บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม>>

พื้นฐานพระคริสตธรรมคัมภีร์

10.1 ชีวิตคริสเตียนเชิงปฏิบัติ

การศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์

หลังการรับบัพติศมา เราควรมี “ผลแห่งความบริสุทธิ์” นั่นคือ มีชีวิตอยู่โดยพระวิญญาณ ไม่ใช่โดยเนื้อหนัง (โรม 6:22; 8:11; กาลาเทีย 5:16,25) เรามีผลแห่งพระวิญญาณได้โดยพระวจนะของพระเจ้าในเรา (ยอห์น 15:7,8) เราถูกนำโดยพระวิญญาณในแง่ที่ว่าพระวิญญาณอยู่ในพระวจนะของพระองค์ ตลอดชีวิตของเรา เราควรอยู่ใกล้พระวจนะโดยการอ่านและศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์อย่างสม่ำเสมอ

การศึกษาพระวจนะทำให้รู้ถึงความจำเป็นที่จะต้องรับบัพติศมา เราควรจะยอมให้พระวจนะมีอิทธิพลต่อการกระทำและชีวิตของเราอยู่เสมอ การรับบัพติศมาเป็นเพียงก้าวแรกของชีวิตที่เชื่อฟังพระเจ้า ความคุ้นเคยกับพระคริสตธรรมคัมภีร์และหลักคำสอนอาจเป็นอันตรายได้อย่างแท้จริง เพราะทำให้เราไปถึงจุดที่พระวจนะของพระเจ้าไม่มีอิทธิพลต่อเราอีกต่อไป เราอ่านพระวจนะแต่เราไม่ได้รับอะไรเลย (ดูภาคผนวก 2) เราควรจะอธิษฐานสั้นๆ ก่อนการศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ "ขอเบิกตาข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะเห็นสิ่งมหัศจรรย์จากพระธรรมของพระองค์" (สดุดี 119:18)

พระวจนะของพระเจ้าควรจะเป็นอาหารประจำวันของเรา ที่พึ่งพิง และที่ปรารถนาของเรามากว่าอาหารทางเนื้อหนัง "ข้าตีราคาพระวจนะแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์สูงกว่าเจตนาของข้า" (โยบ 23:12) เยเรมีย์ กล่าวว่า "เมื่อพบพระวจนะของพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ก็กินเสีย พระวจนะของพระองค์เป็นความชื่นบานแก่ข้าพระองค์ และเป็นความปีติยินดีแห่งจิตใจของข้าพระองค์" (เยเรมีย์ 15:16) การแบ่งเวลาศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นสิ่งสำคัญที่ควรบรรจุไว้ในกิจวัตรประจำวัน การศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์สัก 30 นาที ในตอนเช้าจะทำให้เราเริ่มต้นวันใหม่ด้วยจิตวิญญาณที่ถูกที่ถูกทาง นิสัยการสร้างความเชื่อนี้จะมีค่าเป็นทองในวันแห่งการพิพากษา

เพื่อหลีกเลี่ยงการอ่านเฉพาะพระธรรมบางตอนที่เราคุ้นเคย คริสตาเดลเฟียน (Christadelphian) ได้จัดทำ “ไบเบิ้ลคอมพาเนียน” (Bible Companion) ขึ้นมา (สามารถสั่งซื้อได้จากผู้จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้) เพื่อนำเสนอข้อพระธรรมให้อ่านทุกวัน ทำให้เราได้อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ 2 ครั้ง และพระ
คริสตคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเดิม 1 ครั้ง ในเวลา 1 ปี เมื่อเราอ่านทุกวัน เราจะรู้สึกมีกำลังใจเมื่อคิดว่าผู้ที่เชื่อคนอื่นๆ ก็กำลังอ่านพระธรรมที่เราอ่านอยู่เช่นกัน เมื่อเราพบเพื่อนที่อ่านเล่มเดียวกัน เราสามารถสนทนาถึงเรื่องที่เราอ่านได้

 

10.2 การอธิษฐาน

ข้อปฏิบัติอีกข้อที่ควรพัฒนาคือการอธิษฐาน ซึ่งเตือนให้เราระลึกว่ามี “คนกลางแต่ผู้เดียวระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงสภาพเป็นมนุษย์” เปาโล
กล่าวว่า "เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าปรารถนาให้ผู้ชายทั้งหลายอธิษฐานในที่ทุกแห่ง ปราศจากโทโส และการเถียงกัน" (1 ทิโมธี 2:5-8) "เพราะว่า เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป เหตุฉะนั้น ขอให้เราทั้งหลายคงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ” (ฮีบรู 4:15,16)

การที่เรารับว่าพระคริสต์เป็นมหาปุโรหิตที่จะนำคำอธิษฐานของเราไปถึงพระเจ้า ควรจะทำให้เราอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอด้วยความเชื่อ คำอธิษฐานไม่ใช่รายการยาวเหยียดของความต้องการของเรา การขอบพระคุณสำหรับอาหารและความปลอดภัยในการเดินทางควรจะเป็นสิ่งสำคัญในคำอธิษฐานของเราด้วย

การมอบปัญหาของเราให้พระเจ้าโดยการอธิษฐานก็ให้สันติสุขแก่เรา "จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐานกับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้า ซึ่งเกินความเข้าใจ จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่าน" (ฟิลิปปี 4:6,7)

ถ้าคำอธิษฐานของเราเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า พระองค์ก็ทรงโปรดฟังเรา (1 ยอห์น 5:14) เราจะรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าได้ โดยการศึกษาพระวจนะของพระองค์ การศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์จะสอนเราถึงวิธีการอธิษฐานและสิ่งที่เราควรทูลขอ "ถ้า…ถ้อยคำของเราฝังอยู่ในท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดที่ท่านปรารถนา ก็จะได้สิ่งนั้น" (ยอห์น 15:7)

ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีตัวอย่างมากมายของการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ (สดุดี 119:164; ดาเนียล 6:10) การอธิษฐานทุกเช้าและค่ำ และการขอบพระคุณระหว่างวันน่าจะเป็นการอธิษฐานที่น้อยที่สุดที่เราควรกระทำ

 

10.3 การประกาศข่าวประเสริฐ

สิ่งล่อลวงใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการรู้จักพระเจ้าคือความเห็นแก่ตัวฝ่ายจิตวิญญาณ เราสามารถที่จะพอใจกับการมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระเจ้า ศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ จนเราลืมที่จะแบ่งปันสิ่งเหล่านี้กับคนอื่นๆ ทั้งพี่น้องที่เชื่อและโลกรอบข้าง พระวจนะของพระเจ้าและข่าวประเสริฐเป็นเสมือนตะเกียงที่ส่องสว่างในความมืด (สดุดี 119:105; สุภาษิต 4:18) พระเยซูตรัสว่าไม่มีผู้ใดจุดตะเกียง แล้วเอาถังครอบไว้ แต่ตั้งไว้เพื่อส่องสว่าง (มัทธิว 5:15) “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก" ด้วยเหตุที่ได้รับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ผู้เป็น "ความสว่างของโลก" (มัทธิว 5:14; ยอห์น 8:12) "นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้" (มัทธิว 5:14)

ถ้าเราดำเนินชีวิตตามข่าวประเสริฐ “ความบริสุทธิ์” ของเราจะเป็นพยานแก่คนที่เราอยู่ด้วย เราจะปิดบังความจริงไว้ไม่ได้ว่าเราถูก “แยกออกมาอยู่ใน” พวกที่มีความหวังในแผ่นดินของพระเจ้า และถูก “แยกออกมาจาก” วิถีทางฝ่ายเนื้อหนังของพวกเขา

เราควรจะหาโอกาสแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับความจริงเที่ยงแท้กับคนที่เราเกี่ยวข้องด้วย การหันเหคำสนทนาสู่สิ่งที่เป็นฝ่ายจิตวิญญาณ การสนทนาเรื่องหลักคำสอนกับสมาชิกของคริสตจักรอื่นๆ การแจกใบปลิว การลงโฆษณาเล็กๆ ในสื่อ ล้วนเป็นวิธีที่เราสามารถส่องสว่าง เราไม่ควรคิดว่าเราสามารถทิ้งงานการเป็นพยานไว้กับผู้ที่เชื่ออื่นๆ เราทุกคนต่างมีความรับผิดชอบส่วนบุคคล คริสตาเดลเฟียนมีองค์กรขนาดเล็ก ทว่ามีการริเริ่มประกาศข่าวประเสริฐอย่างกว้างขวางเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอื่นๆ เราต่างกระทำในสิ่งที่เราสามารถกระทำได้โดยอาศัยค่าใช้จ่ายส่วนบุคคลของเราเอง

วิธีที่ได้ผลดีที่สุดวิธีหนึ่งของการประกาศข่าวประเสริฐคือ การอธิบายความเชื่อของเราให้กับสมาชิกในครอบครัวเรา คนที่เราติดต่อด้วย และหุ้นส่วนที่ไม่รู้จักพระเจ้า แม้ว่าเราจะไม่ควรพูดซ้ำซากเพราะจะกลายเป็นความกดดันสำหรับคนเหล่านั้นไป การรับเชื่อเพราะความกดดันไม่ใช่สิ่งที่พระเจ้าทรงพอพระทัย หน้าที่ของเราคือการเป็นพยานโดยไม่คำนึงถึงการตอบสนอง เราต้องรับผิดชอบการเป็นพยานนี้
(เอเสเคียล 3:17-21) หากพระคริสต์เสด็จกลับมาในขณะที่เรายังมีชีวิตอยู่ "สองคนจะอยู่ในทุ่งนา จะทรงเอาไปคนหนึ่งละไว้คนหนึ่ง" (ลูกา 17:36) คงจะเป็นเรื่องแปลกมากหากเราไม่บอกเรื่องการเสด็จมาอีกครั้งของพระเยซูกับสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานของเราเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น

 

10.4 ชีวิตในคริสตจักร

เรากล่าวถึงความรับผิดชอบส่วนบุคคลฝ่ายจิตวิญญาณมาตลอดจนถึงบทเรียนนี้ อย่างไรก็ตาม เรามีหน้าที่ที่จะพบปะผู้คนที่มีความหวังเหมือนเรา และเราควรมีใจปรารถนาที่จะพบพวกเขา หลังรับบัพติศมาแล้ว เราเดินทางเข้าในถิ่นทุรกันดาร เพื่อไปให้ถึงแผ่นดินของพระเจ้า เป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะต้องการทำความรู้จักกับคนที่เดินทางเหมือนเรา เรามีชีวิตอยู่ในยุคสุดท้ายก่อนพระคริสต์เสด็จกลับมา เราต้องมีสามัคคีธรรมร่วมกับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเรา เพื่อเราจะสามารถเอาชนะความทุกข์ยากลำบากที่เราเผชิญอยู่ "อย่าขาดการประชุม แต่จงพูดหนุนใจกันให้มากยิ่งขึ้น เพราะท่านทั้งหลายก็รู้อยู่ว่าวันนั้นใกล้เข้ามาแล้ว" (ฮีบรู 10:25 เทียบ มาลาคี 3:16) ผู้ที่เชื่อควรจะพยายามทุกวิถีทางที่จะติดต่อกันหรือพบกันเพื่อศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ รับศีล และทำกิจกรรมการประกาศ

เรา "ถูกเรียกออกมา" จากโลกมาสู่ความหวังแห่งแผ่นดินของพระเจ้า คำว่า
"ปุโรหิต" หมายถึง "ผู้ที่ถูกเรียก" และคือผู้ที่เชื่อทุกคน คำในภาษากรีกที่แปลว่า
"คริสตจักร" ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ฉบับภาษาอังกฤษคือคำว่า "ecclesia"
(เอคเคลเซีย) ซึ่งหมายความว่า "ที่ประชุมของผู้ที่ถูกเรียกออกมา" หรือผู้ที่เชื่อ
คริสตจักรจึงหมายถึงกลุ่มผู้ที่เชื่อ ไม่ใช่สถานที่ที่ใช้พบปะกัน พวกคริสตาเดลเฟียนจึงใช้คำว่า “เอคเคลเซีย” แทนคำว่า “คริสตจักร”

เมื่อมีผู้ที่เชื่อจำนวนหนึ่งในเมืองหรือพื้นที่ใด พวกเขาจะหาสถานที่ที่จะพบปะกันอย่างสม่ำเสมอ อาจจะเป็นบ้านของใครคนหนึ่งในกลุ่มหรือเป็นสถานที่เช่า พวก
คริสตาเดลเฟียนมักจะใช้สถานที่ในโรงแรม สร้างโบสถ์ขึ้นมาเอง หรือบ้านส่วนตัวจุดประสงค์คือการสร้างสมาชิกโดยการศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นกลุ่มใหญ่ และการประกาศ กำหนดการในเอคเคลเซียของพวกคริสตาเดลเฟียนจะเป็นดังนี้

     วันอาทิตย์ 11.00 น. ศีลมหาสนิท

18.00 น. กิจกรรมการประกาศ

           วันพุธ 20.00 น. การศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์

เอคเคลเซียเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวของพระเจ้า สมาชิกจะช่วยเหลือเกื้อกูลกัน พระคริสต์ทรงเป็นตัวอย่างที่ดีมากในเรื่องนี้ แม้ว่าพระคริสต์จะมีจิตวิญญาณสมบูรณ์แบบ แต่พระองค์ทรง "รับใช้" คนอื่นๆ ทรงล้างเท้าสาวกในขณะที่พวกเขาโต้เถียงกันว่าใครจะเป็นใหญ่ที่สุด (ยอห์น 13:14,15; มัทธิว 20:25-28)

สิ่งที่สอนในเอคเคลเซียคือ พระวจนะของพระเจ้า เนื่องจากพระเจ้าเป็นชาย ผู้ชายเท่านั้นจึงควรเป็นคนสอนพระวจนะของพระเจ้า 1 โครินธ์ 14:34 บอกว่า "จงให้พวกผู้หญิงนิ่งเสียในที่ประชุม เพราะเขาไม่ได้รับอนุญาตให้พูด" 1 ทิโมธี 2:11-15 ให้เหตุผลย้อนไปถึงเหตุการณ์ในสวนเอเดน เอวาสอนให้อาดัมกระทำบาป ผู้หญิงจึงไม่ควรสอนผู้ชายอีก การที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างอาดัมก่อน แสดงว่า "ชายเป็นศีรษะของหญิง" (1 โครินธ์ 11:3) ดังนั้นผู้ชายจึงควรเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณไม่ใช่กลับกัน

"ให้ผู้หญิงเรียนอย่างเงียบๆ และด้วยใจนอบน้อม ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ผู้หญิงสิ่งสอนหรือใช้อำนาจเหนือผู้ชาย แต่ให้เขานิ่งๆ อยู่ ด้วยว่าพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างอาดัมขึ้นก่อนแล้วจึงถึงเอวา และอาดัมไม่ได้ถูกหลอกลวง แต่ผู้หญิงนั้นได้ถูกหลอกลวงจึงได้กระทำบาป แต่ถึงกระนั้นผู้หญิงก็จะรอดได้ด้วยการมีบุตร ถ้ายังดำรงอยู่ในความเชื่อ ในความรักและในความบริสุทธิ์ ด้วยความสงบเสงี่ยม" (1 ทิโมธี 2:11-15)

พระคริสตธรรมคัมภีร์จำกัดบทบาทของชายและหญิงไว้อย่างชัดเจน ผู้หญิงถูกกำหนดให้ "มีสามี มีบุตร และดูแลบ้านเรือน" (1 ทิโมธี 5:14) แปลว่าขอบเขตของการดูแลฝ่ายจิตวิญญาณอยู่ที่บ้าน งานที่เอคเคลเซียจึงเป็นหน้าที่ของผู้ชาย หลักปฏิบัตินี้ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับทฤษฎีความเสมอภาคระหว่างเพศ ในขณะที่ผู้หญิงทำงานเรียกร้องสิทธิที่จะเสมอภาคกับสามีในทุกๆ ด้านตั้งแต่การจัดการเรื่องการเงินในบ้านไปถึงการสวมเสื้อผ้าแบบที่ใช้ได้กับทั้งสองเพศ การมีบุตรกลายเป็นเรื่องของความไม่สะดวก ผู้ที่เชื่ออย่างแท้จริงจะตกใจกับแนวคิดของโลกปัจจุบัน แม้ว่าการรักษาสมดุลของแนวคิดจะเป็นสิ่งที่จำเป็น

ฝ่ายสามีจงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร (เอเฟซัส 5:25)

"ท่านทั้งหลายที่เป็นสามีก็เช่นกัน จงอยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในเธอ จงให้เกียรติแก่ภรรยา เพราะเป็นเพศที่อ่อนแอกว่า และเพราะท่านทั้งสองได้รับชีวิตอันเป็นพระคุณเป็นมรดก" (1 เปโตร 3:7)

การรับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์ทำให้ชายและหญิงเท่าเทียมกัน (กาลาเทีย 3:27; 1 โครินธ์ 11:11) แต่ไม่มีผลกระทบต่อหลักการที่ว่า "ชายเป็นศีรษะของหญิง" (1
โครินธ์ 11:3) ในทางปฏิบัติและทางจิตวิญญาณทั้งในครอบครัวและในเอคเคลเซีย

เพื่อแสดงว่าเคารพต่อหลักการนี้ ผู้หญิงจะต้องคลุมศีรษะเมื่อผู้ชายสอนพระวจนะของพระเจ้า หมายความว่าผู้หญิงควรคลุมศีรษะทุกครั้งที่มีการประชุมในเอคเคลเซีย ความแตกต่างของบทบาทของชายและหญิงดูได้จากการไว้ผม (1 โครินธ์ 11:14,15) "ผู้หญิงที่อธิษฐาน ถ้าไม่มีผ้าคลุมศีรษะ ก็ทำความอัปยศแก่ศีรษะ (สามีของนาง ข้อ 3) เพราะเหมือนกับว่านางได้โกนผมเสียแล้ว ถ้าผู้หญิงจะไม่คลุมศีรษะ ก็ควรจะโกนผมเสีย แต่ถ้าการที่ผู้หญิงจะตัดผมหรือโกนผมนั้น เป็นสิ่งที่น่าอับอาย จงเอาผ้าคลุมศีรษะเสีย ด้วยเหตุนี้เอง ผู้หญิงจึงควรจะเอาสัญลักษณ์แห่งอำนาจนี้คลุมศีรษะ" (1 โครินธ์ 11:5,6,10)

 

10.5 ศีลมหาสนิท

พร้อมกับการอธิษฐานและอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ การเชื่อฟังพระบัญชาของพระคริสต์ในการรับศีลมหาสนิทเพื่อระลึกถึงพระองค์ก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก
"จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึงเรา" (ลูกา 22:19) พระองค์ทรงประสงค์ให้ผู้ที่ติดตามพระองค์กระทำเช่นนี้อย่างสม่ำเสมอจนถึงวันที่พระองค์เสด็จกลับมา เมื่อพระองค์จะหักขนมปังและดื่มน้ำองุ่นกับพวกเขาอีกครั้ง (1 โครินธ์ 11:26; ลูกา 22:16-18)

ขนมปังเป็นตัวแทนพระกายของพระคริสต์ซึ่งถูกตรึงกางเขนเพื่อเรา และน้ำองุ่นเปรียบเป็นพระโลหิตของพระองค์ (1 โครินธ์ 11:23-27) ผู้ที่เชื่อในสมัยแรกๆ จะรับศีลมหาสนิทกันบ่อยครั้ง (กิจการของอัครทูต 2:42,46) อาจจะสัปดาห์ละครั้ง (กิจการของอัครทูต 20:7) ถ้าเรารักพระคริสต์จริง เราจะเชื่อฟังพระบัญชาของพระองค์ (ยอห์น 15:11-14) ถ้าเรามีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับพระองค์ เราจะปรารถนาที่จะระลึกถึงพระองค์ตามที่พระองค์ตรัสสั่ง และหนุนใจตัวเองที่จะรำลึกถึงความรอดยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้รับ การคิดถึงความทุกข์ทรมานของพระองค์บนกางเขนจะช่วยทำให้ความทุกข์ยากของเรากลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป

ศีลมหาสนิทคือพิธีเพื่อการรำลึกถึง ไม่มีความอัศจรรย์ใดๆ เกิดขึ้นหลังรับศีลนี้ เป็นเหมือนการเลี้ยงฉลอง เทศกาลปัสกาภายใต้ธรรมบัญญัติของโมเสส (ลูกา 22:15; 1 โครินธ์ 5:7-8) ซึ่งเป็นการเลี้ยงฉลองเพื่อรำลึกถึงการที่พระเจ้าปลดปล่อยอิสราเอลจากอียิปต์ การรับศีลมหาสนิทจะทำให้เราระลึกถึงความรอดจากบาปโดยทางพระคริสต์ เราจึงสมควรที่จะปรารถนาที่จะรับศีลนี้

การรับศีลมหาสนิททำให้ความรักของพระคริสต์สำหรับเรากลับเป็นจริงอีกครั้ง การรับศีลมหาสนิทสัปดาห์ละครั้งถือเป็นสัญลักษณ์ของการมีจิตวิญญาณที่เข้มแข็ง ถ้ารับศีลนี้พร้อมกับผู้ที่เชื่อคนอื่นๆ ไม่ได้ ก็ควรจะรับศีลนี้คนเดียว ไม่มีข้ออ้างใดๆ ที่จะหยุดเราจากการรักษาพระบัญชานี้ แม้ในยามวิกฤติ การขาดแคลนขนมปังและน้ำองุ่น ก็ไม่ควรทำให้เราขาดจากการระลึกถึงพระคริสต์ โดยวิธีที่พระองค์ทรงกำหนดขึ้น พระเยซูผู้ทรงใช้ "ผลแห่งเถาองุ่น" (ลูกา 22:18) เราจึงควรใช้น้ำองุ่นแดง

การรับสัญลักษณ์ของความทุกข์ทรมนานและการเสียสละของพระคริสต์ถือเป็นเกียรติสูงสุด และควรจะกระทำด้วยความตั้งใจที่ถูกต้อง "เมื่อท่านทั้งหลายกินขนมปังนี้และดื่มจากถ้วยนี้เวลาใด ท่านก็ประกาศการวายพระชนม์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เหตุฉะนั้น ถ้าผู้ใดกินขนมปังหรือดื่มจากถ้วยขององค์พระผู้เป็นเจ้าอย่างไม่สมควร ผู้นั้นทำผิดต่อพระกายและพระโลหิตขององค์พระผู้เป็นเจ้า (1 โครินธ์ 11:26,27) การรับศีลมหาสนิทจึงควรรับในสถานที่ซึ่งผู้รับจะไม่ถูกรบกวน จึงอาจจะรับศีลนี้ในช่วงเช้าหรือค่ำ "ขอให้ทุกคนพิจารณาตนเองแล้วจึงกินขนมปังและดื่มจากถ้วยนี้" (1 โครินธ์ 11:28) เราควรจะมุ่งความคิดไปยังการเสียสละชองพระคริสต์ อาจจะโดยการอ่านพระธรรมที่บันทึกการตรึงกางเขนพระองค์ก่อนที่เราจะรับศีล

การรับศีลที่ถูกต้อง ควรจะมีขั้นตอนดังนี้

1. อธิษฐาน ทูลขอพระเจ้าทรงอวยพระพรที่ประชุม ทรงเปิดตาเราให้เห็นพระวจนะของพระองค์ ทรงให้เราจดจำความต้องการของผู้ที่เชื่ออื่นๆ สรรเสริญพระองค์สำหรับความรักของพระองค์โดยเฉพาะที่สำแดงในพระคริสต์ และทูลเรื่องอื่นๆ

2. อ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์สำหรับวันนั้นตามหนังสือไบเบิ้ล คอมพาเนียน (Bible Companion)

3. ครุ่นคิดบทเรียนในข้อ 2 หรืออ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์เฉพาะทำให้เราระลึกถึงพระคริสต์

4. อ่าน 1 โครินธ์ 11:23-29

5. ใช้เวลาเล็กน้อยสงบใจสำรวจตัวเอง

6. อธิษฐานเพื่อขนมปัง

7. หักขนมปังและรับประทานชิ้นเล็กๆ

8. อธิษฐานเพื่อน้ำองุ่น

9. จิบน้ำองุ่น

10. อธิษฐานปิด

การรับศีลมหาสนิทควรใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง

10.6 การแต่งงาน

เราจะกล่าวถึงผู้ที่โสดในขณะที่รับบัพติศมา มีพระธรรมหลายหนุนใจผู้ที่เป็นโสดให้พิจารณาทางเลือกที่จะเป็นโสด เพื่อที่จะอุทิศตัวทำงานของพระเจ้า (1
โครินธ์ 7:7-9; 32-38; 2 ทิโมธี 2:4; มัทธิว 19:11,12;29; ปัญญาจารย์ 9:9) "ถ้าท่านจะแต่งงานก็ไม่มีความผิด" (1 โครินธ์ 7:28) สาวกหลายคนมีครอบครัวแล้ว (1 โครินธ์ 9:5) และการแต่งงานที่พระเจ้าออกแบบไว้คือ การแต่งงานที่นำมาซึ่งประโยชน์ทางร่างกาย และจิตวิญญาณ "จงให้การสมรสเป็นที่นับถือแก่คนทั้งปวง และให้เตียงสมรสปราศจากความชั่วช้า" (ฮีบรู 13:4) "ไม่ควรที่ชายผู้นี้จะอยู่คนเดียว" พระเจ้าจึงได้สถาปนาการแต่งงานขึ้น (ปฐมกาล 2:18-24) "บุคคลที่พบภรรยาก็พบของดี และได้ความโปรดปรานจากพระเจ้า ภรรยาที่หยั่งรู้ก็มาจากพระเจ้า" (สุภาษิต 18:22;19:14)

ความหมายของพระธรรมทั้งหมดนี้คือการมีความปรารถนาทางเพศที่ไม่ได้อยู่ในการแต่งงานก็คือการล่วงประเวณี พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่จะกล่าวถึงการกระทำผิดศีลธรรมอย่างมากมาย เช่น การล่วงประเวณี การคบชู้สู่ชาย เป็นต้น และมักจะปรากฏอยู่ในจดหมายเกือบทุกฉบับ เช่น กิจการของอัครทูต 15:20; โรม 1:29; 1 โครินธ์ 6:9-18,10:8; 2 โครินธ์ 12:21; กาลาเทีย 5:19; เอเฟซัส 5:3; โคโลสี 3:5; 1 เธสะโลนิกา 4:3; ยูดาห์ 7; 1 เปโตร 4:3; วิวรณ์ 2:21

ปฐมกาล 2:24 เผยให้เห็นถึงบาปของการรักร่วมเพศ เพราะเป็นพระประสงค์ของพระจ้าที่จะให้ชายและหญิงแต่งงานและผูกพันกัน พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างผู้หญิงไม่ใช่ผู้ชายเพื่อมาช่วยอาดัม การที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์กันจะถูกพิพกาษาอยู่เสมอในพระคริสตธรรมคัมภีร์ และเป็นบาปที่ทำให้เมืองโสโดมถูกทำลาย (ปฐมกาล 18,19) เปาโลพูดอย่างชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวเป็นการยั่วยุโทสะของพระเจ้าและทำให้เขาไม่ได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า (โรม 1:18-32; 1 โครินธ์ 6:9,10)

การที่เราเคยกระทำบาปดังกล่าว ไม่ควรทำให้เราคิดว่าเราอยู่เกินเงื้อพระหัตถ์ของพระเจ้าที่จะยื่นมาช่วยเราได้ พระเจ้าทรงเต็มเปี่ยมไปด้วยการอภัยโทษ และควรจะได้รับความรักตอบแทนจากผู้ที่ได้รับการอภัยโทษจากพระองค์ (สดุดี 130:4)
เอคเคลเซียที่เมืองโครินธ์ ก็มีคนที่จะต้องสำนึกบาปเช่นนี้ "แต่ก่อนมีบางคนในพวกท่านเป็นคนอย่างนั้น แต่ท่านได้รับการชำระแล้ว ได้รับการทำให้บริสุทธิ์ ได้รับการทำให้เป็นผู้ชอบธรรมในพระนามของพระเยซูคริสต์เจ้า" (1 โครินธ์ 6:9-11)

 

10.7 สามัคคีธรรม

คำกรีกที่แปลมาเป็นคำว่า "สามัคคีธรรม" และ "ที่ประชุม" อธิบายถึงการมีอะไรพื้นฐานที่เหมือนกัน เช่น ที่ประชุมสามัญ คำว่าที่ประชุมเกี่ยวข้องกับคำว่า สื่อสาร เพราะเรารู้และปฏิบัติตามวิถีทางของพระเจ้า เราจึงมีสามัคคีธรรมกับพระองค์และคนอื่นๆ ที่ปฏิบัติเหมือนเราโดยการ "เข้าใจพระคริสต์" เป็นการง่ายที่จะละทิ้งความรับผิดชอบการที่เราต้องมีสามัคคีธรรมกับคนอื่น "จงอย่าละเลยที่จะกระทำการดี และจงแบ่งปันข้าวของซึ่งกันและกัน" (ฮีบรู 13:16) ฟิลิปปี 1:5 "พูดถึงการมีส่วนในข่าวประเสริฐด้วยกัน" สามัคคีธรรมของเราจึงมีพื้นฐานอยู่ที่หลักคำสอนซึ่งประกอบเป็นข่าวประสริฐ สามัคคีธรรมของผู้ที่เชื่อแท้จริง จึงยิ่งใหญ่กว่าการชุมนุมใดๆ ขององค์กรหรือคริสตจักร การสามัคคีธรรมนี้ทำให้พวกเขาเดินทางรอนแรมเพื่อจะมีสามัคคีธรรมร่วมกันและเพื่อเยี่ยมเยียนผู้ที่เชื่อที่อยู่ห่างไกลและโดดเดี่ยว เปาโล
กล่าวถึง "สามัคคีธรรมฝ่ายจิตวิญญาณ" (ฟิลิปปี 2:1) คือสามัคคีธรรมบนพื้นฐานของการปฏิบัติตามพระวิญญาณบริสุทธิ์

สิ่งสำคัญของสามัคคีธรรมคือการรักษาศีลมหาสนิท ผู้ที่เชื่อในสมัยแรกๆ
"ขะมักเขม้น" ฟังคำสอนของจำพวกอัครทูตและร่วมสามัคคีธรรม ทั้งขะมักเขม้นในการหักขนมปังและการอธิษฐาน ด้วยความชื่นชมยินดีและใจกว้างขวาง" (กิจการของอัครทูต 2:42,46) สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนความหวังของเราจะผูกเราเข้าด้วยกันด้วยใจกว้างขวาง ถ้าเราแบ่งปันสัญลักษณ์นั้นให้กันและกัน "ถ้วยแห่งพระพร ซึ่งเราได้ขอพระพรนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระโลหิตของพระคิรสต์มิใช่หรือ ขนมปังซึ่งเราหักนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรามีส่วนร่วมในพระกายของพระคริสต์มิไใช่หรือ แม้เราซึ่งเป็นบุคคลหลายคน แต่เนื่องจากมีขนมก้อนเดียว เราจึงเป็นร่างกายเดียว เพราะว่าเราทุกคนรับประทานขมมก้อนเดียวกัน" (1 โครินธ์ 10:16-17) เราจึงต้องแบ่งปันสัญลักษณ์ของการเสียสละของพระคริสต์กับคนที่ได้รับประโยชน์จากการงานของพระองค์ผู้ซึ่งรับประทานขนมปังก้อนเดียวกัน ผู้ที่รับบัพติศมาเข้าในพระคริสต์คือผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการงานของพระองค์ เป็นเรื่องน่าหัวเราะที่เราจะแบ่งปันสัญลักษณ์นี้กับคนที่ไม่เข้าข่ายนี้

การมีสามัคคีธรรมกับพระเจ้าและพระคริสต์ รวมทั้งผู้ที่เชื่อคนอื่นๆ ได้ขึ้นอยู่กับความเห็นชอบของเราต่อความจริงในหลักคำสอนเท่านั้น วิถีชีวิตของเราจะต้องสอดคล้องกับหลักการของคำสอนด้วย "พระเจ้าทรงเป็นความสว่าง และความมืดในพระองค์ไม่มีเลย ถ้าเราจะว่าเราร่วมสามัคคีธรรมกับพระองค์และยังดำเนินอยู่ในความมืด เราก็พูดมุสา และไม่ได้ดำเนินชีวิตตามความจริง แต่ถ้าเราดำเนินอยู่ในความสว่างเหมือนอย่างพระองค์ทรงสถิตในความสว่าง เราก็ร่วมสามัคคีธรรมซึ่งกันและกัน และพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระองค์ก็ชำระเราทั้งหลายให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น" (1 ยอห์น 1:5-7)

สามัคคีธรรมจะลดลงเรื่องๆ เมื่อผู้ที่เชื่อเริ่มดำเนินชีวิตในทางที่ขัดแย้งกับคำสอนในพระคริสตธรรมคัมภีร์ "อย่าเข้ามีส่วนกับกิจการของความมืดอันไร้ผล แต่จงเผยกิจการนั้นให้ปรากฏดีกว่า" (เอเฟซัส 5:11) ความพยายามทุกอย่างควรจะถูกทุ่มเทไปเพื่อให้ได้พวกเขากลับมาเหมือนผู้เลี้ยงแกะที่ดีที่ตามหาแกะที่หลงหาย (ลูกา 15:1-7)

2 โครินธ์ 6:14-18 บอกว่า "อย่าเข้าเทียมแอกกับคนที่ไม่เชื่อ เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร จงออกจากหมู่พวกเขาเหล่านั้น และจงแยกตัวออกจากเขาทั้งหลาย แล้วเราจึงจะรับพวกเจ้าทั้งหลาย เราจะเป็นดังบิดาของพวกเจ้า และพวกเจ้าจะเป็นบุตรชายบุตรหญิงของเรา" พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพทั้งสิ้นได้ตรัสดังนั้น

พระวจนะของพระเจ้าเป็นแสงสว่าง เราจึงไม่ควรมีสามัคคีธรรมกับคริสตจักรที่สอนผิดๆ ไม่แต่งงานกับคนที่ไม่รู้จักความจริง และควรจะรังเกียจวิถีของโลก เมื่อเราแยกตัวจากโลก เราได้รับเกียติของการเป็นบุตรของพระเจ้า มีคริสตจักรแท้เพียง
คริสตจักรเดียว และมีกายเดียว (เอเฟซัส 1:23) ซึ่งตั้งอยู่บนผู้ที่ยึดอยู่กับความหวังเดียว และมีกายเดียว พระเจ้าองค์เดียว บัพติศมาเดียว และความเชื่อเดียว
(เอเฟซัส 4:4-6) เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นส่วนหนึ่งในกายเดียว แล้วยังมีสามัคคีธรรมกับองค์กรศาสนาอื่นๆ ที่ไม่ยึดอยู่กับความเชื่อเดียว ความสว่างไม่เข้าสนิทกับความมืด ถ้าเราเลือกที่จะมีสามัคคีธรรมกับความมืด เราก็ประกาศตัวว่าอยู่ในความมืด

ไม่มีคำว่าความสัมพันธ์อย่างครึ่งๆ กลางๆ ในความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า เราอยู่ในพระคริสต์ โดยการรับบัพติศมา หรือไม่เราก็อยู่ภายนอกพระคริสต์ เราอยู่ในความสว่าง เพราะเราเชื่อในหลักคำสอนและเชื่อฟังทำตามคำสอนนั้น หรือไม่ก็อยู่ในความมืด คนเราจะเหยียบเรือสองแคมไม่ได้

การที่เรารู้เรื่องเหล่านี้ทำให้เรามีความรับผิดชอบต่อพระเจ้า เราไม่ได้เดินถนนหรือดำเนินชีวิตเหมือนอย่างคนธรรมดาทั่วไป พระเจ้ากำลังเฝ้าดูการตอบสนองของเราอยู่ พระเจ้า พระเยซู และผู้ที่เชื่อ ต่างประสงค์ให้ท่านตัดสินใจอย่างถูกต้อง แต่แม้ว่าพระเจ้าทรงโปรดประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาสิ้นพระชนม์แทนเรา ก็ไม่สามารถช่วยให้ท่านได้รับความรอดได้ เพราะความรอดได้มาด้วยการตัดสินใจของตัวท่านเอง เราจึงขอให้ท่านตัดสินใจและรับบัพติศมา ท่านสามารถเขียนถึงเราตามที่อยู่ข้างหน้าหนังสือเล่มนี้ เรายินดีที่จะดำเนินการให้ท่าน

1 พระเจ้า
2 พระวิญญาณของพระเจ้า
3 พระสัญญาของพระเจ้า
4 พระเจ้ากับความตาย
5 แผ่นดินของพระเจ้า
6 พระเจ้าและความชั่วร้าย
7 การบังเกิดพระเยซู
8 ธรรมชาติของพระเยซู
9 การรับบัพติศมา
10
ชีวิตในพระคริสต์

  


คำเผยพระวจนะส่วนตัว

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook