรื่องความเป็นอมตะสำหรับผู้ที่ไม่ได้อยู่ "ในพระคริสต์" ความเป็นอมตะเกิดขึ้นทางพระเยซูเท่านั้น พระองค์ทรงเป็น "เจ้าชีวิต" (กิจการของอัครทูต 3:15) "แหล่งกำเนิดแห่งความรอดนิรันดร์สำหรับคนทั้งปวงที่เชื่อพระองค์" (ฮีบรู 5:9) ความเป็นอมตะของมนุษย์จึงเกิดจากการกระทำของพระคริสต์

- ผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงแสวงหาความเป็นอมตะและจะได้รับรางวัลเป็นชีวิตนิรันดร์ ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในครอบครองตามธรรมชาติ (โรม 2:7; 6:23; ยอห์น 10:28) ร่างกายอมตะของเราจะ "ต้องสวมสภาพอมตะ" เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา (1 โครินธ์ 15:53) ความเป็นอมตะเป็นสิ่งที่สัญญาไว้ไม่ใช่สิ่งที่เรามีในครอบครอง (1 ยอห์น 2:25)

- พระองค์ผู้เดียวทรงอมตะ (1 ทิโมธี 6:16)

4.2 วิญญาณ

จากที่ผ่านมา อาจจะฟังดูแปลกที่มนุษย์มี “วิญญาณอมตะ” หรือความเป็นอมตะภายในตัวเองตามธรรมชาติ ขณะนี้ เราพยายามขจัดความสับสนเกี่ยวกับคำว่า “วิญญาณ”

คำในภาษาฮีบรูและภาษากรีกที่แปลว่า "วิญญาณ" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ (“Nephesh” และ “Psuche” ตามลำดับ) สามารถแปลได้ดังต่อไปนี้

ร่างกาย ลมปราณ

สิ่งมีชีวิต หัวใจ

ความคิด บุคคล

ตัวเอง

คำว่า "วิญญาณ" จึงหมายถึงบุคคล ร่างกาย หรือตัวตน คำว่า "Save Our Souls" (S.O.S) จึงหมายความว่า "ช่วยเราให้รอดตาย" ดังนั้น "วิญญาณ" จึงคือ "ท่าน" หรือทุกอย่างที่ประกอบขึ้นมาเป็นตัวบุคคล ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับแปลใหม่ จึงมักใช้คำว่า "ท่าน" หรือ “บุคคล" มากกว่าใช้คำว่า "วิญญาณ" เราเรียกสัตว์ที่พระเจ้าทรงสร้างว่า "สัตว์ที่เคลื่อนไหว…สัตว์ที่มีชีวิต" (ปฐมกาล 1:20-21) คำฮีบรูที่แปลว่า สัตว์ที่มีชีวิตคือ "Nephesh" ซึ่งแปลว่า "วิญญาณ" เช่นกัน เช่นในปฐมกาล 2:7 "มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต" มนุษย์และสัตว์จึงเป็น "วิญญาณ" เช่นกัน สิ่งที่แตกต่างกันคือความคิดของมนุษย์ที่สูงกว่า มนุษย์ถูกสร้างตามพระฉายาของพระเจ้า (ปฐมกาล 1:26 ดูบทเรียนที่ 1.2) และมนุษย์บางคนก็ถูกเรียกให้รู้จักข่าวประเสริฐซึ่งให้ความหวังของความเป็นอมตะ (2 ทิโมธี 1:10) เมื่อพิจารณาถึงธรรมชาติพื้นฐานของเราและธรรมชาติของความตาย มนุษย์และสัตว์จึงไม่แตกต่างกันเลย

"เคราะห์ของบรรดามนุษยชาติกับเคราะห์ของสัตว์เดียรัจฉานนั้นเหมือนกัน ฝ่ายหนึ่งตาย อีกฝ่ายหนึ่งก็ตายเหมือนกัน…มนุษย์ไม่มีอะไรดีกว่าสัตว์เดียรัจฉาน...ทุกอย่างไปยังที่เดียวกัน ทุกอย่างเป็นมาจากผงคลีดิน และทุกอย่างกลับเป็นผงคลีดินอีก" (ปัญญาจารย์ 3:19-20) ผู้เขียนปัญญาจารย์ซึ่งได้รับการดลใจทูลขอพระเจ้าเพื่อทรงช่วยมนุษย์ให้เห็นความจริงนี้ "เพื่อให้เขาเห็นว่าเขาเป็นเพียงสัตว์" (ปัญญาจารย์ 3:18) คนมากมายเห็นว่าความจริงข้อนี้ยากแก่การยอมรับ จริงๆ แล้วเป็นเหมือนความอับอายที่จะตระหนักว่า โดยธรรมชาติแล้วเราเป็นเพียงสัตว์ มีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด และอยู่รอด พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับแปลใหม่ แปลปัญญาจารย์ 3:18 ว่า "พระเจ้าทรงทดสอบมนุษย์เพื่อให้เขาเห็นว่าเขาเป็นเพียงสัตว์" ผู้ที่มีใจถ่อมพอที่จะเป็นประชากรของพระองค์จะตระหนักถึงความจริงข้อนี้ แต่ผู้ที่ไม่มีใจถ่อมพอจะไม่ผ่าน "การทดสอบ" นี้ ปรัชญาของความเชื่อในมนุษย์มากกว่าพระเจ้า คือความคิดที่ว่ามนุษย์เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและมีค่าที่สุด แผ่ขยายไปทั้งโลกในศตวรรษที่ 20 เป็นการยากที่เราจะล้างอิทธิพลของปรัชญานี้ออกจากความคิดของเรา สดุดี 39:5 กล่าวว่า "มนุษย์ทุกคนดำรงอยู่อย่างลมหายใจ" เยเรมีย์ 10:23 กล่าวว่า "ไม่อยู่ที่มนุษย์ผู้ซึ่งดำเนินไป ที่จะนำฝีก้าวของตนเอง"

เรื่องพื้นฐานที่สุดที่เรารู้คือร่างกายของมนุษย์ จริงๆ แล้วร่างกายของทุก “สิ่งมีชีวิต” จะต้องตาย "วิญญาณ" จึงตายด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับความเป็นอมตะจริงๆ หนึ่งในสามของการใช้คำที่แปลว่า "วิญญาณ" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์เกี่ยวข้องกับความตายและการถูกทำลายของวิญญาณ ความจริงที่ว่า "วิญญาณ" ถูกใช้ในแง่นี้แสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ทำลายไม่ได้หรือเป็นอมตะ

- "ชีวิตใดที่ทำบาป ก็จะตาย” (เอเสเคียล 18:4)

- พระเจ้าสามารถทำลายวิญญาณ (มัทธิว 10:28) ข้ออื่นๆ ที่ชี้ว่าวิญญาณถูกทำลายได้คือ เอเสเคียล 22:27; สุภาษิต 6:32; เลวีนิติ 23:30

- “สิ่งที่หายใจได้" ในเมืองฮาโซริ ถูกประหารด้วยคมดาบ
(โยชูวา 11:11 เทียบ 10:30-39)

- "...บรรดาสิ่งที่มีชีวิตก็ตายหมดสิ้น (วิวรณ์ 16:3; สดุดี 78:50)

- ธรรมบัญญัติของโมเสสบัญญัติไว้ว่า "บุคคล" ที่ไม่เชื่อฟังธรรมบัญญัติบางข้อต้องโทษถึงตาย (กันดารวิถี 15:27-31)

- ข้อความที่กล่าวถึงการที่วิญญาณบีบเค้นหรือดักจับ ล้วนทำให้เราเข้าใจว่า วิญญาณตายได้ (สุภาษิต 18:7;22:25; โยบ 7:15)

- "รักษาตัวให้คงชีวิตอยู่ไม่ได้" (สดุดี 22:29)

- พระคริสต์ "เทวิญญาณจิตของท่านถึงความมรณา" เพื่อว่า
"วิญญาณ" หรือชีวิตของพระองค์จะเป็นเครื่องไถ่บาป (อิสยาห์53:10,12)

การที่ "วิญญาณ" หมายถึง ตัวบุคคลหรือร่างกาย มากกว่าสิ่งที่เป็นอมตะภายในตัวเรา ปรากฏอยู่ในข้อความมากมาย เช่น

- "โลหิตของคน" (เยเรมีย์ 2:34)

- "ถ้าผู้ใดกระทำความผิดในข้อที่ได้ยินคำในสาบาน แต่เขาไม่ยอมให้การเป็นพยาน ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดแตะต้องสิ่งที่เป็นมลทิน ถ้าคนหนึ่งคนใดเผลอตัวกล่าวคำสาบาน" (เลวีนิติ 5:1-4)

- "จิตใจของข้าเอ๋ย..และทั้งสิ้นที่อยู่ภายในข้า…จงถวายสาธุการแด่พระเจ้า จิตใจของข้าเอ๋ย…ผู้ทรงให้ท่านอิ่มด้วยของดี" (สดุดี 103:1-2,5)

- "ผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เรา…จะได้ชีวิตรอด" (มาระโก 8:35)

นี่เป็นหลักฐานเพียงพอว่าวิญญาณไม่ได้หมายถึงอะไรก็ตามที่มีอยู่ภายในตัวคน วิญญาณในที่นี้ (“Psuche” ในภาษากรีก) แปลว่าชีวิตทางร่างกาย ซึ่งแปลไว้ดังนี้

- กันดารวิถี 21:4 แสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนสามารถมี
"วิญญาณ" เดียว "วิญญาณ" จึงไม่สามารถหมายถึงความเป็นอมตะที่อยู่ในตัวคน

4.3 จิตวิญญาณของมนุษย์

หลายคนสับสนกับคำว่า "วิญญาณ" และ "จิตวิญญาณ" ในบางภาษาและในการแปลพระคริสตธรรมคัมภีร์ คำว่า "วิญญาณ" (Soul) และจิตวิญญาณ (Spirit) มีความหมายเดียวกัน "วิญญาณ" ซึ่งหมายถึงทุกอย่างที่ประกอบเป็นคนอาจหมายถึงจิตวิญญาณด้วย แต่สองคำนี้ใช้แตกต่างกันตามที่ใช้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ วิญญาณและจิตวิญญาณสามารถ “แยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด” (ฮีบรู 4:12)

ในภาษาฮีบรูและกรีก คำว่า “จิตวิญญาณ” (“Ruach” และ “Pneuma” ตามลำดับ) สามารถแปลได้ดังต่อไปนี้

ชีวิต จิตวิญญาณ

ความคิด ลม

ลมปราณ

เราเรียนเรื่อง "จิตวิญญาณ" ในบทเรียนที่ 2.1 พระเจ้าทรงใช้พระวิญญาณของพระองค์ในการรักษาไว้ซึ่งสิ่งมีชีวิตรวมทั้งมนุษย์ พระวิญญาณของพระเจ้าซึ่งอยู่ในมนุษย์จึงเป็นพลังชีวิตของมนุษย์ "กายที่ปราศจากจิตวิญญาณนั้นไร้ชีพ" (ยากอบ 2:26) "พระเจ้าทรงระบายลมปราณเข้าทางจมูก มนุษย์จึงเป็นผู้มีชีวิต" (ปฐมกาล 2:7) โยบพูดถึง "ลมปราณจากพระเจ้า" ว่า "อยู่ในรูจมูกของข้า" (โยบ 27:3 เทียบ อิสยาห์ 2:22) จิตวิญญาณแห่งชีวิตที่อยู่ในเรา เราได้รับตั้งแต่เกิดและจะอยู่กับเราตราบเท่าที่เรามีชีวิตอยู่ เมื่อพระวิญญาณของพระเจ้าออกจากสิ่งใด สิ่งนั้นก็พินาศทันที พระวิญญาณนั้นเป็นพลังชีวิต หากพระเจ้า "ทรงให้วิญญาณของพระองค์กลับสู่พระองค์ และทรงรวบรวมลมปราณของพระองค์กลับมาหาพระองค์ เนื้อหนังทั้งสิ้นก็จะพินาศไปด้วยกัน และมนุษย์ก็จะกลับไปเป็นผงคลีดิน ถ้าท่านมีความเข้าใจ ขอจงฟังข้อนี้ (โยบ 34:14-16) ประโยคสุดท้ายชี้ให้เห็นว่ามนุษย์รับมือกับความจริงข้อนี้อย่างยากลำบาก

เมื่อพระเจ้าทรงเรียกพระวิญญาณของพระองค์กลับคืนตอนที่เราตาย ไม่เพียงร่างกายของเราเท่านั้นที่ตาย ทุกสิ่งที่อยู่ในความสำนึกของเราก็ตายไปด้วย ความเข้าใจของดาวิดในเรื่องนี้ทำให้พระองค์ไว้วางใจในพระเจ้ามากกว่าในมนุษย์ที่อ่อนแอ สดุดี 146:3-5 เป็นข้อที่ลัทธิบูชามนุษย์โต้เถียงได้ยาก "อย่าวางใจในเจ้านาย ในบุตรของมนุษย์ ซึ่งไม่มีความช่วยเหลืออยู่ในตัวเขา เมื่อลมหายใจของเขาพรากไป เขาก็กลับคืนเป็นดิน ในอันเดียวกันนั้น ความคิดของเขาก็พินาศ คนที่ผู้อุปถัมภ์ของเขาคือพระเจ้าของยาโคบ ก็เป็นสุข"

เมื่อความตายมาถึง "ผงคลีดินกลับไปเป็นดินอย่างเดิม และจิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้าผู้ประทานให้มานั้น" (ปัญญาจารย์ 12:7) พระเจ้าอยู่ทุกหนทุกแห่งโดยพระวิญญาณ ในนัยนี้ "พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ" (ยอห์น 4:24) เมื่อเราตาย เราหายใจเป็นครั้งสุดท้าย ในนัยที่ว่าพระวิญญาณของพระเจ้าที่อยู่ในเราออกจากเราไป วิญญาณนั้นอยู่ในพระวิญญาณของพระเจ้า ซึ่งอยู่รอบข้างเรา เมื่อเราตาย "จิตวิญญาณกลับไปสู่พระเจ้า"

พระวิญญาณของพระเจ้ายังชีวิตให้แก่สิ่งมีชีวิตทั้งสิ้น กระบวนการของความตายที่ว่านี้ก็เกิดขึ้นกับสัตว์เช่นกัน มนุษย์และสัตว์มีพลังชีวิตอย่างเดียวกันในตัว "เคราะห์ของบรรดามนุษยชาติกับเคราะห์ของสัตว์เดียรัจฉานนั้นเหมือนกัน ฝ่ายหนึ่งตาย อีกฝ่ายหนึ่งก็ตายเหมือนกัน ทั้งสองมีลมหายใจอย่างเดียวกัน และมนุษย์ไม่มีอะไรดีกว่าสัตว์เดียรัจฉาน" (ปัญญาจารย์ 3:19) ผู้เขียนปัญญาจารย์ยังเขียนต่อไปว่า ไม่มีใครรู้ว่าจิตวิญญาณของมนุษย์และสัตว์ไปที่เดียวกันหรือไม่ (ปัญญาจารย์ 3:21) คำอธิบายที่ว่ามนุษย์และสัตว์มีจิตวิญญาณอย่างเดียวกันและตายเหมือนกัน นำเรากลับไปสู่การที่มนุษย์และสัตว์ซึ่งมีวิญญาณแห่งชีวิตจากพระเจ้า ถูกทำลายด้วยความตายเหมือนกัน เมื่อครั้งที่น้ำท่วมโลก "บรรดาสัตว์ที่เคลื่อนไหวบนแผ่นดิน คือ นก สัตว์ใช้งาน สัตว์ป่า กับบรรดาฝูงสัตว์เล็กๆ ที่อยู่บนแผ่นดิน และมนุษย์ทั้งปวง ก็ตายสิ้น บรรดาสัตว์ที่มีลมหายใจเข้าออกทางจมูก ก็ตายสิ้น สัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่ ถูกทำลายล้าง" (ปฐมกาล 7:21-23) สดุดี 90:5 พูดเรื่องความตายเหมือนตอนน้ำท่วม ปฐมกาล 7 แสดงให้เห็นว่า มนุษย์ก็อยู่ใน "บรรดาสัตว์… สัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตอยู่" เพราะมีวิญญาณแห่งชีวิตในตัวเหมือนสัตว์ต่างๆ

4.4 ความตายคือการไม่รู้สึกใดๆ

จากการเรียนรู้เรื่อง "วิญญาณ" และ "จิตวิญญาณ" เมื่อคนตาย เขาจะไม่รู้สึกอะไรเลย พระเจ้าจะทรงจดจำการกระทำของผู้ที่เกรงกลัวพระเจ้า (มาลาคี 3:16; วิวรณ์ 20:12; ฮีบรู 6:10) แต่ไม่มีที่ใดในพระคริสตธรรมคัมภีร์ที่บอกว่าเราจะมีความรู้สึกถึงสิ่งใดๆ ขณะที่เราตาย เป็นการยากที่เราจะโต้เถียงกับข้อความดังต่อไปนี้

- -"เมื่อลมหายใจของเขาพรากไป เขาก็กลับคืนเป็นดิน ในวันเดียวกันนั้นความคิดของเขาก็พินาศ" (สดุดี 146:4)

- -"คนตายแล้วก็ไม่รู้อะไรเลย…ความรัก ความชัง ความอิจฉาของเขาได้สาปสูญไปตามกัน" (ปัญญาจารย์ 9:5-6) ไม่มี "สติปัญญาในแดนคนตาย" (ปัญญาจารย์ 9:10) ไม่มีความคิดจึงไม่มีสติ

- โยบพูดว่า ถ้าตาย เขาก็จะเป็นเหมือน "อย่างกับว่าข้าพระองค์มิได้เกิดมา" (โยบ 10:18) โยบมองความตายว่าเป็นการไม่รู้ การไม่รู้สึกตัว และการไม่ได้มีอยู่ซึ่งเราเป็นเช่นนั้นก่อนเราเกิดมา

- มนุษย์ก็ตายเหมือนกันกับสัตว์ (ปัญญาจารย์ 3:18) หากมนุษย์รอดเงื้อมือความตาย สัตว์ก็จะทำได้เช่นกัน แต่ทั้งพระคริสตธรรมคัมภีร์และวิทยาศาตร์ก็ไม่ได้กล่าวอะไรในเรื่องนี้

- พระเจ้า "ทรงระลึกว่าเราเป็นแต่ผงคลี ส่วนมนุษย์นั้น วันเวลาของเขาเหมือนหญ้า เขาเจริญขึ้นเหมือนดอกไม้ในทุ่งนา มันสูญเสีย และสถานที่ของมันไม่รู้จักมันอีก" (สดุดี 103:14-16)

การที่ความตายคือการไม่รู้สึกตัว แม้สำหรับผู้ชอบธรรม จะเห็นได้จากการที่ผู้รับใช้พระเจ้าอ้อนวอนขอพระเจ้าให้พวกเขามีชีวิตที่ยืนนาน เพราะพวกเขารู้ว่าหลังจากที่ตายแล้ว พวกเขาจะไม่สามารถสรรเสริญและสาธุการพระเจ้าได้ เฮเซคียาห์ (อิสยาห์ 38:17-19) และดาวิด (สดุดี 6:4-5;30:9;39:13 และ115:147) เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ ความตายมักจะถูกพูดถึงด้วยคำว่า นอนหลับหรือพักสำหรับทั้งผู้ชอบธรรมและคนอธรรม (โยบ 3:11,13,17; ดาเนียล 12:13)

หลักฐานทั้งหมดนี้ชี้ว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้บอกไว้เลยว่า คนชอบธรรมจะได้ไปสวรรค์ และรับรางวัลทันทีที่เขาเสียชีวิต คำสอนเรื่องความตายและธรรมชาติของมนุษย์ทำให้เรามีสันติสุข หลังความชอกช้ำ และเจ็บปวดในชีวิต หลุมศพจะเป็นที่พักสงบ สำหรับผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้า ที่พักนี้จะเป็นที่พักตลอดไป พวกเขาจะไม่ฟื้นขึ้นมา ความหวังและความกลัวของมนุษย์จะไม่ถูกรับรู้หรือรบกวน

ในการศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ มีความจริงที่จะต้องถูกค้นพบ แต่น่าเศร้าที่มีความผิดพลาดในความคิดของมนุษย์เกี่ยวกับศาสนาอันเกิดจากการไม่เอาใจใส่พระคริสตธรรมคัมภีร์ การที่มนุษย์พยายามที่จะทำให้ความตายเป็นจุดจบที่ร้ายแรงน้อยลงทำให้มนุษย์เชื่อว่า มี "วิญญาณที่ไม่ตาย" อยู่ในตัว เมื่อมีการยอมรับว่ามีวิญญาณที่เป็นอมตะอยู่ภายในตัวมนุษย์ ก็ต้องมีความคิดที่ว่าตายแล้ววิญญาณนั้นไปไหนหลังความตาย ทำให้เกิดความคิดขึ้นมาอีกว่า จะต้องมีความแตกต่างระหว่างโชคชะตาของคนชอบธรรมและคนอธรรม มีการสรุปว่าต้องมีสถานที่ที่ “วิญญาณอมตะที่ชอบธรรม” ไปอยู่ เรียกว่าสวรรค์ และที่ที่ “วิญญาณอมตะที่อธรรม” ไปอยู่เรียกว่า นรก เรารู้ว่า “วิญญาณอมตะ” ไม่มีปรากฏตามพระคริสตธรรมคัมภีร์ ความคิดผิดๆ อื่นๆ วิเคราะห์ได้ว่า มีดังนี้

1. เราจะได้รับรางวัลสำหรับชีวิตของเรา เมื่อเราตาย ในรูปของการที่ “วิญญาณอมตะ” ของเราได้ไปอยู่ที่ไหนสักแห่ง

2. การแบ่งแยกความชอบธรรมและอธรรมเกิดขึ้นหลังความตาย

3. รางวัลของคนชอบธรรมคือได้ไปสวรรค์

4. ถ้าทุกคนมี “วิญญาณอมตะ” ทุกคนจะต้องไปสวรรค์หรือนรก ที่ใดที่หนึ่ง

5. “วิญญาณ” อธรรมจะต้องไปรับโทษในที่ที่เรียกว่า นรก

เมื่อเราพิจารณาประเด็นต่างๆ นี้ โดยละเอียด เราจะได้พบความจริงมากมายในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ซึ่งสำคัญต่อภาพที่แท้จริงของธรรมชาติของมนุษย์

4.5 การฟื้นขึ้นจากความตาย

พระคริสตธรรมคัมภีร์เน้นย้ำว่า คนชอบธรรมจะได้รับรางวัลเมื่อฟื้นขึ้นจากความตายในการกลับมาของพระคริสต์ (1 เธสะโลนิกา 4:16) การฟื้นขึ้นจากความตายของธรรมิกชน (ดูบทเรียนที่ 4.8) จะเป็นสิ่งแรกที่พระคริสต์จะกระทำ แล้วพระองค์จะเริ่มการตัดสิน ถ้าวิญญาณไปสวรรค์หลังความตายแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีการฟื้นขึ้นจากความตาย เปาโลกล่าวว่า ถ้าไม่มีการฟื้นขึ้นจากความตาย ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะเชื่อฟังพระเจ้า (1 โครินธ์ 15:32) เปาโลจะไม่พูดเช่นนี้แน่ หากท่านเชื่อว่า ท่านจะได้รับรางวัลโดยที่วิญญาณของท่านจะได้ไปสวรรค์ จริงๆ แล้วก็คือท่านเชื่อว่ารางวัลที่จะได้คือการฟื้นขึ้นจากความตาย พระคริสต์ทรงให้กำลังใจเราด้วยความคาดหวังที่ว่าเราจะได้รับรางวัลตอนที่เราฟื้นขึ้นมาจากความตาย (ลูกา 14:14)

พระคัมภีร์ ไม่เคยสอนว่ามีรูปแบบใดของสิ่งมีชีวิตนอกจากในรูปแบบของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า พระคริสต์ และมนุษย์ เมื่อพระคริสต์กลับมาอีกครั้ง พระองค์ "จะทรงเปลี่ยนแปลงกายอันต่ำต้อยของเราให้เหมือนพระกายอันทรงพระสิริของพระองค์" (ฟิลิปปี 3:20,21) พระองค์ทรงมีพระกายที่เลี้ยงด้วยพระวิญญาณแทนที่จะเลี้ยงด้วยเลือด และเราจะมีกายเช่นนั้นด้วย ในวันพิพากษา เราจะได้รับสิ่งตอบแทนสำหรับชีวิตของเราในรูปแบบของร่างกาย (2 โครินธ์ 5:10) ผู้ที่มีชีวิตอย่างชาวโลกก็จะถูกทิ้งไว้กับร่างกายที่ไม่เป็นอมตะซึ่งจะผุพังกลายเป็นผงคลีดิน ผู้ที่มีชีวิตอย่างพยายามเอาชนะเนื้อหนัง "ก็จะเกี่ยวกับชีวิตนิรันดร์จากพระวิญญาณ" (กาลาเทีย 6:8) ในรูปของการมีร่างกายที่เปี่ยมด้วยพระวิญญาณ

มีหลักฐานปรากฏอีกว่า รางวัลผู้ชอบธรรมจะอยู่ในรูปของร่างกาย เมื่อหลักฐานนี้ถูกยอมรับหมายความว่า ความสำคัญของการฟื้นขึ้นจากความตายจะปรากฏให้เห็น ร่างกายของเราสูญสิ้นไปเมื่อเราตาย หากเรามีชีวิตนิรันดร์ในรูปของการมีร่างกาย ความตายก็จะเป็นเพียงการที่เราไม่รู้สึกตัว จนกว่าร่างกายของเราจะถูกสร้างขึ้นใหม่ และได้รับธรรมชาติของพระเจ้า

1 โครินธ์ 15 พูดถึงรายละเอียดของการฟื้นขึ้นจากความตาย ซึ่งควรจะอ่านอย่างถี่ถ้วน 1 โครินธ์ 15:35-44 อธิบายว่า เมล็ดที่หว่านลงดินจะงอกขึ้นโดยมีรูปร่างต้นของเมล็ดนั้นตามที่พระเจ้าเห็นชอบ คนตายก็เช่นเดียวกัน จะได้ร่างกายเป็นรางวัลเมื่อพระคริสต์เป็นขึ้นจากความตาย ร่างกายที่เน่าเปี่อยได้ของพระองค์เปลี่ยนเป็นร่างกายที่ไม่เน่าเปื่อย ผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงก็จะมีส่วนร่วมในรางวัลนี้ด้วย (ฟิลิปปี 3:21) โดยการรับบัพติศมา เรามีส่วนร่วมในความตายและการฟื้นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ และจะได้รับรางวัลซึ่งพระองค์ได้รับจากการฟื้นขึ้นจากความตาย (โรม 6:3-5) การที่เราทนทุกข์ร่วมกับพระองค์ ทำให้เรามีส่วนในรางวัลของพระองค์ "เราแบกความตายของพระเยซูไว้ที่กายเราเสมอ เพื่อว่า "ชีวิต" ของพระเยซูจะปรากฏในกายเราด้วย" (2 โครินธ์ 4:10) "พระองค์ผู้ทรงชุบให้พระเยซูคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่านเป็นขึ้นมาใหม่ โดยเดชแห่งพระวิญญาณ" (โรม 8:11) ด้วยความหวังนี้ เรารอคอยวันที่
"กายของเราจะรอดตาย" (โรม 8:23) และเป็นอมตะ

ความหวังที่จะได้รางวัลนี้เป็นที่เข้าใจของประชากรของพระเจ้าในยุคแรก อับราฮัมได้รับคำสัญญาว่า ท่านจะได้แผ่นดินคานาอันเป็นมรดกเป็นนิตย์ ท่านได้เดินทางไปมาในดินแดนนั้น (ปฐมกาล 13:17 ดูบทเรียนที่ 3.4) ความเชื่อของท่านในพระสัญญาจะต้องทำให้ท่านเชื่อด้วยว่าในอนาคต ร่างกายของท่านจะกลับคืนมาและทำให้เป็นอมตะ เพื่อให้พระสัญญานี้สำเร็จ

โยบแสดงความเข้าใจของท่านว่า แม้ว่าร่างกายของท่านจะถูกหนอนชอนไชอยู่ในหลุมฝังศพ แต่ท่านจะได้รับรางวัลในแบบที่ท่านมีร่างกายอยู่ "พระผู้ไถ่ของข้าทรงพระชนม์อยู่ และในที่สุดพระองค์จะทรงปรากฏบนแผ่นดินโลก และหลังจากผิวหนังของข้าถูกทำลายไปอย่างนี้ แล้วในเนื้อหนังของข้า ข้าจะเห็นพระเจ้า ผู้ซึ่งข้าจะได้เห็นเอง และนัยน์ตาของข้าจะได้เห็นไม่ใช่คนอื่น จิตใจในตัวข้าก็อ่อนโหย" (โยบ 19:25-27) ความหวังของอิสยาห์คือ "ร่างกายที่ตายของข้าจะมีชีวิต" (อิสยาห์ 26:19)

คำพูดที่คล้ายคลึงกันนี้ปรากฏในเรื่องความตายของลาซารัสผู้เป็นสหายของพระเยซู แทนที่จะปลอบโยนพี่สาวของเขาว่าวิญญาณของเขาได้ไปสวรรค์ พระองค์กลับตรัสถึงการฟื้นขึ้นจากความตาย "น้องชายของเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอีก" คำตอบของมาร์ธาแสดงให้เห็นว่าคริสเตียนในยุคแรกๆ เห็นคุณค่าของการฟื้นขึ้นมาจากความตายมากมายเท่าใด "มาร์ธาทูลพระองค์ว่า ข้าพระองค์ทราบแล้วว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาอีกในวันสุดท้าย" (ยอห์น 11:23-24) เช่นเดียวกับโยบ นางไม่ได้เข้าใจว่าความตายเป็นประตูที่นำไปสู่ชีวิตแสนสุขในสวรรค์ แต่นางรอคอยการฟื้นขึ้นจากความตาย
"ในวันสุดท้าย" (โยบใช้คำว่า "ในที่สุด") พระผู้เป็นเจ้าทรงสัญญาว่า "ทุกคนที่ได้ยินและได้เรียนรู้จากพระบิดา เราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย" (ยอห์น 6:45,44)

4.6 การพิพากษา

คำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์เกี่ยวกับการพิพากษาเป็นหนึ่งในหลักพื้นฐานของความเชื่อ ซึ่งต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนรับบัพติศมา (กิจการของอัครทูต 24:25; ฮีบรู 6:2) พระคัมภีร์กล่าวถึง "วันพิพากษา" อยู่บ่อยครั้ง (2 เปโตร 2:9;3:7;1 ยอห์น 4:17; ยูดา 6) เวลาที่ผู้ที่รู้จักพระเจ้าจะได้รับรางวัล "เราทุกคนต้องยืนอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระเจ้า" (2 โครินธ์ 5:10) เพื่อรับรางวัลสำหรับชีวิตของเราในรูปของร่างกาย

นิมิตที่ดาเนียลเห็นเกี่ยวกับการเสด็จมาของพระคริสต์ มีบัลลังก์นั่งพิพากษาด้วย (ดาเนียล 7:9-14) และในรูปคำเปรียบเทียบการกลับมาของเจ้านาย ซึ่งเรียก
ทาสมาถามว่าพวกเขาดูแลทรัพย์สมบัติที่เขาฝากไว้ให้อย่างไร (มัทธิว 25:14-29) คำอุปมาเรื่องคนจับปลา ซึ่งเปรียบข่าวประเสริฐเป็นอวนจับปลา จับคนทุกชนิด แล้วเลือกเอาแต่ปลาดี (มัทธิว 13:47-49) คำอธิบายก็ชัดเจนมากว่า "เมื่อถึงวันสิ้นโลก ทูตสวรรค์จะมาและเลือกคนชั่วออกจากคนดี"

เราสรุปได้ว่า หลังจากที่พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาและการฟื้นขึ้นจากความตาย ผู้ที่ได้ฟังเรื่องข่าวประเสริฐจะมารวมกันในสถานที่แห่งหนึ่งในเวลาหนึ่ง ทุกคนจะได้พบกับพระคริสต์ พระองค์จะชี้ว่าพวกเขาเป็นที่ยอมรับให้เข้าแผ่นดินของพระเจ้าหรือไม่ ณ จุดนี้เท่านั้น ที่คนชอบธรธมจะได้รับรางวัล คำอุปมาเรื่องแกะและแพะทำให้เห็นภาพรวมทั้งหมดนี้ "เมื่อบุตรมนุษย์ทรงพระสิริเสด็จมากับทั้งหมู่ทูตสวรรค์ เมื่อนั้น พระองค์จะประทับบนพระที่นั่งอันรุ่งเรืองของพระองค์ บรรดาประชาชาติต่างๆ จะประชุมพร้อมกันต่อพระพักตร์พระองค์ และพระองค์จะทรงแยกมนุษย์ทั้งหลายออกเป็นสองพวกเหมือนอย่างผู้เลี้ยงแกะ จะแยกแกะออกจากแพะ ส่วนฝูงแกะนั้นจะทรงจัดให้อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ แต่ฝูงแพะนั้น จะทรงจัดให้อยู่เบื้องซ้าย ขณะนั้นพระมหากษัตริย์จะตรัสแก่บรรดาผู้ที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ว่า ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักร ซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่านทั้งหลาย" (มัทธิว 25:31-34)

การได้รับแผ่นดินของพระเจ้าเป็นมรดก ตามพระสัญญาที่ให้ไว้กับอับราฮัม เป็นรางวัลสำหรับคนชอบธรรม ซึ่งจะมอบให้หลังจากพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะได้รับรางวัลอันเป็นความเป็นอมตะก่อนพระคริสต์เสด็จกลับมา เราต้องสรุปว่า ระยะเวลาตั้งแต่เราตายจนถึงวันฟื้นขึ้นมาใหม่ ผู้ที่เชื่อจะไม่ได้อยู่อย่างรู้สึกตัว เพราะไม่มีสิ่งใดเป็นอยู่ได้โดยไม่มีร่างกาย

คำสอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวซ้ำอีกว่า เมื่อ พระคริสต์กลับมา จากนั้น เราจึงได้รับรางวัล ไม่ใช่ก่อนหน้านั้น

- "เมื่อพระผู้เลี้ยงผู้ยิ่งใหญ่จะเสด็จมาปรากฏ ท่านทั้งหลายจะรับศักดิ์ศรีเป็นมงกุฎ" (1 เปโตร 5:5 เทียบ 1:13)

- "พระเยซูคริสต์…จะทรงพิพากษาคนเป็นและคนตาย โดยอ้างถึงการที่พระองค์จะเสด็จมาปรากฏ และแผ่นดินของพระเจ้า…มงกุฎแห่งความชอบธรรมก็จะเป็นของข้าพเจ้า ซึ่งองค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้พิพากษาอันชอบธรรม จะทรงประทานเป็นรางวัลแก่ข้าพเจ้าในวันนั้น" (2 ทิโมธี 4:1,8)

- ในวันสุดท้ายที่พระมาซีฮาร์เสด็จกลับมา "คนเป็นอันมากในพวกที่หลับในผงคลีแห่งแผ่นดินโลก (เทียบ ปฐมกาล 3:19) จะตื่นขึ้น บ้างก็จะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ บ้างก็จะเข้าสู่ความอับอาย" (ดาเนียล 12:2)

- เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาพิพากษา "ผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพ…จะได้ออกมา บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติดีก็ฟื้นขึ้นสู่ชีวิต บรรดาผู้ที่ได้ประพฤติชั่วก็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา (ยอห์น 5:25-29)

- "เราจะมาในเร็วๆ นี้ และจะนำบำเหน็จของเรามาด้วย เพื่อตอบแทนการกระทำของทุกคน" (วิวรณ์ 22:12) เราไม่ได้ไปสวรรค์เพื่อรับรางวัล พระคริสต์ทรงนำรางวัลจากสวรรค์มาให้เรา

การที่พระเยซูนำรางวัลมากับพระองค์แปลว่ารางวัลถูกเตรียมให้เราแล้วในสวรรค์ แต่จะถูกนำมาให้เราบนโลกเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง มรดกของแผ่นดินที่สัญญาว่าจะให้กับอับราฮัมคือ "ซึ่งได้เตรียมไว้บนสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความรอด ซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย" ที่พระคริสต์เสด็จมา (1 เปโตร 1:4-5)

การเห็นคุณค่าในเรื่องนี้จะทำให้เราแปลความ ยอห์น 14:2-3 ได้อย่างถูกต้อง "เรา (พระเยซู) ไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับท่านแล้ว เราจะกลับมาอีก รับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่น" พระเยซูตรัสว่า ที่ไหนที่พระองค์จะกลับมาอีกเพื่อนำบำเหน็จมาให้เรา (วิวรณ์ 22:12) พระองค์จะขึ้นครองบัลลังก์ของดาวิดในเยรูซาเล็ม "เป็นนิตย์” พระองค์จะสถิตอยู่บนโลกเป็นนิตย์ และที่ที่พระองค์อยู่ ในแผ่นดินของพระเจ้าบนโลก เราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย พระองค์ทรงสัญญาว่า "จะมารับท่านไปอยู่กับเรา" คือ การที่พระองค์ยอมรับเราในวันพิพากษา ความเช่นนี้ปรากฏในมัทธิว 1:20 ว่าด้วยโยเซฟ "รับมารีย์" เป็นภรรยา คำนี้ จึงไม่ได้หมายความถึงการเคลื่อนเข้าหาพระเยซู

เพราะว่ารางวัลจะมอบให้ในวันพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา คนชอบธรรมและคนอธรรมจึงไปที่เดียวกันหมดหลังความตาย นั่นคือ หลุมฝังศพ ไม่มีการแบ่งแยก ซึ่งมีหลักฐานดังต่อไปนี้

- โยนาธานเป็นคนชอบธรรม แต่ซาอูลเป็นคนชั่วร้าย ถึงกระนั้น “มรณา ทั้งสองไม่แยกจากกัน" (2 ซามูเอล 1:23)

- ซาอูล โยนาธาน และซามูเอล ล้วนไปอยู่ที่เดียวกันเมื่อพวกเขาตาย (1 ซามูเอล 28:19)

- อับราฮัมผู้ชอบธรรม "ถูกรวบรวมไปอยู่กับคนของท่าน” หรือบรรพบุรุษของท่าน เมื่อท่านสิ้นชีวิต บรรพบุรุษของท่านเป็นพวกเคารพรูปเคารพ (ปฐมกาล 25:8;
โยชูวา 24:2)

- คนมีสติปัญญาและคนเขลาก็พบกับความตายเดียวกัน (ปัญญาจารย์ 2:15-16)

ทั้งหมดนี้ขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างของ “ศาสนาคริสต์” คำสอนที่ว่าคนชอบธรรมจะไปสวรรค์ทันทีหลังความตายทำลายความจำเป็นของการฟื้นขึ้นจากความตาย และการพิพากษา เหตุการณ์เหล่านี้อยู่ในแผนการของพระเจ้าที่เตรียมไว้สำหรับความรอดและอยู่ในข่าวประเสริฐ ความคิดที่เป็นที่นิยมคือความคิดที่ว่า เมื่อคนชอบธรรมตาย เขาได้รับรางวัลโดยได้ไปอยู่ในสวรรค์ และคนชอบธรรมคนอื่นๆ ก็จะตามกันไปพรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้า นี่เป็นความคิดที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับคำสอนในพระคริสต์ธรรมคัมภีร์ ที่ว่าคนชอบธรรมทุกคนจะได้รับรางวัลพร้อมกันหมด

- แกะและแพะถูกแยกออกจากกันทีละตัวในวันพิพากษา เมื่อการพิพากษาสิ้นสุดลง พระคริสต์จะตรัสกับแกะที่อยู่ทางเบื้องขวาของพระองค์ว่า

"ท่านทั้งหลายที่ได้รับพระพรจากพระบิดาของเรา จงมารับเอาราชอาณาจักรซึ่งได้ตระเตรียมไว้สำหรับท่าน" (มัทธิว 25:34) แกะก็รับแผ่นดินสวรรค์เป็นมรดกในเวลาพร้อมกัน (1 โครินธ์ 15:52)

- เมื่อถึงเวลา "เก็บเกี่ยว" ในเวลาที่พระคริสต์เสด็จกลับมาและพิพากษา คนที่ได้ทำงานในเรื่องข่าวประเสริฐจะ "ชื่นชมยินดีร่วมกัน" (ยอห์น 4:35-36; เทียบ มัทธิว 13:39)

- วิวรณ์ 11:18 อธิบาย "เวลาของคนที่ตายแล้ว พวกเขาจะต้องถูกพิพากษา" เป็น "เวลาที่พระเจ้าจะปูนบำเหน็จให้ผู้รับใช้ธรรมิกชน ผู้ที่ยำเกรงพระนามของพระองค์" คือ ผู้ที่เชื่อทั้งหมด

- ฮีบรู 11 เป็นมีรายชื่อของคนชอบธรรมในสมัยพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ข้อ 13 เขียนไว้ว่า "คนเหล่านั้นได้ตายไป ขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้" กับอับราฮัมเกี่ยวกับความรอดโดยเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า (ฮีบรู 11:8-12) เมื่อพวกเขาตาย พวกเขาไม่ได้ไปสวรรค์ทีละคนเพื่อรับรางวัล เหตุผลปรากฏอยู่ใน ข้อ 39,40 พวกเขา "ยังไม่ได้รับสิ่งที่ได้ทรงสัญญาไว้ เพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งสำคัญซึ่งประเสริฐยิ่งกว่านั้นไว้สำหรับเขา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้รับความสมบูรณ์" การที่พวกเขาได้รับรางวัลช้า เป็นเพราะพระเจ้าทรงวางแผนให้ผู้ที่สัตย์ซื่อ "ได้รับความสมบูรณ์" ร่วมกันและในเวลาเดียวกันในวันพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา

4.7 สถานที่แห่งรางวัล : สวรรค์หรือโลก

ผู้ที่รู้สึกว่าสถานที่ตั้งแผ่นดินของพระเจ้าหรือรางวัลที่สัญญาไว้อยู่ที่สวรรค์ไม่ใช่บนโลก จะต้องหาข้อโต้แย้งมาลบล้างประเด็นต่อไปนี้

- คำอธิษฐานของพระผู้เป็นเจ้า ทูลขอให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ (อธิษฐานขอการกลับมาของพระคริสต์) ขอให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปในโลกอย่างนั้น (มัทธิว 6:10) เราอธิษฐานขอให้แผ่นดินสวรรค์มาตั้งอยู่บนโลก เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผู้คนนับพันอธิษฐานด้วยคำอธิษฐานบทนี้ โดยไม่คิดไตร่ตรอง ขณะที่ยังเชื่อว่าแผ่นดินของพระเจ้าถูกสถาปนาไว้แล้วบนสวรรค์ และโลกใบนี้จะถูกทำลาย

- "บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก" (มัทธิว 5:5) ไม่ใช่ "เพราะว่าวิญญาณของเขาจะได้ไปอยู่ในสวรรค์" สดุดี 37 เน้นว่ารางวัลสำหรับคนชอบธรรมอยู่บนโลก ที่เดียวกันกับที่คนอธรรมเพลิดเพลินกับอำนาจชั่วคราวของตน คนชอบธรรมจะได้บำเหน็จเป็นชีวิตนิรันดร์และได้ครอบครองแผ่นดินโลกที่ครั้งหนึ่งคนอธรรมครอบครอง (สดุดี 37:34-35) "แต่คนใจอ่อนสุภาพจะได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงอำนวยพระพร จะได้แผ่นดินเป็นมรดก คนชอบธรรมจะได้แผ่นดินโลกหรือดินแดนแห่งพันธสัญญาเป็นนิตย์หมายความว่าชีวิตนิรันดร์บนสวรรค์เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้

และจะ "เต็ม พิภพ" (ดาเนียล 7:27; 2:35 เทียบ 44) แผ่นดินนิรันดร์นั้น "ถูกมอบไว้แก่ชุมชนแห่งวิสุทธิชนขององค์ผู้สูงสุดนั้น" (ดาเนียล 7:27) รางวัลของพวกเขาคือ ชีวิตนิรันดร์ ในแผ่นดินนี้ซึ่งจะตั้งอยู่บนแผ่นดินโลกภายใต้สวรรค์

4.8 ความรับผิดชอบต่อพระเจ้า

ถ้ามนุษย์มี "วิญญาณอมตะ" เขาจะต้องอยู่ที่ไหนสักแห่งตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่เขาจะได้รับรางวัลหรือรับโทษ หมายความว่า ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อพระเจ้า แต่เราเห็นแล้วว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนว่า โดยธรรมชาติแล้วมนุษย์ก็เหมือนกับสัตว์ ไม่มีความเป็นอมตะใดๆ อย่างไรก็ตาม มนุษย์บางคนได้รับข้อเสนอของการมีชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินของพระเจ้า ไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีชิวิตอยู่จะฟื้นขึ้นจากความตาย มนุษย์มีชีวิตอยู่และตายเหมือนกับสัตว์ พวกเขากลับคืนเป็นผงคลีดิน แต่เนื่องจากจะมีการพิพากษา บางคนถูกลงโทษและบางคนได้ชีวิตนิรันดร์ ดังนั้นจึงต้องมีการแบ่งพวกที่ฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อถูกทำโทษและเพื่อรับรางวัล

การที่ใครจะฟื้นขึ้นจากความตายหรือไม่ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขามีความรับผิดชอบต่อการพิพากษาหรือไม่ พื้นฐานของการพิพากษาอยู่ที่ว่าเราตอบสนองต่อพระวจนะของพระเจ้าอย่างไร พระคริสต์อธิบายว่า "ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เราได้กล่าวแล้วนั้นแหละ จะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย" (ยอห์น 12:48) ผู้ที่ไม่รู้จักหรือเข้าใจคำของพระคริสต์ จะไม่มีโอกาสรับหรือปฏิเสธพระองค์ จึงไม่นับอยู่ในการพิพากษา "คนทั้งหลายที่ไม่มีธรรมบัญญัติและทำบาป จะต้องพินาศโดยไม่อ้างธรรมบัญญัติ และคนทั้งหลายที่มีธรรมบัญญัติและทำบาป ก็จะมีโทษตามธรรมบัญญัติ" (โรม 2:12) ดังนั้น คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะพินาศเหมือนพวกสัตว์ คนที่ไม่ทำตามธรรมบัญญัติจะต้องถูกพิพากษา พวกเขาจะฟื้นขึ้นมาจากความตายเพื่อรับการพิพากษา

ในสายพระเนตรของพระเจ้า "ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป" (โรม 5:13) "ผู้ที่กระทำบาปก็ประพฤติผิดธรรมบัญญัติ" (1 ยอห์น 3:4) "ธรรมบัญญัตินั้นทำให้เรารู้จักบาปได้" (โรม 3:20) การไม่รู้จักธรรมบัญญัติของพระเจ้า "ไม่ถือว่ามีบาป" ดังนั้นพวกเขาจะไม่ถูกพิพากษาหรือฟื้นขึ้นมาจากความตาย คนที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะยังคงนอนตายอยู่เหมือนพวกสัตว์ "มนุษย์ ก็เหมือนสัตว์เดียรัจฉานที่พินาศ" (สดุดี 49:20) "ดังแกะ เขาถูกกำหนดไว้ให้แก่แดนผู้ตาย" (สดุดี 49:14)

การที่เรารู้วิถีทางของพระเจ้าทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อพระองค์ในทุกการกระทำของเรา และทำให้เราฟื้นขึ้นจากความตายเพื่อรับการพิพากษา ไม่ใช่เพียงคนที่รับบัพติศมาหรือคนชอบธรรมเท่านั้นที่จะฟื้นขึ้นจากความตาย แต่ทุกคนที่รับผิดชอบต่อพระเจ้าเนื่องจากรู้จักพระองค์

- ยอห์น 15:22 พระเยซูตรัสว่า "ถ้าเราไม่ได้มาสั่งสอนเขา เขาก็คงจะไม่มีบาป แต่บัดนี้เขาไม่มีข้อแก้ตัวในเรื่องบาปของเขา" โรม 1:20-21 บอกว่าการรู้จักพระเจ้าทำให้มนุษย์ "ไม่มีข้อแก้ตัวเลย"

- "ทุกคนที่ได้ยินได้ฟังและได้เรียนรู้จากพระบิดา เราจะให้ผู้นั้นฟื้นขึ้นมาในวันสุดท้าย" (ยอห์น 6:44-45)

- พระเจ้าทรงกะพริบตาใส่การกระทำของคนที่ไม่รู้จักทางของพระองค์ ส่วนคนที่รู้จักพระองค์ทรงเฝ้าดูและคาดหวังการตอบสนอง (กิจการของอัครทูต 17:30)

- "บ่าวนั้นที่ได้รู้ใจนายและมิได้เตรียมตัวไว้ มิได้กระทำตามใจนาย จะต้องถูกเฆี่ยนมาก แต่ผู้ที่มิได้รู้ แล้วได้กระทำสิ่งซึ่งสมควรจะถูกเฆี่ยน ก็จะถูกเฆี่ยนน้อย (เช่น ยังคงนอนตายอยู่) ผู้ใดได้รับมาก จะต้องเรียกเอาจากผู้นั้นมาก และผู้ใดได้รับฝากไว้มาก ก็จะต้องทวงเอาจากผู้นั้นมาก" (ลูกา 12:47-48) แล้วพระเจ้าจะทวงมากยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด

- เหตุฉะนั้น ผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นความดีและไม่ได้กระทำ คนนั้นจึงมีบาป" (ยากอบ 4:17)

- ความรับผิดชอบเป็นพิเศษที่อิสราเอลมีต่อพระเจ้านับจากการทรงเผยพระองค์แก่พวกเขา (อาโมส 3:2)

- เพราะคำสอนเรื่องความรับผิดชอบนี้เอง "เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลยก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว แต่กลับหันหลังให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น” (2 เปโตร 2:21) ข้อพระคัมภีร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่ ยอห์น 9:41; 3:19; 1 ทิโมธี 1:13; โฮเชยา 4:14; เฉลยธรรมบัญญัติ 1:39

ความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าทำให้เราต้องได้รับการพิพากษา คนที่ไม่รู้จักก็จะไม่ฟื้นขึ้นจากความตาย เพราะเขาจะไม่ถูกพิพากษา ความไม่รู้ของพวกเขาทำให้พวกเขาเป็นเหมือน "สัตว์ทั้งหลายที่พินาศ" (สดุดี 49:29) ไม่ใช่ผู้ที่มีชีวิตอยู่จะฟื้นขึ้นจากความตายทุกคน

- ผู้คนในบาบิโลนโบราณจะ "ไม่ลุกขึ้น" หลังความตายเพราะพวกเขาไม่รู้จักพระเจ้าแท้จริง (เยเรมีย์ 51:39; อิสยาห์ 43:17)

- อิสยาห์หนุนใจตัวเองว่า "พระเจ้าของข้าพระองค์ เจ้านายอื่นๆ นอกเหนือพระองค์ได้ครอบครองพวกข้าพระองค์ (พวกฟิลิสเตียและพวก
บาบิโลน) เขาทั้งหลายตายแล้ว เขาจะไม่มีชีวิตอีก เขาเป็นชาวแดนคนตาย เจาจะไม่เป็นขึ้นอีก ทรงกวาดอนุสรณ์ทั้งสิ้นของเขาเสีย" (อิสยาห์ 26:13-14) มีการย้ำเน้นถึง 3 ครั้งว่าพวกเขาจะไม่ฟื้นขึ้นจากความตาย "จะไม่มีชีวิตอีก จะไม่เป็นขึ้นอีก ทรงกวาดอนุสรณ์ทั้งสิ้นของเขาเสีย" แต่อิสราเอลจะฟื้นขึ้นจากความตายเพราะพวกเขารู้จักพระเจ้าที่แท้จริง "คนตายของพระองค์จะมีชีวิต ศพของเขาทั้งหลายจะลุกขึ้น" (อิสยาห์ 26:19)

- เมื่อพูดถึงอิสราเอลชนชาติของพระเจ้า เรารู้ว่าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา "คนเป็นอันมากในพวกที่หลับในผงคลีดินแห่งแผ่นดินโลกจะตื่นขึ้น บ้างก็จะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ บ้างก็เข้าสู่ความอับอาย และความขายหน้านิรันดร์" (ดาเนียล 12:2) "คนเป็นอันมาก" ไม่ใช่ทุกคนที่เป็น
ยิวจะฟื้นขึ้นจากความตาย แต่ทุกคนที่รับผิดชอบต่อพระเจ้าในฐานะที่เป็นประชากรของพระเจ้า ผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้าที่แท้จริง "จะล้มลงและไม่ลุกขึ้นอีกเลย" เพราะพวกเขาไม่สามารถที่จะหา "พระวจนะของพระเจ้า" ได้พบ (อาโมส 8:12,14)

เราเรียนรู้แล้วว่า

1. ความรู้ในพระวจนะของพระเจ้าทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อพระองค์

2. ผู้ที่มีความรับผิดชอบเท่านั้นที่จะฟื้นขึ้นจากความตายและถูกพิพากษา

3. ผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้าจะยังคงนอนตายอยู่เหมือนกันกับสัตว์

คำอธิบายนี้ทำร้ายความภาคภูมิใจของมนุษย์ และทำลายสิ่งที่เราอยากจะเชื่อ ผู้คนมากมายในทุกยุคทุกสมัยที่ละเลยข่าวประเสริฐ ผู้ที่ไม่สามารถเข้าใจข้อความในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เด็กๆ ที่ตายก่อนที่จะโตพอที่จะเห็นคุณค่าของข่าวประเสริฐ ไม่มีความรับผิดชอบต่อพระเจ้า พวกเขาจะไม่ฟื้นขึ้นจากความตาย นี่เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับลัทธิบูชามนุษย์และความปรารถนารวมทั้งความรู้สึกของเรา แต่การถ่อมใจต่อพระวจนะของพระเจ้าและการยอมรับธรรมชาติที่แท้จริงของเราจะทำให้เรายอมรับความคิดนี้ได้ การพิเคราะห์ความจริงตามประสบการณ์ของมนุษย์ โดยไม่ต้องอาศัยแนวทางของพระคริสตธรรมคัมภีร์ ก็นำไปสู่ข้อสรุปอันเดียวกัน นั่นคือ ไม่มีความหวังในเรื่องของชีวิตในโลกหน้าสำหรับผู้คนเหล่านี้

การตั้งคำถามกับพระเจ้าในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ "มนุษย์คือใคร ที่จะตอบโต้กับพระเจ้าได้" (โรม 9:20) เรายอมรับความไม่เข้าใจ แต่เราต้องไม่กล่าวหาพระเจ้าไม่ยุติธรรมหรือไม่ชอบธรรม การบอกว่าพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าที่เต็มไปด้วยความรักหรือว่าพระเจ้าทำผิดพลาด ก่อให้เกิดความคิดน่ากลัวเกี่ยวกับพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ พระบิดาและพระผู้สร้าง ว่าทรงปฏิบัติต่อสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างอย่างไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม บันทึกของกษัตริย์ดาวิดที่สูญเสียลูกของพระองค์เป็นข้อความที่จะช่วยได้ 2 ซามูเอล 12:15-24 บันทึกไว้ว่าดาวิดอธิษฐานวิงวอนมากเพียงไรเพื่อบุตรของพระองค์ ในขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ดาวิดก็ยอมรับความตายของเขา "เมื่อเด็กนั้นมีชีวิตอยู่ เราอดอาหารและร้องไห้ เพราะเราว่า "ใครจะทราบได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเรา โปรดให้เด็กนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่" แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม เราจะทำให้เด็กฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือ เขาจะกลับมาหาเราหามิได้" ดาวิดก็เล้าโลมใจมเหสีของพระองค์และมีบุตรชายอีกคนหนึ่ง

เมื่อจับหลักความรับผิดชอบต่อพระเจ้าดังนี้แล้ว มีหลายคนรู้สึกว่าไม่อยากรู้จักกับพระเจ้ามากขึ้น เพื่อจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบต่อพระองค์และการพิพากษา แต่จริงๆ แล้วพวกเขาก็มีความรับผิดชอบต่อพระเจ้าไปแล้ว เพราะการรู้จักพระวจนะของพระเจ้าทำให้พวกเขาตระหนักถึงความจริงที่ว่า พระเจ้าทำงานในชีวิตของพวกเขาและมอบสัมพันธภาพที่แท้จริงกับพระองค์ให้พวกเขา เราต้องจำไว้แสมอว่า พระเจ้าทรง "เป็น" ความรัก พระองค์ "ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย" และ
"ได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (1 ยอห์น 4:8; 2 เปโตร 3:9; ยอห์น 3:16) พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราได้อยู่ในแผ่นดินของพระองค์

แน่นอนที่ความรับผิดชอบจะต้องติดมากับเกียรติและอภิสิทธิ์ดังกล่าว แต่ความรับผิดชอบนี้ไม่หนักหนาสาหัสนักหากเรารักพระเจ้าจริงๆ เราจะเห็นคุณค่าของการมอบความรอดให้กับเราว่าความรอดนั้นไม่ใช่รางวัลอัตโนมัติสำหรับสิ่งที่เราทำ แต่เป็นความปรารถนาที่เต็มไปด้วยความรักที่จะทำทุกสิ่งเพื่อบุตรของพระองค์ เป็นการมอบชีวิตนิรันดร์ที่เปี่ยมสุขให้กับเรา

เมื่อเราเห็นคุณค่าและได้ยินเสียงเรียกของพระเจ้าผ่านทางพระวจนะของพระองค์ เราจะตระหนักได้ว่า ในขณะที่เราเดินผ่านผู้คน พระเจ้ากำลังเฝ้ามองดูเราอยู่ด้วยใจจดจ่อและกระตือรือร้นที่จะพบสัญญาณการตอบรับความรักของพระองค์จากเรา มากกว่าที่จะรอให้เราล้มเหลวในความรับผิดชอบของเรา พระองค์ไม่เคยละสายตาที่เต็มไปด้วยความรักจากเรา ไม่มีทางที่เราจะลืมหรือลบความรู้เกี่ยวกับพระองค์ออกไปเพื่อทำตามเนื้อหนังหรืออิสระจากความรับผิดชอบต่อพระเจ้า เราควรจะยินดีกับความใกล้ชิดเป็นพิเศษกับพระเจ้า และเชื่อมั่นในความรักยิ่งใหญ่ของพระองค์ แสวงหาการรู้จักพระองค์ให้มากขึ้นแทนที่จะน้อยลง ความรักที่เรามีต่อวิถีทางของพระเจ้า และความปรารถนาที่จะรู้วิถีทางนั้น ควรจะมีมากกว่าความกลัวในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า

4.9 นรก

ความคิดที่โดดเด่นเกี่ยวกับนรกคือ เป็นสถานที่ที่ลงโทษ "วิญญาณอมตะ" ทันทีหลังความตายหรือ สถานที่รับทุกข์ทรมานสำหรับคนที่ถูกปฏิเสธจากการพิพากษา แต่พระคัมภีร์สอนว่านรกคือหลุมฝังศพ สถานที่ซึ่งทุกคนไปหลังความตาย

คำว่า "เชออล" (sheol) ในภาษาฮีบรู ซึ่งแปลว่า "นรก" นั้นมีความหมายว่า " สถานที่ที่ถูกปิดล้อม" คำว่านรก (hell) เป็นภาษาแองกลิกัน มาจากคำว่า sheol เมื่อเราอ่านพบคำว่า นรก เราไม่ได้อ่านพบคำที่แปลมาอย่างสมบูรณ์ คำว่า "helmet" (หมวก) มาจากคำว่า hell-met หมายความว่าสิ่งที่ปกปิดศีรษะ ตามพระคริสตธรรมคัมภีร์ คำว่า นรก หรือ สถานที่ที่ปิดล้อม คือหลุมฝังศพ มีหลายตัวอย่างที่แสดงว่า sheol แปลว่าหลุมฝังศพ พระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับแปลใหม่หลายฉบับ ใช้คำว่า "หลุมฝังศพ" แทนคำว่า "นรก" ตัวอย่างการใช้คำว่าหลุมฝังศพ น่าจะลบความคิดที่ว่านรกเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยไฟและเครื่องทรมานสำหรับคนอธรรม

- "ขอให้คนอธรรม เงียบเสียงไปยังแดนผู้ตาย" (สดุดี 31:17) พวกเขาไม่ได้ส่งเสียงหวีดร้องด้วยความทุกข์ทรมาน

- "พระเจ้าจะทรงไถ่จิตวิญญาณของข้าพเจ้าจากฤทธานุภาพของแดนผู้ตาย" (สดุดี 49:15) วิญญาณหรือร่างกายของดาวิดจะฟื้นขึ้นจากแดนผู้ตายหรือนรก

ความเชื่อที่ว่านรกเป็นสถานที่สำหรับลงโทษคนอธรรม ที่ซึ่งพวกเขาหนีออกมาไม่ได้ ไม่สอดคล้องกับที่ว่าคนชอบธรรมลงนรก และออกมาได้อีก โฮเชยา 13:14 กล่าวว่า "เราจะไถ่เขาให้พ้นอำนาจแดนคนตาย เราจะไถ่เขาให้พ้นความตาย"
1 โครินธ์ 15:55 หมายถึงการฟื้นขึ้นจากความตายเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา ในการกลับมาอีกครั้ง (ดูบทเรียนที่ 5.5) "ความตายและแดนมรณาก็ส่งคืนคนทั้งหลายที่อยู่ในแดนนั้น" (วิวรณ์ 20:13) สังเกตดูความสอดคล้องของคำว่า ความตาย เช่น แดนคนตาย นรก (ดู สดุดี 6:5)

ฮันนาห์บันทึกไว้ใน 1 ซามูเอล 2:6 ว่า "พระเจ้าทรงประหารและทรงให้มีชีวิต พระองค์ทรงนำลงไปถึงแดนคนตายและก็นำขึ้นมา"

เมื่อคำว่า "นรก" คือคำว่าหลุมฝังศพ หรือแดนคนตาย คนชอบธรรมจะรอดจากนรกเพื่อพวกเขาพื้นขึ้นมาสู่ชีวิตนิรันดร์ จึงเป็นไปได้ที่จะลงนรกหรือเข้าสู่แดนคนตายและจากมาโดยการฟื้นขึ้นมาจากความตาย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ พระเยซูผู้ซึ่งพระเจ้ามิได้ "ละพระองค์ไว้ในแดนคนตาย ทั้งพระมังสะของพระองค์ ก็ไม่เปื่อยเน่าไป" (กิจการของอัครทูต 2:31) เพราะว่าพระองค์ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย ร่างกายของพระองค์ไม่ได้ถูกละไว้ในแดนคนตาย แปลว่า ร่างกายของพระองค์อยู่ที่นั่นเพียงระยะสั้นๆ คือเวลา 3 วัน ซึ่งพระองค์อยู่ในอุโมงค์ฝังศพ การที่พระคริสต์ลงไปยังแดนคนตาย หมายความว่า สถานที่นั้นไม่ได้มีไว้สำหรับคนอธรรมเท่านั้น

ทั้งคนดี และคนไม่ดีต่างก็ไปที่แดนคนตาย หลุมฝังศพของพระเยซูถูกจัดไว้กับ "คนอธรรม" (อิสยาห์ 53:9) ยาโคบกล่าวว่า ท่านจะ "โศกเศร้าถึงลูกเราจนกว่าเราจะตามลงไปยังแดนคนตาย" (ปฐมกาล 37:35)

บัญญัติของพระเจ้าสำหรับความบาปคือ ความตาย (โรม 6:23;8:13; ยากอบ 1:15) ความตายคือการไม่รับรู้อะไรอีกเลย ความบาปส่งผลให้เกิดความพินาศไม่ใช่การทนทุกข์นิรันดร์ (มัทธิว 21:41;22:17; มาระโก 12:9; ยากอบ 4:12) ตัวอย่างเช่น การที่ผู้คนถูกทำลายโดยน้ำท่วม (ลูกา 17:27,29) อิสราเอลตายในถิ่นทุรกันดาร (1 โครินธ์ 10:10) ในเหตุการณ์ทั้งสองนี้ คนบาปตายไม่ใช่รับทุกข์ทรมานนิรันดร์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คนอธรรมจะถูกลงโทษให้ทนทุกข์ทรมานนิรันดร์

พระเจ้าไม่ถือว่าเป็นบาปหรือบันทึกไว้ในบัญชีของเรา ถ้าเราไม่รู้พระวจนะของพระองค์ (โรม 5:13) คนที่ทำเช่นนี้จะยังคงนอนตาย คนที่รู้จักธรรมบัญญัติของพระเจ้าจะฟื้นขึ้นจากความตายและถูกพิพากษาเมื่อพระคริสต์เสด็จมา ถ้าเป็นคนอธรรม เขาจะถูกลงโทษด้วยความตายเพราะเป็นค่าจ้างของความบาป ดังนั้น พวกเขาจะตายอีกครั้งและตายอยู่อย่างนั้นตลอดไป นี่คือความตายครั้งที่สองในวิวรณ์ 2:11; 20:6

โดยนัยนี้เองที่บทลงโทษสำหรับความบาปจะเป็น "นิจนิรันดร์" คือเป็นความตายที่ไม่รู้จบ ในเฉลยธรรมบัญญัติ 11:4 กล่าวถึงการทำลายกองทัพของฟาโรห์ในทะเลแดงว่า เป็นการทำลายนิรันดร์ เพราะพวกเขาจะไม่มารบกวนอิสราเอลอีกเลย "พระองค์ทรงกระทำให้น้ำในทะเลแดงท่วมเขา พระเจ้าทรงทำลายเขาทั้งหลายจนทุกวันนี้"

แม้ในสมัยพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ผู้ที่เชื่อก็เข้าใจว่าจะมีการฟื้นขึ้นจากความตายในวันสุดท้าย ซึ่งคนอธรรมที่ต้องรับผิดชอบจะต้องกลับไปยังแดนคนตาย โยบ 21:30,32 เขียนไว้ว่า "คนอธรรม จะถูกนำไปในวันแห่งพระพิโรธ แต่เขาจะถูกนำไปยังหลุมศพ" คำอุปมาเรื่องการกลับมาของพระคริสต์ และการพิพากษากล่าวว่า คนอธรรมจะถูก "ฆ่าเสีย" ต่อหน้าพระคริสต์ (ลูกา19:27) นี่ไม่เข้ากับความคิดที่ว่าคนอธรรมจะอยู่ในสภาพรู้ตัวและถูกทรมานเป็นนิตย์ และไม่ยุติธรรมที่คนเราจะต้องถูกทรมานเป็นนิตย์ เพราะทำผิดมา 70 ปี พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัยกับการลงโทษคนอธรรม จึงคาดหวังได้ว่า พระองค์จะไม่ลงโทษพวกเขาเป็นนิตย์ (เอเสเคียล 18:23,32; 33:11 เทียบ 2 เปโตร 3:9)

คำว่า "นรก" มักจะมากับคำว่าไฟและการทรมาน นี่ขัดแย้งกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ที่สอนเกี่ยวกับนรก "ดังแกะ" เขาถูกกำหนดไว้ให้แก่แดนผู้ตาย มัจจุราชจะเป็นเมษบาลของเขา" (สดุดี 49:14) แปลว่าหลุมฝังศพ เป็นสถานที่สงบ ร่างกายของพระคริสต์อยู่ในหลุมศพถึง 3 วัน แต่ก็ไม่เปื่อยเน่าไป (กิจการของอัครทูต 2:31) นี่คงเป็นไปไม่ได้หากแดนคนตายเต็มไปด้วยไฟ เอเสเคียล 32:26-30 ทำให้เราเห็นภาพของนักรบผู้ยิ่งใหญ่ของบรรดาชาติต่างๆ นอนสงบในหลุมศพ "ผู้แกล้วกล้า ลงไปยังแดนคนตายพร้อมกับยุทโธปกรณ์ของเขา ผู้ซึ่งมีดาบวางไว้ใต้ศีรษะของเขา ท่านจะนอนอยู่ กับคนเหล่านั้นที่ถูกฆ่า" เป็นประเพณีที่จะฝังนักรบกับอาวุธของพวกเขาไว้ด้วยกัน โดยวางศีรษะของพวกเขาไว้บนดาบ การที่พวกเขานอนสงบนิ่งในหลุมศพไม่ให้ความคิดที่ว่านรกมีไฟ สิ่งของต่างๆ ก็ไปยังนรกเดียวกัน แสดงว่านรกไม่ใช่สถานที่ซึ่งทรมานวิญญาณ เปโตรกล่าวกับคนอธรรมคนหนึ่งว่า "ให้เงินของเจ้าพินาศไปกับตัวของเจ้าด้วยเถิด" (กิจการของอัครทูต 8:20)

โยนาห์ถูกกลืนลงไปในท้องปลา "โยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจากภายในท้องปลานั้นว่า "ข้าพระองค์ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า ข้าพระองค์ร้องทูลจากท้องของแดนคนตาย" (โยนาห์ 2:1-2) ท้องของปลาถูกอุปมาเป็นท้องของแดนคนตาย ท้องของปลาเป็น "ที่ถูกปิดล้อม" ซึ่งเป็นคำแปลพื้นฐานของคำว่า sheol เห็นได้ว่าไม่ใช่ที่ที่มีไฟ และโยนาห์ออกมาจากท้องของแดนคนตาย เมื่อปลาสำรอกเขาออกมา นี่ชี้ไปยังการฟื้นขึ้นจากความตายของพระคริสต์ ดูมัทธิว 12:40

อุปมาเรื่องไฟ

พระคริสตธรรมคัมภีร์ใช้ภาพของไฟนิรันดร์ในการแสดงให้เห็นถึงพระพิโรธของพระเจ้าต่อความบาป ซึ่งมีผลทำลายคนบาปในหลุมศพอย่างสมบูรณ์ เมืองโสโดมถูกลงโทษด้วย "ไฟนิรันดร์" (ยูดาห์ ข้อ 7) เพราะความชั่วร้ายของชาวเมือง ปัจจุบันนี้เมืองนั้นเป็นซากปรักหักพังจมอยู่ใต้เดดซี (Dead Sea) ไม่ใช่ถูกไฟเผาอยู่ เป็นการจำเป็นที่เราจะต้องเข้าใจคำว่า "ไฟนิรันดร์" เยรูซาเล็มเคยถูกขู่ว่าจะถูกเผาด้วยไฟ
นิรันดร์แห่งพระพิโรธของพระเจ้าเนื่องจากความผิดบาปของอิสราเอล "เราจะก่อไฟที่ประตูเมืองเหล่านั้น และไฟนั้นจะเผาผลาญราชวังทั้งหลายของเยรูซาเล็ม และจะดับก็ไม่ได้" (เยเรมีย์ 17:27) เยรูซาเล็มถูกพยากรณ์ไว้ว่าจะเป็นเมืองของแผ่นดินของพระเจ้า (อิสยาห์ 2:2-4; สดุดี 48:2) พระเจ้าไม่ได้มีพระประสงค์ให้เราแปลความตามตัวอักษร บ้านใหญ่ทุกหลังในเยรูซาเล็มถูกเผาลงหมด (2 พงศ์กษัตริย์ 25:9) แต่ไฟไม่ได้ไหม้ตลอดเป็นนิตย์

พระเจ้าทรงลงโทษแผ่นดินแห่งเอโดมด้วยไฟซึ่งจะไม่ดับทั้งกลางคืนและกลางวัน ควันของมันจะขึ้นอยู่เสมอเป็นนิตย์ มันจะถูกทิ้งร้างอยู่ชั่วชาติพันธุ์ นกทึดทือและอีกาจะอาศัยอยู่ที่นั้น ตำแยจะงอกในป้อมปราการของมัน" (อิสยาห์ 34:9-15) สัตว์และต้นไม้จะอาศัยอยู่ในซากปรักหักพังของเอโดม ไฟนิรันดร์คงจะต้องหมายถึงพระพิโรธของพระเจ้าและการทำลายสถานที่นั้นอย่างราบคาบ

คำในภาษาฮีบรูและภาษากรีกซึ่งแปลว่า "เป็นนิตย์" หมายความว่า "ชั่วอายุ" บางครั้งหมายถึง ไม่รู้จบ เช่นชั่วอายุของอาณาจักร แต่ก็ไม่เสมอไป เอเสเคียล 32:14-15 "ป้อมปราการและหอสูงจะกลายเป็นถ้ำตลอดไป จนกว่าพระวิญญาณจะเทลงมาสู่เรา"

หลายครั้งที่พระพิโรธของพระเจ้าต่อความบาปของเยรูซาเล็มและอิสราเอลถูกเปรียบเป็นไฟ "ความกริ้วและความโกรธของเราจะเทลงมาบนสถานที่นี้ จะเผาผลาญเสียและจะดับไม่ได้" (เยเรมีย์ 7:20 ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่ เพลงคร่ำครวญ 4:11; 2 พงศ์กษัตริย์ 22:17)

ไฟเกี่ยวข้องกับการพิพากษาของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา "ดูเถิด วันนั้นจะมาถึง คือวันที่จะเผาไหม้เหมือนเตาอบ เมื่อคนที่อวดดีทั้งสิ้น และคนที่ประกอบการอธรรมทั้งหมดจะเป็นเหมือนตอข้าว วันที่จะมานั้นจะไหม้เขาหมด" (มาลาคี 4:1) เมื่อตอข้ามหรือร่างกายมนุษย์ถูกเขาด้วยไฟ ก็จะกลับไปเป็นผลคลีดิน ไม่มีอะไรโดยเฉพาะร่างกายมนุษย์จะถูกเผาอยู่เป็นนิตย์ คำว่า "ไฟ
นิรันดร์" ไม่ใช่การทนทุกข์นิรันดร์ตามตัวอักษร ไฟไม่สามารถไหม้อยู่นิรันดร์ ถ้าไม่มีอะไรให้เผา "แดนมรณา" ก็ "ถูกผลักทิ้งลงไปในบึงไฟ" (วิวรณ์ 20:14) ดังนั้นแดนคนตายจึงไม่ใช่ "บึงไฟ" ซึ่งหมายถึงการถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ตามพระธรรมวิวรณ์ แดนคนตายจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง เพราะในตอนปลายของสหัสวรรษจะไม่มีความตายอีกต่อไป

เกเฮนนา (Gehenna)

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ มีคำในภาษากรีกสองคำที่แปลว่า
"นรก" คำว่า “hades” คือ คำว่า “sheol” ในภาษาฮีบรู “เกเฮนนา” เป็นชื่อของหลุมขยะนอกกรุงเยรูซาเล็มที่ใช้เผาขยะจากในเมือง เป็นหลุมขยะที่เมืองต่างๆ หลายเมืองมีอยู่ในปัจจบัน (เช่น “สโมกกี้ เมาน์เท่น” ที่มะนิลา ฟิลิปปินส์) คำว่า “เกเฮนนา” ไม่ควรจะถูกแปลว่า "นรก" เพราะเป็นนามเฉพาะ เกเฮนนา ในภาษาอารบิคตรงกับคำว่า "เก-เบน-ฮินโนม" ในภาษาฮีบรู สถานที่นี้อยู่ใกล้เยรูซาเล็ม (โยชูวา 15:8) ในสมัยของพระคริสต์ ใช้เป็นที่ทิ้งขยะ ศพของอาชญากรจะถูกทิ้งที่หลุมขยะนั่น ซึ่งมีไฟเผาอยู่ตลอดเวลา เกเฮนนาจึงเป็นสัญญลักษณ์ของการถูกทำลายและถูกปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่ถูกโยนลงไปในไฟจะอยู่ที่นั่นเป็นนิตย์ ร่างกายจะถูกเผากลับคืนเป็นผงคลีดิน
"พระเจ้าของเรานั้นทรงเป็นเพลิงที่เผาผลาญ" (ฮีบรู 12:29) ในวันแห่งการพิพากษา ไฟแห่งพระพิโรธของพระองค์ต่อความบาปจะเผาผลาญคนบาปจนสิ้นซากแทนที่จะปล่อยให้พวกเขาถูกไฟเสียและมีชีวิตรอด เมื่อครั้งที่พระเจ้าทรงพิพากษาอิสราเอลโดยใช้มือของพวกบาบิโลน เกเฮนนา เต็มไปด้วยศพของคนบาปในหมู่ประชากรของพระเจ้า (เยเรมีย์ 7:32-33)

พระเยซูทรงใช้ความคิดในเรื่องของเกเฮนนามาใช้ในการสั่งสอน พระองค์มักจะตรัสว่าผู้ที่ถูกปฏิเสธในวันพิพากษาเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาจะ "ถูกทิ้งในนรกในไฟที่ไม่รู้ดับในที่นั้น ตัวหนอนก็ไม่ตาย" (มาระโก 9:43,48) คำว่าเกเฮนนาในความคิดของชาวยิวคือการถูกทำลายและถูกปฏิเสธ เราเห็นแล้วว่า ไฟนิรันดร์เป็นคำที่ใช้แทนพระพิโรธของพระเจ้าต่อความบาปและการทำลายคนบาป โดยความตายอย่างสิ้นเชิง

คำว่า "ในที่นั้น ตัวหนอนก็ไม่ตาย" เป็นส่วนหนึ่งของการทำลายอย่างสิ้นเชิง เพราะในความเป็นจริง ไม่มีหนอนที่ไม่ตายตามตัวอักษร ความจริงที่เกเฮนนาเป็นสถานที่ที่ใช้ลงโทษคนอธรรมในหมู่ประชากรของพระเจ้า แสดงให้เห็นความเหมาะเจาะของการที่พระคริสต์ใช้ภาพของเกเฮนนาในการสั่งสอน

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook