บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

7.1 คำพยากรณ์เรื่องพระเยซูในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม

บทเรียนที่ 3 อธิบายว่า ความรอดที่พระเจ้ามีพระประสงค์จะมอบให้มนุษย์ เกี่ยวข้องกับพระเยซูอย่างไร พันธสัญญาที่พระองค์กระทำต่อเอวา อับราฮัม และดาวิด ล้วนกล่าวถึงพระเยซูในฐานะที่เป็นพงศ์พันธุ์ของพวกเขา แท้ที่จริงแล้ว พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมทั้งหมดพยากรณ์และชี้ไปยังพระคริสต์เพียงผู้เดียว ธรรมบัญญัติของโมเสสซึ่งชาวอิสราเอลต้องปฏิบัติตามก่อนที่จะถึงสมัยของพระคริสต์ ชี้ไปยังพระเยซูอย่างสม่ำเสมอ "ธรรมบัญญัติจึงควบคุมเราไว้จนพระคริสต์เสด็จมา" (กาลาเทีย 3:24) ในพิธีปัสกา ลูกแกะที่ไม่มีตำหนิจะต้องถูกฆ่า (อพยพ 12:3-6) นี่แสดงถึงการถวายพระเยซูเป็นเครื่องบูชา "เมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย" (ยอห์น 1:29; 1 โครินธ์ 5:7) การที่สัตว์ที่จะนำมาเป็นเครื่องบูชาต้องเป็นสัตว์ที่ไร้ตำหนิชี้ให้เห็นถึงความสมบูรณ์แบบของพระคริสต์ (อพยพ 12:5; 1 เปโตร 1:19)

พระธรรมสดุดีและผู้เผยพระวจนะในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม กล่าวถึงลักษณะของพระมาซีฮาห์อย่างนับไม่ถ้วน และอธิบายเป็นพิเศษถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ ลัทธิยูดาปฏิเสธพระมาซีฮาห์ ที่สิ้นพระชนม์ได้ เพราะพวกเขาละเลยคำที่ผู้เผยพระวจนะเผยไว้

น่าอัศจรรย์ที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เตือนให้เราระลึกว่า "ธรรมบัญญัติและผู้เผยพระวจนะ" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม เป็นพื้นฐานของความเข้าใจเกี่ยวกับพระคริสต์ (กิจการของอัครทูต 26:22; 28:23; โรม 1:2,3; 16:25,26) พระเยซูทรงเตือนว่าถ้าเราไม่เข้าใจ "โมเสสและผู้เผยพระวจนะ" เราก็ไม่เข้าใจพระองค์ (ลูกา 16:31; ยอห์น 5:46-47)

การที่ธรรมบัญญัติของโมเสสชี้ไปยังพระคริสต์ และผู้เผยพระวจนะกล่าวเรื่องของพระองค์ควรเป็นหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าพระเยซูไม่ได้มีตัวตนในรูปของร่างกายก่อนที่พระองค์จะมาประสูติ คำสอนผิดๆ ที่ว่าพระคริสต์อยู่ในรูปของร่างกายก่อนมาประสูติทำให้คำสัญญาที่ย้ำครั้งแล้วครั้งเล่าว่าพระองค์จะเป็นพงศ์พันธุ์ของเอวา อับราฮัม และดาวิดกลายเป็นเรื่องเหลวไหล หากพระองค์อยู่ในสวรรค์อยู่แล้วในขณะที่พระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญา พระเจ้าคงไม่กระทำถูกนักที่จะสัญญากับคนเหล่านั้นว่าจะประทานพงศ์พันธุ์ที่จะเป็นพระมาซีฮาห์ให้พวกเขา พระเยซูทรงเป็นลูกหลานของคนเหล่านั้นตามสายโลหิต ปรากฏอยู่ในมัทธิว 1 และลูกา 3

พระสัญญาต่อดาวิดเกี่ยวกับพระคริสต์ทำให้พระคริสต์ไม่สามารถมีตัวตนอยู่ในขณะที่พระเจ้ากระทำพันธสัญญานั้น "เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิดขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเอง เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา" (2 ซามูเอล 7:12,14) พึงสังเกตว่าข้อความในที่นี้กล่าวถึงอนาคตกาล พระเจ้าจะเป็นบิดาของพระคริสต์ จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระบุตรของพระเจ้าจะมีตัวตนอยู่แล้วในขณะที่พระเจ้ากระทำพันธสัญญา ส่วนที่ว่าเป็นพงศ์พันธุ์ "ผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเอง" หมายความว่า จะต้องเป็นคนสืบเชื้อสายจากดาวิด "พระเจ้าทรงสาบานกับดาวิด อันเป็นสัจจะ…เราจะตั้งบุตรชายจากร่างกายของเจ้า ไว้บนบัลลังก์ของเจ้า" (สดุดี 132:11)

ซาโลมอนเป็นความสำเร็จแรกของพันธสัญญา แต่เนื่องจากพระองค์ทรงมีตัวตนอยู่ในขณะที่กระทำพันธสัญญา (2 ซามูเอล 5:14) พันธสัญญาที่ว่า ดาวิดจะมีผู้สืบเชื้อสายซึ่งจะเป็นบุตรของพระเจ้า จะต้องหมายถึงพระคริสต์ (ลูกา 1:31-33) "เราจะเพาะอังกูรชอบธรรมให้ดาวิด" (เยเรมีย์ 23:5) คือ พระมาซีฮาห์

อนาคตกาลที่คล้ายคลึงกันนี้ใช้ในคำพยากรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระคริสต์ด้วย
"เราจะโปรดให้บังเกิดผู้เผยพระวจนะอย่างเจ้า (โมเสส)" (เฉลยธรรมบัญญัติ 18:18) ถูกนำมากล่าวอ้างในกิจการของอัครทูต 3:22,23 ซึ่งอธิบายว่า “ผู้เผยพระวจนะ” นั้นคือพระเยซู "หญิงสาวพรหมจารีย์คนหนึ่ง (มารีย์) จะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และเขาจะเรียกนามของท่านว่าอิมมานูเอล" (อิสยาห์ 7:14) และสำเร็จเมื่อพระคริสต์ทรงมาบังเกิด (มัทธิว 1:23)

 

7.2 การบังเกิดอันบริสุทธิ์

บันทึกเกี่ยวกับการตั้งครรภ์พระเยซูและการมาบังเกิดของพระองค์ บอกเราว่าพระองค์ไม่เคยมีตัวตนมาก่อน ผู้ที่เชื่อในคำสอนเรื่อง “ตรีเอกานุภาพ” อย่างผิดๆ เชื่อว่ามีบุคคล 3 คนในสวรรค์ หนึ่งในสามนั้นหายไป และมาจุติในครรภ์ของมารีย์ เหลืออีก 2 คนไว้ที่สวรรค์ เรารู้จากพระคัมภีร์ว่าทุกสิ่งที่เป็นและมีอยู่รวมทั้งพระเจ้า เป็นและมีอยู่ในรูปของร่างกาย ความเชื่อที่ว่าพระคริสต์มีตัวตนเป็นรูปร่างอยู่ก่อนแล้ว ทำให้เราสรุปว่าพระคริสต์ลงมาจากสวรรค์ และเข้าไปในครรภ์ของมารีย์ หลักศาสนศาสตร์ที่ซับซ้อนนี้ไม่ปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ บันทึกเรื่องของพระคริสต์ไม่ให้เหตุผลอะไรเลยว่าพระองค์ละสวรรค์มาและเข้ามาอยู่ในร่างกายของมารีย์ การขาดหลักฐานสำหรับเรื่องนี้เป็น “ส่วนเชื่อมโยงที่ขาดหายไป” ในการสอนเรื่องตรีเอกานุภาพ

ทูตสวรรค์กาเบรียลมาปรากฏแก่มารีย์และแจ้งแก่นางว่า "เธอจะตั้งครรภ์และคลอดบุตรชาย จงตั้งชื่อบุตรนั้นว่าเยซู บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ และจะทรงเรียกว่าเป็นบุตรของพระสูงสุด มารีย์ทูลทูตสวรรค์นั้นว่า เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปอย่างไรได้ เพราะข้าพเจ้ายังหาได้ร่วมกับชายไม่ ทูตสวรรค์จึงตอบนางว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จลงมาบนเธอ และฤทธิ์เดชของผู้สูงสุดจะปกเธอ เหตุฉะนั้นบุตรที่จะเกิดมานั้นจะได้เรียกว่าวิสุทธิ์ และเรียกว่าพระบุตรของพระเจ้า" (ลูกา 1:31-35)

มีการย้ำเน้นถึง 2 ครั้งว่า พระเยซูจะเป็นพระบุตรของพระเจ้า เมื่อพระองค์มาบังเกิด เห็นได้ชัดว่าบุตรของพระเจ้าไม่มีตัวตนมาก่อน เราสังเกตเห็นได้จากประโยคต่างๆ ที่ใช้คำบอกอนาคต เช่น บุตรนั้นจะเป็นใหญ่ ถ้าพระเยซูมีตัวตนอยู่ก่อนแล้ว พระองค์ก็จะต้องเป็นใหญ่แล้ว พระเยซูทรงเป็น “ลูกหลาน” ของดาวิด (วิวรณ์ 22:16) คำว่า "genos" ในภาษากรีก บอกให้รู้ว่าพระเยซู "เกิดมาจาก"
ดาวิด

 

การตั้งครรภ์พระเยซู

มารีย์สามารถตั้งครรภ์โดยไม่ได้มีความสัมพันธ์กับดาวิด แต่ตั้งครรภ์โดยการที่พระวิญญาณปกอยู่เหนือนาง โยเซฟจึงไม่ใช่พ่อที่แท้จริงของพระเยซู พระวิญญาณไม่ใช่ตัวบุคคล (ดูบทเรียนที่ 2) พระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า ไม่ใช่พระวิญญาณ พระเจ้าทรงให้พระวิญญาณปกอยู่เหนือมารีย์ "เหตุฉะนั้น บุตรที่จะเกิดมานั้นจะได้เรียกว่าวิสุทธิ์" และ "บุตรของพระเจ้า" (ลูกา 1:35) คำว่า "เหตุฉะนั้น" บอกให้รู้ว่า ถ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ได้ปกอยู่เหนือมารีย์ นางก็จะไม่ตั้งครรภ์พระเยซู พระบุตรของพระเจ้าก็จะไม่ได้มาบังเกิด การที่พระเยซูทรงปฏิสนธิในครรภ์ของมารีย์ (ลูกา 1:31) แสดงให้เห็นว่าพระองค์ไม่มีตัวตนอยู่ก่อนนี้ ถ้าเรา "เกิด" ความคิดอะไรขึ้นมา ความคิดนั้นเริ่มต้นในสมองเรา พระเยซูทรงปฏิสนธิในครรภ์มารีย์ พระองค์บังเกิดเป็นตัวอ่อนเหมือนเช่นมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ยอห์น 3:16 บันทึกไว้ว่า "พระบุตรองค์เดียว" ของพระเจ้า ผู้คนนับล้านท่องจำพระธรรมบทนี้จนขึ้นใจ แต่ละเลยที่จะสังเกตความหมายที่ปรากฏอยู่ หากพระเยซูทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า หมายความว่า พระเจ้าจะต้องมีอายุมากกว่าพระองค์ พระเจ้าทรงเป็น "พระเจ้าตั้งแต่นิรันดร์กาลถึงนิรันดร์กาล" (สดุดี 90:2) และดังนั้น พระเยซูจึงไม่สามารถเป็นพระเจ้า (บทเรียนที่ 8 จะธิบายเพิ่มเติมในเรื่องนี้)

พระเยซูทรง "บังเกิด" มาจากพระจ้า พระองค์ไม่ได้ถูกเนรมิตสร้างเหมือนอาดัม พระองค์และพระเจ้าจึงมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิด "พระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์" (2 โครินธ์ 5:19) การที่พระคริสต์บังเกิดมาจากพระเจ้า อธิบายให้เรารู้ถึงความรอบรู้ของพระองค์ในทางของพระเจ้า ซึ่งเป็นพระบิดาของพระองค์

อิสยาห์ 49:5-6 มีคำพยากรณ์ที่กล่าวว่าพระคริสต์ทรงเป็นความสว่างของโลก ซึ่งพระองค์ก็ทรงกระทำให้สำเร็จในยอห์น 8:12 พระองค์ทรงถูกอธิบายว่าเป็นแบบที่คัดลอกมาจาก "พระเจ้าผู้ทรงให้บังเกิดเราเพื่อเป็นผู้รับใช้ของพระองค์" พระเจ้าทรงให้บังเกิดพระคริสต์ โดยใช้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระองค์ ครรภ์ของนาง
มารีย์เป็นที่ที่พระเยซูมาบังเกิดเป็นมนุษย์

บทเรียนที่ 7.1 พูดถึงคำพยากรณ์ใน สดุดี 22 ซึ่งกล่าวถึงความคิดของพระคริสต์บนไม้กางเขน "พระองค์ทรงนำข้าพระองค์ออกมาจากครรภ์มารดา…ตั้งแต่คลอด ข้าพระองค์ก็ต้องพึ่งพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระเจ้า ตั้งแต่ข้าพระองค์ยังอยู่ในครรภ์มารดา" (สดุดี 22:9-10) ในขณะที่พระองค์กำลังจะตาย พระคริสต์ทรงรำลึกถึงที่มาของพระองค์ว่ามาจากครรภ์ของมารีย์ มารดาของพระองค์ การที่พระคัมภีร์บันทึกว่ามารีย์เป็นมารดาของพระคริสต์ ขจัดความคิดที่ว่าพระองค์มีตัวตนก่อนที่จะมาบังเกิดจากครรภ์ของมารีย์

มารีย์เป็นปุถุชนธรรมดา มีบิดามารดาเป็นคนธรรมดา และมีลูกพี่ลูกน้องที่ให้กำเนิดยอห์นผู้ให้รับบัพติศมา ซึ่งเป็นปุถุชนธรรมดาเช่นกัน (ลูกา 1:36) การที่พวกโรมันคาธอลิกเชื่อว่ามารีย์ไม่ใช่ปุถุชนธรรมดาทำให้เกิดความคิดที่ว่าพระคริสต์ไม่สามารถเป็นได้ทั้ง "บุตรมนุษย์" และ "บุตรของพระเจ้า" ซึ่งเป็นนามที่พระองค์ถูกเรียกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ พระองค์ทรงเป็น "บุตรมนุษย์" เพราะมีมารดาเป็นปุถุชนธรรมดา และเป็น "บุตรของพระเจ้า" เพราะพระเจ้าทรงใช้พระวิญญาณปกอยู่เหนือมารีย์ (ลูกา 1:35) พระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของพระองค์ การจัดการที่สวยงามนี้จะไม่มีผล หากมารีย์มิใช่หญิงธรรมดา

"ใครจะเอาสิ่งสะอาดออกมาจากสิ่งไม่สะอาดได้ ไม่มีใครสักคน…มนุษย์เป็นอะไรเล่า เขาจึงจะสะอาดได้ หรือเขาผู้เกิดมาโดยผู้หญิงเป็นอะไร เขาจึงชอบธรรมได้…คนที่เกิดจากผู้หญิงจะสะอาดได้อย่างไร" (โยบ 14:4; 15:14; 25:4) นี่คือคำตอบต่อความคิดที่ว่าการปฏิสนธิบริสุทธิ์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ไม่ว่าจะเป็นด้านของมารีย์หรือพระเยซู

มารีย์ “เกิดจากผู้หญิง” มีบิดามารดาเป็นคนธรรมดา จึงมีความไม่สะอาดตามธรรมชาติมนุษย์ซึ่งส่งผ่านต่อไปยังพระเยซูผู้ทรง "ประสูติจากสตรีเพศ" (กาลาเทีย 4:4) เนื่องจากพระเยซูทรงประสูติจากสตรีเพศ จึงแสดงว่าพระองค์ไม่ได้มีตัวตนก่อนจะมาบังเกิด ในกาลาเทีย 4:4 กล่าวว่า “ประสูติจากสตรีเพศ” เช่นกัน

พระกิตติคุณบันทึกหลายครั้งถึงความเป็นมนุษย์ของมารีย์ พระคริสต์ต้องทรงกล่าวย้ำถึงสามครั้ง เพราะนางขาดการรับรู้ฝ่ายจิตวิญญาณ (ลูกา 2:49; ยอห์น 2:4) นางไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์กล่าว (ลูกา 2:50) นี่เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเกิดกับหญิงธรรมดาที่มีบุตรเป็นบุตรของพระเจ้าซึ่งมีการรับรู้ฝ่ายจิตวิญญาณมากกว่า แม้ว่าจะมีความเป็นมนุษย์ในตัวด้วย โยเซฟอยู่ร่วมกับมารีย์หลังจากที่พระคริสต์ทรงบังเกิด (มัทธิว 1:25) และมีสัมพันธภาพตามปกติของคู่สามีภรรยานับแต่นั้น

มัทธิว 12:46-,7 บอกให้รู้ว่ามารีย์มีบุตรคนอื่นๆ อีกหลังจากพระเยซูทรงบังเกิด พระเยซูทรงเป็น "บุตรหัวปี" ของนาง คำสอนของคาธอลิกที่ว่ามารีย์ยังคงเป็นหญิงพรหมจารีย์และถูกรับไปอยู่ในสวรรค์ไม่ได้รับการสนับสนุนจากพระคริสตธรรมคัมภีร์เลย ตามธรรมชาติของมนุษย์ นางจะต้องแก่ตัวลงและตายไป ในยอห์น 3:13 ยังบอกเราว่า "ไม่มีผู้ใดได้ขึ้นไปสู่สวรรค์" ความจริงที่ว่าพระเยซูมีความเป็นมนุษย์ (ฮีบรู 2:14-18; โรม 8:3) หมายความว่า มารดาของพระองค์ก็จะต้องมีความเป็นมนุษย์ด้วย แม้ว่าพระบิดาของพระองค์จะไม่มีความเป็นมนุษย์ก็ตาม

 

7.3 ที่ของพระคริสต์ในแผนการของพระเจ้า

พระเจ้าไม่ได้คิดแผนขึ้นมาอย่างกระทันหัน แต่ทรงมีแผนการที่สมบูรณ์มาตั้งแต่ปฐมกาล (ยอห์น 1:1) พระประสงค์ของพระองค์ที่จะมีพระบุตรอยู่ในแผนการของพระองค์ตั้งแต่ต้น ดังจะเห็นได้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมที่แสดงให้เห็นถึงแง่มุมต่างๆ ของแผนการแห่งความรอดในพระคริสต์

พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมได้เผยทางพันธสัญญา ผู้เผยพระวจนะ และธรรมบัญญัติของโมเสสให้เราเห็นถึงพระประสงค์ของพระเจ้าในพระคริสต์ พระเจ้าได้ทรงพิจารณาแล้วว่าพระองค์จะทรงมีพระบุตรและดังนั้นพระองค์จึงทรงสร้างสิ่งต่างๆ (ฮีบรู 1:1-2) เพราะพระคริสต์ พระเจ้าจึงได้ทรงอนุญาตให้มีประวัติศาสตร์มนุษย์ (ฮีบรู 1:2) การสำแดงพระองค์ตามที่บันทึกไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ล้วนกล่าวถึงพระคริสต์

ความสำคัญและยิ่งใหญ่ของพระคริสต์ที่มีต่อพระเจ้านั้นยากที่เราจะเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์ พระองค์ทรงอยู่ในพระดำริและพระประสงค์ของพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาล แม้ว่าพระองค์จะเพิ่งมาบังเกิดเป็นตัวตนจากมารีย์ ฮีบรู 1:4-7; 13-14 เน้นว่าพระคริสต์ไม่ใช่ทูตสวรรค์ ในขณะที่ทรงดำรงอยู่ในโลก พระองค์มีสถานะต่ำกว่าทูตสวรรค์ (ฮีบรู 2:7) แต่พระองค์ได้รับการยกย่องให้มีพระสิริสูงเพราะว่าพระองค์เป็น "พระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า” (ยอห์น 3:16) ในพระคัมภีร์ที่เราได้เรียนรู้มาแล้วนั้นแสดงให้เห็นว่ารูปแบบอย่างเดียวของการมีตัวตนคือการมีร่างกาย พระคริสต์จึงไม่มีตัวตนในรูปของ “วิญญาณ” ก่อนที่จะมาทรงบังเกิด 1 เปโตร 1:20 สรุปว่าพระเจ้าได้ทรง "กำหนดพระคริสต์นั้นไว้ก่อนทรงสร้างโลก แต่ทรงให้พระคริสต์ปรากฏพระองค์ในวาระสุดท้ายนี้"

พระเยซูทรงเป็นศูนย์กลางของข่าวประเสริฐซึ่งพระเจ้า "ได้ทรงสัญญาไว้ล่วงหน้า โดยทางพวกผู้เผยพระวจนะของพระองค์ในพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ข่าวประเสริฐนั้นเกี่ยวกับพระบุตรของพระองค์ คือพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ผู้ทรงบังเกิดเป็นมนุษย์ สืบเชื้อสายจากดาวิด แต่ฝ่ายพระวิญญาณแห่งความบริสุทธิ์นั้นบ่งไว้ด้วยฤทธานุภาพ คือโดยการเป็นขึ้นมาจากความตายว่าเป็นพระบุตรของพระเจ้า" (โรม 1:1-4)

ประวัติโดยสรุปของพระคริสต์ คือ

1. พระองค์อยู่ในพันธสัญญาในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม ในแผนการของพระเจ้า

2. บังเกิดเป็นมนุษย์จากครรภ์วิสุทธิ์ในฐานะเชื้อสายของดาวิด

3. ทรงมีพระลักษณะสมบูรณ์แบบ ตลอดเวลาที่ทรงพระชนม์อยู่

4. ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และสาวกของพระองค์ประกาศว่าพระองค์ทรงเป็นบุตรของพระเจ้า ในการเทศนาสั่งสอนของพวกเขา

การรู้ล่วงหน้าของพระเจ้า

เราจะเข้าใจถึงการที่พระคริสต์อยู่ในพระดำริของพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาล ทั้งที่ยังไม่ได้มาบังเกิดเป็นมนุษย์ ถ้าเราเข้าใจถึงความจริงที่ว่าพระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นใน “อนาคต” พระองค์ทรงเป็น "สัพพัญญู" พระองค์ตรัสและดำริเรื่องต่างๆ ราวกับสิ่งเหล่านั้นมีตัวตนอยู่ พระเจ้าทรง "เรียกสิ่งของที่ยังมิได้มี ให้มีขึ้น" (โรม 4:17) พระองค์ทรง "แจ้งตอนจบให้ทราบตั้งแต่เริ่มต้น และแจ้งถึงสิ่งที่ยังไม่ได้ทำเลยให้ทราบตั้งแต่กาลโบราณ กล่าวว่า แผนงานของเราจะยั่งยืน และเราจะกระทำให้ความประสงค์ของเราสำเร็จทั้งสิ้น" (อิสยาห์ 46:10) พระเจ้าสามารถที่จะพูดถึงความตายราวกับมันยังมีชีวิตอยู่ และพูดถึงมนุษย์ราวกับเขามีชีวิตอยู่ก่อนมากำเนิด

พระวจนะของพระเจ้าได้กล่าวถึงพระคริสต์ ตั้งแต่ครั้งปฐมกาล พระองค์ทรงอยู่ในประสงค์ของพระเจ้า และเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้าเสมอ ดังนั้น พระองค์จะต้องมาบังเกิดแน่นอน พระเจ้าจะต้องกระทำพระประสงค์ที่ได้ตรัสแล้วให้สำเร็จ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาษาฮีบรู มีการใช้คำในอดีตกาลเพื่ออธิบายอนาคตกาลซึ่งพระเจ้าทรงสัญญา ดาวิดตรัสว่า "นี่แหละพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้า" (1พงศาวดาร 22:1) ทั้งที่พระนิเวศนั้นยังเป็นเพียงคำสัญญาของพระเจ้าในเวลานั้น ดาวิดมั่นใจในพันธสัญญาและใช้คำในปัจจุบันกาลอธิบายเหตุการณ์ในอนาคต พระเจ้าแน่พระทัยว่า พระองค์จะทรงทำตามพันธสัญญาที่ให้ไว้กับอับราฮัม พระองค์ตรัสว่า "เรามอบดินแดนนี้ให้เชื้อสายของเจ้าแล้ว (ปฐมกาล 15:18) ทั้งๆ ที่ในขณะนั้นอับราฮัมยังไม่มีบุตร และพระองค์ยังสัญญาอีกว่า "เราให้เจ้าเป็นบิดาของประชาชาติมากมาย" (ปฐมกาล 17:5) พระเจ้าทรงเรียกสิ่งของที่ยังมิได้มีให้มีขึ้น

พระคริสต์ตรัสว่า พระเจ้า "ทรงมอบทุกสิ่งไว้ในพระหัตถ์ของพระองค์(พระคริสต์) (ยอห์น 3:35) แม้ว่าในขณะนั้นยังไม่ได้เป็นเช่นนั้น "พระองค์ทรงมอบสิ่งทั้งปวงให้อยู่ภายใต้เท้าของท่าน…ความจริงนั้น ขณะนี้เรายังไม่เห็นว่าทุกสิ่งอยู่ใต้อำนาจของท่าน" (ฮีบรู 2:8)

พระเจ้าตรัสถึงความรอดโดยทางพระเยซู "ตามที่พระองค์ได้ตรัสไว้ตั้งแต่โบราณ โดยปากของผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์" (ลูกา 1:70) เพราะว่าผู้เผยพระวจนะมีส่วนอย่างมากในแผนการของพระเจ้า พวกเขาจึงถูกกล่าวถึงราวกับว่าพวกเขามีตัวตนอยู่ในขณะนั้น จริงๆ แล้วก็คือพวกเขาอยู่ในแผนการของพระเจ้า ตั้งแต่ปฐมกาล ดูเยเรมีย์เป็นตัวอย่าง "เราได้รู้จักเจ้า ก่อนที่เราได้ก่อร่างตัวเจ้าที่ในครรภ์ และก่อนที่เจ้าคลอดจากครรภ์เราก็ได้กำหนดตัวเจ้าไว้ เราได้แต่งตั้งเจ้าเป็นผู้เผยพระวจนะให้แก่บรรดาประชาชาติ" (เยเรมีย์ 1:5) พระเจ้าทรงรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับ
เยเรมีย์ก่อนการเนรมิตสร้างด้วยซ้ำไป พระองค์ตรัสเกี่ยวกับกษัตริย์ไซรัส กษัตริย์ของเปอร์เซีย ก่อนที่พระองค์จะมาประสูติ โดยใช้คำพูดราวกับพระองค์ประสูติแล้ว (อิสยาห์ 45:1-5) ฮีบรู 7:9-10 เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่กล่าวถึงคนที่ยังไม่เกิดราวกับว่ามีชีวิตอยู่แล้วในขณะนั้น ผู้เชื่อที่แท้จริงก็ถูกกล่าวถึงในลักษณะเดียวกันนี้ เรายังไม่มีตัวตนอยู่นอกจากในพระดำริของพระเจ้า ผู้ทรง "ช่วยเราให้รอด และทรงให้เรามาเป็นผู้รับใช้ของพระองค์…เพราะเห็นแก่พระประสงค์ของพระองค์เอง และพระคุณซึ่งทรงประทานแก่เราในพระเยซูคริสต์ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มานั้น" (2 ทิโมธี 1:9) "พระองค์ได้ทรงเลือกเราไว้ ตั้งแต่ก่อนที่จะเริ่มสร้างโลก พระองค์ทรงกำหนดเราไว้ ตามที่ชอบพระทัยพระองค์" (เอเฟซัส 1:4,5) การที่พระเจ้าทรงรู้จักทุกคน ตั้งแต่ปฐมกาลและกำหนดเราไว้เพื่อความรอด ชี้ให้เห็นว่า เราอยู่ในพระดำริของพระเจ้ามาตั้งแต่ปฐมกาล (โรม 8:27; 9:23)

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่าพระคริสต์จะถูกกล่าวถึงราวกับมีตัวตนแม้ว่าพระองค์จะยังมิได้ทรงมาบังเกิด พระองค์ทรงเป็น "พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์ ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่แรกทรงสร้างโลก" (วิวรณ์ 13:8) พระเยซูยังไม่สิ้นพระชนม์ในเวลานั้น พระองค์ทรงเป็น "เมษโปดกของพระเจ้า" ถูกนำมาเป็นเครื่องถวายบูชาบนไม้กางเขนในอีก 4,000 ปี ต่อมา (ยอห์น 1:29; 1 โครินธ์ 5:7) พระเยซูทรงถูกเลือกมาตั้งแต่ปฐมกาล (1 เปโตร 1:20) และผู้ที่เชื่อก็เช่นกัน (เอเฟซัส 1:4) เราเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ยากเพราะเราคิดไม่ออกว่าพระเจ้าทรงกระทำการใดๆ นอกเหนือกาลเวลาได้อย่างไร "ความเชื่อ" คือความสามารถที่จะมองสิ่งต่างๆ จากแง่มุมของพระเจ้า โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกาลเวลา

7.4 ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่

ยอห์น 1:1-3

"ในปฐมกาลพระวาทะดำรงอยู่ และพระวาทะทรงสถิตอยู่กับพระเจ้า และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้า ในปฐมกาลพระองค์ทรงดำรงอยู่กับพระเจ้า ในบรรดาสิ่งที่เป็นมานั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่ได้เป็นมานอกเหนือพระวาทะ" (ยอห์น 1:1-3)

พระธรรมบทนี้ หากเข้าใจอย่างถูกต้อง จะยืนยันและขยายข้อสรุปที่อยู่ในหัวข้อสุดท้ายนี้ อย่างไรก็ตาม พระธรรมบทนี้มักจะถูกเข้าใจผิดและสอนผิดว่า พระเยซูทรงสถิตในสวรรค์ก่อนที่จะมาบังเกิด ความเข้าใจอันถูกต้องของพระธรรมบทนี้จะเกิดจากการตระหนักถึงความหมายที่ถูกต้องของคำว่า “พระวาทะ” พระวาทะในที่นี้ไม่ใช่ตัวบุคคล เพราะไม่มีใคร “อยู่กับ” พระเจ้าได้แล้วยังเป็นพระเจ้าอีกด้วย คำว่า "logos" ในภาษากรีก ซึ่งแปลว่า "วาทะ" ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “พระเยซู” แต่จะถูกแปลว่า "พระวาทะ" รวมทั้ง

สาเหตุ เหตุ

การสื่อสาร คำสอน

ความตั้งใจ การเทศน์สั่งสอน

เหตุผล คำพูด

ข่าวดี

"พระวาทะ" ถูกพูดถึงโดยใช้คำว่า "เขา" เพราะ "logos" ในภาษาฮีบรูเป็นคำเพศชาย แต่ไม่ได้หมายความว่า เขาคือพระเยซู ภาษาเยอรมันใช้คำว่า "das wort" (ไม่มีเพศ) ภาษาฝรั่งเศสใช้คำว่า "la parole" ซึ่งเป็นคำเพศหญิง ดังนั้น “พระวาทะ” ไม่ได้หมายถึงตัวบุคคลเพศชาย

 

"ในปฐมกาล"

"พระวาทะ" สามารถหมายถึงความคิดข้างในที่แสดงออกมาเป็นคำพูดหรือการสื่อสารอย่างอื่น ในปฐมกาล พระเจ้ามี "พระวาทะ" และมีศูนย์กลางอยู่ที่พระคริสต์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำให้พระดำริของพระเจ้าเป็นจริง จึงมีความเชื่อมโยงระหว่างพระวิญญาณบริสุทธิ์ และพระวจนะของพระองค์ (ดูหัวข้อ 2.2) พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำให้แผนงานของพระเจ้าสำเร็จ และดลใจให้มีการบันทึกพระวจนะของพระองค์ตั้งแต่ปฐมกาล ดังนั้นจึงเป็นผู้สื่อสารเรื่องพระคริสต์ พระคริสต์เป็น "พระวาทะ" ของพระเจ้า พระวิญญาณของพระเจ้าจึงเผยแผนการของพระเจ้าเกี่ยวกับพระคริสต์ในการกระทำของพระวาทะ เหตุการณ์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมจึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระคริสต์ แต่เราย้ำมากเกินไปไม่ได้ว่าพระคริสต์ไม่ใช่ "พระวาทะ" แผนการความรอดโดยทางพระคริสต์ต่างหากคือ
"พระวาทะ" "Logos" (พระวาทะ) มักจะถูกใช้ในเรื่องของข่าวประเสริฐเกี่ยวกับพระคริสต์ เช่น "พระวาทะของพระคริสต์” (โคโลสี 3:16; เทียบ มัทธิว 13:19; ยอห์น 5:24; กิจการของอัครทูต 19:10 ;1เธสะโลนิกา 1:8) 'Logos' เกี่ยวกับพระคริสต์ ไม่ใช่ตัวของพระคริสต์ เมื่อพระคริสต์มาบังเกิด "พระวาทะ" ถูกเปลี่ยนเป็นเลือดเนื้อ
"พระวาทะได้บังเกิดเป็นมนุษย์" (ยอห์น 1:14) พระเยซูคือ "พระวาทะบังเกิดเป็นมนุษย์" ไม่ใช่ "พระวาทะ" กล่าวคือพระองค์กลายเป็น "พระวาทะ" โดยการมาบังเกิดมากกว่าจะเป็น "พระวาทะ" ก่อนหน้านี้

แผนการหรือข่าวเกี่ยวกับพระคริสต์อยู่กับพระเจ้าในปฐมกาล แต่มาปรากฏเป็นตัวคนคือพระคริสต์ และมาปรากฏเป็นคำสอนเรื่องข่าวประเสริฐในศตวรรษแรก พระเจ้าตรัสผ่านพระคริสต์มายังเรา (ฮีบรู 1:1,2) ครั้งแล้วครั้งเล่าที่พระคริสต์ตรัสพระวจนะของพระเจ้าและกระทำการอัศจรรย์ในพระนามของพระเจ้า เพื่อเผยให้เรารู้จักพระเจ้า (ยอห์น 2:22; 3:34; 7:16; 10:32,38; 14:10,24)

เปาโลปฏิบัติตามพระบัญชาของพระคริสต์ที่ให้ประกาศข่าวประเสริฐของพระองค์แก่บรรดาประชาชาติ "ตามที่ได้ประกาศเรื่องพระเยซูคริสต์ ตามการเปิดเผยข้อความอันล้ำลึกซึ่งได้ปิดบังไว้ตั้งแต่อดีตกาล แต่มาบัดนี้ได้เปิดเผย ให้ชนชาติทั้งปวงเห็นประจักษ์" (โรม 16:25,26 เทียบ 1 โครินธ์ 2:7) ชีวิตนิรันดร์ได้มาโดยการงานของพระคริสต์เท่านั้น (ยอห์น 3:16; 6:53) แม้พระเจ้าจะทรงมีแผนการความรอดให้มนุษย์มาตั้งแต่ปฐมกาล การเปิดเผยให้เห็นถึงแผนการนี้เกิดขึ้นภายหลังการมาบังเกิดและสิ้นพระชนม์ของพระเยซู "ชีวิตนิรันดร์ซึ่งพระเจ้า…ทรงสัญญาไว้ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ แต่ให้เวลาที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ ก็ได้ทรงโปรดให้พระวาทะของพระองค์ปรากฏด้วยการประกาศ" (ทิตัส 1:2-3) ผู้เผยพระวจนะของพระองค์มักจะถูกพูดถึงราวกับว่ามีชีวิตอยู่ในเวลานั้น (ลูกา 1:70) ในนัยที่ "พระวจนะ" ที่พวกเขาเผยมีอยู่กับพระเจ้าตั้งแต่ปฐมกาล

คำอุปมาของพระเยซูเผยให้เราเห็นถึงคำของผู้เผยพระวจนะที่พูดถึงพระองค์ "เราจะอ้าปากกล่าวคำอุปมา เราจะกล่าวข้อความซึ่งปิดซ่อนไว้ ตั้งแต่เดิมสร้างโลก"
(มัทธิว 13:35) โดยนัยนี้เองที่ "พระวาทะดำรงอยู่กับพระเจ้า…ในปฐมกาล” และ
"บังเกิดเป็นมนุษย์" เมื่อพระคริสต์มาบังเกิด

 

"พระวาทะทรงเป็นพระเจ้า"

พระวาทะทรงเป็นพระเจ้าหมายความว่าอย่างไร ความคิดและแผนการของเราก็เป็นของเรา "ฉันจะไปลอนดอน" คือ “คำพูด” หรือการสื่อสารที่แสดงความประสงค์ของฉัน แผนการของพระเจ้าในพระคริสต์เป็นเช่นเดียวกัน "เขาเป็นเหมือนคนที่คอยนับอยู่ข้างใน" (สุภาษิต 23:7) เมื่อพระเจ้าทรงพระดำริ พระองค์ก็เป็นเช่นนั้น ดังนั้นพระวาทะหรือพระดำริของพระเจ้าก็คือพระเจ้า "พระวาทะคือพระเจ้า" พระเจ้าและพระวาทะของพระองค์จึงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด สดุดี 29:8 กล่าวว่า "พระสุรเสียงของพระเจ้าสั่นถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงสั่นป่าดง" ส่วนข้อความที่ว่า "เจ้าทั้งหลายก็ไม่ฟังเรา" (เยเรมีย์ 25:7) เป็นเรื่องสามัญในข้อความของผู้เผยพระวจนะ แท้จริงแล้วพระเจ้าหมายความว่า "เจ้าไม่ฟังคำพูดของเราที่มาทางผู้เผยพระวจนะ" ดาวิดถือพระวจนะของพระเจ้าว่าเป็นเสมือนตะเกียงและความสว่าง (สดุดี 119:105) และยังพูดว่า "ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นประทีปของข้าพระองค์ พระเจ้าทรงกระทำให้ความมืดของข้าพเจ้าสว่าง" (2 ซามูเอล 22:29) เป็นที่เข้าใจได้ว่าพระวจนะของพระเจ้าถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคลคือเป็นพระเจ้า คือถูกกล่าวถึงเหมือนว่าเป็นบุคคลทั้งที่ไม่ใช่ (ดู Digression 5 "หลักการเปรียบเทียบเป็นบุคคล")

พระเจ้าทรงสัตย์จริง (ยอห์น 3:33; 8:26; 1 ยอห์น 5:10) และพระวจนะของพระองค์เป็นความจริง (ยอห์น 17:17) พระเยซูทรงระบุถึงพระองค์เองด้วยถ้อยคำของพระองค์จนพระองค์ทรงเปรียบเทียบถ้อยคำของพระองค์เป็นบุคคล "ถ้าผู้ใดไม่ยอมรับเราและไม่รับคำของเรา ผู้นั้นจะมีสิ่งหนึ่งพิพากษาเขา คำที่เราได้กล่าวแล้วนั้นแหละจะพิพากษาเขาในวันสุดท้าย" (ยอห์น 12:48) พระเยซูตรัสถึงถ้อยคำของพระองค์เหมือนหนึ่งว่าถ้อยคำของพระองค์เป็นบุคคลหรือตัวของพระองค์เอง คำพูดของพระองค์ถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคลเพราะมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับพระองค์

พระวาทะของพระเจ้าก็ถูกเปรียบเทียบเป็นบุคคลเช่นกัน คือเป็นพระเจ้าพระองค์เอง เช่น ในยอห์น 1:1-3 กล่าวว่า "พระเจ้าทรงสร้างสิ่งทั้งปวงขึ้นมาโดยพระวาทะ" (ยอห์น 1:3) “พระเจ้าทรงเนรมิตสร้าง” ทุกสิ่งโดยพระบัญชาของพระองค์ (ปฐมกาล 1:1) ดังนั้นพระวาทะของพระเจ้าถึงถูกกล่าวถึงเสมือนว่าเป็นพระเจ้าพระองค์เอง สิ่งสำคัญจากเรื่องนี้คือ การมีพระวาทะของพระเจ้าในใจเราทำให้เราและพระเจ้าอยู่ใกล้ชิดกัน

จากปฐมกาล 1 เรารู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้าง ทรงสร้างโดยใช้พระวาทะ ไม่ใช่ใช้พระคริสต์ (ยอห์น 1:1-3) "โดยพระวจนะของพระเจ้า ฟ้าสวรรค์ก็ถูกสร้างขึ้นมา กับบริวารทั้งปวง ก็ด้วยลมพระโอษฐ์ของพระองค์ พระองค์ตรัส มันก็เกิดขึ้นมา" (สดุดี 33:6,9) แม้ในปัจจุบัน ก็เป็นเพราะพระวาทะของพระองค์ จักรวาลจึงดำเนินไป
"พระองค์ทรงใช้พระบัญญัติของพระองค์ออกไปยังแผ่นดินโลก พระวจนะของพระองค์ไปเร็ว พระองค์ประทานหิมะอย่างปุยขนแกะ…พระองค์ทรงใช้พระวจนะของพระองค์ออกไป…และน้ำก็ไหล" (สดุดี 147:15-18)

พระวาทะของพระเจ้าเป็นพลังเนรมิตสร้าง พระองค์ทรงใช้พระวาทะของพระองค์เพื่อให้พระเยซูบังเกิดจากครรภ์ของมารีย์ พระวาทะ ซึ่งก็คือแผนการของพระเจ้าที่กระทำการโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ลูกา 1:35) ทำให้พระคริสต์ปฏิสนธิ มารีย์ตระหนักถึงความจริงข้อนี้เมื่อนางได้รับแจ้งเรื่องการตั้งครรภ์พระเยซู "ข้าพเจ้าพร้อมที่จะเป็นไปตามคำของท่าน" (ลูกา 1:38)

เรารู้ว่าพระวาทะ/พระวิญญาณของพระเจ้าสะท้อนให้เป็นพระประสงค์ของพระองค์ ซึ่งปรากฏอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม กิจการของอัครทูต 13:27 กล่าวถึงพระเยซูตามคำอุปมาของผู้เผยพระวจนะในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมว่า "ชาวกรุงเยรูซาเล็มกับพวกเจ้าขุนมูลนายมิได้รู้จักพระองค์ หรือเข้าใจคำของผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย" เมื่อพระคริสต์ทรงบังเกิด พระวาทะ/พระวิญญาณของพระเจ้าปรากฏอยู่ในพระเยซูคริสต์ อัครสาวกยอห์น โดยการดลใจจากพระเจ้า ได้กล่าวถึงการที่แผนการของพระเจ้าปรากฏอยู่ในพระคริสต์ผู้ที่พวกสาวกสามารถมองเห็นและจับต้องได้ ท่านตระหนักว่า พวกสาวกได้รับมือกับพระวาทะของพระเจ้านั่นคือ แผนการของพระองค์เรื่องความรอดในพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:1-3) แม้เราจะไม่เห็นพระคริสต์ แต่เรายินดีได้ว่า โดยการเข้าใจพระองค์อย่างถูกต้อง เราสามารถรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าที่มีต่อเราและมั่นใจในชีวิตนิรันดร์ได้ (1 เปโตร 1:8-9) เราควรถามตัวเราว่า "ฉันรู้จักพระคริสต์อย่างถ่องแท้จริงหรือ" การยอมรับว่าครั้งหนึ่งมีชายแสนดีชื่อเยซูยังไม่เป็นการเพียงพอ โดยการศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างต่อเนื่อง และด้วยใจอธิษฐาน เราก็สามารถเข้าใจพระองค์ได้อย่างรวดเร็วในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดของเรา และเราสามารถที่จะมีความเกี่ยวข้องกับพระองค์ได้โดยการรับบัพติศมา

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook