บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

สงครามศาสนา

ปฐมเหตุแห่งศาสนาสงครามในเชิงประวัติศาสตร์

ก่อนจะเข้าสู่เนื้อหาสาระสำคัญอันแท้จริงของเรื่องตามที่ได้ตั้งชื่อไว้ว่า สงครามศาสนา ควรจะคลี่คลายปัญหาสำคัญประการหนึ่งเสียก่อน คือ ปัญหาที่เป็นคราบติดใจอยู่ว่า ทำไมศาสนาจึงกลายเป็นตัวการสำคัญที่ผลักหลังมนุษย์ให้ฆ่ากันใหญ่โตจนเกิดเป็นสงครามไม่รู้จบ ที่ถูกต้องแล้ว ศาสนาน่าจะเป็นตัวช่วยยับยั้งสงครามมากกว่า การที่ศาสนากลายเป็นตัวก่อสงคราม ดังนั้นเราควรจะศึกษาศาสนาเชิงประวัติศาสตร์เสียก่อน

ศาสนาฮินดู

ในส่วนที่เป็นตำนาน ปรากฏว่า ศาสนาฮินดูได้มีการทำสงครามที่ใหญ่โตถึง 2 ครั้ง โดยเคารพนับถือกัน ว่าการทำสงคราม 2 ครั้งนี้ คือประวัติอันสำคัญสูงสุดของการแสดงอภินิหารอันยิ่งใหญ่แห่งพระเป็นเจ้าของตนและบันทึกรายละเอียตเป็นคำประพันธ์ ซึ่งเคารพนับถือเป็นคำภีร์สำคัญ 2 คำภีร์ คือ มหากาพย์รามายณะ และ มหากาพย์มหาภารตะ อันนี้คือข้อชี้ชัดว่า ชาวฮินดูมีความสำนึกในความสำคัญของประวัติการณ์ 2 เรื่องนี้ มหากาพย์รามายณะ มาแพร่กระจายในไทยเป็นวรรณคดีเรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งแปลได้ว่า เรื่องราวอันเป็นเกียรติ์ประวัติของพระราม พระรามนั้นคือพระนารายณ์ซึ่งเป็นพระเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งของฮินดู ได้ทรงอวตารลงมาปราบยักษ์ซึ่งมีประมุขชื่อว่าทศกัณฐ์ เรื่องราวทั้งหมดในมหากาพย์รามายณะที่ไทยเรารู้จักเรื่อง รามเกียรติ์นั้น ไม่มีอะไรอื่นนอกจากการทำสงครามฆ่าฟันกันโดยตลอด ถึงขนาดเผาบ้าน เผาเมืองเผาปราสาท

ในด้านประวัติศาสตร์ ก็ยอมรับกันว่า ประวัติการณ์ในมหากาพณ์รามายณะนั้น มีเค้าความเป็นจริงอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาวอารยันซึ่งอพยพมาจากใจกลางทวีปเอเชียเข้ามาในประเทศอินเดียในปัจจุบัน แต่เป็นดินแดนที่มีพวกมิลักขะเป็นเจ้าของอยู่แล้ว เปรียบเสมือนพวกยักษ์เป็นชนพื้นเมืองมิลักขะ แล้วพระรามเปรียบเสมือนพวกอารยัน ที่อพยพเข้ามารุกไล่ปราบปราม จึงมีอำนาจเข้าครอบงำปกครองอินเดียทั้งหมด พวกมิลักขะต้องตกอยู่ในอำนาจของพวกอารยันโดยสิ้นเชิง

อีกคำภีร์หนึ่งคือ มหากาพย์มหาภารตะ คำภีร์สำคัญนี้เนื้อหาสาระตลอดเรื่องไม่มีอะไรอื่นนอกจากฆ่าฟันล้างผลาญกันของลูกพี่ลูกน้อง ปาณฑพ และ เการพ โดยบทบาทสำคัญของพระเป็นเจ้าเป็นผู้ปั่นป่วนยั่วยุให้ทำสงครามล้างโคตรกัน

เป็นอันว่ามหากาพย์รามายณะ และ มหากาพย์มหาภารตะ เป็นคำภีร์สำคัญ 2 คำภีร์ของชาวฮินดู ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระเป็นเจ้าแห่งศาสนาของพวกเขานั้น เป็นจอมทัพล้างผลาญผู้คนมาแล้วอย่างโชกโชน และมีส่วนเกี่ยวข้องในการทำให้เกิดสงครามนั้น เป็นที่ยึดถือและเชิดชูว่า การสงครามนั้น คือ กิจกรรมอันเป็นเกียรติประวัติซึ่งควรแก่การเคารพบูชา และเคารพนับถือว่าเป็นเยี่ยมยอดทางเชิงปัญญาและศักดิ์สิทธิ์มาจนถึงบัดนี้

จึงจะน่าสรุปได้ว่า ชาวฮินดู ไม่ได้รังเกียจสงครามโดยแท้แล้วกลับจะสรรเสริญสงครามว่า เป็นเกียรติศักดิ์ด้วยซ้ำ จึงไม่เป็นการผิดว่า เป็นศาสนาหนึ่งที่ได้ชื่อว่า ศาสนาสงคราม

ศาสนายิว

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ดูเหมือนไม่มีชนชาติใดที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยากลำบากแสนสาหัสเท่ากับชาวยิว (หรือชาวฮิบรูหรือชาวอิสราเอล) เริ่มตั้งแต่เป็นทาสอียิปต์เป็นเวลา 400 ปี มีชีวิตร่อนเร่ในทะเลทรายเป็นเวลา 40 ปีก่อนที่จะมีดินแดนอาระเบียอยู่เกือบตลอดเวลาเพื่อความอยู่รอดของชนชาวยิว

จากที่ชาวฮิบรูในอิยิปต์ต้องเดือนร้อนอย่างแสนสาหัสจากการเป็นทาสของอิยิปต์ โมเสสจึงตัดสินใจที่จะพาพวกของตนอพยพกลับคืนแผ่นดินเดิม เมื่อขบวนอพยพมาถึงฝั่งทะเลแดงนั่นพระเป็นเจ้าท่านบัลดาลให้น้ำในทะเลแดงแห้งหายไปเป็นทางให้ขบวนอพยพผ่านไปได้ แต่พอกองทัพอียิปต์ติดตามลงไปถึงกลางทะเลแดง พระเจ้าบัลดาลให้น้ำทะเลขึ้นมาท่วมกองทัพอียิปต์ตาย การอพยพอันแสนลำบาก โมเสสใช้บัญญัติ 10 ประการ ขึ้นต้นด้วยข้อว่า อย่านับถือพระเจ้าอื่น และลงท้ายด้วยข้อห้ามไม่ให้โลภเอาของผู้อื่น หรือ เพื่อนบ้าน ช่วยนำพาขบวนอพยพเดินทางผ่านดินแดนที่ทุรกันดารไปได้จนประสบความสำเร็จ จากเหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าโมเสสได้ให้พระเจ้าของพวกเขาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ ให้ทำการณ์ที่ตั้งใจสำเร็จ

ประวัติศาสตร์ของชนชาติยิวหรือฮิบรูนั้นเป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้มาตลอด ผู้นำของชาวฮิบรูได้นำเอาพระเจ้ามาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในการทำสงคราม เพื่อให้หลุดพ้นจากการถูกรังแกของชนชาติ ชนเผ่า อื่นๆที่อยู่ล้อมกรอบ หลักการสูงสุดนี้คือหลักการที่ว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน คือ ทำใครแขนเขาขาด ก็ต้องถูกตัดแขน ทำใครเขาบอด ก็ต้องถูกควักลูกตา

จึงไม่มีข้อโต้แย่งมุมใดเลยที่จะบอกได้ว่า ศาสนายิว ไม่ใช่ ศาสนาสงคราม ศาสนาคริสต์

ผลสำเร็จทางการเมืองอันยิ่งใหญ่ เมื่อถึงรัชสมัยพระเจ้าคอนสแตนติน พวกคริสเตียนได้มีส่วนเป็นฐานอำนาจให้พระองค์ได้ขึ้นครองบัลลังก์และกลายเป็นจักรพรรดิ์ผู้ยิ่งยงของโรมัน ศาสนาคริสต์จึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นศาสนาประจำชาติ จนกระทั่งแผ่อำนาจปกคลุมยุโรปได้ทั้งหมด

นักวิชาการคริสต์ชื่อ กราเทียน เดอวิเทอเรียนและซูอาเรส์ทำให้สามารถสร้างทฤษฎีเรื่องสงครามชอบธรรมในกรอบของศาสนาคริสต์ขึ้นมาชาวคริสเตียนเชื่อว่าสงครามป้องกันตัวเองและศาสนา ไม่ขัดกับคำสอนในศานาคริสต์ที่มีอยู่ในคัมภีร์ทั้งสองเพื่อชาวคริสเตียนจะได้ไม่รู้สึกบาปเมื่อเข้าร่วมในสงครามประเภทนี้ทฤษฎีของซูอาเรส์กำหนดว่าสงครามชอบธรรมจะต้องมีองค์ประกอบดังนี้คือ

  1. ประกาศโดยผู้มีอำนาจทางกฎหมาย
  2. เรามีสาเหตุที่สูงส่งเช่นเพื่อสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม โลกหรือเพื่อคุ้มครองศาสนา
  3. ผู้ทำสงครามมีเจตนาดีไม่ได้คิดแค้นหรือต้องการประโยชน์ส่วนตัว
  4. ใช้อาวุธที่เหมาะสมทำสงครามไม่ใช่อาวุธที่มีอานุภาพการทำลายร้ายแรงมหาศาล
  5. เป็นการทำสงครามต่อศัตรูโดยตรง
  6. ไม่ทำอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ เช่นเด็กผู้หญิงคนชราและผู้ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามด้วยการทำให้บุคคลเหล่านั้นสูญเสียสิ่งทดแทนไม่ได้เช่นชีวิต
  7. เป็นวิธีสุดท้ายไม่มีทางเลือกอื่นและ
  8. มีทางประสบความสำเร็จได้

ทฤษฎีนี้เป็นความพยายามของคริสจักรที่เกิดจากการยอมรับความจริงของโลกว่าสงครามเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ตลอดไปเงื่อนไขต่างๆที่กำหนดไว้เป็นวิธีป้องกันไม่ให้สงครามสร้างความหายนะให้แก่ผู้เกี่ยวข้องโดยความจำเป็นเหมือนการป้องกันไม่ให้ไฟที่มีอยู่แล้วรุกโชนที่มีมากเกินไปจนอันตรายตัวเราและผู้อื่น ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับกันทั่วไปในบรรดานักวิชาการศาสนาคริสต์ ทั้งชาวคาทอลิค และโปรเตสแตนท์

ศาสนาอิสลาม

การทำสงครามกับผู้นับถือศาสนาอื่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของศาสนาอิสลามเท่านั้น ไม่ได้เป็นคำสอนสำคัญของศาสนาอิสลามเหมือนกับเรื่องสันติภาพ ศาสนาอิสลามไม่ได้สอนให้คนเราทำลายชีวิตผู้นับถือศาสนาอื่น การสู้รบระหว่างชาวมุสลิมกับชาวเมกกะในสมัยพระมะหะหมัดยังมีชีวิตอยู่ หลักสำคัญของการต่อสู้นั้นคือเพื่อความอยู่รอด เพื่อปกป้องชีวิตของชาวมุสลิมและศาสนาอิสลามไม่ให้ถูกทำลายไป

แต่จากข้อความนี้ “โดยสั่งการว่า ถ้าประสงค์ให้พระมะหะหมัดไปอยู่ยังเมืองยาถริบแล้ว ชาวเมืองยาถริบจะต้องเต็มใจร่วมมือกับพระมะหะหมัด ทำสงครามศาสนา เพื่อให้พระอ่าหล่า เป็นเทพแต่องค์เดียว ตลอดทั้งประเทศอาหรับ...” เป็นข้อความที่พระมะหะหมัดส่งฑูตไปติดต่อเจรจากับเมืองยาถริบ เพื่อร่วมมือทำสงครามศาสนากับเมืองเมกกะในตอนเริ่มต้นที่จะก่อตั้งศาสนาอิสลามขึ้นมาในโลก เมื่อปักหลักได้แล้วด้วยการทำสงครามปราบปรปักษ์ผู้ขัดขวางได้ราบคาบ การเผยแผ่ศาสนาก็เร่งรุดไปในแนวทางแห่งการทำสงคราม เช่นกัน ดังนี้ “ พระมะหะหมัดก็เริ่มปราบปรามประเทศอาหรับทั้งหมด ด้วย สงครามศาสนา เพื่อให้ประชาชนมาเข้าอิสลาม”

จีฮัดหรือที่เข้าใจกันว่าเป็นศาสนาสงครามนั้น เป็นคำที่ใช้ครั้งแรกในสมัยพระศาสนา เป็นการสู้รบโดยมีศาสนาเป็นเหตุสำคัญ พระศาสดากล่าวว่าคนที่ต้องการทำลายศาสนาอิสลามเป็นศัตรูของพระองค์และนักรบชาวมุสลิมที่เสียชีวิตในการรบนี้จะขึ้นสวรรค์ เพราะเป็นผู้เสียสละชีวิตให้ศาสนา ศาสนาอิสลามแผ่ขยายไปทั่วดินแดนอาระเบีย และดินแดนต่างๆของยุโรป สงครามระหว่างชาวมุสลิมและชาวคริสต์เตียนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะทั้งสองฝ่ายต่างต้องการเผยแผ่ศาสนาของตนออกไปให้กว้างขวางที่สุดสาเหตุหนึ่งของสงครามครูเสดที่ยาวนาน ชาวมุสลิมถือเป็นสงครามศาสนา เพราะเป็นการทำสงครามเพื่อเผยแพร่ศาสนาอิสลาม

เมื่อพูดถึงจีฮัดในศาสนาอิสลามเราจึงควรเข้าใจความหมายของคำนี้ใบบริบทต่างๆ ไม่ควรศึกษาแต่คำสอนในบริบทที่เกี่ยวกับสงครามเท่านั้น จีฮัดเป็นการต่อสู้เพื่อเป้าหมายสูงสุด เช่นต่อสู้เพื่อเอาชนะความชั่วร้ายในจิตใจต่อสู้เพื่อให้สังคมมีความยุติธรรม หรือ ต่อสู้เพื่อเผยแพ่ศาสนาอิสลาม พระศาสดาถือว่าจีฮัดเป็นการต่อสู้กับศัตรูภายในจิตเพื่อกำจัดความชั่วร้ายในจิตใจที่กีดขวางไม่ให้เราเข้าไปใกล้ชิดกับพระเจ้ามีความสำคัญยิ่งใหญ่กว่าจีฮัดที่เป็นการสู้รบกับศัตรูภายนอก

ศาสนาสิกข์

ศาสนาซิกข์เป็นศาสนาเดียวในโลกเป็นศาสนาเดียวในโลกที่เกิดขึ้นเพราะถูกบีบบังคับทางการเมืองมากที่สุด ศาสนาสิกข์เกิดจากการบังคับขู่เข็ญที่ชาวฮินดูได้รับจากคนศาสนาอื่น สิกข์จึงเป็นศาสนาของผู้กล้าหาร เสียสละ เป็นศาสนาของนักรบ ชาวสิกข์ทุกคนเท่ากับเป็นทหาร เป็นกำลังป้องกันชาติตระกูลของตน

ผู้ประกาศศาสนาซิกข์ มุ่งรวมความแตกแยกระหว่างชาวชมพูทวีปในขณะนั้น ให้ผู้นับถือศาสนาฮินดู และศาสนาอิสลามรวมกันอยู่เป็นพวกเดียวกัน มุ่งตัดความแตกสามัคคีในระหว่างลัทธิศาสนาทั้งสองนั้นเสีย แล้วตั้งลัทธิใหม่ขึ้น ให้เหมาะแก่ชาติตระกูล ที่ประสบความยากเข็ญ เพราะความแตกสามัคคีของผู้นับถือศาสนาทั้งสองอันมีอยู่ในขณะนั้น

ยุคนี้เป็นยุคมืด แห่งราชวงศ์มุฆัล ในระยะแรกนั้นท่านคุรุนานัก และคุรุผู้สืบทายาทต่อมาอีกหลายท่าน จึงก่อร่างสร้างตัวของการสะสมกำลังอย่างระมัดระวัง การแผ่ขยายกำลังอำนาจได้เติบโตตามลำดับ มีการจัดตั้ง มัญชะ หรือมณฑล ในเชิงเปรียบเทียบก็คือ ฐานทัพ เป็นแหล่งรวมพลังที่เป็นหลักฐานมั่งคง

ครั้นต่อมาอีกไม่นาน ท่านคุรุอรชุน ได้ประกาศอิสระภาพแยกตัวออกจากฮินดูและอิสลามอย่างชัดเจนและได้เข้าดำเนินการเรื่อง มัญชะ โดยหาเงินบำรุงอย่างแข็งขัน ทำให้บทบาทการณ์เป็นศาสนาสงครามก็เริ่มปรากฎเค้าชัดขึ้น แน่นอนที่สุดฝ่ายอิสลามซึ่งถืออำนาจรัฐอย่างเด็ดขาดอยู่ในขณะนั้น ในนามแห่งราชวงศ์มุฆัล จึงตัดไฟแต่ต้นลงเสีย ผลปรากฎว่า ท่านคุรุอรชุนจบชีวิตเป็นนักโทษประหาร ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างชาวสิกข์กับชาวมุสลิม คุรุต่อๆมาได้กลายเป็นผู้นำทั้งด้านการทหารและในด้านจิตใจ มีการปะทะกับราชวงศ์ มุฆัลหลายครั้ง

ในส่วนชาวสิกข์ปรากฎรูปลักษณ์ของนักรบนั้น เป็นบทบัญญัติ ก. 5 ประการ ที่ละเมิดไม่ได้

  1. เกส ไว้ผมและหนวดยาว (ให้แปลกไปจากอิสลาม เพื่อสังเกตกันได้ง่ายในสนามรบ)
  2. กุงฆะ เหน็บหวีไว้ที่ผม (เป็นธรรมดาของผู้ไว้ผมยาวต้องมีหวีเพื่อความเรียบร้อย) 3
  3. กุจฉา นุ่งกางเกงสั้นชั้นใน (สะดวกในการรบ) 4
  4. กร สวมกำไลข้อมือเหล็ก (เป็นเครื่องเตือนใจผูกมัดตนไว้กับลัทธิอย่างแน่นหนาดังข้อเหล็ก)
  5. กิรปาน ถือดาบ (เป็นธรรมดาของนักรบ)

จากร่องรอยลักษณะของชาวสิกข์ ย่อมเป็นที่ยืนยันแล้ว่าศาสนาสิกข์นั้นเกี่ยงข้องกับสงครามระหว่างศาสนาอยู่ในตัว จนต้องเตรียมตัวพร้อมอยู่ในรูปของนักรบตลอดเวลา จึงทำให้ถูกมองเป็นศาสนาสงคราม

อ่านต่อ >>>

สงครามครูเสด
สงครามอินเดีย-ปากีสถาน
ศาสนาซิกข์กับสงคราม
สงครามศาสนา ในประเทศเลบานอน
สงครามสายเลือดในไอร์แลนด์เหนือ
หนทางสู่สันติสุข

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook