| เมื่อเราถูกล่อลวง
เราถูกบังคับให้เลือกระหว่างบาปและการเชื่อฟังพระเจ้า
บ่อยครั้งที่เราเลือกที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้า
พระคริสต์ก็มีทางเลือกเหมือนเรา
แต่พระองค์เลือกที่จะเชื่อฟังพระเจ้าเสมอ
พระองค์มีความเป็นไปได้ที่จะทำบาปแม้พระองค์จะไม่เคยทำเลย
แต่พระเจ้าไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทำบาป
พงศ์พันธุ์ของดาวิดตามพันธสัญญาใน
2 ซามูเอล 7:12-16
คือพระคริสต์อย่างแน่นอน ข้อ 14
แสดงว่ามีความเป็นไปได้ที่พระคริสต์จะทำบาป
เพราะบันทึกไว้ว่า "ถ้าเขากระทำผิด
เราจะตีสอนเขา"
8:3
ธรรมชาติของพระเยซู
คำว่า "ธรรมชาติ"
หมายถึงสิ่งที่เราเป็นโดยธรรมชาติและพื้นฐาน
ในบทเรียนที่ 1
เราเห็นว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวถึงธรรมชาติเพียงสองประการ
นั่นคือ ธรรมชาติของพระเจ้า
และธรรมชาติของมนุษย์
โดยธรรมชาติ
พระเจ้าไม่ตายและไม่ถูกล่อลวง
เป็นต้น
แต่เห็นได้ชัดเจนว่าพระคริสต์ไม่ได้มีธรรมชาติของพระเจ้าขณะที่มีชีวิตอยู่บนโลก
พระองค์จึงมีธรรมชาติของมนุษย์
และตามคำจำกัดความของเราข้างต้น
พระคริสต์จะมีธรรมชาติสองประการในพระองค์พร้อมกันไม่ได้
พระคริสต์ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ
(ฮีบรู 4:15)
เพื่อว่าโดยการมีชัยเหนือสิ่งล่อลวง
พระองค์จะสามารถนำการอภัยโทษบาปมาให้เราได้
ความปรารถนาผิดๆ
ซึ่งเป็นพื้นฐานของสิ่งล่อลวงมาจากภายในตัวเรา
(มาระโก 7:15-23)
จากธรรมชาติมนุษย์ภายในตัวเรา
(ยากอบ 1:13-15)
พระคริสต์จำเป็นที่จะต้องมีธรรมชาติของมนุษย์เพื่อพระองค์จะสามารถประสบกับการถูกล่อลวง
และเอาชนะการล่อลวงได้
ฮีบรู 2:14-18 กล่าวว่า
"บุตรทั้งหลายร่วมสายโลหิตกันฉันใด
พระองค์ก็ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย
เพื่อโดยทางความตายนั้นเอง
พระองค์จะได้ทรงทำลายผู้ที่มีอำนาจ
แห่งความตาย
คือมารเสียได้
ความจริงพระองค์มิได้ทรงเป็นห่วงทูตสวรรค์
แต่ทรงเป็นห่วงพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม
เหตุฉะนั้น
พระองค์จึงทรงต้องเป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง
เพื่อว่าพระองค์จะได้ทรงเป็นมหาปุโรหิต
ผู้กอปรด้วยความเมตตาและความสัตย์ซื่อ
เพื่อลบล้างบาปของประชาชน
เพราะเหตุที่พระองค์ได้ทรงทนทุกข์ทรมานและถูกลองใจ
พระองค์จึงทรงสามารถช่วยผู้ที่ถูกลองใจได้"
พระธรรมบทนี้เน้นย้ำเป็นพิเศษถึงความจริงที่ว่าพระเยซูมีธรรมชาติของมนุษย์ว่า
"พระองค์ทรงเป็นเช่นนั้นด้วย"
(ฮีบรู 2:14)
ซึ่งใช้คำสามคำที่มีความหมายเดียวกัน
เพียงเพื่อทำให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น
ฮีบรู 2:16 กล่าวว่า
พระคริสต์ไม่ได้มีธรรมชาติของทูตสวรรค์
พระองค์ทรงเป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัม
และทรงนำความรอดมาให้บรรดาผู้ที่เชื่อ
ผู้ที่ซึ่งจะได้เป็นพงศ์พันธุ์ของอับราฮัมด้วย
ด้วยเหตุนี้
พระคริสต์จึงจำต้องมีธรรมชาติของมนุษย์
ไม่ว่าในกรณีใดๆ
พระองค์จะต้อง
"เป็นเหมือนกับพี่น้องทุกอย่าง"
(ฮีบรู 2:17)
เพื่อพระเจ้าจะสามารถประทานอภัยโทษให้กับเราได้
โดยทางการเสียสละของพระคริสต์
การกล่าวว่าพระเยซูไม่มีธรรมชาติของมนุษย์คือการเพิกเฉยต่อพื้นฐานข่าวประเสริฐของพระคริสต์
เมื่อใดก็ตามที่ผู้ที่เชื่อและรับบัพติศมาแล้วกระทำบาป
พวกเขาสารภาพบาปต่อพระเจ้าโดยการอธิษฐานผ่านทางพระคริสต์
(1 ยอห์น 1:9)
พระเจ้าทรงทราบดีว่าพระคริสต์ถูกลองใจให้กระทำบาปเหมือนเรา
แต่พระคริสต์ทรงสมบูรณ์แบบและมีชัยเหนือการลองใจ
ซึ่งเราแพ้
ด้วยเหตุนี้พระเจ้าจึง
"ทรงโปรดอภัยโทษให้แก่ท่านในพระคริสต์"
(เอเฟซัส 4:32)
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะตระหนักว่าพระคริสต์ถูกลองใจเช่นเรา
และจำเป็นต้องมีธรรมชาติของมนุษย์เพื่อให้เป็นไปได้ที่จะถูกลองใจ
ฮีบรู 2:14 ชี้ชัดว่าพระคริสต์มี
เลือดเนื้อ ส่วน
พระเจ้าเป็นพระวิญญาณ (ยอห์น 4:24)
และไม่มีเลือดเนื้อ
การที่พระคริสต์มี เลือดเนื้อ
แสดงว่าพระองค์ไม่มีธรรมชาติของพระเจ้าตลอดชีวิตของพระองค์
ความพยายามของมนุษย์ในการเชื่อฟังพระเจ้า
เช่น
การเอาชนะสิ่งล่อลวงล้วนไม่เป็นผล
ดังนั้น
"พระเจ้าทรงใช้พระบุตรของพระองค์มาในสภาพเสมือนเนื้อหนังที่บาป
และเพื่อไถ่บาป
พระบุตรในเนื้อหนังจึงได้ทรงปรับโทษบาป"
(โรม 8:3)
บาป
คือความเอนเอียงตามธรรมชาติต่อบาปซึ่งเรามีอยู่โดยธรรมชาติ
และเรามักจะเปิดกว้างต่อบาปอยู่เสมอ
"ค่าจ้างของความบาปคือความตาย"
และเราต้องการความช่วยเหลือจากภายนอกที่จะพ้นชะตากรรมนี้
มนุษย์ไม่มีความสมบูรณ์แบบ
เนื้อหนังไม่สามารถปลดปล่อยเนื้อหนัง
พระเจ้าจึงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ให้มาช่วยเรา
พระบุตรของพระองค์มี
เนื้อหนังที่เป็นบาป เช่นเรา
และมีความเอนเอียงต่อบาปเช่นเรา
แต่ทรงเอาชนะสิ่งล่อลวงทุกอย่าง
โรม 8:3
บันทึกถึงธรรมชาติของมนุษย์ในพระคริสต์ว่าเป็นเสมือน
เนื้อหนังที่บาป
พระธรรมหลายบทก่อนหน้านี้
เปาโลกล่าวถึงการที่
ไม่มีความดีประการใด
ในเนื้อหนัง
และเนื้อหนังทำสิ่งที่ขัดต่อการเชื่อฟังพระเจ้า
(โรม 7:18-23)
พระเยซูคริสต์มาในสภาพเสมือน
เนื้อหนังที่บาป (โรม 8:3)
ด้วยเหตุนี้และการที่พระคริสต์มีชัยต่อเนื้อหนังนั้น
เราจึงมีทางหลีกหนีจากเนื้อหนังของเรา
พระเยซูทรงตระหนักถึงบาปในธรรมชาติของพระองค์
พระองค์ทรงถูกเรียกว่า
"อาจารย์ผู้ประเสริฐ"
ซึ่งมีความหมายแฝงว่าเป็นคน
ประเสริฐ
และสมบูรณ์แบบโดยธรรมชาติ
พระองค์ตรัสตอบว่า
"ท่านเรียกเราว่าประเสริฐทำไม
ไม่มีใครประเสริฐเว้นแต่พระเจ้าองค์เดียว"
(มาระโก 10:17-18)
มีคนเป็นอันมากได้วางใจในพระนามของพระองค์
เมื่อเขาได้เห็นหมายสำคัญที่พระองค์ได้ทรงกระทำ
แต่พระเยซูมิได้ทรงวางพระทัยในคนเหล่านั้น
เพราะพระองค์ทรงรู้จักมวลมนุษย์
และสำหรับพระองค์ไม่มีความจำเป็นที่จะมีพยานในเรื่องมนุษย์
ด้วยพระองค์เองทรงทราบว่าอะไรมีอยู่ในมนุษย์"
(ยอห์น 2:23-25)
พระคริสต์ทรงทราบดีเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์
พระองค์จึงไม่ต้องการให้มนุษย์สรรเสริญพระองค์
โดยตระหนักว่าพระองค์มีธรรมชาติของมนุษย์เช่นกัน
8.4
ความเป็นมนุษย์ของพระเยซู
บันทึกพระกิตติคุณมีตัวอย่างมากมายถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซู
พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อยและประทับลงข้างบ่อเพื่อดื่มน้ำ
(ยอห์น 4:6) พระเยซูทรงพระกันแสง
เมื่อลาซารัสตาย (ยอห์น 11:35)
ที่สำคัญที่สุด
บันทึกของการทนทุกข์ครั้งสุดท้ายของพระเยซูเป็นหลักฐานเพียงพอที่แสดงถึงความเป็นมนุษย์ของพระองค์
ซึ่งกล่าวไว้ว่า
"บัดนี้จิตใจของเราเป็นทุกข์
พระเยซูตรัสถ้อยคำดังกล่าวเมื่อพระองค์อธิษฐานต่อพระเจ้าให้ทรงช่วยพระองค์จนผ่านพ้นจากการถูกตรึงกางเขน
(ยอห์น 12:27) พระองค์อธิษฐานว่า
"โอพระบิดาของข้าพระองค์
ถ้าเป็นได้ขอให้ถ้วยนี้
เลื่อนพ้นไปจากข้าพระองค์เถิด
แต่อย่างไรก็ดี
อย่าให้เป็นไปตามใจปรารถนาของข้าพระองค์
แต่ให้เป็นไปตามพระทัยของพระองค์"
(มัทธิว 26:39) นี่แสดงว่า บางครั้ง
ความปรารถนา
ของพระเยซูก็ต่างจากของพระเจ้า
ตลอดชีวิตของพระคริสต์
พระองค์ทรงมอบความปรารถนาของพระองค์ต่อพระเจ้า
เพื่อการเตรียมการสำหรับการทนทุกข์บนไม้กางเขน
"เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้
เราได้ยินอย่างไร
เราก็พิพากษาอย่างนั้น
และการพิพากษาของเราก็ยุติธรรม
เพราะเรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง
แต่ตามพระประสงค์ของพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา"
(ยอห์น 5:30)
ความปรารถนาที่ต่างกันของพระเยซูและของพระเจ้าเป็นหลักฐานเพียงพอว่าพระเยซูไม่ใช่พระเจ้า
ตลอดชั่วชีวิตของเรา
เราควรจะต้องเติบโตขึ้นในความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าจากความทุกข์ทรมานที่เราประสบในชีวิต
พระเยซูทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในเรื่องนี้
พระองค์มิได้มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้ามากกว่าที่เรามี
ตั้งแต่เด็กๆ
"พระเยซูก็ได้จำเริญขึ้นในด้านสติปัญญา
ในด้านร่างกาย (เทียบ เอเฟซัส 4:13)
และเป็นที่ชอบจำเพาะพระเจ้าและต่อหน้าคนทั้งปวงด้วย"
(ลูกา 2:52)
"พระกุมารนั้นก็เจริญวัย
แข็งแรงขึ้น
ประกอบด้วยสติปัญญาและพระคุณของพระเจ้าอยู่กับท่าน"
(ลูกา 2:40)
การเจริญทางร่างกายและจิตวิญญาณของพระคริสต์เป็นไปพร้อมกัน
ถ้า "พระบุตรเป็นพระเจ้า"
อย่างที่พวก Athanasian Creed
ซึ่งเชื่อในเรื่อง
ตรีเอกานุภาพ กล่าวอ้าง
การเติบโตนี้ก็เป็นไปไม่ได้
แม้ในบั้นปลายของชีวิต
พระเยซูก็ยังตรัสว่า
พระองค์ไม่ทรงทราบว่าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งเมื่อใด
แม้ว่าพระบิดาจะทรงทราบ (มาระโก
13:32)
การทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเป็นสิ่งที่เราต้องเรียนรู้ตามกาลเวลา
พระคริสต์ก็ต้องเรียนรู้น้ำระทัยของพระบิดาของพระองค์เหมือนคนที่เป็นบุตรทั่วไปต้องทำ
"ถึงแม้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระบุตร
พระองค์ก็ทรงเรียนรู้ที่จะนอบน้อมยอมเชื่อฟังโดยความทุกข์ลำบากที่พระองค์ได้ทรงทน
เมื่อพระเจ้าทรงทำให้พระเยซูเพียบพร้อมทุกประการแล้ว
พระเยซูก็เลยทรงเป็นแหล่งกำเนิดแห่งความรอดนิรันดร์"
(ฮีบรู 5:8-9) ฟิลิปปี 2:7,8
(กล่าวเพิ่มเติมอีกใน Digression 27)
บันทึกขั้นตอนการเติบโตฝ่ายวิญญาณของพระเยซู
ซึ่งถึงจุดสูงสุดเมื่อทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
"กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส
ทรงถ่อมพระองค์ลง
ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา
กระทั่งความมรณาที่กางเขน"
พระธรรมบทนี้แสดงให้เห็นว่า
พระเยซูทรงมุ่งหน้าในการพัฒนาจิตวิญญาณของพระองค์
ทรงนอบน้อมถ่อมลงจน ยอมเชื่อฟัง
และทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้พระองค์สละพระชนม์บนไม้กางเขน
พระองค์ทรงถูกกระทำให้เพียบพร้อม
โดยการยอมทนทุกข์
เห็นได้ชัดว่าพระเยซูทรงใช้ความพยายามส่วนบุคคลอย่างมีสติที่จะเป็นผู้ชอบธรรม
พระเจ้ามิได้ทรงบังคับพระองค์ให้ทำตามเหมือนหุ่นกระบอก
พระเยซูทรงรักเราอย่างแท้จริง
และยอมสละพระชนม์บนไม้กางเขนด้วยรัก
ความรักของพระเยซูจะกลายเป็นความว่างเปล่าหากพระเจ้าทรงบังคับให้พระองค์ยอมตายบนไม้กางเขน
(เอเฟซัส 5:2,25, วิวรณ์ 1:5; กาลาเทีย 2:20)
หากพระเยซูคือพระเจ้า
พระองค์จะไม่มีทางเลือกใดนอกจากความสมบูรณ์แบบแล้วจึงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
แต่พระเยซูมีทางเลือก
เราจึงสามารถเห็นคุณค่าความรักของพระองค์และสร้างความสัมพันธ์ส่วนบุคคลกับพระองค์ได้
พระเจ้าทรงโปรดปรานพระคริสต์เพราะพระองค์ทรงเต็มพระทัยที่จะสละชีวิต
"ด้วยเหตุนี้
พระบิดาจึงทรงรักเรา
เพราะเราสละชีวิตของเรา
ไม่มีผู้ใดชิงชีวิตไปจากเราได้
แต่เราสละชีวิตด้วยใจสมัครของเราเอง"
(ยอห์น 10:17-18)
การที่พระเจ้าทรงโปรดปรานการที่พระเยซูทรงสละชีวิตคงเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก
หากพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า
แต่มีชีวิตเป็นมนุษย์
เพื่อแสดงถึงความเกี่ยวข้องในด้านสัญลักษณ์กับมนุษย์ผู้มีบาป
(มัทธิว 3:17; 12:18; 17:5)
การที่พระบิดาทรงยินดีที่พระบุตรเชื่อฟัง
ชี้ให้เห็นว่า
พระคริสต์มีความเป็นไปได้ที่จะไม่เชื่อฟัง
แต่ทรงเลือกที่จะเชื่อฟัง
ความต้องการความรอดของพระคริสต์
พระเยซูทรงเจ็บป่วย
เหน็ดเหนื่อยเหมือนเรา
เพราะพระองค์มีธรรมชาติของมนุษย์หากพระองค์ไม่ทรงสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน
พระองค์ก็จะต้องสิ้นพระชนม์อยู่ดี
เช่น ด้วยโรคชราภาพ
ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงต้องได้รับความรอดจากความตายโดยพระเจ้าเช่นกัน
เมื่อตระหนักถึงความจริงนี้
พระเยซูทรง
"ร้องอธิษฐานและทูลวิงวอนด้วยน้ำพระเนตรไหล
ต่อพระเจ้าผู้ทรงสามารถช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตายได้
และพระเจ้าได้ทรงสดับ
เนื่องด้วยความยำเกรงของพระเยซู
(ฮีบรู 5:7)
ความจริงที่ว่าพระคริสต์ต้องทูลขอต่อพระเจ้าให้ทรงช่วยพระองค์จากความตายขจัดความเป็นไปได้ที่ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าในสภาพมนุษย์
หลังจากที่พระคริสต์ทรงฟื้นขึ้นจากความตาย
ความตาย "หาครอบงำพระองค์ต่อไปไม่"
(โรม 6:9) แสดงว่า
ก่อนนั้นความตายครอบงำพระองค์อยู่
พระธรรมสดุดีกล่าวถึงพระเยซูหลายครั้ง
สดุดีหลายบทถูกนำมากล่าวอ้างอิงเกี่ยวกับพระคริสต์ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่
จึงอาจพูดได้ว่าอีกหลายๆ
บทในสดุดีก็พูดถึงพระองค์ด้วยเช่นกัน
หลายครั้งที่มีการย้ำถึงการที่พระเยซูต้องการความรอดจากพระเจ้า
- สดุดี 91:11,12
ถูกนำมาอ้างอิงเกี่ยวกับพระเยซูใน
มัทธิว 4:6 ส่วนสดุดี 91:16
พยากรณ์ถึงการที่พระเจ้าจะประทานความรอดให้พระเยซู
"เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาวและสำแดงความรอดของเราแก่เขา"ในสดุดี
69:21
กล่าวถึงการถูกตรึงกางเขนของพระคริสต์
(มัทธิว 27:34)
"เขาให้ดีหมีแก่ข้าพระองค์เป็นอาหาร
ให้น้ำส้มสายชูแก่ข้าพระองค์ดื่มแก้กระหาย"
สดุดีทั้งหมดกล่าวถึงความคิดของพระคริสต์บนไม้กางเขน
"ข้าแต่พระเจ้าขอทรงช่วยข้าพเจ้าให้รอด
ขอมาใกล้ข้าพระองค์ทรงไถ่ข้าพระองค์ไว้
ข้าแต่พระเจ้า
ขอความรอดของพระองค์ตั้งข้าพระองค์ไว้ให้สูง"
(ข้อ 1,18,29)
- สดุดี 89
กล่าวถึงพระสัญญาของพระเจ้าต่อดาวิดที่เกี่ยวข้องถึงพระคริสต์
สดุดี 89:26 พยากรณ์ว่า
"เขาจะร้องต่อเราว่า
พระองค์ทรงเป็นพระบิดาของข้าพระองค์
พระเจ้าของข้าพระองค์
และเป็นพระศิลาแห่งความรอดของข้าพระองค์"
คำทูลขอวิงวอนของพระคริสต์ต่อพระเจ้าเพื่อความรอดนั้น
พระเจ้าทรงสดับฟังเพราะเห็นแก่จิตวิญญาณ
ไม่ใช่เพราะพระคริสต์เป็นหนึ่งใน
ตรีเอกานุภาพ (ฮีบรู 5:7) การที่พระเจ้าทรงให้พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตายและมอบชีวิตอมตะให้พระองค์คือหัวใจสำคัญในพระคริสตธรรมคัมภีร์ทีเดียว
- "พระเจ้า
ทรงบันดาลให้เป็นขึ้นมาใหม่
พระเจ้าได้ทรงตั้งพระองค์ไว้ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระองค์ให้เป็นองค์พระผู้นำและองค์พระผู้ช่วยให้รอด"
(กิจการของอัครทูต 5:30,31)
- "พระเจ้า
ได้ทรงโปรดประทานพระเกียรติแด่พระเยซูผู้รับใช้ของพระองค์
ให้พระองค์เป็นขึ้นมาอีก"
(กิจการอัครทูต 3:13,15)
-
"พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว"
(กิจการอัครทูต 2:24,32,33)
-
พระเยซูระลึกได้ทั้งหมดข้างต้นเมื่อขอพระเจ้าทรงให้พระองค์ได้รับเกียรติต่อพระพักตร์ของพระเจ้า
(ยอห์น 17:5 เทียบ 13:32; 8:54)
ถ้าพระเยซูเป็นพระเจ้า
พระธรรมบทต่างๆ
ข้างต้นก็ต้องอยู่ผิดที่ผิดทาง
เพราะว่าพระเจ้าไม่ตาย
พระเยซูก็คงไม่ต้องการความรอด
เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้า
การที่พระเจ้าโปรดประทานเกียรติให้พระเยซูแสดงว่า
พระองค์อยู่เหนือกว่าพระเยซู
และมีความแตกต่างระหว่างทั้งสองพระองค์
เป็นไปไม่ได้เลยที่พระคริสต์จะทรงเป็น
"พระเจ้าสูงสุดโดยมี 2 ธรรมชาติ
คือ ศีรษะเป็นพระเจ้า
ตัวเป็นมนุษย์
อย่างบัญญัติข้อแรกใน 39
ข้อของเชิร์ชออฟอิงแลนด์
สิ่งมีชีวิตมีธรรมชาติได้เพียงประการเดียว
มีหลักฐานมากมายที่แสดงว่าพระคริสต์มีธรรมชาติของมนุษย์เหมือนที่เรามี
8.5
ความสัมพันธ์ของพระเจ้ากับพระเยซู
การพิจารณาถึงการที่พระเจ้าทรงให้พระเยซูฟื้นขึ้นจากความตายทำให้เราคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและพระเยซู
ถ้าหากทั้งสองพระองค์
มีความเท่าเทียมกัน
เป็นอมตะเหมือนกัน
อย่างที่พวกที่เชื่อในเรื่องตรีเอกานุภาพสั่งสอน
ความสัมพันธ์ก็ต้องอยู่ในระดับเสมอภาค
ซึ่งไม่ใช่ความจริง
ความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้าและพระคริสต์คล้ายความสัมพันธ์ระหว่างสามีและภรรยา
"พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของชายทุกคน
และชายเป็นศีรษะของหญิง
และพระเจ้าทรงเป็นพระเศียรของพระคริสต์"
(1 โครินธ์ 11:3)
"พระคริสต์ทรงเป็นของพระเจ้า"
(1 โครินธ์ 3:23)
เช่นเดียวกับที่ภรรยาเป็นของสามี
พระเจ้าพระบิดามักจะถูกกล่าวถึงในฐานะเป็นพระเจ้าของพระคริสต์
การที่พระเจ้าถูกอธิบายว่าเป็น
"พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา"
(1 เปโตร 1:3;
เอเฟซัส 1:17)
แม้หลังจากที่พระคริสต์เสด็จสู่สวรรค์
ยังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสองพระองค์
ทั้งในปัจจุบันและในช่วงชีวิตของพระคริสต์บนโลก
พวกที่เชื่อในเรื่องตรีเอกานุภาพจะอ้างว่า
พระคริสต์ถูกพูดถึงในฐานะที่เป็นน้อยกว่าพระเจ้าในขณะที่พระองค์ทรงมีชีวิตอยู่บนโลก
จดหมายต่างๆ
ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นหลายปีหลังจากที่พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์
แต่ก็ยังคงพูดถึงพระเจ้าว่าเป็นพระบิดาแห่งพระคริสต์
พระเยซูทรงถือว่าพระบิดาเป็นพระเจ้าของพระองค์
พระธรรมวิวรณ์ซึ่งเป็นพระธรรมเล่มสุดท้ายในพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ถูกเขียนขึ้นอย่างน้อย
30
ปีหลังจากที่พระเยซูได้รับเกียรติและเสด็จสู่สวรรค์
แต่ก็ยังคงพูดถึงพระเจ้าโดยใช้คำว่า
"พระเจ้าพระบิดาของพระองค์"
(วิวรณ์ 1:6)
พระธรรมเล่นนี้เป็นข่าวสารจากพระเยซูเมื่อฟื้นขึ้นจากความตายและได้รับเกียรติถึงผู้ที่เชื่อ
พระองค์ตรัสถึง
"พระวิหารแห่งพระเจ้าของเรา
พระนามพระเจ้าของเรา
เมืองของพระเจ้าของเรา"
(วิวรณ์ 3:12) แสดงว่าแม้แต่เวลานั้น
พระองค์ก็ยังทรงคิดถึงพระบิดาว่าเป็นพระเจ้า
ดังนั้นพระองค์จึงไม่ใช่พระเจ้า
ตลอดชีวิตของพระองค์
พระเยซูตรัสถึงพระบิดาในวิธีที่คล้ายๆ
กัน
พระองค์ตรัสถึงการเสด็จสู่สวรรค์ว่า
"ขึ้นไปหาพระบิดาของเราและพระบิดาของท่านทั้งหลาย
ไปหาพระเจ้าของเราและพระเจ้าของท่านทั้งหลาย
(ยอห์น 20:17) เมื่ออยู่บนไม้กางเขน
พระเยซูทรงสำแดงความเป็นมนุษย์ออกมาอย่างชัดเจน
"พระเจ้าของข้าพระองค์
พระเจ้าของข้าพระองค์
ไฉนทรงทอดทิ้งข้าพระองค์เสีย"
(มัทธิว 27:46)
คำพูดเหล่านี้คงไม่เป็นที่เข้าใจได้หากพูดโดยพระเจ้า
การที่พระเยซูทรง
"ร้องอธิษฐานและทูลวิงวอนด้วยน้ำพระเนตรไหล"
แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันเด่นชัดระหว่างทั้งสองพระองค์
(ฮีบรู 5:7; ลูกา 6:12)
พระเจ้าอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์เองไม่ได้
แม้กระทั่ง บัดนี้
พระคริสต์ก็ยังคงอธิษฐานต่อพระเจ้าเพื่อเรา
(โรม 8:26,27; 2 โครินธ์ 3:18)
ความสัมพันธ์ของพระคริสต์กับพระเจ้าตลอดชีวิตของพระคริสต์บนโลกไม่มีอะไรแตกต่างกับเวลานี้
พระองค์ยังคงเกี่ยวข้องกับพระเจ้าในฐานะที่พระเจ้าเป็นพระบิดาและพระเจ้าของพระองค์
ทั้งยังอธิษฐานทูลวิงวอนต่อพระเจ้าด้วย
ซึ่งเป็นสถานะเดิม
แม้หลังจากที่พระเยซูทรงฟื้นขึ้นจากความตายและเสด็จสู่สวรรค์
ตลอดชีวิตของพระองค์บนโลก
พระองค์ทรงเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า
(กิจการของอัครทูต 3:13,26; อิสยาห์ 42:1;
53:11)
ผู้รับใช้ทำตามความประสงค์ของเจ้านายและไม่มีทางที่จะมีสถานะเท่านายจ้าง
(ยอห์น 13:16)
พระคริสต์ทรงย้ำว่าอำนาจและสิทธิอำนาจที่พระองค์ทรงมีนั้นมาจากพระเจ้า
ไม่ใช่สิทธิของพระองค์เอง
"เราจะทำสิ่งใดตามอำเภอใจไม่ได้
เรามิได้มุ่งที่จะทำตามใจของเราเอง
แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้าผู้ทรงใช้เรามา
พระบุตรจะกระทำสิ่งใดตามใจไม่ได้"
(ยอห์น 5:30,19)
บทเรียนที่ 8:
คำถาม
1.
พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนหรือไม่ว่าพระเจ้าเป็นตรีเอกานุภาพ
ก) สอน
ข) ไม่สอน
2.
พระเยซูแตกต่างกับเราอย่างไร
ก) พระองค์ไม่เคยทำบาป
ข)
พระองค์เป็นพระบุตรองค์เดียวของพระเจ้า
ค)
พระองค์ไม่มีความเป็นไปได้ที่จะทำบาป
ง)
พระองค์ทรงถูกพระเจ้าบังคับให้กระทำแต่สิ่งชอบธรรม
3.
พระเยซูเหมือนพระเจ้าอย่างไร
ก)
พระองค์มีธรรมชาติของพระเจ้าในขณะที่พระองค์มีชีวิตบนโลก
ข)
พระองค์มีลักษณะที่สมบูรณ์แบบเหมือนพระเจ้า
ค)
พระองค์ทราบทุกอย่างที่พระเจ้าทรงทราบ
ง)
พระองค์เสมอภาคเทียบเท่ากับพระเจ้า
4.
พระเยซูเหมือนเราอย่างไร
ก)
พระองค์มีสิ่งล่อลวงใจและประสบการณ์ของมนุษย์เหมือนเรา
ข)
พระองค์ทำบาปในขณะยังเยาว์
ค)
พระองค์ต้องการความรอด
ง)
พระองค์มีธรรมชาติของมนุษย์
5.
ข้อใดต่อไปนี้เป็นความจริง
ก)
พระเยซูมีธรรมชาติและลักษณะที่สมบูรณ์แบบ
ข)
พระเยซูมีธรรมชาติที่มีบาปแต่มีลักษณะที่สมบูรณ์แบบ
ค)
พระเยซูเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์
ง)
พระเยซูมีธรรมชาติของอาดัมก่อนที่อาดัมจะทำบาป
|