บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

5.1 คำจำกัดความแผ่นดินของพระเจ้า

บทเรียนก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่าพระเจ้ามีพระประสงค์ที่จะให้รางวัลแก่ผู้ที่สัตย์ซื่อกับพระองค์ด้วยชีวิตนิรันดร์เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา ชีวิตนิรันดร์นี้จะเกิดขึ้นบนโลก คำสัญญาของพระเจ้าในเรื่องนี้ไม่เคยบอกเป็นนัยเลยว่าผู้ที่สัตย์ซื่อจะได้ไปสวรรค์ "ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า” (มัทธิว 4:23) ถูกแจ้งแก่อับราฮัมในรูปของพระสัญญาของพระเจ้าที่จะประทานชีวิตนิรันดร์บนโลกให้ (กาลาเทีย 3:8)
"แผ่นดินของพระเจ้า" จะมาถึงหลังการเสด็จกลับมาของพระคริสต์ แม้ว่าพระเจ้าจะเป็นกษัตริย์ครอบครองสิ่งที่พระองค์ทรงเนรมิตสร้างทั้งหมด แต่พระองค์ก็ประทานอิสรภาพให้กับมนุษย์ในการปกครองโลกและดำเนินชีวิตของตนเองตามใจปรารถนา ปัจจุบันโลกจึงเต็มไปด้วย "อาณาจักรของมนุษย์" (ดาเนียล 4:17)

เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา "ราชอาณาจักรแห่งพิภพนี้ได้กลับเป็นราชอาณาจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเราและเป็นของพระคริสต์ของพระองค์ และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์" (วิวรณ์ 11:15) พระประสงค์ของพระองค์จะสมบูรณ์ในโลกนี้ พระเยซูจึงได้สอนให้เราอธิษฐานว่า "ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่ ขอให้เป็นไปตามน้ำพระทัยของพระองค์ ในสวรรค์เป็นอย่างไรก็ให้เป็นไปอย่างนั้นในแผ่นดินโลก" (มัทธิว 6:10) คำว่า "แผ่นดินของพระเจ้า" จึงใช้แทนไปมากับคำว่า "แผ่นดินสวรรค์" (มัทธิว 13:11; มาระโก 4:11) เราไม่เคยพบคำว่า "แผ่นดินในสวรรค์" พระคริสต์จะทรงสถาปนา “แผ่นดินสวรรค์" บนโลกเมื่อพระองค์เสด็จกลับมา น้ำพระทัยของพระเจ้าในสวรรค์สำเร็จโดยทูตสวรรค์ฉันใด (สดุดี 103:19-21) ก็จะเป็นอย่างนั้นในแผ่นดินของพระเจ้าที่จะมาตั้งอยู่ เมื่อโลกจะเป็นที่อยู่ของคนชอบธรรม ผู้ซึ่งจะ "เป็นเหมือนทูตสวรรค์" (ลูกา 20:36)

การเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้าเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาเป็นผลลัพธ์สุดท้ายของความบากบั่นในชีวิตของคริสเตียน (มัทธิว 25:34; กิจการของอัครทูต 14:22) จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่เราจะเข้าใจเรื่องนี้ให้ถูกต้อง คำสอนของฟิลิปเกี่ยวกับพระคริสต์เป็นคำสอน "ว่าด้วยแผ่นดินของพระเจ้าและพระนามแห่งพระเยซูคริสต์" (กิจการของอัครทูต 8:5,12) ข้อความแล้วข้อความเล่าที่ย้ำเตือนเราว่า "แผ่นดินของพระ เจ้า" เป็นหน้าที่หลักของคำสอนของเปาโล (กิจการของอัครทูต 19:8; 20:25; 28:23,31) เราจำเป็นต้องเข้าใจหลักคำสอนเรื่องแผ่นดินของพระเจ้าเพราะเป็นส่วนสำคัญของข่าวประเสริฐ "เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมากจึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า" (กิจการของอัครทูต 14:22) แผ่นดินของพระเจ้าเป็นแสงสว่างอยู่ที่ปลายทางชีวิตและเป็นแรงจูงใจให้เกิดการเสียสละในชีวิตของคริสเตียนที่แท้

เนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์แห่งบาบิโลน ต้องการจะเห็นโลกหน้า (ดาเนียล 2) พระองค์ได้เห็นนิมิตเป็นปฏิมากรขนาดใหญ่ ประกอบด้วยโลหะหลายอย่าง ดาเนียลแปลความว่า เศียรทองคำของปฏิมากรคือกษัตริย์แห่งบาบิโลน (ดาเนียล 2:38) ต่อจากพระองค์ไปจะมีราชอาณาจักรด้อยกว่ารอบๆ อิสราเอล และจบลงด้วย" นิ้วเท้าเป็นเหล็กปนดินฉันใด ราชอาณาจักรนั้นจึงแข็งแรงบ้างเปราะบ้างฉันนั้น" (ดาเนียล 2:42)

สมดุลแห่งอำนาจในโลกนี้ถูกแบ่งแยกเป็นของชาติต่างๆ บ้างก็แข็งแกร่ง บ้างก็อ่อนแอ ดาเนียลเห็นหินก้อนหนึ่งกระทบปฏิมากรที่เท้า ทำให้ปฏิมากรแตกเป็นชิ้นๆ แต่ก้อนหินนั้นกลายเป็นภูเขาใหญ่จนเต็มพิภพ (ดาเนียล 2:34-35) หินก้อนนี้คือพระเยซู (มัทธิว 21:42; กิจการของอัครทูต 4:11; เอเฟซัส 2:20; 1 เปโตร 2:4-8) “ภูเขา” ที่พระองค์จะทรงสร้างไปทั่วโลกนี้ก็คือแผ่นดินนิรันดร์ของพระเจ้า ซึ่งจะสร้างขึ้นเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สอง คำพยากรณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่าแผ่นดินนั้นจะถูกสร้างบนโลกไม่ใช่ในสวรรค์

แนวคิดหลักของบทอื่นๆ คือแผ่นดินนี้จะสร้างขึ้นจริงอย่างสมบูรณ์เมื่อถึงการเสด็จกลับมาของพระคริสต์เท่านั้น เปาโลพูดถึงการที่พระเยซูทรงพิพากษาคนเป็นและคนตาย "เมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏกับแผ่นดินของพระองค์" (2 ทิโมธี 4:1)
มีคาห์ 4:1 เลือกเอาความคิดของดาเนียลที่ว่า แผ่นดินของพระเจ้าเป็นเหมือนภูเขาใหญ่ "ในยุคหลังจะเป็นดังนี้ คือภูเขาแห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะถูกสถาปนาขึ้น" มากล่าวและอธิบายรายละเอียดของแผ่นดินของพระเจ้าบนโลก (มีคาห์ 4:1-4) พระเจ้าจะทรงมอบบัลลังก์ของดาวิดในเยรูซาเล็มให้พระเยซู "ท่านจะครอบครอง เป็นนิตย์ และแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย" (ลูกา 1:32,33) เมื่อพระเยซูเสด็จกลับมา "และแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย" เชื่อมโยงกับดาเนียล 2:44 พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์จะทรงสถาปนาราชอาณาจักรหนึ่ง ซึ่งไม่มีวันทำลายเสียได้ หรือราชอำนาจนั้นจะไม่ตกไปแก่ชนชาติอื่น" วิวรณ์ 11:15 เขียนว่า "ราชอาณาจักรแห่งพิภพนี้ได้กลับเป็นราชอาณาจักรขององค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา และเป็นของพระคริสต์ของพระองค์และพระองค์จะทรงครอบครองตลอดไปเป็นนิตย์" เวลาที่ว่านี้คือ เวลาที่พระคริสต์จะเสด็จกลับมาเป็นครั้งที่สอง

5:2 แผ่นดินนั้นยังมิได้สถาปนาในขณะนี้

มีหลายเสียงที่กล่าวว่าแผ่นดินของพระเจ้าปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ประกอบไปด้วยผู้ที่เชื่อ นั่นคือ “คริสตจักร” เป็นที่แน่ใจว่าผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงได้รับ "ความรอด" และมีที่ที่จัดเตรียมไว้ให้ในแผ่นดินของพระเจ้า แต่ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า เราไม่ได้อยู่ในแผ่นดินนั้นในขณะนั้น เพราะว่าพระคริสต์ยังมิได้เสด็จกลับมา

เห็นได้ชัดจากสิ่งที่เราได้ศึกษาในบทเรียนที่ผ่านมาว่า "เนื้อและเลือดจะมีส่วนในแผ่นดินของพระเจ้าไม่ได้" (1 โครินธ์ 15:50) เราเป็น "ผู้รับมรดกแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงสัญญาไว้แก่ผู้ที่รักพระองค์" (ยากอบ 2:5) เพราะการรับบัพติศมาทำให้เราเป็นผู้รับมรดกของพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัม ซึ่งเป็นพระสัญญาที่ประกอบด้วยข่าวประเสริฐของแผ่นดินของพระเจ้า (มัทธิว 4:23; กาลาเทีย 3:8,27-29) เมื่อพระสัญญาที่มีต่ออับราฮัมสำเร็จในเวลาที่พระคริสต์เสด็จกลับมา เราก็จะได้รับมรดกแผ่นดินของพระเจ้า (มัทธิว 25:34; 1 โครินธ์ 6:9-10; 15:50; กาลาเทีย 5:21;
เอเฟซัส 5:5) ภาษาที่ใช้กล่าวถึงการรับมรดกในอนาคตแสดงว่าแผ่นดินนั้นยังไม่ได้เป็นของผู้ที่เชื่อในขณะนี้

พระเยซูได้ตรัสคำอุปมาเพื่อแก้ข้อเข้าใจผิดของคนที่คิดว่า “แผ่นดินของพระเจ้าจะมาตั้งอยู่ในทันทีทันใด พระองค์ตรัสว่ามีเจ้านายองค์หนึ่งไปเมืองไกล เพื่อจะรับอำนาจมาครองแผ่นดิน แล้วจะกลับมา” ท่านเรียกทาสมามอบความรับผิดชอบให้
"เมื่อท่านได้รับอำนาจครองแผ่นดินกลับมาแล้ว ท่านจึงเรียกทาสทั้งหลายมา" และพิพากษาพวกเขา (ลูกา 19:11-27)

เจ้านายองค์นั้นเปรียบเป็นพระเยซูผู้ทรงเดินทาง “ไกล” ไปสวรรค์เพื่อรับแผ่นดินมาครองและนำกลับมาพร้อมพระองค์เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาเพื่อพิพากษาโลก จึงเป็นไปไม่ได้ที่ “ทาส” จะครอบครองแผ่นดินนั้นในระหว่างที่เจ้านายไม่อยู่

ตัวอย่างต่อไปนี้แสดงหลักฐานสนับสนุนคำกล่าวข้างต้น

- "พระเยซูตรัสว่า "ราชอำนาจของเรามิได้เป็นของโลกนี้" (ยอห์น 18:36) พระองค์อาจจะกล่าวว่า "เราเป็นกษัตริย์" (ยอห์น 18:37) แสดงว่า “ความเป็นกษัตริย์” ในปัจจุบันของพระคริสต์ไม่ได้หมายความว่าแผ่นดินของพระองค์ถูกสถาปนาขึ้น แม้แต่ผู้ที่สัตย์ซื่อในศตวรรษแรกก็ยังรอคอย "แผ่นดินของพระเจ้า" (มาระโก 15:43)

- พระคริสต์ตรัสกับสาวกของพระองค์ว่าพระองค์จะไม่ดื่มน้ำองุ่นอีก
"จนวันนั้นมาถึง คือวันที่เราจะดื่มกันใหม่กับพวกท่านในแผ่นดินแห่งพระบิดาของเรา" (มัทธิว 26:29) หมายความว่า แผ่นดินนั้นอยู่ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คนเข้าใจกันเมื่อพระคริสต์ทรงสั่งสอนเรื่อง "ข่าวประเสริฐเรื่องแผ่นดินของพระเจ้า" (ลูกา 8:1) "ผู้ที่จะรับประทานอาหารในแผ่นดินของพระเจ้าก็เป็นสุข" (ลูกา 14:15)

- "จัดเตรียมแผ่นดินมอบให้แก่ท่าน ท่านทั้งหลายจะกินและดื่มที่โต๊ะของเราในแผ่นดินของเรา" (ลูกา 22:29-30)

- พระเยซูทรงอธิบายถึงหมายสำคัญหล-ายอย่างที่จะบอกถึงการเสด็จมาอีกครั้งของพระองค์และตรัสว่า "เช่นนั้นแหละ เมื่อท่านทั้งหลายเห็นเหตุการณ์เหล่านั้นเกิดขึ้น ก็ให้รู้ว่าแผ่นดินของพระเจ้าใกล้จะถึงแล้ว" (ลูกา 21:31) เป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่ว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะตั้งอยู่ก่อนการเสด็จกลับมาอีกครั้ง

- "เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมากจึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า" (กิจการของอัครทูต 14:22) ผู้ที่เชื่อและทนทุกข์ยากลำบากทุกคนจะอธิษฐานอย่างจริงใจที่จะให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ (มัทธิว 6:10)

- พระเจ้าทรง "เรียกท่านให้เข้ามาในแผ่นดินของพระองค์" (1 เธสะโลนิกา 2:12) เราจะต้องแสวงหาการเข้าสู่แผ่นดินนั้นโดยการแสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า (มัทธิว 6:33)

 

5.3 แผ่นดินของพระเจ้าในอดีต

แผ่นดินของพระเจ้าเป็นรางวัลในอนาคตสำหรับผู้ที่เชื่อ เป็นแรงจูงใจให้พวกเขามีชีวิตที่อุทิศให้กับการมีชีวิตตามแบบอย่างของพระคริสต์ อยู่อย่างทนทุกข์ยากลำบาก วันเวลาของพวกเขาหมดไปกับการมีใจใคร่จะเข้าใจและเห็นคุณค่าของแผ่นดินที่จะมาตั้งอยู่ แผ่นดินนี้เป็นเป้าหมายของการดิ้นรนฝ่ายจิตวิญญาณและการประกาศถึงพระเจ้าผู้ซึ่งพวกเขารักเช่นรักบิดา

พระคริสตธรรมคัมภีร์พูดถึงรายละเอียดเกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้า เราต้องใช้เวลาทั้งชีวิตทีเดียวกว่าจะค้นพบรายละเอียดสักสองสามอย่าง วิธีหนึ่งที่จะเข้าใจหลักการพื้นฐานของแผ่นดินของพระเจ้า คือการมองเห็นว่าแผ่นดินของพระเจ้าเคยมาตั้งอยู่ในอดีตในรูปของชนชาติอิสราเอล แผ่นดินนี้จะถูกสถาปนาขึ้นมาอีกครั้งเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา พระคริสตธรรมคัมภีร์บอกให้รู้เรื่องชนชาติอิสราเอลเพื่อเราจะได้เข้าใจอย่างกว้างๆ ว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร

พระเจ้ามักจะถูกเรียกว่า "กษัตริย์แห่งอิสราเอล" (อิสยาห์ 44:6 เทียบ อิสยาห์ 41:27; 43:15; สดุดี 48:2; 89:18; 149:2) และชนชาติอิสราเอลเป็นอาณาจักรของพระองค์โดยพันธสัญญาที่ภูเขาซีนาย หลังจากที่พวกเขาหนีออกจากอิยิปต์โดยการข้ามทะเลแดง ในการรักษาพันธสัญญานี้ไว้ พวกเขา "จะเป็นอาณาจักร…และเป็นชนชาติบริสุทธิ์" (อพยพ 19:5,6) "เมื่ออิสราเอลออกไปจากอียิปต์…อิสราเอลเป็นอาณาจักรของพระองค์" (สดุดี 114:1,2) หลังเข้าร่วมพันธสัญญานี้ อิสราเอลเดินทางผ่านถิ่นทุรกันดารซีนายและตั้งหลักแหล่งในดินแดนแห่งพันธสัญญา คือคานาอัน เพราะว่าพระเจ้าเป็นกษัตริย์ของพวกเขา พวกเขาจึงถูกปกครองโดยผู้วินิจฉัย (เช่น กิเดโอน และแซมซัน) ผู้วินิจฉัยไม่ใช่กษัตริย์ แต่ชี้นำผู้บริหารซึ่งปกครองบางส่วนของประเทศ ไม่ใช่ทั้งประเทศ พวกเขามักได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าโดยมีจุดมุ่งหมายเฉพาะ เช่น เพื่อนำอิสราเอลให้สำนึกบาปและเพื่อช่วยเหลือพวกเขาจากเงื้อมือของศัตรู เมื่อพวกอิสราเอลขอให้กิเดโอนขึ้นเป็นกษัตริย์ เขาตอบว่า "เราจะไม่ปกครองท่านทั้งหลาย พระเจ้าจะทรงปกครองท่านทั้งหลายเอง" (ผู้วิจฉัย 8:23)

ผู้วินิจฉัยคนสุดท้ายคือซามูเอล ในสมัยของเขา พวกอิสราเอลขอให้เขาตั้งพระราชาเพื่อปกครองพวกเขาอย่างชาติอื่นๆ (1 ซามูเอล 8:5,6) ตลอดช่วงประวัติศาสตร์ ประชากรที่แท้จริงของพระเจ้าถูกยั่วยวนให้ตีค่าสัมพันธภาพอันใกล้ชิดกับพระเจ้าน้อยลง และยอมเสียสละสัมพันธภาพนี้เพื่อจะได้เป็นเหมือนประชาชาติที่อยู่รอบข้าง ความยั่วยวนนี้รุนแรงนักในโลกปัจจุบัน พระเจ้าตรัสตอบซามูเอลว่า "เขาทั้งหลายได้ละทิ้งเราไม่ให้เราเป็นกษัตริย์เหนือเขา" (1 ซามูเอล 8:7) แต่พระเจ้าก็ทรงประทานกษัตริย์ให้กับพวกเขา กษัตริย์องค์แรกคือซาอูลผู้ชั่วร้าย ถัดมาคือ ดาวิดผู้ชอบธรรม และมีกษัตริย์อื่นๆ ตามมาอีกมากมาย กษัตริย์ที่มีความคิดฝ่ายจิตวิญญาณจะตระหนักได้ว่าอิสราเอลยังเป็นอาณาจักรของพระเจ้า และพวกเขาปกครองอิสราเอลในนามของพระเจ้าไม่ใช่ตามสิทธิของตัวเอง

ความเข้าใจในหลักการข้อนี้จะช่วยให้เราเข้าใจถึงการที่ซาโลมอน โอรสของดาวิด ขึ้นครอง "บัลลังก์เป็นราชาเพื่อพระเยโฮวาห์เจ้า" (2 พงศาวดาร 9:8; 1 พงศาวดาร 28:5;29:23) ยุคของซาโลมอนเป็นยุคที่สงบสุขและมั่งคั่ง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงแผ่นดินของพระเจ้าว่าจะเป็นอย่างไร นี่คือเหตุผลที่ทำให้มีการเน้นย้ำว่าซาโลมอนเป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอลในนามของพระเจ้า เช่นเดียวกับที่พระเยซูจะครองบัลลังก์ในฐานะกษัตริย์แห่งอิสราเอลในนามของพระเจ้า (มัทธิว 27:37,42; ยอห์น 1:49; 12:13)

การพิพากษาของพระเจ้า

เพราะซาโลมอนได้หลงไปจากพระศาสนา อาณาจักรอิสราเอลจึงถูกแบ่งเป็นสองฝ่าย เรโหโบอัม โอรสของซาโลมอน ปกครองเผ่ายูดาห์ เบนจามิน และครึ่งหนึ่งของเผ่ามนัสเสห์ ส่วนเยโรโบอัมปกครองเผ่าที่เหลือสิบเผ่า อาณาจักรของชนสิบเผ่านี้มีชื่อว่าอิสราเอลหรือเอฟราอิม ส่วนอีกสองเผ่ามีชื่อว่ายูดาห์ ผู้คนส่วนใหญ่ของเผ่าต่างๆ เหล่านี้เดินตามแบบอย่างที่ไม่ดีของซาโลมอน พวกเขาอ้างว่าเชื่อในพระเจ้าเที่ยงแท้ แต่ในขณะเดียวกันก็บูชารูปเคารพของชนชาติรอบข้าง หลายครั้งที่พระเจ้าตรัสผ่านผู้เผยพระวจนะของพระองค์ให้อิสราเอลสำนึกบาป แต่ไม่ได้ผล พระองค์จึงลงโทษพวกเขา โดยขับไล่พวกเขาให้ออกจากดินแดนอิสราเอลไปอยู่ในดินแดนของศัตรูคือ พวกอัสซีเรีย และบาบิโลน ผู้ซึ่งรุกรานอิสราเอลและจับพวกเขาไปเป็นเชลย "พระองค์อดทนกับเขาอยู่หลายปี และทรงเตือนเขาด้วยพระวิญญาณของพระองค์ทางผู้เผยพระวจนะของพระองค์ เขาก็ยังไม่เงี่ยหูฟัง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงมอบเขาไว้ในมือของชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดินนั้น" (เนหะมีย์ 9:30)

ชนสิบเผ่าของอิสราเอลไม่เคยมีกษัตริย์ที่ชอบธรรม เยโรโบอัม อาหับ เยโฮอาช ล้วนถูกบันทึกในพระธรรมพงศ์กษัตริย์ว่าเป็นพวกบูชารูปเคารพ กษัตริย์องค์สุดท้าย คือ โฮเชยา ในรัชสมัยของพระองค์ อิสราเอลถูกครอบครองโดยอัสซีเรีย และทั้งสิบเผ่าถูกต้อนไปเป็นเชลย (2 พงศ์กษัตริย์ 17) จากนั้น พวกเขาไม่ได้กลับมาอิสราเอลอีกเลย

ชนสองเผ่าแห่งยูดาห์ มีกษัตริย์ที่ชอบธรรมอยู่บ้าง (เช่น เฮเซคียาห์และโยสิยาห์) แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็นกษัตริย์ไม่ชอบธรรม เพราะว่าประชาชนทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่า พระเจ้าจึงเหวี่ยงยูดาห์ทิ้งในรัชสมัยของกษัตริย์เศเดคียาห์ กษัตริย์องค์สุดท้ายของยูดาห์ โดยให้บาบิโลนยกกองทัพมาและต้อนอิสราเอลไปเป็นเชลย (2 พงศ์กษัตริย์ 25) พวกเขาอยู่ที่บาบิโลน 70 ปี และกลับมาอิสราเอลภายใต้การนำของเอสราและเนหะมีย์ พวกเขาไม่มีกษัตริย์ของตนเองอีกเลย แต่ถูกปกครองโดยพวกบาบิโลน กรีก และโรมัน พระเยซูทรงประสูติในยุคที่โรมันปกครอง เพราะว่าอิสราเอลปฎิเสธพระเยซู พวกเขาถูกพวกโรมันยกมารุกรานในปี ค.ศ. 70 และแตกกระสานซ่านเซ็นไปทั่วโลก เมื่อ 100 ปีที่แล้วมานี้เองที่พวกเขาเริ่มเดินทางกลับมา เป็นการประกาศการกลับมาของพระคริสต์ (ดูภาคผนวก 3)

เอเสเคียล 21:25-27 พยากรณ์จุดจบของแผ่นดินของพระเจ้าตามที่เห็นจากประชาชาติอิสราเอล "ผู้อธรรมที่ลามก คือเจ้านายอิสราเอลเอ๋ย (เศเดคียาห์) ผู้ที่วันกำหนดมาถึงแล้ว…พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า จงปลดผ้าโพกและถอดมงกุฎออกเสีย
(เศเดคียาห์จะพ้นจากการเป็นกษัตริย์) สิ่งต่างๆ จะไม่คงอยู่อย่างที่เคยเป็น…เราจะกระทำให้เป็นที่พังทลาย พังทลาย พังทลาย และจะไม่มีเลย จนกว่าผู้มีสิทธิอันชอบธรรมจะมาถึง และเราจะประทานให้แก่ท่านผู้นั้น" มีข้อความมากมายที่คร่ำครวญถึงจุดจบของแผ่นดินของพระเจ้า (โฮเชยา 10:3; บทเพลงคร่ำครวญ 5:16; เยเรมีห์ 14:21; ดาเนียล 8:12-14)

การเน้นย้ำคำว่า “พังทลาย” ถึงสามครั้งในเอเสเคียล 21:25-27 หมายถึงการรุกรานของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์แห่งบาบิโลน ถ้าเราสังกต เราจะเห็นตัวอย่างของการที่แผ่นดินของพระเจ้าและกษัตริย์ที่ปกครองอยู่อย่างสอดคล้องกัน การล้มล้างกษัตริย์เศเดคียาห์ คือการล้มล้างแผ่นดินของพระเจ้า (ดูหัวข้อที่ 5.2) แผ่นดินของพระเจ้าในอิสราเอลสิ้นสุดลง "เราจะให้ราชอาณาจักรของพงศ์พันธุ์อิสราเอลสิ้นสุดลงเสียที" (โฮเชยา 1:4) "และจะไม่มีจนกว่า…" แปลว่าแผ่นดินนั้นจะกลับมาอีกครั้งเมื่อ "ผู้มีสิทธิ์อันชอบธรรมมาถึง และจะประทานให้แก่ผู้นั้น" พระเจ้าจะประทานพระที่นั่งของดาวิด บรรพบุรุษของท่านให้แก่ท่านและแผ่นดินของท่านจะไม่รู้จักสิ้นสุดเลย" (ลูกา 1:32-33) นี่คือเวลาที่พระสัญญาเรื่องการฟื้นฟูแผ่นดินของพระเจ้าจะสำเร็จ

 

การฟื้นฟูอิสราเอล

ผู้เผยพระวจนะในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมกล่าวถึงการ "ฟื้นฟู" ของแผ่นดินของพระเจ้า เมื่อพระมาซีฮาห์เสด็จกลับมา สาวกของพระคริสต์ตั้งตารอยคอยเวลาที่ว่านี้ "เมื่อพวกเขามาพร้อมหน้ากัน พวกเขาถามพระองค์ว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์จะทรงตั้งราชอาณาจักรขึ้นใหม่ให้แก่ชนอิสราเอลในครั้งนี้หรือ" คือ "เอเสเคียล 21:27 จะสำเร็จในขณะนี้หรือ" พระเยซูตรัสตอบว่า พวกเขาจะไม่มีวันรู้วันเวลาที่พระองค์จะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าทูตสวรรค์จะบอกกับพวกเขาว่าพระองค์จะเสด็จกลับมาอีกอย่างแน่นอน" (กิจการของอัครทูต 1:6-11)

การฟื้นฟูแผ่นดินของพระเจ้า/อิสราเอลจะเกิดขึ้นเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง เปโตรเทศนาสั่งสอนว่าพระเจ้าจะ "ทรงใช้พระคริสต์ซึ่งกำหนดไว้แล้วนั้นมาเพื่อท่านทั้งหลาย คือพระเยซู พระองค์นั้นสวรรค์จะต้องรับไว้จนถึงวาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่ ตามซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้ โดยปากบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์" (กิจการของอัครทูต 3:20-21) การเสด็จกลับมาอีกครั้งจะนำมาซึ่งการสถาปนาแผ่นดินของพระเจ้าขึ้นใหม่ดังเช่นการฟื้นฟูแผ่นดินเดิมของอิสราเอล

การฟื้นฟูของแผ่นดินของพระเจ้าเป็นหัวใจของผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า

- "พระที่นั่งก็ได้รับการสถาปานาด้วยความรักมั่นคง บนนั้นจะมีผู้หนึ่งนั่งอยู่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตในเต็นท์ของดาวิด (ในการกลับมาครั้งที่สอง - ลูกา 1:32,33) พิพากษา…และมีความชอบธรรม" (อิสยาห์ 16:5)

- "ในวันนั้น เราจะยกกระท่อมของดาวิดที่ล้มลงแล้วนั้นตั้งขึ้นใหม่ (“บัลลังก์” ของดาวิดในลูกา 1:32,33) และซ่อมช่องชำรุดต่างๆ เสีย และยกที่สลักหักพังขึ้น และสร้างเสียใหม่อย่างในสมัยโบราณกาล"
(อาโมส 9:11) ประโยคสุดท้ายเห็นได้ชัดว่าเป็นภาษาที่ใช้กับการฟื้นฟู

- "ลูกหลานของเขา (อิสราเอล) จะเป็นเหมือนสมัยก่อน และชุมนุมของเขาจะได้ถูกสถาปนาไว้ต่อหน้าเรา" (เยเรมีห์ 30:20)

- "พระเจ้าจะเลือกสรรกรุงเยรูซาเล็มอีกครั้งหนึ่ง" (เศคาริยาห์ 2:12) ทำให้เมืองนั้นเป็นนครหลวงของอาณาจักรทั่วโลกของพระองค์ (สดุดี 48:2; อิสยาห์ 2:2-4)

- "เราจะให้ยูดาห์และอิสราเอลกลับสู่สภาพเดิม และสร้างเขาทั้งหลายเสียใหม่ อย่างที่เขาเป็นมาแต่เดิมนั้น ที่นั่นจะได้ยินเสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริง เราจะให้แผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม ในสถานที่นี้ จะเป็นที่อาศัยของผู้เลี้ยงแกะ จะมีฝูงแกะผ่านอีก" (เยเรมีย์ 33:7-13)

การกลับมาของพระคริสต์เพื่อสถาปนาแผ่นดินนี้เป็นความหวังที่แท้จริงอิสราเอล ซึ่งเรามีส่วนร่วมด้วยโดยการรับบัพติศมา

5:4 แผ่นดินของพระเจ้าในอนาคต

หัวข้อที่ 1 และ 3 ของบทเรียนนี้ให้ข้อมูลพอสมควรเกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้า เราได้เห็นว่าอับราฮัมได้รับพระสัญญาว่าชนชาติทั่วโลกจะได้รับพระพรเพราะพงศ์พันธุ์ของท่าน โรม 4:13 ขยายความว่าโลกจะเป็นมรดกของผู้ที่สืบพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม ยกตัวอย่างเช่น พระคริสต์ คำพยากรณ์ที่แสดงภาพพจน์ในดาเนียล 2 อธิบายว่าพระคริสต์จะกลับมาเหมือนอย่างก้อนหินก้อนเล็กในนิมิต และแผ่นดินนั้นจะแผ่ขยายไปทั่วโลก (สดุดี 72:8) หมายความว่าแผ่นดินของพระเจ้าจะไม่ได้ตั้งอยู่เฉพาะที่เยรูซาเล็มหรือในแผ่นดินของอิสราเอล แม้ว่าดินแดนอิสราเอลจะเป็นหัวใจของแผ่นดินของพระเจ้า

ผู้ที่ติดตามพระคริสต์จะเป็น "ราชอาณาจักรและปุโรหิต และพวกเราจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก" (วิวรณ์ 5:10) เราจะครอบครองเมืองต่างๆ กัน คนหนึ่งจะครอบครองสิบ อีกคนจะครอบครองห้า (ลูกา 19:17) พระคริสต์จะมอบอำนาจในการครอบครองประชาชาติกับเรา (วิวรณ์ 2:27; 2 ทิโมธี 2:12) "พระราชาองค์หนึ่ง (พระเยซู) จะครอบครองด้วยความชอบธรรม และเจ้านาย (ผู้ที่เชื่อ) จะครอบครองด้วยความยุติธรรม" (อิสยาห์ 32:1; สดุดี 45:16)

พระคริสต์จะครอบครองบัลลังก์ที่สถาปนาขึ้นใหม่ของดาวิดสืบไปเป็นนิตย์ (ลูกา 1:32,33) พระองค์จะเข้ามาในตำแหน่งปกครองของดาวิดทซึ่งอยู่ที่กรุงเยรูซาเล็ม พระคริสต์จะทรงปกครองจากเยรูซาเล็ม ที่นั่นจึงถือเป็นนครหลวงของแผ่นดินของพระเจ้าในอนาคต และพระนิเวศจะถูกสร้างขึ้นที่นั่น (เอเสเคียล 40-48) ผู้คนจะสรรเสริญพระเจ้าจากทุกมุมโลก (มาลาคี 1:11) พระนิเวศนี้จะเป็นศูนย์รวมของการนมัสการของโลก ประชาชาติทั้งปวงจะ "ขึ้นไปนมัสการกษัตริย์ปีแล้วปีเล่า คือพระเจ้าจอมโยธา และจะถือเทศกาลอยู่เพิง" รอบพระนิเวศในเยรูซาเล็ม
(เศคาริยาห์ 14:16)

การเดินทางไปเยรูซาเล็มนี้ ผู้เผยพระวจนะกล่าวไว้ในอิสยาห์ 2:2,3 ว่า "ในยุคหลังจะเป็นดังนี้ คือ ภูเขา (แผ่นดิน - ดาเนียล 2:35,44) แห่งพระนิเวศของพระเจ้าจะถูกสถาปนาขึ้นให้สูงที่สุดในจำพวกภูเขาทั้งหลาย (แผ่นดินและพระนิเวศของพระเจ้าจะถูกยกให้อยู่สูงเหนือแผ่นดินของมนุษย์) และประชาชาติทั้งสิ้นจะหลั่งไหลเข้ามาหา และชนชาติทั้งหลายเป็นอันมากจะมากล่าวว่า มาเถิดให้เราไปยังภูเขาของพระเจ้า ยังพระนิเวศของพระเจ้าแห่งยาโคบ เพื่อพระองค์จะทรงสอนวิถีของพระองค์แก่เรา เพราะว่าพระธรรมจะออกมาจากศิโยน และพระวจนะของพระเจ้าจะออกมาจากเยรูซาเล็ม" นี่คือภาพของยุคต้นๆ ของแผ่นดินของพระเจ้า เมื่อผู้คนป่าวประกาศการครอบครองบัลลังก์ของพระคริสต์ และพวกเขาพากันไปยัง "ภูเขา" ของแผ่นดินของพระเจ้า ซึ่งจะค่อยๆ แผ่ขยายออกไปทั่วโลก ที่นี่เราจะเห็นภาพของการนมัสการด้วยความกระตือรือร้น

โศกนาฏกรรมอย่างหนึ่งของมนุษย์ในยุคนี้คือ คนส่วนใหญ่นมัสการพระเจ้า เพราะเหตุผลทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม หรืออารมณ์ มากกว่าเหตุผลที่ว่าพวกเขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าพระเจ้าเป็นพระบิดาและพระผู้สร้าง ในแผ่นดินของพระเจ้าจะมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วิถีทางของพระเจ้า พวกเขาจะพากันมาจากทุกมุมโลกไปยังเยรูซาเล็มเพื่อที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าให้มากขึ้น

แทนที่จะมีระบบและกฎหมายมากมายที่น่าสับสนและไม่ยุติธรรม เราจะมีบัญญัติเดียวที่เป็นสากล "พระบัญญัติและพระวจนะของพระเจ้า" จะมาจากพระคริสต์ในกรุงเยรูซาเล็ม "ประชาชาติทั้งหลายจะหลั่งไหลเข้ามาหา" บอกเป็นนัยว่าความปรารถนาที่จะเรียนรู้จักพระเจ้า จะกลบความขัดแย้งระหว่างประชาชาติทั้งหลาย เหมือนกับที่กลบความขัดแย้งส่วนบุคคลของคนที่อุทิศชีวิตเพื่อการเรียนรู้ดังกล่าว

การที่ประชาชาติทั้งหลายหลั่งไหลเข้ามากรุงเยรูซาเล็ม เป็นภาพเหมือนของพระธรรมอิสยาห์ซึ่งเขียนไว้ว่า พวกยิว พร้อมกันกับพวกนอกรีต จะเดินทางหลั่งไหลไปนมัสการพระเจ้าที่เยรูซาเล็ม สอดคล้องกับที่เขียนไว้ในพระธรรม เศคาริยาห์ 8:20-23

"ชนชาติทั้งหลายยังจะมา คือประชาชนที่อาศัยอยู่ในหัวเมืองอันมากมาย ชาวเมืองหนึ่งจะไปหาชาวเมืองอีกเมืองหนึ่ง กล่าวว่า ให้เราไปกันทันที (เศคาริยาห์ 14:16 เขียนไว้ว่า "ปีแล้วปีเล่า") ไปทูลขอพระกรุณาต่อพระเจ้าและแสวงหาพระเจ้าจอมโยธา ข้าพเจ้าก็จะไป เออ ชนชาติทั้งหลายเป็นอันมาก และบรรดาประชาชาติที่เข้มแข็งจะมาแสวงหาพระเจ้าจอมโยธาในเยรูซาเล็ม สิบคนจากประชาชาติทุกๆ ภาษา จะยึดชายเสื้อคลุมของยิวคนหนึ่งไว้แล้วกล่าวว่า ขอให้เราไปกับท่านทั้งหลายเถิด เพราะเราได้ยินว่าพระเจ้าทรงสถิตกับพวกท่าน"

นี่ทำให้เราเห็นภาพว่าคนยิวจะเป็น "หัว" ไม่ใช่ "หาง" ของบรรดาประชาชาติ เพราะพวกเขาสำนึกบาปและเชื่อฟัง (เฉลยธรรมบัญญัติ 28:13) แผนการของพระเจ้าในเรื่องความรอดจะเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกคน การเพิกเฉยต่อความรอดจะสิ้นสุดลง ผู้คนจะต้องคุยกันเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเหตุให้พวกเขาบอกชาวยิวว่า "เราได้ยินว่าพระเจ้าทรงสถิตกับพวกท่าน" บทสนทนาเต็มไปด้วยเรื่องฝ่ายจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องไร้สาระเต็มสมองอย่างโลกยุคนี้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า พระคริสต์ "ทรงวินิจฉัยระหว่างบรรดาประชาชาติ เขาทั้งหลายจะตีดาบของเขาให้เป็นผาลไถนา และหอกของเขาให้เป็นขอลิด ประชาชาติจะไม่ยกดาบต่อสู้กันอีก เขาจะไม่ศึกษายุทธศาสตร์อีกต่อไป" (อิสยาห์ 2:4) อำนาจอันสมบูรณ์และการปกครองที่เที่ยงธรรมของพระคริสต์จะทำให้ประชาชาติทั้งหลายเต็มใจที่จะเปลี่ยนอาวุธของเขาเป็นอุปกรณ์การเกษตร และละทิ้งการฝึกฝนทางยุทธศาสตร์ทั้งสิ้น "ในสมัยของท่าน ขอความชอบธรรมเจริญขึ้น" (สดุดี 72:7) ผู้ที่ประกอบด้วยความรัก ความกรุณา ความยุติธรรม ฯลฯ ในลักษณะเหมือนของพระเจ้าจะได้รับการเคารพ ตรงข้ามกับการยกย่องความหยิ่งยะโส ทะนงตน และความทะเยอทะยานในสมัยนี้

การเปลี่ยนดาบให้เป็นผาลไถนาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายของเกษตรกรรมซึ่งจะเกิดขึ้นในโลก ความบาปของอาดัมทำให้แผ่นดินถูกสาปแช่ง (ปฐมกาล 3:17-19) และมนุษย์ต้องทำงาหนักจึงจะได้ผลจากแผ่นดิน ในแผ่นดินของพระเจ้า "มีข้าวอุดมในแผ่นดิน ให้มักแกว่งไกวรวงอยู่บนยอดเขาทั้งหลาย ขอให้ผลของแผ่นดินเหมือนเลบานอน" (สดุดี 72:16) "คนที่ไถจะทันคนที่เกี่ยว และคนที่ย่ำผลองุ่นจะทันคนที่หว่านเมล็ดองุ่น จะมีน้ำองุ่นหยดจากภูเขา" (อาโมส 9:13)

เกษตรกรรมแบบวิสาหกิจเช่นนั้นจะมีผลต่อผู้คนมากมาย ผู้คนจะกลับไปมีวิถีชีวิตเกษตรกรรมแบบเลี้ยงตนเอง

"ต่างก็นั่งอยู่ใต้ซุ้มองุ่นและใต้ต้นมะเดื่อของตน และจะไม่มีใครมากระทำให้เขาสะดุ้งกลัว” (มีคาห์ 4:4)

การเลี้ยงตนเองแบบนี้จะล้มล้างการเอารัดเอาเปรียบของระบบการจ้างงาน การใช้เวลาชั่วชีวิตทำงานเพื่อให้คนอื่นมั่งคั่งจะเป็นเพียงอดีต

"เขาจะสร้างบ้านและเข้าอาศัยอยู่ในนั้น เขาจะปลูกสวนองุ่นและกินผลของมัน เขาจะไม่สร้างและคนอื่นเข้าอาศัยอยู่ เขาจะไม่ปลูกและคนอื่นกิน ผู้เลือกสรรของเราจะใช้ผลงานน้ำมือของเขานาน เขาทั้งหลายจะไม่ทำงานโดยเปล่าประโยชน์" (อิสยาห์ 65:21-23)

อิสยาห์ 35:1-7 กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงของดินแดนที่ไร้ผล ไปสู่ดินแดนที่ยินดี และปรีดิ์เปรม เพราะผู้ที่ทำงานในดินแดนนั้นมีชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณมากขึ้น "ถิ่นทุรกันดาร…จะยินดี…ทะเลทรายจะเปรมปรีดิ์ และผลิดอกอย่างต้นดอกฝรั่น มันจะเปรมปรีดิ์ด้วยความชื่นบานและการร้องเพลง น้ำจะพลุ่งขึ้นมาในป่าดอก และลำธารจะพลุ่งขึ้นในทะเลทราย ทรายที่ร้อนจัดจะเป็นสระน้ำ" แม้แต่ความโหดร้ายระหว่างสัตว์ก็จะไม่เหลืออยู่ "สุนัขป่าและลูกแกะจะหากินอยู่ด้วยกัน" และเด็กๆ จะเล่นกับงู (อิสยาห์ 65:25;11:6-8)

คำสาปแช่งต่อสัตว์และธรรมชาติลดลงฉันใด คำสาปแช่งต่อมนุษย์ก็ลดลงฉันนั้น วิวรณ์ 20:2-3 กล่าวถึงการที่พญามาร (บาปและผลของบาป) ถูก "มัด" เป็นเวลาพันปี ช่วงอายุขัยจะเพิ่มขึ้น หากมีใครตายตอนอายุ 100 ปี พวกเขาจะถูกนับว่าเป็นเด็ก (อิสยาห์ 65:20) สตรีจะคลอดบุตรด้วยความเจ็บปวดน้อยลง (อิสยาห์ 65:23) "แล้วนัยน์ตาของคนตาบอดจะเปิดออก แล้วหูของคนหูหนวกจะเบิก แล้วคนง่อยจะกระโดดได้อย่างกวาง และลิ้นของคนใบ้จะร้องเพลง" (อิสยาห์ 35:5-6) นี่คือฤทธิ์เดชที่พวกเขาจะได้รับ (ฮีบรู 6:5)

แผ่นดินของพระเจ้าไม่ใช่หาดสวรรค์ที่คนชอบธรรมจะไปเพลิดเพลินเหมือนกับที่ผู้คนเพลิดเพลินกับการอาบแดดท่ามกลางธรรมชาติ วัตถุประสงค์หลักของแผ่นดินของพระเจ้าคือการถวายเกียรติยศให้กับพระองค์ "จนกว่าพิภพจะเต็มไปด้วยความรู้ในเรื่องพระสิริของพระเจ้า ดังนี้ที่เต็มทะเล" (ฮาบากุก 2:14) พระประสงค์แท้จริงของพระเจ้าคือ "เรามีชีวิตอยู่แน่ฉันใด โลกจะเต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้าแน่" (กันดารวิถี 14:21) การถวายเกียรติให้กับพระเจ้า คือการที่ผู้ที่อาศัยอยู่ในโลกจะเห็นคุณค่า สรรเสริญ และเลียนแบบความชอบธรรมของพระองค์ เมื่อโลกกระทำเช่นนี้ พระเจ้าก็ทรงอนุญาตให้แผ่นดินสะท้อนความชอบธรรมออกมาด้วย ดังนั้น
"คนใจอ่อนสุภาพจะได้แผ่นดินตกไปเป็นมรดก และตัวเขาปีตียินดีในความเจริญอุดมสมบูรณ์" (สดุดี 37:11) แทนที่จะเพลิดเพลินไปกับการมีชีวิตง่ายๆ "บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม จะทรงให้อิ่มบริบูรณ์" (มัทธิว 5:6)

ชีวิตนิรันดร์ ในแผ่นดินของพระเจ้า เป็นของหวานที่ใช้ล่อให้คนมาเป็นคริสเตียน การมีชีวิตนิรันดร์เกือบจะเป็นเหตุผลที่แท้จริงสำหรับการอยู่ในแผ่นดินนั้น ซึ่งคือการถวายเกียรติแด่พระเจ้า เมื่อรับบัพติศมาแล้ว เราควรพัฒนาความคิดในเรื่องนี้ให้มากขึ้นอยู่ตลอดเวลา

สำหรับผู้เขียนแล้ว การมีชีวิตอยู่ในความยินดีของความสมบูรณ์แบบกับพระเจ้าสิบปีก็คุ้มค่าแล้วกับความยากลำบากในชีวิต การได้อยู่ชั่วนิรันดร์เป็นเรื่องเหลือความเข้าใจของมนุษย์จริงๆ

หากมองในแง่ของกายภาพ การได้อยู่ในแผ่นดินของพระเจ้าเป็นแรงจูงใจชั้นเลิศที่จะทำให้เราชิงชังผลประโยชน์และวัตถุของโลกนี้ พระเยซูตรัสว่า "จงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์ก่อน และพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้" (มัทธิว 6:30-34) สิ่งที่เราคิดถึงและดิ้นรนเพื่อให้ได้มาเทียบไม่ได้กับความบริบูรณ์ที่จะได้รับในแผ่นดินของพระเจ้า

เราต้อง "แสวงหาความชอบธรรมของพระเจ้า" เช่น สร้างความรักในลักษณะของพระเจ้า หมายความว่า เราต้องการอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า เพราะความชอบธรรมจะได้รับเกียรติ เพราะเราต้องการมีศีลธรรมที่สมบูรณ์แบบ มากกว่าที่จะต้องการหนีจากความตายและมีชีวิตสะดวกสบายนิรันดร์

บ่อยครั้งที่ความหวังของข่าวประเสริฐถูกนำเสนอในแบบที่ตอบสนองความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ แรงจูงใจของเราในการเข้าในแผ่นดินของพระเจ้าเปลี่ยนไปทุกวัน แนวคิดที่เป็นอุดมการณ์ คือเราต้องจัดให้การเรียนรู้ข่าวประเสริฐและการยอมรับข่าวประเสริฐ โดยการรับบัพติศมาด้วยความรัก และเชื่อฟังพระเจ้า เป็นสิ่งสำคัญสูงสุด การเห็นคุณค่าความหวังที่พระเจ้าประทานให้ และเหตุผลที่แท้จริงของความต้องการที่จะเข้าอยู่ในแผ่นดินของพระเจ้า จะมีมากขึ้นและสมบูรณ์มากขึ้น หลังการรับบัพติศมา

 

5.5 สหัสวรรษ

เมื่อมาถึงจุดนี้ในบทเรียนเกี่ยวกับชีวิตในแผ่นดินของพระเจ้า ผู้อ่านอาจจะถามว่า
"ภาพของแผ่นดินของพระเจ้าดูจะเป็นฝ่ายโลกเกินไปหรือไม่" ผู้คนในแผ่นดินของพระเจ้าจะยังคงมีลูกหลาน (อิสยาห์ 65:23) และยังคงเสียชีวิต (อิสยาห์ 65:20) ยังคงมีข้อวิวาทซึ่งพระคริสต์จะต้องพิพากษา (อิสยาห์ 2:4) และยังต้องทำงานเลี้ยงชีพ แม้ว่างานจะเบากว่างานในโลก ทั้งหมดนี้ดูจะห่างไกลจากพันธสัญญาที่ว่าคนชอบธรรมจะได้รับชีวิตนิรันดร์ มีลักษณะของพระเจ้า เทียบเท่าทูตสวรรค์ผู้ซึ่งไม่แต่งงานหรือมีลูกหลาน (ลูกา 20:35-36) คำตอบก็คือส่วนแรกของแผ่นดินของพระเจ้าจะมีระยะเวลา 1,000 ปี หรือ “สหัสวรรษ” (วิวรณ์ 20:2-7) ในเวลาช่วงนี้ จะมีผู้คนสองจำพวกบนโลก

1 พวกปุโรหิตของพระเจ้าคือบรรดาผู้ที่ติดตามพระคริสต์ในชีวิตนี้ และจะได้รับชีวิตนิรันดร์ที่บัลลังก์พิพากษา หมายเหตุ: “ปุโรหิต” หมายถึงคนที่ “ถูกเลือกสรร” คือผู้ที่เชื่อที่แท้

2 คนธรรมดาทั่วไปที่ไม่รู้จักข่าวประเสริฐเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบต่อหน้าบัลลังก์พิพากษา

เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา จะมีชายสองคนอยู่ในทุ่งนา จะทรงรับไปคนหนึ่ง ทรงละไว้คนหนึ่ง (ลูกา 17:36) ผู้ที่ถูก “ละไว้” คือ คนในกลุ่มข้อ 2

เมื่อพวกปุโรหิตได้รับลักษณะของพระเจ้าที่บัลลังก์พิพากษา พวกเขาจะไม่ตายหรือมีลูกหลานอีก คำอธิบายผู้คนในช่วงเวลานี้ คือผู้คนในกลุ่ม 2 ผู้ซึ่งยังมีชีวิตอยู่เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมา แต่เป็นผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้า รางวัลของผู้ชอบธรรมคือ ได้เป็น "ราชอาณาจักรและปุโรหิต” และพวกเขาจะได้ครอบครองแผ่นดินโลก" (วิวรณ์ 5:10) ราชอาณาจักรหรือกษัตริย์จะต้องปกครองประชากรคือผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้าเมื่อพระเยซูเสด็จกลับมาอีกครั้ง การอยู่ "ในพระคริสต์" ทำให้เราได้รับรางวัลของพระองค์ คือได้เป็นผู้ครอบครองแผ่นดินโลก "ผู้ใดมีชัยชนะ เราจะให้ผู้นั้นมีอำนาจครอบครองบรรดาประชาชาติ และผู้นั้นจะบังคับบัญชาคนทั้งหลายด้วยกระบองเหล็ก ตามที่ เรา ได้รับอำนาจจากพระบิดาของเรา" (วิวรณ์ 2:26-27)

คำอุปมาของพระคริสต์เรื่องตะลันต์เป็นจริงในเวลานี้ ทาสที่สัตย์ซื่อก็จะได้รับรางวัลเป็นเมืองสิบเมืองหรือห้าเมืองเพื่อครอบครอง (ลูกา 19:12-19) ความรู้เรื่องวิถีทางของพระเจ้าจะไม่กระจายไปทันทีที่พระเยซูเป็นกษัตริย์ที่เยรูซาเล็ม ผู้คนจะหลั่งไหลเข้าไปที่เยรูเซาเล็มเพื่อหาความรู้เกี่ยวกับพระเจ้า (อิสยาห์ 2:2,3) และภูเขาของดาเนียล 2:35,44 ค่อยๆ แผ่ขยายไปบนแผ่นดินโลก เป็นหน้าที่ของปุโรหิตที่จะกระจายความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและแผ่นดินของพระองค์

เมื่อครั้งที่อิสราเอลเป็นแผ่นดินของพระเจ้า หน้าที่ของปุโรหิตคือสอนความรู้เรื่องของพระเจ้า (มาลาคี 2:5-7) พวกเขาถูกแต่งตั้งให้อยู่ในเมืองต่างๆ ทั่วอิสราเอล ในแผ่นดินของพระเจ้า พวกปุโรหิตของพระเจ้าจะทำหน้าที่แทน (วิวรณ์ 5:10)

 

หากพระคริสต์เสด็จกลับมาในวันนี้

1. คนเป็นและคนตายที่ต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า จะถูกรับไปอยู่ต่อหน้าบัลลังก์พิพากษา

2. คนอธรรมที่ต้องรับผิดชอบ จะต้องถูกลงโทษด้วยความตาย และคนชอบธรรมจะได้ชีวิตนิรันดร์ ประชาชาติที่ต่อต้านพระคริสต์จะถูกพิพากษาด้วย

3. ผู้ชอบธรรมจะปกครองคนที่ยังมีชีวิ-ตอยู่ในเวลานั้นซึ่งเป็นพวกที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า และสอนพวกเขาให้รู้จักข่าวประเสริฐในฐานะที่เป็น "ราชอาณาจักรและปุโรหิตของพระเจ้า” (วิวรณ์ 5:10)

4. ช่วงเวลานี้จะนาน 1,000 ปี ตลอดระยะเวลานี้ ผู้ที่มีชีวิตอยู่จะได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐและต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า พวกเขาจะมีชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขกว่าในปัจจุบัน

5. เมื่อสิ้นสุดสหัสวรรษ จะมีการต่อต้านพระคริสต์และปุโรหิต พระเจ้าจะทำลายพวกเขา (วิวรณ์ 20:8-9)

6. เมื่อสิ้นสุดสหัสวรรษ คนที่ตายไปแล้วในช่วงนั้น จะฟื้นขึ้นจากความตายและถูกพิพากษา (วิวรณ์ 20:5,11-15)

7. คนอธรรมจะถูกทำลายและคนชอบธรรมจะมีชีวิตนิรันดร์เหมือนเรา

พระประสงค์ของพระเจ้าบนโลกจะสำเร็จ โลกจะเต็มไปด้วยคนชอบธรรมที่เป็นอมตะ "ยาเวห์ เอโลฮิม" พระนามของพระเจ้า (ซึ่งแปลว่า “พระองค์ผู้ทรงปรากฏในบรรดาผู้ยิ่งใหญ่”) จะสมบูรณ์ ความบาปและความตายจะไม่มีบนแผ่นดินโลกอีกต่อไป คำสัญญาที่ว่าพงศ์พันธุ์ของงูจะถูกทำลายโดยการถูกตีแหลกที่หัวก็จะสำเร็จเช่นกัน (ปฐมกาล 3:15) ตลอดสหัสวรรษนี้ พระคริสต์จะทรงปกครองอยู่ก่อน "จนกว่าพระองค์จะได้ทรงปราบศัตรูทั้งสิ้นให้อยู่ใต้พระบาทของพระองค์ ศัตรูตัวสุดท้ายที่พระองค์จะทรงทำลายนั้นคือความตาย เมื่อสิ่งสารพัดถูกปราบให้อยู่ใต้พระองค์แล้ว เมื่อนั้นองค์พระบุตรก็จะอยู่ในพระเจ้าผู้ทรงปราบสิ่งสารพัดให้อยู่ใต้พระองค์ เพื่อพระเจ้าจะทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ในสิ่งสารพัดทั้งปวง" (1 โครินธ์ 15:25-28)

นี่จะเป็น "วาระที่สุด บัดนั้นพระคริสต์จะทรงมอบแผ่นดินไว้แก่พระบิดาเจ้า"
(1 โครินธ์ 15:24) เราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากที่พระเจ้า “ทรงเป็นเอกเป็นใหญ่ ในสิ่งสารพัดทั้งปวง” เรารู้เพียงว่า เราจะมีชีวิตนิรันดร์ มีลักษณะของพระเจ้าและมีชีวิตอยู่เพื่อถวายเกียรติแก่พระเจ้าและทำสิ่งที่พระองค์ทรงพอพระทัย เป็นการถือวิสาสะเกินไปที่เราจะถามถึงเรื่องราวหลังสหัสวรรษ

ความเข้าใจใน "ข่าวประเสริฐของแผ่นดินของพระเจ้า" เป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับความรอด ขอให้ผู้อ่านอ่านบทเรียนนี้อีกครั้งและอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ตามที่ได้อ้างอิงถึง

พระเจ้าทรงมีพระประสงค์ให้เราเข้าในแผ่นดินของพระองค์และมีส่วนในแผ่นดินนั้น พระองค์ไม่ได้มีพระประสงค์ที่จะสำแดงอำนาจในการเนรมิตสร้าง การรับบัพติศมาทำให้เรามีส่วนในพันธสัญญาเกี่ยวกับแผ่นดินของพระเจ้า เป็นการยากที่จะเชื่อว่าแค่การรับบัพติศมาและเชื่อฟังพระเจ้าอยู่ไม่กี่ปีของชีวิต ก็ทำให้เราสามารถมีสง่าราศีและชีวิตนิรันดร์ ถึงกระนั้น ความศรัทธาในความรักยิ่งใหญ่ของพระเจ้าจะต้องมั่นคง ไม่ว่าปัญหาในระยะสั้นๆ ของเราจะเป็นอย่างไร เราก็ไม่มีเหตุผลที่ดีในการปฏิเสธข่าวประเสริฐ

"ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา" (โรม 8:31)

"ความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบันไม่สมควรที่จะเอาไปเปรียบกับศักดิ์ศรีที่จะเผยให้แก่เราทั้งหลาย" (โรม 8:18)

"การทุกข์ยากเล็กๆ น้อยๆ ของเรา ซึ่งเรารับอยู่ประเดี๋ยวเดียวนั้น จะทำให้เรามีศักดิ์ศรีถาวรมากหาที่เปรียบมิได้" (2 โครินธ์ 4:17)

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook