บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

8:1 ธรรมชาติของพระเยซู: บทนำ

เป็นเรื่องน่าเศร้ามากสำหรับคริสเตียน เมื่อคิดว่าพระเยซูคริสต์ไม่ได้รับความเคารพยกย่องจากชัยชนะเหนือบาปที่พระองค์ได้มาโดยการพัฒนาธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบ ความเชื่อในหลักคำสอนของ "ตรีเอกานุภาพ" ถือว่าพระเยซูคือพระเจ้า การที่พระเจ้าไม่อาจถูกล่อให้หลงได้ (ยากอบ 1:13) และไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทำบาป หมายความว่าอันที่จริงพระคริสต์ไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับบาป การมีชีวิตในโลกนี้เป็นเพียงการอยู่เล่นๆ ลองมีประสบการณ์การเป็นมนุษย์ โดยไม่มีความรู้สึกที่แท้จริงเกี่ยวกับวิกฤตทางฝ่ายจิตวิญญาณหรือเนื้อหนังของมนุษย์ เพราะไม่มีผลกระทบต่อพระองค์

พวกมอร์มอนส์และพยานพระเยโฮวาห์ไม่เข้าใจความอัศจรรย์ของพระคริสต์ในการเป็นพระบุตรเพียงองค์เดียวของพระเจ้า ซึ่งทำให้พระองค์ไม่ใช่ทูตสวรรค์ และไม่ใช่บุตรของโยเซฟ บางคนกล่าวว่าในช่วงชีวิตของพระคริสต์ พระองค์มีธรรมชาติของอาดัมในสวนเอเดน อันที่จริงแล้ว นอกเหนือจากการขาดหลักฐานในพระคริสตธรรมคัมภีร์ อาดัมถูกสร้างมาจากผงคลีดิน ขณะที่พระเยซูทรงถูก “สร้าง” ให้เป็น พระบุตร เพียงองค์เดียวของพระเจ้าที่ประสูติจากครรภ์มารีย์ พระองค์ไม่ได้มีบิดาที่เป็นมนุษย์แต่ทรงปฏิสนธิและออกจากครรภ์เหมือนคนทั่วไป หลายคนไม่ยอมรับว่ามนุษย์ที่มีธรรมชาติที่มีบาปจะสามารถมีลักษณะที่สมบูรณ์แบบ ความจริงนี้เองที่เป็นอุปสรรคขวางความเชื่อที่แท้จริงในพระคริสต์

ไม่ง่ายนักที่จะเชื่อว่าพระเยซูมีธรรมชาติเหมือนเรา แต่ไม่มีบาป และชนะสิ่งล่อลวงได้เสมอ เราจึงต้องใช้บันทึกในพระกิตติคุณเกี่ยวกับชีวิตสมบูรณ์แบบของพระองค์ ประกอบกับพระธรรมหลายบทในพระคริสตธรรมคัมภีร์ซึ่งปฏิเสธว่าพระองค์ไม่ใช่พระเจ้าในการที่จะเข้าใจอย่างแท้จริงและเชื่อมั่นในพระคริสต์ เป็นการง่ายกว่าที่จะสมมติว่าพระองค์เป็นพระเจ้า เพราะพระองค์จะสมบูรณ์แบบโดยอัตโนมัติ แต่ทำให้ความยิ่งใหญ่แห่งชัยชนะที่พระองค์มีเหนือบาปและธรรมชาติของมนุษย์นั้นไม่มีความหมายใด

พระองค์ทรงมีธรรมชาติของมนุษย์และทรงร่วมอยู่ในการทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ (ฮีบรู 4:15) แต่พระองค์ได้ชัยเนื่องด้วยพันธะต่อวิถีของพระเจ้า และการแสวงหาอุปถัมภ์จากพระเจ้าเพื่อชนะบาป ซึ่งพระเจ้าทรงประทานให้อย่างเต็มพระทัย "พระเจ้าทรงให้โลกนี้คืนดีกันกับพระองค์โดยพระคริสต์" (2 โครินธ์ 5:19)

8.2 ความแตกต่างระหว่างพระเจ้าและพระเยซู

มีสมดุลเป็นอย่างดีระหว่างบทพระธรรมที่ย้ำเรื่องที่ว่า "พระเจ้าอยู่ในพระเยซู" และที่เน้นเรื่องความเป็นมนุษย์ของพระองค์ กลุ่มหลังนี้ทำให้ยากที่จะเชื่อว่าพระเยซูคือพระเจ้า "พระเจ้าแห่งพระเจ้าทั้งปวง" อย่างที่คำสอนของพวกตรีเอกานุภาพกล่าวอ้างอย่างผิดๆ (คำว่า “พระเจ้าแห่งพระเจ้าทั้งปวง” ถูกใช้ที่ Council of Nicea ในปี ค.ศ. 325 ซึ่งเป็นการเริ่มต้นความคิดที่พระเจ้าเป็น “ตรีเอกานุภาพ” ซึ่งไม่เป็นที่รู้จักของคริสเตียนยุคแรกๆ) คำว่า “ตรีเอกานุภาพ” ไม่เคยปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์ บทเรียนที่ 9 จะพูดถึงรายละเอียดของชัยชนะที่พระคริสต์มีเหนือบาป และส่วนร่วมของพระเจ้าในชัยชนะนั้น ขณะที่เราเริ่มต้นบทเรียนเหล่านี้ ขอให้ระลึกว่าความรอดขึ้นอยู่กับความเข้าใจอันถูกต้องของเราที่มีต่อพระเยซูคริสต์ (ยอห์น 3:36; 6:53; 17:3) เมื่อเราเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงชัยชนะเหนือบาปและความตายของพระองค์ เราก็สามารถรับบัพติศมาเพื่อมีส่วนร่วมในความรอดดังกล่าว

1 ทิโมธี 2:5 กล่าวอย่างชัดเจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและพระเยซูว่า “มีพระเจ้าองค์เดียว และมีคนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์“ คำที่เน้นไว้นำไปสู่บทสรุปดังนี้

- มีพระเจ้าแท้แต่องค์เดียว จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระเยซูเป็นพระเจ้า ถ้าพระบิดาคือพระเจ้า และพระเยซูคือพระเจ้า ก็จะมีพระเจ้าสององค์
"แต่ว่าสำหรับพวกเรานั้นมีพระเจ้าองค์เดียว คือพระบิดา" (1 โครินธ์ 8:6) "พระเจ้าพระบิดา" คือพระเจ้าเพียงองค์เดียว จึงไม่อาจมี "พระเจ้าพระบุตร" ดังเช่นคำสอนของพวกที่เชื่อในตรีเอกานุภาพ พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิมแสดงว่า ยาเวห์ พระเจ้าองค์เดียวเป็นพระบิดา (อิสยาห์ 63:16; 64:8)

- นอกจากพระเจ้าองค์เดียวนี้ มีคนกลางคือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์ "…และมีคนกลาง…" คำว่า “และ” แสดงให้เห็นความแตกต่างระหว่างพระคริสต์และพระเจ้า

- การที่พระคริสต์เป็น "คนกลาง" หมายความว่า พระองค์ทรงเป็นคนกลางระหว่างมนุษย์ที่มีบาปและพระเจ้าผู้ไร้บาป พระองค์ไม่สามารถที่จะเป็นพระเจ้าผู้ไร้บาปเสียเอง พระองค์จะต้องเป็นมนุษย์ไร้บาปที่มีธรรมชาติของมนุษย์ที่มีบาป "พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์" ทำให้เราเข้าใจอย่างถูกต้อง แม้ว่าเปาโลจะบันทึกพระธรรมนี้หลังจากที่พระเยซูทรงเสด็จสู่สวรรค์ ท่านก็ไม่ได้ใช้คำว่า "พระเจ้าพระเยซูคริสต์"

หลายครั้งที่เราถูกเตือนถึงความจริงที่ว่า "พระเจ้าไม่ใช่มนุษย์" (กันดารวิถี 23:19; โฮเชยา 11:9) แต่พระคริสต์เป็น "บุตรมนุษย์" อย่างชัดเจนตามที่พระองค์ถูกเรียกในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ว่า "พระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์" พระองค์ทรงเป็น "บุตรของพระเจ้าสูงสุด" (ลูกา 1:32) พระเจ้า "สูงสุด" หมายความว่าพระเจ้าเท่านั้นที่อยู่สูงสุด พระเยซูเป็น “บุตรของพระเจ้าสูงสุด” จึงไม่สามารถเป็นพระเจ้าได้ ภาษาเกี่ยวกับพระบิดาและพระบุตรซึ่งใช้สำหรับพระเจ้าและพระเยซู ชี้ชัดว่าทั้งสองพระองค์ไม่เหมือนกัน บุตรชายอาจมีส่วนเหมือนบิดาของตน แต่เขาไม่สามารถเป็นคนเดียวกันกับบิดาหรือมีอายุเท่าบิดา

มีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดอีกมากมายที่แสดงให้เห็นว่าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้า

เมื่อเราถูกล่อลวง เราถูกบังคับให้เลือกระหว่างบาปและการเชื่อฟังพระเจ้า บ่อยครั้งที่เราเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า พระคริสต์ก็มีทางเลือกเหมือนเรา แต่พระองค์เลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้าเสมอ พระองค์มีความเป็นไปได้ที่จะทำบาปแม้พระองค์จะไม่เคยทำเลย แต่พระเจ้าไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทำบาป พงศ์พันธุ์ของดาวิดตามพันธสัญญาใน 2 ซามูเอล 7:12-16 คือพระคริสต์อย่างแน่นอน ข้อ 14 แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่พระคริสต์จะทำบาป เพราะบันทึกไว้ว่า "ถ้าเขากระทำผิด เราจะตีสอนเขา"

8:3 ธรรมชาติของพระเยซู

คำว่า "ธรรมชาติ" หมายถึงสิ่งที่เราเป็นโดยธรรมชาติและพื้นฐาน ในบทเรียนที่ 1 เราเห็นว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวถึงธรรมชาติเพียงสองประการ นั่นคือ ธรรมชาติของพระเจ้า และธรรมชาติของมนุษย์ โดยธรรมชาติ พระเจ้าไม่ตายและไม่ถูกล่อลวง เป็นต้น แต่เห็นได้ชัดเจนว่าพระคริสต์ไม่ได้มีธรรมชาติของพระเจ้าขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก พระองค์จึงมีธรรมชาติของมนุษย์ และตามคำจำกัดความของเราข้างต้น พระคริสต์จะมีธรรมชาติสองประการในพระองค์พร้อมกันไม่ได้ พระคริสต์ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ (ฮีบรู 4:15) เพื่อว่าโดยการมีชัยเหนือสิ่งล่อลวง พระองค์จะสามารถนำการอภัยโทษบาปมาให้เราได้ ความปรารถนาผิดๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งล่อลวงมาจากภายในตัวเรา (มาระโก 7:15-23) จากธรรมชาติมนุษย์ภายในตัวเรา (ยากอบ 1:13-15) พระคริสต์จำเป็นที่จะต้องมีธรรมชาติของมนุษย์เพื่อพระองค์จะสามารถประสบกับการถูกล่อลวง และเอาชนะการล่อลวงได้

ฮีบรู 2:14-18 กล่าวว่า

"บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจ แห่งความตาย คือมารเสียได้…ความจริงพระองค์มิได้ทรงเป็นห่วงทูตสวรรค์ แต่ทรงเป็นห่วงพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม เหตุฉะนั้น พระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ…เพื่อลบล้างบาปของประชาชน เพราะเหตุที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานและถูกลองใจ พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกลองใจได้"

พระธรรมบทนี้เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงความจริงที่ว่าพระเยซูมีธรรมชาติของมนุษย์ว่า
"พระองค์ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย" (ฮีบรู 2:14) ซึ่งใช้คำสามคำที่มีความหมายเดียวกัน เพียงเพื่อทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ฮีบรู 2:16 กล่าวว่า พระคริสต์ไม่ได้มีธรรมชาติของทูตสวรรค์ พระองค์ทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม และทรงนำความรอดมาให้บรรดาผู้ที่เชื่อ ผู้ที่ซึ่งจะได้เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมด้วย ด้วยเหตุนี้ พระคริสต์จึงจำต้องมีธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ พระองค์จะต้อง "เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง" (ฮีบรู 2:17) เพื่อพระเจ้าจะสามารถประทานอภัยโทษให้กับเราได้ โดยทางการเสียสละของพระคริสต์ การกล่าวว่าพระเยซูไม่มีธรรมชาติของมนุษย์คือการเพิกเฉยต่อพื้นฐานข่าวประเสริฐของพระคริสต์

เมื่อใดก็ตามที่ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาแล้วกระทำบาป พวกเขาสารภาพบาปต่อพระเจ้าโดยการอธิษฐานผ่านทางพระคริสต์ (1 ยอห์น 1:9) พระเจ้าทรงทราบดีว่าพระคริสต์ถูกลองใจให้กระทำบาปเหมือนเรา แต่พระคริสต์ทรงสมบูรณ์แบบและมีชัยเหนือการลองใจ ซึ่งเราแพ้ ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึง "ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์" (เอเฟซัส 4:32) ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะตระหนักว่าพระคริสต์ถูกลองใจเช่นเรา และจำเป็นต้องมีธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้เป็นไปได้ที่จะถูกลองใจ ฮีบรู 2:14 ชี้ชัดว่าพระคริสต์มี “เลือดเนื้อ” ส่วน “พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ” (ยอห์น 4:24) และไม่มีเลือดเนื้อ การที่พระคริสต์มี “เลือดเนื้อ” แสดงว่าพระองค์ไม่มีธรรมชาติของพระเจ้าตลอดชีวิตของพระองค์

ความพยายามของมนุษย์ในการเชื่อฟังพระเจ้า เช่น การเอาชนะสิ่งล่อลวงล้วนไม่เป็นผล ดังนั้น "พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป และเพื่อไถ่บาป พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป" (โรม 8:3)

“บาป” คือความเอนเอียงตามธรรมชาติต่อบาปซึ่งเรามีอยู่โดยธรรมชาติ และเรามักจะเปิดกว้างต่อบาปอยู่เสมอ "ค่าจ้างของความบาปคือความตาย" และเราต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกที่จะพ้นชะตากรรมนี้ มนุษย์ไม่มีความสมบูรณ์แบบ เนื้อหนังไม่สามารถปลดปล่อยเนื้อหนัง พระเจ้าจึงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้มาช่วยเรา พระบุตรของพระองค์มี “เนื้อหนังที่เป็นบาป” เช่นเรา และมีความเอนเอียงต่อบาปเช่นเรา แต่ทรงเอาชนะสิ่งล่อลวงทุกอย่าง โรม 8:3 บันทึกถึงธรรมชาติของมนุษย์ในพระคริสต์ว่าเป็นเสมือน “เนื้อหนังที่บาป” พระธรรมหลายบทก่อนหน้านี้ เปาโลกล่าวถึงการที่ “ไม่มีความดีประการใด” ในเนื้อหนัง และเนื้อหนังทำสิ่งที่ขัดต่อการเชื่อฟังพระเจ้า (โรม 7:18-23) พระเยซูคริสต์มาในสภาพเสมือน “เนื้อหนังที่บาป” (โรม 8:3) ด้วยเหตุนี้และการที่พระคริสต์มีชัยต่อเนื้อหนังนั้น เราจึงมีทางหลีกหนีจากเนื้อหนังของเรา พระเยซูทรงตระหนักถึงบาปในธรรมชาติของพระองค์ พระองค์ทรงถูกเรียกว่า "อาจารย์ผู้ประเสริฐ" ซึ่งมีความหมายแฝงว่าเป็นคน “ประเสริฐ” และสมบูรณ์แบบโดยธรรมชาติ พระองค์ตรัสตอบว่า "ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม ไม่มีใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์เดียว" (มาระโก 10:17-18) มีคนเป็นอันมากได้วางใจในพระนามของพระองค์ เมื่อเขาได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำ แต่พระเยซูมิได้ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น “เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์ และสำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์ ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์" (ยอห์น 2:23-25) พระคริสต์ทรงทราบดีเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ พระองค์จึงไม่ต้องการให้มนุษย์สรรเสริญพระองค์ โดยตระหนักว่าพระองค์มีธรรมชาติของมนุษย์เช่นกัน

 

8.4 ความเป็นมนุษย์ของพระเยซู

บันทึกพระกิตติคุณมีตัวอย่างมากมายถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซู พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยและประทับลงข้างบ่อเพื่อดื่มน้ำ (ยอห์น 4:6) “พระเยซูทรงพระกันแสง” เมื่อลาซารัสตาย (ยอห์น 11:35) ที่สำคัญที่สุด บันทึกของการทนทุกข์ครั้งสุดท้ายของพระเยซูเป็นหลักฐานเพียงพอที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ของพระองค์ ซึ่งกล่าวไว้ว่า "บัดนี้จิตใจของเราเป็นทุกข์” พระเยซูตรัสถ้อยคำดังกล่าวเมื่อพระองค์อธิษฐานต่อพระเจ้าให้ทรงช่วยพระองค์จนผ่านพ้นจากการถูกตรึงกางเขน (ยอห์น 12:27) พระองค์อธิษฐานว่า "โอพระบิดาของข้าพระองค์ ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้ เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด แต่อย่างไรก็ดี อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์ แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์" (มัทธิว 26:39) นี่แสดงว่า บางครั้ง “ความปรารถนา” ของพระเยซูก็ต่างจากของพระเจ้า

ตลอดชีวิตของพระคริสต์ พระองค์ทรงมอบความปรารถนาของพระองค์ต่อพระเจ้า เพื่อการเตรียมการสำหรับการทนทุกข์บนไม้กางเขน "เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เราได้ยินอย่างไร เราก็พิพากษาอย่างนั้น และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา" (ยอห์น 5:30) ความปรารถนาที่ต่างกันของพระเยซูและของพระเจ้าเป็นหลักฐานเพียงพอว่าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้า

ตลอดชั่วชีวิตของเรา เราควรจะต้องเติบโตขึ้นในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าจากความทุกข์ทรมานที่เราประสบในชีวิต พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องนี้ พระองค์มิได้มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากกว่าที่เรามี ตั้งแต่เด็กๆ "พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา ในด้านร่างกาย (เทียบ เอเฟซัส 4:13) และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย" (ลูกา 2:52) "พระกุมารนั้นก็เจริญวัย แข็งแรงขึ้น ประกอบด้วยสติปัญญาและพระคุณของพระเจ้าอยู่กับท่าน" (ลูกา 2:40) การเจริญทางร่างกายและจิตวิญญาณของพระคริสต์เป็นไปพร้อมกัน ถ้า "พระบุตรเป็นพระเจ้า" อย่างที่พวก Athanasian Creed ซึ่งเชื่อในเรื่อง “ตรีเอกานุภาพ” กล่าวอ้าง การเติบโตนี้ก็เป็นไปไม่ได้ แม้ในบั้นปลายของชีวิต พระเยซูก็ยังตรัสว่า พระองค์ไม่ทรงทราบว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งเมื่อใด แม้ว่าพระบิดาจะทรงทราบ (มาระโก 13:32)

การทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ตามกาลเวลา พระคริสต์ก็ต้องเรียนรู้น้ำระทัยของพระบิดาของพระองค์เหมือนคนที่เป็นบุตรทั่วไปต้องทำ "ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟังโดยความทุกข์ลำบากที่พระองค์ได้ทรงทน เมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมทุกประการแล้ว พระเยซูก็เลยทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรอดนิรันดร์" (ฮีบรู 5:8-9) ฟิลิปปี 2:7,8 (กล่าวเพิ่มเติมอีกใน Digression 27) บันทึกขั้นตอนการเติบโตฝ่ายวิญญาณของพระเยซู ซึ่งถึงจุดสูงสุดเมื่อทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน "กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส…ทรงถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน" พระธรรมบทนี้แสดงให้เห็นว่า พระเยซูทรงมุ่งหน้าในการพัฒนาจิตวิญญาณของพระองค์ ทรงนอบน้อมถ่อมลงจน “ยอมเชื่อฟัง” และทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้พระองค์สละพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ทรงถูกกระทำให้เพียบพร้อม โดยการยอมทนทุกข์

เห็นได้ชัดว่าพระเยซูทรงใช้ความพยายามส่วนบุคคลอย่างมีสติที่จะเป็นผู้ชอบธรรม พระเจ้ามิได้ทรงบังคับพระองค์ให้ทำตามเหมือนหุ่นกระบอก พระเยซูทรงรักเราอย่างแท้จริง และยอมสละพระชนม์บนไม้กางเขนด้วยรัก ความรักของพระเยซูจะกลายเป็นความว่างเปล่าหากพระเจ้าทรงบังคับให้พระองค์ยอมตายบนไม้กางเขน (เอเฟซัส 5:2,25, วิวรณ์ 1:5; กาลาเทีย 2:20) หากพระเยซูคือพระเจ้า พระองค์จะไม่มีทางเลือกใดนอกจากความสมบูรณ์แบบแล้วจึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน แต่พระเยซูมีทางเลือก เราจึงสามารถเห็นคุณค่าความรักของพระองค์และสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระองค์ได้

พระเจ้าทรงโปรดปรานพระคริสต์เพราะพระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะสละชีวิต "ด้วยเหตุนี้ พระบิดาจึงทรงรักเรา เพราะเราสละชีวิตของเรา…ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้ แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง" (ยอห์น 10:17-18) การที่พระเจ้าทรงโปรดปรานการที่พระเยซูทรงสละชีวิตคงเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก หากพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า แต่มีชีวิตเป็นมนุษย์ เพื่อแสดงถึงความเกี่ยวข้องในด้านสัญลักษณ์กับมนุษย์ผู้มีบาป (มัทธิว 3:17; 12:18; 17:5) การที่พระบิดาทรงยินดีที่พระบุตรเชื่อฟัง ชี้ให้เห็นว่า พระคริสต์มีความเป็นไปได้ที่จะไม่เชื่อฟัง แต่ทรงเลือกที่จะเชื่อฟัง

ความต้องการความรอดของพระคริสต์

พระเยซูทรงเจ็บป่วย เหน็ดเหนื่อยเหมือนเรา เพราะพระองค์มีธรรมชาติของมนุษย์หากพระองค์ไม่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน พระองค์ก็จะต้องสิ้นพระชนม์อยู่ดี เช่น ด้วยโรคชราภาพ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงต้องได้รับความรอดจากความตายโดยพระเจ้าเช่นกัน เมื่อตระหนักถึงความจริงนี้ พระเยซูทรง "ร้องอธิษฐานและทูลวิงวอนด้วยน้ำพระเนตรไหล ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้ และพระเจ้าได้ทรงสดับ เนื่องด้วยความยำเกรงของพระเยซู (ฮีบรู 5:7) ความจริงที่ว่าพระคริสต์ต้องทูลขอต่อพระเจ้าให้ทรงช่วยพระองค์จากความตายขจัดความเป็นไปได้ที่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์ หลังจากที่พระคริสต์ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย ความตาย "หาครอบงำพระองค์ต่อไปไม่" (โรม 6:9) แสดงว่า ก่อนนั้นความตายครอบงำพระองค์อยู่

พระธรรมสดุดีกล่าวถึงพระเยซูหลายครั้ง สดุดีหลายบทถูกนำมากล่าวอ้างอิงเกี่ยวกับพระคริสต์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ จึงอาจพูดได้ว่าอีกหลายๆ บทในสดุดีก็พูดถึงพระองค์ด้วยเช่นกัน หลายครั้งที่มีการย้ำถึงการที่พระเยซูต้องการความรอดจากพระเจ้า

- สดุดี 91:11,12 ถูกนำมาอ้างอิงเกี่ยวกับพระเยซูใน มัทธิว 4:6 ส่วนสดุดี 91:16 พยากรณ์ถึงการที่พระเจ้าจะประทานความรอดให้พระเยซู "เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาวและสำแดงความรอดของเราแก่เขา"ในสดุดี 69:21 กล่าวถึงการถูกตรึงกางเขนของพระคริสต์ (มัทธิว 27:34) "เขาให้ดีหมีแก่ข้าพระองค์เป็นอาหาร ให้น้ำส้มสายชูแก่ข้าพระองค์ดื่มแก้กระหาย" สดุดีทั้งหมดกล่าวถึงความคิดของพระคริสต์บนไม้กางเขน "ข้าแต่พระเจ้าขอทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด…ขอมาใกล้ข้าพระองค์ทรงไถ่ข้าพระองค์ไว้…ข้าแต่พระเจ้า ขอความรอดของพระองค์ตั้งข้าพระองค์ไว้ให้สูง" (ข้อ 1,18,29)

- สดุดี 89 กล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่อดาวิดที่เกี่ยวข้องถึงพระคริสต์ สดุดี 89:26 พยากรณ์ว่า "เขาจะร้องต่อเราว่า พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ และเป็นพระศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์"

คำทูลขอวิงวอนของพระคริสต์ต่อพระเจ้าเพื่อความรอดนั้น พระเจ้าทรงสดับฟังเพราะเห็นแก่จิตวิญญาณ ไม่ใช่เพราะพระคริสต์เป็นหนึ่งใน
“ตรีเอกานุภาพ” (ฮีบรู 5:7) การที่พระเจ้าทรงให้พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตายและมอบชีวิตอมตะให้พระองค์คือหัวใจสำคัญในพระคริสตธรรมคัมภีร์ทีเดียว

- "พระเจ้า…ทรงบันดาลให้เป็นขึ้นมาใหม่…พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอด" (กิจการของอัครทูต 5:30,31)

- "พระเจ้า…ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติแด่พระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์…ให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก" (กิจการอัครทูต 3:13,15)

- "พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว" (กิจการอัครทูต 2:24,32,33)

- พระเยซูระลึกได้ทั้งหมดข้างต้นเมื่อขอพระเจ้าทรงให้พระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระเจ้า (ยอห์น 17:5 เทียบ 13:32; 8:54)

ถ้าพระเยซูเป็นพระเจ้า พระธรรมบทต่างๆ ข้างต้นก็ต้องอยู่ผิดที่ผิดทาง เพราะว่าพระเจ้าไม่ตาย พระเยซูก็คงไม่ต้องการความรอด เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า การที่พระเจ้าโปรดประทานเกียรติให้พระเยซูแสดงว่า พระองค์อยู่เหนือกว่าพระเยซู และมีความแตกต่างระหว่างทั้งสองพระองค์ เป็นไปไม่ได้เลยที่พระคริสต์จะทรงเป็น "พระเจ้าสูงสุดโดยมี 2 ธรรมชาติ คือ ศีรษะเป็นพระเจ้า ตัวเป็นมนุษย์” อย่างบัญญัติข้อแรกใน 39 ข้อของเชิร์ชออฟอิงแลนด์ สิ่งมีชีวิตมีธรรมชาติได้เพียงประการเดียว มีหลักฐานมากมายที่แสดงว่าพระคริสต์มีธรรมชาติของมนุษย์เหมือนที่เรามี

 

8.5 ความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับพระเยซู

การพิจารณาถึงการที่พระเจ้าทรงให้พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตายทำให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและพระเยซู ถ้าหากทั้งสองพระองค์ “มีความเท่าเทียมกัน…เป็นอมตะเหมือนกัน” อย่างที่พวกที่เชื่อในเรื่องตรีเอกานุภาพสั่งสอน ความสัมพันธ์ก็ต้องอยู่ในระดับเสมอภาค ซึ่งไม่ใช่ความจริง ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและพระคริสต์คล้ายความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา "พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของชายทุกคน และชายเป็นศีรษะของหญิง และพระเจ้าทรงเป็นพระเศียรของพระคริสต์" (1 โครินธ์ 11:3) "พระคริสต์ทรงเป็นของพระเจ้า" (1 โครินธ์ 3:23) เช่นเดียวกับที่ภรรยาเป็นของสามี

พระเจ้าพระบิดามักจะถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นพระเจ้าของพระคริสต์ การที่พระเจ้าถูกอธิบายว่าเป็น "พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา" (1 เปโตร 1:3;
เอเฟซัส 1:17) แม้หลังจากที่พระคริสต์เสด็จสู่สวรรค์ ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสองพระองค์ ทั้งในปัจจุบันและในช่วงชีวิตของพระคริสต์บนโลก พวกที่เชื่อในเรื่องตรีเอกานุภาพจะอ้างว่า พระคริสต์ถูกพูดถึงในฐานะที่เป็นน้อยกว่าพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่บนโลก จดหมายต่างๆ ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลายปีหลังจากที่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ แต่ก็ยังคงพูดถึงพระเจ้าว่าเป็นพระบิดาแห่งพระคริสต์ พระเยซูทรงถือว่าพระบิดาเป็นพระเจ้าของพระองค์

พระธรรมวิวรณ์ซึ่งเป็นพระธรรมเล่มสุดท้ายในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นอย่างน้อย 30 ปีหลังจากที่พระเยซูได้รับเกียรติและเสด็จสู่สวรรค์ แต่ก็ยังคงพูดถึงพระเจ้าโดยใช้คำว่า "พระเจ้าพระบิดาของพระองค์" (วิวรณ์ 1:6) พระธรรมเล่นนี้เป็นข่าวสารจากพระเยซูเมื่อฟื้นขึ้นจากความตายและได้รับเกียรติถึงผู้ที่เชื่อ พระองค์ตรัสถึง "พระวิหารแห่งพระเจ้าของเรา…พระนามพระเจ้าของเรา…เมืองของพระเจ้าของเรา" (วิวรณ์ 3:12) แสดงว่าแม้แต่เวลานั้น พระองค์ก็ยังทรงคิดถึงพระบิดาว่าเป็นพระเจ้า ดังนั้นพระองค์จึงไม่ใช่พระเจ้า

ตลอดชีวิตของพระองค์ พระเยซูตรัสถึงพระบิดาในวิธีที่คล้ายๆ กัน พระองค์ตรัสถึงการเสด็จสู่สวรรค์ว่า "ขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของท่านทั้งหลาย ไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย (ยอห์น 20:17) เมื่ออยู่บนไม้กางเขน พระเยซูทรงสำแดงความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างชัดเจน "พระเจ้าของข้าพระองค์ พระเจ้าของข้าพระองค์ ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย" (มัทธิว 27:46) คำพูดเหล่านี้คงไม่เป็นที่เข้าใจได้หากพูดโดยพระเจ้า การที่พระเยซูทรง "ร้องอธิษฐานและทูลวิงวอนด้วยน้ำพระเนตรไหล" แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเด่นชัดระหว่างทั้งสองพระองค์ (ฮีบรู 5:7; ลูกา 6:12) พระเจ้าอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์เองไม่ได้ แม้กระทั่ง บัดนี้ พระคริสต์ก็ยังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อเรา (โรม 8:26,27; 2 โครินธ์ 3:18)

ความสัมพันธ์ของพระคริสต์กับพระเจ้าตลอดชีวิตของพระคริสต์บนโลกไม่มีอะไรแตกต่างกับเวลานี้ พระองค์ยังคงเกี่ยวข้องกับพระเจ้าในฐานะที่พระเจ้าเป็นพระบิดาและพระเจ้าของพระองค์ ทั้งยังอธิษฐานทูลวิงวอนต่อพระเจ้าด้วย ซึ่งเป็นสถานะเดิม แม้หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตายและเสด็จสู่สวรรค์ ตลอดชีวิตของพระองค์บนโลก พระองค์ทรงเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า (กิจการของอัครทูต 3:13,26; อิสยาห์ 42:1; 53:11) ผู้รับใช้ทำตามความประสงค์ของเจ้านายและไม่มีทางที่จะมีสถานะเท่านายจ้าง (ยอห์น 13:16) พระคริสต์ทรงย้ำว่าอำนาจและสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงมีนั้นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่สิทธิของพระองค์เอง "เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้ เรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงใช้เรามา…พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้" (ยอห์น 5:30,19)

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook