ดวงจันทร์
และหุบเหว (Moon Craters)
ดวงจันทร์เป็นบริวารของโลก
อยู่ห่าสงออกไป 238,857 ไมล์
มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2,163
ไมล์
หมุนรอบตัวเองและหมุนรอบโลกในอัตราเร็วและเวลาเกือบเท่ากัน
คือประมาณ 29 วัน
ด้วยเหตุนี้เอง
คนบนโลกจึงเห็นผิวพื้นของดวงจันทร์เพียงด้านเดียวเสมอ
ดวงจันทร์ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง,
ไม่มีอากาศห่อหุ้มอยู่เลยดังนั้นในตอนกลางวันด้านที่ได้รับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์
จะมีความร้อนมาก
แต่ในด้านตรงกันข้ามซึ่งไม่ได้รับ
แสงสว่างจากดวงอาทิตย์นั้นจะมีอุณหภูมิเยือกเย็นต่ำกว่าจุดน้ำแข็งเสียอีก
ดังนั้นสิ่งมีชีวิตจึงมีอยู่ในดวงจันทร์ไม่ได้
แสงสว่างที่ดวงจันทร์สาดส่องมายังผิวโลกเป็นแสงที่สะท้อนมาจากดวงอาทิตย์อีกต่อหนึ่ง
ในคืนเดือนเพ็ญที่เราเห็นผิวพื้นของดวงจันทร์ได้เต็มดวง
และด้วยตาเปล่าจะเห็น
รอยดำ ๆ
ปรากฏทั่วไปในพื้นผิวคล้ายกับว่าเป็นรูปของกระต่าย
หรือยายตำข้าวตามความเชื่อขอ
งคนโบราณ
แต่ถ้ามองดูผิวพื้นของดวงจันทร์ด้วยกล้องโทรทัศน์แรงสูงจะพบว่ารอยดำ
ๆ เหล่านั้น
ที่จริงก็เป็นผิวขรุขระเต็มไปด้วยขุนเขาสูง
ๆ และหุบเหวลึก
อันเป็นลักษณะของภูเขาไฟที่ดับแล้วจำนวนนับไม่ถ้วนนอกจากนี้ตามผิวพื้นราบยังปรากฏเป็นหลุมลึกขนาดใหญ่มหึมาอีกมากมาย
ซึ่งเข้าใจกันว่า
เกิดจากการกระแทกอย่างแรง
ของสะเก็ดดาวนอกเวหาที่พุ่งเข้าชนดวงจันทร์
เช่นเดียว
กับหลุมลึกที่เกิดจากดาวตกพุ่งเข้าชนผิวโลกในทะเลทรายมลรัฐอาริโซนา
สหรัฐอเมริกา
เมื่อสมัยก่อนประวัติศาสตร์
หลุมลึกในดวงจันทร์หลุมหนึ่งชื่อว่าไตโค
(Tycho) มีปากหลุมกว้างถึง 50
ไมล์
ซึ่งสามารถมอองเห็นได้แม้ด้วยตาเปล่าในคืนวันเพ็ญ
มีตำแหน่งอยู่ทางด้านใต้ของขอบ
ดวงจันทร์ใกล้ ๆ
กันกับหลุมลึกไตโค
ยังมีอีกหลุมหนึ่งชื่อ
ดลาวิอุส (Dlavius)
มีปากหลุมกว้างถึง 147 ไมล์ !
ดังนั้นถ้าจะเปรียบเทียบความงามของใบหน้าของหญิงสาวว่างามเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญแล้ว
เป็นความงามที่ไม่น่าดูเลย
เพราะถ้าหน้าของคนงามขรุขระดังผิวของดวงจันทร์แล้วจะเรียกว่างามอย่างแท้จริงนั้นก็ดูกระไรอยู่
! ! |