บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

6.1 พระเจ้าและความชั่วร้าย

หลายนิกายในคริสตศาสนาและศาสนาอื่นๆ เชื่อว่ามีปีศาจชื่อมารหรือซาตาน ซึ่งเป็นตัวก่อปัญหาในโลกและในชีวิตของเรา รวมทั้งเป็นตัวรับผิดชอบต่อบาปที่เรากระทำ พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนไว้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงมีอำนาจสูงสุด ในบทเรียนที่ 1.4 เราเห็นว่าทูตสวรรค์ไม่สามารถทำบาปได้ ถ้าเราเชื่อตามนี้ ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะมีอำนาจเหนือธรรมชาติในจักรวาลที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ ถ้าเราเชื่อว่ามีอำนาจนั้น ก็หมายความว่าเราสงสัยในความเป็นใหญ่ของพระเจ้า จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมากที่เราจะต้องเข้าใจอย่างถูกต้องเกี่ยวกับมารหรือซาตานที่ว่านี้ ฮีบรู 2:14 บอกเราว่าพระเยซูทรงทำลายมารเสีย โดยความตายของพระองค์ ถ้าเราไม่เข้าใจมารอย่างถูกต้อง เราก็จะไม่เข้าใจพระเยซูหรือสิ่งที่พระองค์กระทำ

ในโลกของ “คริสเตียน” จะมีความคิดที่ว่าสิ่งที่ดีนั้นมาจากพระเจ้า และสิ่งที่ไม่ดีมาจากมารหรือซาตาน ซึ่งไม่ใช่ความคิดใหม่และไม่ได้มีแต่เพียงในหมู่คริสเตียนเท่านั้น แม้แต่พวกบาบิโลนเองก็ยังเชื่อว่ามีพระเจ้าสององค์ คือพระเจ้าแห่งความดีและแสงสว่าง และพระเจ้าแห่งความชั่วร้ายและความมืดมิด และทั้งสององค์ต่อสู้กันอยู่เรื่อยไป เพราะว่าไซรัส กษัตริย์แห่งเปอร์ซียมีความคิดเช่นนี้ พระเจ้าจึงตรัสกับพระองค์ว่า "เราเป็นพระเจ้า และไม่มีอื่นใดอีก นอกจากเราไม่มีพระเจ้า…เราปั้นความสว่างและสร้างความมืด เราทำโชคและสร้างความร้าย (ฉบับแปลใหม่ ใช้คำว่า
"ความวิบัติ" เราคือพระเจ้าผู้กระทำสิ่งเหล่านี้ทั้งสิ้น" (อิสยาห์ 45:5-7,22) พระเจ้าสร้างความสันติสุขและสร้างความชั่วร้ายหรือความวิบัติ พระเจ้าเป็นผู้ก่อ ผู้สร้าง “ความชั่วร้าย” ในนัยนี้ โดยนัยนี้ “ความชั่วร้าย” นั้นต่างจากบาป บาปคือการกระทำผิดของมนุษย์ และเข้ามาสู่โลกโดยมนุษย์ ไม่ใช่โดยพระเจ้า (โรม 5:12)

พระเจ้าตรัสกับกษัตริย์ไซรัสและชาวบาบิโลนว่า "นอกจากเราไม่มีพระเจ้า" คำว่า
"เอล" (el)
ในภาษาฮีบรูแปลว่า “พระเจ้า” ซึ่งหมายความว่า "กำลังหรือแหล่งแห่งพลัง" พระเจ้ากำลังบอกเราว่าไม่มีแหล่งแห่งพลังอื่นใดนอกจากพระองค์ นี่คือเหตุผลที่ทำให้ผู้ที่เชื่อพระเจ้าอย่างแท้จริงไม่ยอมรับความคิดของการมีพลังเหนือธรรมชาติของมารหรือปีศาจ

 

พระเจ้า : ผู้สร้างความวิบัติ

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีหลายตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่าพระเจ้าทรงนำ "ความชั่วร้าย" มาสู่ชีวิตมนุษย์และโลก อาโมส 3:16 บอกว่าถ้าภัยตกอยู่ในเมืองใด พระเจ้าทรงกระทำเอง เช่น ถ้าแผ่นดินไหวที่เมืองใด เราจะรู้สึกว่า “มาร” เป็นผู้กระทำและก่อให้เกิดความหายนะนั้น แต่ผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงจะต้องเข้าใจว่าพระเจ้าเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อเรื่องนี้ มีคาห์ 1:12 กล่าวว่า "ภัยพิบัติได้ลงมาจากพระเจ้าถึงประตูเมืองเยรูซาเล็ม" ในพระธรรมโยบ เราได้อ่านเรื่องของโยบคนชอบธรรมผู้ซึ่งสูญเสียทุกสิ่งในชีวิต พระธรรมโยบสอนให้เรารู้ว่าความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์ไม่ได้เป็นสัดส่วนกับการเชื่อฟังหรือไม่เชื่อฟังพระเจ้า โยบตระหนักว่า "พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย" (โยบ 1:21) เขาไม่ได้พูดว่า "พระเจ้าประทาน และซาตานเอาไปเสีย" และยังพูดกับภรรยาของตนว่า "เราจะรับสิ่งดีจากพระหัตถ์ของพระเจ้า และจะไม่รับของไม่ดีบ้างหรือ" (โยบ 2:10) ในตอนท้ายของพระธรรมนี้ เพื่อนของเขาแสดงความเห็นอกเห็นใจและปลอบโยนเขา "ด้วยเรื่องเหตุร้ายทั้งสิ้น ซึ่งพระเจ้าทรงนำมาเหนือท่าน" (โยบ 42:11 เทียบ 19:21; 8:4) พระเจ้าจึงเป็นที่มาของ "ความชั่วร้าย" ในแง่ที่ว่าทรงเป็นผู้อนุญาตให้เกิดปัญหาต่างๆ ในชีวิตของเรา

"เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก…ท่านทั้งหลายจงรับและทนเอาเถอะ…ต่อมาภายหลังก็จะก่อให้เกิดความสุขสำราญแก่บรรดาคนที่ต้องทนอยู่นั้น คือความชอบธรรมนั้นเอง" (ฮีบรู 12:6-11) แสดงว่าความทุกข์ยากที่พระเจ้าประทานให้เรานั้นจะนำไปสู่การเติบโตทางจิตวิญญาณ เป็นการขัดแย้งที่จะกล่าวว่ามารเป็นผู้ที่ผลักดันให้เราทำบาปและไม่ชอบธรรม ในขณะที่กล่าวว่าพระเจ้าทรงให้ปัญหาเกิดขึ้นในชีวิตของเราเพื่อให้เรา "เกิดความสุขสำราญ คือความชอบธรรม" ความคิดในเรื่องของมารก่อให้เกิดปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อความที่พูดถึงการมอบชายคนหนึ่งให้กับซาตาน "เพื่อให้จิตวิญญาณของเขารอด" (1 โครินธ์ 5:5) หรือ "เพื่อเขาจะไม่หลู่พระเกียรติพระเจ้า" (1 ทิโมธี 1:20) ถ้าซาตานทำให้มนุษย์ทำบาปและมีผลกระทบในแง่ลบต่อจิตวิญญาณของมนุษย์ เหตุใดข้อพระธรรมเหล่านี้จึงพูดถึง "ซาตาน" ในแง่บวก คำตอบก็คือ ปฏิปักษ์ "ซาตาน" หรือความทุกข์ยากในชีวิตสามารถก่อผลดีทางจิตวิญญาณในชีวิตของผู้ที่เชื่อในพระเจ้า

ถ้าเรายอมรับว่าความชั่วร้ายมาจากพระเจ้า เราก็สามารถที่จะอธิษฐานขอให้พระเจ้าทรงจัดการกับปัญหาของเรา เช่น ขจัดปัญหานั้นออกไป ถ้าปัญหานั้นไม่หมดไป เราจะรู้ได้ว่าปัญหาเหล่านั้นมาจากพระเจ้าเพื่อให้เกิดผลดีทางจิตวิญญาณของเรา ถ้าเราเชื่อว่ามีสิ่งชั่วร้ายที่เรียกว่ามารหรือซาตานที่ก่อปัญหาแล้วละก็ เราก็ไม่มีทางจะทำอะไรกับปัญหาเหล่านั้นได้ ความพิการ โรคภัย ความตายอย่างปัจจุบันทันด่วน หรือความหายนะ ถือว่าเป็นเคราะห์ร้าย ถ้ามารคือทูตสวรรค์ที่กระทำความผิดบาปและมีอำนาจ มันจะต้องมีอำนาจมากกว่าเรามาก และเราไม่มีทางเลือกนอกจากยอมทนทุกข์ในเงื้อมือของมัน แต่ในทางตรงกันข้าม เราสบายใจได้ว่า ภายใต้การควบคุมของพระเจ้า "พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง" (โรม 8:28) ในชีวิตของผู้ที่เชื่อพระเจ้าจึงไม่มีคำว่า "โชค" อยู่

 

ที่มาของบาป

บาปเกิดมาจากภายในตัวเรา เป็นความผิดของเราเองที่เราทำบาป แม้จะเป็นการดีที่จะเชื่อว่าไม่ใช่ความผิดของเราที่เราทำบาป เพราะเราจะได้ทำบาปได้อย่างอิสระเสรีและโยนความผิดไปให้มาร ไม่ใช่สิ่งผิดปกติเลยที่คนที่ทำผิดมหันต์จะอ้อนวอนขอความเมตตา โดยอ้างว่าทำไปโดยถูกผีสิงและไม่รู้สึกตัว แต่เป็นการถูกต้องที่คนคนนั้นจะถูกพิพากษาลงโทษ

เราต้องจำไว้ว่า “ค่าจ้างของความบาปคือความตาย” (โรม 6:23) บาปนำไปสู่ความตาย ถ้าไม่ใช่ความผิดของเราที่เราทำบาป แต่เป็นความผิดของมาร พระเจ้าผู้ทรงธรรมคงจะต้องลงโทษมาร ไม่ใช่ลงโทษเรา แต่ความจริงที่เราถูกลงโทษเพราะบาปของเราแสดงให้เห็นว่าเราต้องรับผิดชอบในบาปที่เราทำ การที่เราคิดว่ามารเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรามากกว่าคิดว่าบาปอยู่ภายในตัวเรา เป็นความพยายามที่จะปัดความรับผิดชอบในการทำบาปของเราให้ออกไปพ้นตัว นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่มนุษย์ไม่ยอมรับสิ่งที่พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนเราว่ามนุษย์เป็นคนบาปโดยธรรมชาติ

"ไม่มีสิ่งใดภายนอก ที่เข้าไปภายในมนุษย์จะกระทำให้มนุษย์เป็นมลทินได้…เพราะว่าจากภายในมนุษย์คือจากใจมนุษย์ มีความคิดชั่วร้าย การล่วงประเวณี การลักขโมย การฆ่าคน…ความเย่อหยิ่ง ความบัดซบ สารพัดการชั่วนี้เกิดมาจากภายในและทำให้มนุษย์เป็นมลทิน" (มาระโก 7:15-23)

ความคิดที่ว่า มี สิ่งชั่วร้ายจากภายนอกเข้าไปในตัวเราทำให้เราทำบาปเป็นความคิดที่ขัดต่อคำสอนของพระเยซู จากภายใน จากใจมนุษย์ คือที่มาของความชั่วร้ายทั้งปวง ในครั้งที่น้ำท่วมโลก พระเจ้าทรงดำริในพระทัยว่า "เค้าความคิดในใจของมนุษย์ล้วนแต่ชั่วตั้งแต่เด็กมา" (ปฐมกาล 8:21) เรารู้จากยากอบ 1:14 ว่า "ทุกคนก็ถูกล่อให้หลง เมื่อกิเลสของตัวเองล่อและชักนำให้กระทำตาม" เราถูกล่อลวงด้วยกิเลสของเราเอง ความปรารถนาอันชั่วร้ายของเราเอง ไม่ใช่สิ่งใดภายนอกตัวเรา
"อะไรเป็นสาเหตุของสงคราม และอะไรเป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาทกันในพวกท่าน มิใช่กิเลสตัณหาของท่านหรือ" (ยากอบ 4:1) เราทุกคนมีกิเลสของตัวเองอันเกิดจากความปรารถนาของเราเอง และเป็นความจริงที่ว่าเราเป็นศัตรูตัวร้ายของตัวเราเอง

พระธรรมโรมกล่าวถึงบาป ที่มา และวิธีเอาชนะ แต่มีการพูดถึงมารและซาตานน้อยมาก เปาโลไม่ได้พูดถึงมารหรือซาตานในแง่ที่เป็นที่มาของบาป "มาร" เป็นความคิดของพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ ถ้ามารที่ทำให้เราทำบาปมีตัวตนจริง มันจะต้องถูกกล่าวถึงในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ในสมัยของผู้วินิจฉัย เมื่อครั้งที่อิสราเอลเดินทางอยู่ในถิ่นทุรกันดาร พวกเขาทำบาปมากมาย แต่พระเจ้าไม่ได้เตือนพวกเขาถึงพลังเหนือธรรมชาติที่เข้าไปในตัวพวกเขา และทำให้พวกเขาทำบาป พระองค์สนับสนุนให้พวกเขาเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ เพื่อจะไม่ทำตามความต้องการฝ่ายเนื้อหนัง (เฉลยธรรมบัญญัติ 27:9-10; โยชูวา 22:5)

เปาโลกล่าวว่า "ในตัวของข้าพเจ้าไม่มีความดีประการใดอยู่เลย…เพราะว่าเจตนาดี ข้าพเจ้าก็มีอยู่ แต่ซึ่งจะกระทำการดีนั้น ข้าพเจ้าหาได้กระทำไม่…ถ้าแม้ข้าพเจ้ายังทำสิ่งซึ่งข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะทำ ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ" (โรม 7:18-21) เปาโลมิได้ตำหนิการทำบาปของท่านว่าเป็นการกระทำของสิ่งซึ่งอยู่ภายนอกที่ชื่อมาร แต่กล่าวว่าธรรมชาติชั่วร้ายของท่านเป็นที่มาที่แท้จริงของบาป "ก็ไม่ใช่ตัวข้าพเจ้าเป็นผู้กระทำ แต่บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้านั่นเองเป็นผู้กระทำ ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นกฎธรรมดาอย่างหนึ่ง คือเมื่อใดที่ข้าพเจ้าตั้งใจจะกระทำความดี ความชั่วก็พร้อมที่จะผุดขึ้น" ท่านเรียกสิ่งที่ตรงข้ามกับฝ่ายจิตวิญญาณว่า "บาปซึ่งอยู่ในตัวข้าพเจ้า" บุคคลใดที่ไตร่ตรองและใช้ความคิดทางจิตวิญญาณจะสามารถรู้จักตนเองมากขึ้น สังเกตได้ว่าแม้แต่
คริสเตียนชั้นสูงเช่นเปาโล แม้รับเชื่อแล้ว ธรรมชาติในตัวก็มิได้เปลี่ยนไป และท่านไม่ได้ถูกนำไปอยู่ในสถานะที่ท่านจะไม่หรือไม่สามารถทำบาปอีก กลุ่มผู้ประกาศข่าวประเสริฐยุคปัจจุบันอ้างว่าพวกเขาอยู่ในสถานะดังกล่าว และด้วยเหตุนี้เปาโลจึงถูกนับว่าเป็นพวก "ไม่ได้รับความรอด" เพราะข้อความในโรม 7:15-21 กษัตริย์ดาวิดผู้ชอบธรรมกล่าวถึงการทำบาปครั้งแล้วครั้งเล่าของพระองค์ว่า "ข้าพระองค์ถือกำเนิดมาในความผิดบาป และมารดาตั้งครรภ์ข้าพระองค์ในบาป" (สดุดี 51:5)

พระคริสตธรรมคัมภีร์เผยให้เห็นถึงธรรมชาติอันชั่วร้ายของมนุษย์ ถ้าเรายอมรับ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะจินตนาการใครสักคนขึ้นมาเพื่อรับผิดชอบการทำบาปของเรา เยเรมีย์ 17:9 กล่าวว่า จิตใจก็เป็นตัวที่ชั่วร้าย และหลอกลวงกว่าสิ่งใดจนเราไม่สามารถคำนวณความบาปที่มันกระทำได้ พระเยซูก็ตรัสถึงธรรมชาติอันชั่วร้ายของมนุษย์ในมัทธิว 7:11 ส่วนปัญญาจารย์ 9:3 กล่าวว่า "จิตใจของมนุษย์ก็เต็มไปด้วยความชั่ว" เอเฟซัส 4:18 กล่าวว่ามนุษย์อยู่ห่างจากชีวิตซึ่งมาจากพระเจ้า "เพราะเหตุความไม่รู้เท่าถึงการณ์ซึ่งอยู่ในตัวเขา อันเนื่องจากใจที่แข็งกระด้างของเขา"
กาลาเทีย 5:19 พูดถึงบาปของเราว่าเป็น "การงานของเนื้อหนัง" คือเนื้อหนัง ตัวตน และธรรมชาติของเราเองที่ทำให้เราทำบาป ไม่มีข้อพระธรรมใดที่บอกว่าบาปในตัวเราเป็นเพราะมารเป็นผู้เอามาใส่ แนวโน้มที่จะทำบาปเป็นสิ่งที่มนุษย์มีตามธรรมชาติตั้งแต่เกิด ถือเป็นส่วนพื้นฐานที่ประกอบขึ้นเป็นมนุษย์

 

6.2 มารและซาตาน

บางครั้ง คำเดิมในพระคริสตธรรมคัมภีร์จะยังคงไว้เช่นเดิมโดยไม่แปล อย่างเช่นคำว่า "ซาตาน" เป็นคำทับศัพท์ในภาษาฮีบรูที่แปลว่า "ปรปักษ์" ส่วน "มาร" เป็นคำที่แปลมาจากคำว่า "Diabolos" ในภาษากรีกซึ่งแปลว่า คนโป้ปด ศัตรู หรือคนส่อเสียด ถ้าเราเชื่อว่าซาตานและมารเป็นสิ่งที่อยู่ภายนอกตัวเรา และเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อบาปที่เราทำ เมื่อใดก็ตามที่เราพบคำ 2 คำนี้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ เราจะต้องคิดถึงสิ่งชั่วร้ายนี้ พระคริสตธรรมคัมภีร์ใช้คำเหล่านี้เป็นคำคุณศัพท์เพื่ออธิบายถึงลักษณะของคนธรรมดาทั่วไป จึงเป็นไปไม่ได้ที่คำว่ามารและซาตานในพระ
คริสตธรรมคัมภีร์หมายถึงสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ภายนอกตัวเรา

 

คำว่า "ซาตาน" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์

1 พงศ์กษัตริย์ 11:14 บันทึกไว้ว้า "พระเจ้าทรงให้ปฏิปักษ์ (ภาษาฮีบรูคือซาตาน) เกิดขึ้นต่อสู้ซาโลมอน คือฮาคัดคนเอโดม" 1 พงศ์กษัตริย์ 11:23,25 กล่าวว่า "พระเจ้าได้ทรงให้ปฏิปักษ์เกิดขึ้นต่อสู้ท่านอีกคนหนึ่ง คือ เรโซน…ท่านเป็นปฏิปักษ์ของอิสราเอล" นี่ไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าทรงให้ผู้ที่มีพลังเหนือธรรมชาติหรือทูตสวรรค์มาเป็นซาตานหรือปฏิปักษ์ของซาโลมอน พระองค์ทรงให้คนธรรมดามาต่อสู้กับซาโลมอน มัทธิว 16:22-23 ให้อีกตัวอย่างหนึ่งว่าเมื่อเปโตรพยายามอ้อนวอนพระเยซูไม่ให้ไปเยรูซาเล็ม และถูกตรึงกางเขน พระเยซูตรัสกับเปโตรว่า "อ้ายซาตาน จงไปให้พ้น เจ้าเป็นเครื่องกีดขวางเรา เพราะเจ้าคิดอย่างคน มิได้คิดอย่างพระเจ้า" เปโตรถูกเรียกว่าซาตาน พระเยซูไม่ได้ตรัสกับทูตสวรรค์หรือปีศาจ พระองค์กำลังตรัสกับเปโตร

คำว่า "ซาตาน" แปลว่าปฏิปักษ์ ดังนั้นคนดีๆ หรือแม้แต่พระเจ้าก็เป็นซาตานได้ ไม่จำเป็นต้องมีสิ่งใดที่เป็นบาปอยู่ในคำว่าซาตาน ความหมายแฝงที่เกี่ยวกับบาปซึ่งมีอยู่ในคำว่า “ซาตาน” ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากความจริงที่ว่าธรรมชาติที่มีบาปของเราเป็น “ซาตาน” ตัวร้ายหรือปฏิปักษ์ของตัวเราเอง และซาตานเป็นคำที่โลกเรียกสิ่งที่เกี่ยวข้องกับบาป พระเจ้าสามารถเป็นซาตานของเราได้ในแง่ที่ว่าพระองค์ทรงนำความทุกข์ยากลำบากมาในชีวิตของเรา หรือทรงยืนขวางทางผิดบาปที่เราอยากจะเดินเข้าหา แต่ความจริงที่สามารถเรียกพระเจ้าว่า “ซาตาน” ไม่ได้หมายความว่าพระองค์มีบาป

พระธรรมซามูเอลและพงศาวดารและพระกิตติคุณทั้ง 4 เล่ม กล่าวถึงเหตุการณ์เดียวกันแต่ใช้คำพูดต่างกันไป 2 ซามูเอล 24:1 บันทึกไว้ว่า "พระเจ้า…เพื่อต่อสู้เขาทั้งหลายจึงทรงดลใจดาวิด" 1 พงศาวดาร 21:1 "ซาตานได้ยืนขึ้นต่อสู้อิสราเอล และดลพระทัยให้ดาวิดนับจำนวนอิสราเอล" ในซามูเอล พระเจ้าเป็นผู้ต่อสู้อิสราเอล ในพงศาวดารซาตานเป็นผู้ต่อสู้ สรุปก็คือพระเจ้าทรงกระทำเสมือนเป็น “ซาตาน” หรือปฏิปักษ์ของดาวิด พระเจ้าทรงนำความยากลำบากมาสู่ชีวิตของโยบเช่นกัน "พระองค์ทรงข่มเหงข้าพระองค์ด้วยพระหัตถ์ทรงฤทธิ์ของพระองค์" (โยบ 30:21) โยบกำลังบอกว่า “พระเจ้าทรงกระทำเสมือนเป็นซาตานของโยบ”

 

คำว่า "มาร" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์

คำว่า “มาร” ก็เช่นกัน พระเยซูตรัสว่า "เรามิได้เลือกเจ้าทั้งหลาย และหนึ่งในพวกเจ้าเป็นซาตานดอกหรือ" พระองค์กำลังพูดถึงยูดาส อิสคาริโอท ซึ่งเป็นปุถุชนธรรมดา ไม่ใช่พูดถึงสิ่งที่มีเขา หรือที่เรียกว่าดวงวิญญาณ คำว่า "มาร" ในที่นี้หมายถึงคนชั่วร้าย 1 ทิโมธี 3:11 พูดถึงภรรยาของผู้อาวุโสในคริสตจักรว่าไม่ควรเป็น "คนที่ใส่ร้ายผู้อื่น" คำกรีกสำหรับคำนี้คือ "Diabolos" ซึ่งถูกแปลว่า "มาร" ในบทความอื่นๆ เปาโลเตือนทิตัสว่าพวกหญิงสุงอายุในเอคเคลเซียว่าไม่ควรเป็นคน "ช่างส่อเสียด" หรือ "มาร" (ทิตัส 2:3) และท่านบอกทิโมธี (2 ทิโมธี 3:1,3) ว่า "ในสมัยจะสิ้นยุคนั้น มนุษย์จะใส่ร้ายกัน (มาร)" ไม่ได้แปลว่า มนุษย์จะกลายเป็นสิ่งที่เหนือธรรมชาติ แต่ว่าพวกเขาจะชั่วร้ายมากขึ้นทุกที จากที่กล่าวมานี้คงเห็นได้ชัดเจนว่าคำว่า “มาร” หรือ “ซาตาน” ไม่ได้หมายถึงทูตสวรรค์ที่ตกต่ำหรือสิ่งที่มีบาปภายนอกตัวเรา

 

บาป ซาตาน และมาร

คำว่า "ซาตาน" หรือ "มาร" ใช้เป็นคำอธิบายแนวโน้มตามธรรมชาติที่จะทำบาปภายในตัวเราตามที่เราพูดถึงในบทเรียนที่ 6.1 สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็น “ซาตาน” หรือปฏิปักษ์ที่สำคัญของเรา ซึ่งสามารถเปรียบเทียบเป็นบุคคลได้เช่นกัน และเมื่อเป็นเช่นนั้น เราอาจใช้คำว่า "มาร" เป็นคำเรียกแทนศัตรูของเราหรือการบิดเบือนความจริง นั่นคือลักษณะธรรมชาติของ “มนุษย์” ความสัมพันธ์ระหว่างมารและความปรารถนาชั่วร้าย บาปภายในตัวเรา เห็นได้ชัดจากข้อความมากมาย
"บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือมารเสียได้" (ฮีบรู 2:14) มารในที่นี้รับผิดชอบความตาย "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย "(โรม 6:23) บาปและมารจึงสอดคล้องกัน ยากอบ 1:14 กล่าวว่า ความปรารถนาชั่วร้ายของเราหลอกล่อเราเอง นำเราไปสู่ความบาปและความตาย แต่
ฮีบรู 2:14 กล่าวว่ามารนำมาซึ่งความตาย และพระเยซูร่วมมีธรรมชาติอย่างมนุษย์ เพื่อที่จะทำลายมารเสีย แต่โรม 8:3 กล่าวว่า "พระองค์ทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป" แสดงว่ามารและบาปในมนุษย์เป็นเหมือนกันหมด พระเยซูทรงถูกหลอกล่อเหมือนเรา การไม่เข้าใจหลักการของมารแปลว่าเรายังไม่รู้ซึ้งถึงธรรมชาติและการงานของพระคริสต์อย่างถูกต้อง เพราะว่าพระเยซูทรงมีธรรมชาติเหมือนมนุษย์ มี “มาร” อยู่ภายใน เราจึงมีความหวังในความรอด (ฮีบรู 2:14-18, 4:15) โดยการเอาชนะความปรารถนาของพระองค์เอง พระเยซูจึงได้สามารถทำลายมารบนไม้กางเขน (ฮีบรู 2:14) หากมารมีตัวตน มันคงไม่มีชีวิตอยู่แล้วในปัจจุบัน ฮีบรู 9:26 บอกว่าพระคริสต์ "กำจัดบาปให้หมดสิ้นไปโดยการถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา พระเยซูคริสต์ทรงทำลายมารภายในพระองค์โดยทางความตาย โดยความตายของพระองค์ พระเยซูทรงทำลาย “ตัวแห่งบาป” เสีย (โรม 6:6) เช่นธรรมชาติของมนุษย์

"ผู้ที่กระทำบาปก็มาจากมาร (1 ยอห์น 3:8) เพราะบาปเป็นผลของการเปิดทางให้ธรรมชาติของเรา ความปรารถนาชั่วร้าย (ยากอบ 1:14,15) ซึ่งพระคริสตธรรมคัมภีร์ เรียกว่า "มาร" "พระบุตรของพระเจ้าเสด็จมาปรากฏก็เพราะเหตุนี้ คือเพื่อทรงทำลายกิจการของมาร (1 ยอห์น 3:8) ถ้าเราพูดถูกที่ว่ามารคือความปรารถนาชั่วร้ายของเรา การงานของความปรารถนาชั่วร้ายก็คือบาป ใน 1 ยอห์น 3:5 กล่าวว่า "พระองค์ได้ทรงปรากฏ เพื่อกำจัดบาปของเราให้หมดไป" หมายความว่า “บาปของเรา” และ “การงานของมาร” คือสิ่งเดียวกัน ในกิจการของอัครทูต 5:3 เปโตรพูดกับอานาเนียว่า "เหตุไฉนซาตานจึงทำให้ใจของเจ้าเต็มไปด้วยการมุสา" และในข้อ 4 เปโตรพูดอีกว่า "มีเหตุอะไรเกิดขึ้นให้เจ้าคิดในใจเช่นนั้นเล่า" การมีสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นในใจก็คือการมีซาตานอยู่เต็มหัวใจ ถ้าเราคิดแผนการร้าย มันก็เกิดขึ้น ภายใน ตัวเรา ถ้าสตรีมีครรภ์ ก็ตั้งครรภ์ภายในตัวเธอไม่ใช่ข้างนอก ยากอบ 1:14,15 ใช้ภาพพจน์เดียวกันอธิบายว่า กิเลสของเราเกิดขึ้นและนำไปสู่บาปและความตายอย่างไร สดุดี 109:6 เปรียบคนที่เต็มไปด้วยบาปว่าเป็น ”ซาตาน” ว่า "ขอทรงตั้งคนอธรรมปรักปรำเขาและให้ซาตานยืนอยู่ที่ขวามือของเขา" คือมีอำนาจเหนือเขา (เทียบ สดุดี 110:1)

 

การเปรียบเทียบเป็นบุคคล

อย่างไรก็ตาม เราอาจจะพูดว่า "แต่มารถูกพูดถึงเหมือนกับว่ามันเป็นคนคนหนึ่ง" ฮีบรู 2:14 บอกว่า "ผู้ที่มีอำนาจแห่งความตาย คือ มาร" พระคริสตธรรมคัมภีร์มักจะใช้การเปรียบเทียบเป็นบุคคล คือเปรียบเทียบความคิดในนามธรรมให้เป็นบุคคล สุภาษิต 9:1 พูดถึงหญิงสาวที่ชื่อว่า "ปัญญา" กำลังสร้างเรือนของเธอ และโรม 6:23 กล่าวถึงบาปว่าเป็นผู้ที่จ่ายค่าจ้างเป็นความตาย เรื่องนี้จะกล่าวถึงอีกครั้งใน Digression 5 มารมักจะเป็นตัวแทนความปรารถนาชั่วร้ายของเราเสมอ แต่เราไม่สามารถมีปฏิปักษ์ที่เป็นนามธรรม ความปรารถนาชั่วร้ายในใจมนุษย์จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีมนุษย์ “มาร” จึงมักถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคล บาปมักจะถูกเปรียบเทียบว่าเป็นนายจ้าง (โรม 5:21; 6:6,17; 7:3) “มาร” ก็ถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคลเช่นกันเพราะ "มาร" ถูกกล่าวอ้างถึงว่าเป็น "บาป" เปาโลพูดถึงตัวเราว่ามีคน 2 คน อยู่ในตัวเรา คือคนฝ่ายเนื้อหนัง "มาร" ซึ่งต่อสู้กับคนฝ่ายวิญญาณ ไม่ได้หมายความว่า เรามีคนจริงๆ 2 คน ต่อสู้กันอยู่ในตัวเรา ส่วนที่เป็นบาปในตัวเราถูกเปรียบเทียบว่าเป็น "คนชั่วร้าย" (มัทธิว 6:13) หรือมารในความหมายของพระคริสตธรรมคัมภีร์ คำว่า "คนชั่วร้าย" ในภาษากรีกถูกแปลว่า "คนชั่วช้า" ใน 1 โครินธ์ 5:13 เมื่อคนคนหนึ่งเปิดทางให้บาปหรือ "คนชั่วร้าย" ในตัวเขาเอง เขาก็กลายเป็นคน “ชั่วร้าย” หรือ "มาร"

"มาร" หรือ "ซาตาน" ในความหมายทางการเมือง

คำว่า “มาร” และ “ซาตาน” ถูกใช้เพื่ออธิบายถึงโลกชั่วร้ายที่เป็นไปด้วยบาปที่เราอาศัยอยู่เช่นกัน ระบบสังคม การเมือง และศาสนาปลอมๆ ของมนุษย์ก็ถูกเรียกว่า "มาร" ได้ มารและซาตานในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่มักจะหมายถึงระบบอำนาจทางการเมืองและสังคมของชาวยิวและชาวโรมัน วิวรณ์ 2:10 บันทึกว่ามารจะขังผู้ที่เชื่อไว้ในคุก แปลว่าผู้มีอำนาจชาวโรมันจะสั่งจำคุกบรรดาผู้ที่เชื่อ วิวรณ์ 2 ยังกล่าวถึงคริสตจักรเปอร์กามัม ซึ่งตั้งอยู่ในที่นั่งของซาตาน ซึ่งก็คือสถานที่ตั้งของที่ทำการปกครองของชาวโรมัน (เมืองเปอร์กามัม) ซึ่งมีกลุ่มของผู้ที่เชื่ออยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน ถ้าซาตานมีตัวตน เราก็ไม่อาจพูดได้ว่าซาตานมีที่นั่งปกครองที่เมืองเปอร์กามัม

การทำบาปเป็นการประพฤติผิดธรรมบัญญัติ (1 ยอห์น 3:4) แต่บาปที่รวมตัวกันเป็นพลังทางการเมืองและสังคมต่อต้านพระเจ้าเป็นพลังที่แรงกว่าบาปส่วนบุคคล พลังที่รวมตัวกันนี้เองที่เราเปรียบเป็นมาร ดังนั้นอิหร่านและกลุ่มประเทศอิสลามจึงเรียกอเมริกาว่า "ซาตานผู้ยิ่งใหญ่" คือปฏิปักษ์ตัวร้ายของพวกเขาทั้งในด้านการเมืองและศาสนา ซึ่งเป็นวิธีที่คำว่า “มาร” หรือ “ซาตาน” มักจะถูกใช้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์

โดยสรุป เราควรจะศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งเล่ม แทนที่จะสรุปคำสอนหลักจากพระธรรมเพียงบางอ้างถึงความเชื่อเรื่องมารและซาตานเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องนี้ บทเรียนที่ 6.1 และหัวข้อนี้ เราควรจะอ่านทบทวนอีกครั้งอย่างระมัดระวังและด้วยใจอธิษฐาน สิ่งที่เป็นหลักคำสอนที่อธิบายไว้ในที่นี้จะเป็นวิธีเดียวที่สามารถทำให้เกิดความเข้าใจอย่างมีเหตุผลของบทความทั้งหมดที่อ้างถึงมารและซาตาน คำเหล่านั้นอาจจะถูกนำมาใช้เป็นคำคุณศัพท์ปกติหรือใช้เพื่อกล่าวถึงบาปที่อยู่ในตัวเราเอง บทความที่มักจะถูกเข้าใจผิดและนำมาสนับสนุนความคิดที่เป็นที่นิยมกันจะอยู่ใน Digression ซึ่งใช้คู่กับบทเรียนนี้

คนที่ไม่ยอมรับบทสรุปของบทเรียนนี้ควรตั้งคำถามกับตนเองว่า 1) บาปถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคลใช่หรือไม่ คำตอบก็คือใช่ 2) จริงหรือไม่ที่ “ซาตาน” เป็นคำที่ใช้เป็นคำคุณศัพท์ได้ด้วย คำตอบก็คือใช่ ดังนั้น อะไรคือปัญหาที่แท้จริงในการยอมรับว่าบาปถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคลว่าเป็นศัตรูหรือซาตานของเรา โลกมักจะถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคลในจดหมายของยอห์นและในข่าวประเสริฐ (ดูวิวรณ์) คำอะไรจะดีไปกว่า "ซาตาน" หรือ "มาร"

 

6.3 ปีศาจ

ในหัวข้อที่แล้ว ถ้าเราเชื่อว่ามารหรือซาตานไม่มีตัวตน เราก็ต้องยอมรับว่า ปีศาจ ซึ่งเป็นลูกสมุนของมารก็ไม่มีตัวตนเช่นกัน หลายคนเชื่อว่าพระเจ้าประทานสิ่งดีๆ ในชีวิตแก่เรา และมารและปีศาจทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ดีในชีวิต รวมทั้งนำสิ่งดีๆ ที่พระเจ้าให้เราไปจากเราด้วย พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนเราอย่างชัดเจนว่าพระเจ้าทรงฤทธานุภาพสูงสุด พระองค์เป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อทั้งสิ่งดีและไม่ดีในชีวิตของเรา
(อิสยาห์ 45:7) ดังนั้น เมื่อเราประสบความทุกข์ยาก เราควรจะยอมรับว่าเป็นสิ่งที่มาจากพระเจ้าไม่ใช่มาจากมารหรือปีศาจ โยบตระหนักว่า "พระเจ้าประทาน และพระเจ้าทรงเอาไปเสีย สาธุการแด่พระนามพระเจ้า" (โยบ 1:21)

พระเจ้าทรงเป็นที่มาของฤทธานุภาพทั้งปวง (อิสยาห์ 45:5; 44:8) พระเจ้าทรงริษยาเมื่อประชากรของพระองค์เชื่อในพระอื่น เมื่อพวกเขาพูดกับพระองค์ว่า "พระองค์ทรงเป็นพระเจ้ายิ่งใหญ่และทรงฤทธานุภาพ แต่เราเชื่อว่ายังมีพระอื่นอีกนอกจากพระองค์ แม้ว่าพระอื่นจะไม่ทรงฤทธานุภาพเท่าพระองค์" เราจึงไม่สามารถที่จะเชื่อว่ามีปีศาจหรือมารนอกเหนือจากพระเจ้า นี่คือความผิดพลาดที่อิสราเอลได้กระทำ พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมบอกให้เรารู้ว่าอิสราเอลได้ทำให้พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย โดยการหันไปเคารพในพระอื่น เราจะเห็นได้จากพระ
คริสตธรรมคัมภีร์ว่า "ปีศาจ" ที่คนเชื่ออยู่ในทุกวันนี้ก็เหมือนพระเทียมที่อิสราเอลเชื่อในสมัยโบราณ

 

มารคือรูปเคารพ

ใน 1 โครินธ์ เปาโลอธิบายถึงสาเหตุที่คริสเตียนไม่ควรเชื่อหรือเกี่ยวข้องกับรูปเคารพ ในยุคของพระคริสตธรรมคัมภีร์ ผู้คนเชื่อว่าปีศาจคือพระเล็กพระน้อยที่พวกเขาไปกราบไหว้เพื่อให้ช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขา และจึงสร้างรูปปั้นหรือรูปเคารพและกราบไหว้รูปนั้น เปาโลใช้คำว่า "ปีศาจ" และ "รูปเคารพ" แทนที่กันในจดหมายของท่าน "เครื่องบูชาที่พวกต่างชาติถวายนั้น เขาถวายบูชาแก่พวกปีศาจ และแก่สิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาให้ท่านมีส่วนร่วมกับพวกปีศาจ ถ้ามีใครมาบอกท่านว่า "ของนี้เขาถวายแก่รูปเคารพแล้ว" ท่านอย่ารับประทาน เพราะเห็นแก่คนที่บอกนั้น" (1 โครินธ์ 10:20,28) รูปเคารพและปีศาจจึงเป็นสิ่งเดียวกัน เปาโลบอกว่า "เขาถวายบูชาแก่พวกปีศาจ ไม่ใช่พระเจ้า" ปีศาจไม่ใช่พระเจ้า และเนื่องจากมีพระเจ้าพระองค์เดียว ปีศาจจึงไม่มีอำนาจอะไรเลยและไม่ใช่แม้แต่พระเล็กพระน้อย ใน 1 โครินธ์ 8:4 กล่าวว่า

"เรื่องการกินอาหารที่เขาบูชาแก่รูปเคารพนั้น เรารู้อยู่แล้วว่า รูปนั้นไร้สาระ และมีพระเจ้าแท้แต่องค์เดียว" รูปเคารพหรือปีศาจไม่มีตัวตน มีพระเจ้าแท้องค์เดียวในโลก ในข้อ 5, 6 เปาโลบอกว่า

"แม้จะมีพระมาก (มีพระมากและเจ้ามากก็จริง) เหมือนที่ผู้คนเชื่อว่ามีภูตผีหลายประเภท เช่น ภูตผีประเภทหนึ่งทำให้เราตกงาน ภูตผีอีกประเภทหนึ่งทำให้ภรรยาทิ้งสามีไป แต่สำหรับพวกเรานั้นมีพระเจ้าองค์เดียว คือพระบิดาและสิ่งสารพัดทั้งปวงซึ่งเกิดขึ้นจากพระองค์"

เมื่อมองย้อนไปในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เราจะพบหลักฐานมากขึ้นว่า "ปีศาจ" ก็คือ "รูปเคารพ" พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมฉบับภาษากรีกใช้คำว่า "diamoman" แทนคำว่า "รูปเคารพ ในเฉลยธรรมบัญญัติ 32:17 และสดุดี 106:37 ซึ่งในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ใช้คำว่า "ปีศาจ" สดุดี 106:36-39 อธิบายความผิดพลาดของอิสราเอล และเปรียบเทียบรูปเคารพของคานาอันว่าเป็นปีศาจ

"ท่าน (อิสราเอล) ปรนนิบัติรูปเคารพของเขาซึ่งกลายเป็นบ่วงสำหรับท่าน ท่านฆ่าบุตรชายและบุตรหญิงของท่าน ถวายเป็นเครื่องสักการบูชาแก่ปีศาจ ท่านเทโลหิตผู้ไร้ผิดออกมา คือโลหิตบุตรชายบุตรหญิงของท่าน ผู้ซึ่งท่านได้ฆ่าเป็นเครื่องสักการบูชาแก่รูปเคารพแห่งคานาอัน"

 

ปีศาจในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่

แล้วบทความในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ที่พูดถึงปีศาจอย่างชัดเจนเล่า

สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนคือ พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นพระวจนะของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะขัดแย้งกันเอง ถ้าพระคริสตธรรมคัมภีร์บอกเราว่า พระเจ้าทรงฤทธานุภาพ และทรงทำให้เกิดปัญหาทุกอย่างในชีวิตเรา พระคริสตธรรมคัมภีร์ก็ไม่สามารถที่จะบอกว่าปีศาจหรือพระเล็กพระน้อยที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพระเจ้าเป็นผู้ที่ทำให้เกิดปัญหาในชีวิตเรา ที่สำคัญคำว่า “ปีศาจ” ปรากฏอยู่เพียง 4 ครั้งในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมและมักจะใช้ในความหมายของการบูชารูปเคารพ แต่ปรากฏหลายครั้งในพระธรรมกิตติคุณ เป็นไปได้ว่าภาษาในสมัยนั้นใช้คำว่าปีศาจเป็นคำเรียกสิ่งที่เขาคิดว่าทำให้เกิดโรคภัยที่พวกเขาไม่รู้จัก ถ้าปีศาจมีตัวตน และเป็นผู้ที่ทำให้เกิดความเจ็บไข้และปัญหาในชีวิตของเราแล้ว เราจะต้องพบคำว่าปีศาจมากกว่านี้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม

การบอกว่าปีศาจถูกขับไล่ออกจากใครก็ตามคือการที่บอกว่าคนคนนั้นได้รับการรักษาให้หายจากโรคทางจิตหรือโรคที่ไม่ทราบสาเหตุในสมัยนั้น ผู้คนในศตวรรษแรกดูจะโยนความผิดทุกอย่างไปให้สิ่งที่เขาจินตนาการขึ้นมาว่ามีตัวตนชื่อ "ปีศาจ" ความเจ็บป่วยทางจิตเป็นโรคที่เกินความรู้ทางการแพทย์ในสมัยนั้น และผู้คนเรียกคนป่วยโรคนี้ว่า “ถูกผีเข้า” ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม วิญญาณชั่วหมายถึงจิตใจที่ถูกทรมาน (ผู้วินิจฉัย 9:23; 1 ซามูเอล 16:14; 18:10) ในยุคพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ การถูกผีเข้าหมายถึงความเจ็บป่วยทางจิต ความสัมพันธ์ระหว่างปีศาจและความเจ็บป่วยปรากฏใน มัทธิว 8:16-17 "เขาพาคนผีเข้าสิงเป็นอันมากมาหาพระองค์ พระองค์ก็ทรงขับผีออกด้วยพระดำรัส เพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะ โดยอิสยาห์ผู้เผยพระวจนะที่ว่า ท่านได้แบกความเจ็บไข้ของเราทั้งหลายและหอบโรคของเราไป" ความเจ็บไข้ของมนุษย์จึงเป็นเหมือนการถูกผีหรือวิญญาณชั่วเข้าสิง เมื่อพวกเขาได้รับการรักษาแล้วคนที่ถูกผีสิงก็กลับไปมีสติอารมณ์ดี" (มาระโก 5:15; ลูกา 8:35) โดยนัยนี้การพูดว่าถูกผีสิงจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะพูดว่าคนคนนั้นป่วยทางจิต “คนที่ถูกผีสิง” จึงถูกกล่าวว่า “ได้รับการรักษา” หรือ “เยียวยา” (มัทธิว 4:24; 12:22; 17:18)

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook