บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

จักรวรรดิไศเลนทร์

4

เรื่องราวของเจ้าชายแห่งราชวงศ์โมริยะเสด็จมายัง “กรุงสุวรรณปุระ” ในสมัยต้นพุทธศตวรรษที่ 3 ปรากฎหลักฐานอยู่ใน “ตำนานสุวรรณปุระวงศ์” และตำนานเก่าแก่ของประเทศศรีลังกาและอาณาจักรศรีวิชัยมากมาย ทำให้นักประวัติศาสตร์สงสัยว่า เจ้าชายแห่งราชวงศ์โมริยะพระองศ์นี้ อาจหมายถึงกษัตริย์ชาวอินเดียผู้หนึ่งซึ่ง “ราชทูตคังไถ่” แห่งราชสำนักเหลียง ที่เดินทางมาเจริญทางพระราชไมตรีกับราชสำนักฟูนัน ในรัชกาล “พระเจ้าฟันสุ่น” เมื่อ พ.ศ.788 มีพระนามเป็นภาษาจีนว่า “หวั่นถิ่น” ได้รับบัญชาจากเทพเจ้าให้ลงเรือจากอินเดียมายังฟูนัน ต่อมาได้อภิเษกสมรสนางพระยาพื้นเมืองมีนามว่า “พระนางหลิวเย” เป็นปฐมกษัตริย์ผู้สถาปนาราชวงศ์ขึ้นปกครอง “อาณาจักรฟูนัน” ภายหลังอาณาจักรนี้มีอำนาจแผ่ขยายอาณาเขตออกไปกว้างใหญ่ไพศาลทั่วคาบสมุทรอินโดจีน ข้าหลวงจีนในมณฑลตังเกี๋ย กราบทูลรายงานว่า “อาณาจักรฟูนัน” ได้ส่งกองทัพช่วยเหลือ “อาณาจักรจามปา” หรือ “หลินยี่ก๊ก” ทำสงครามแย่งชิงดินแดนของจีนสู้รบกันอยู่เป็นเวลานานจนกระทั่งถึงสมัย “พระเจ้าซุนกวน” หรือ “พระเจ้าซุนเฉียน” แห่งราชวงศ์เหลียง ทรงโปรดให้ราชฑูตเดินทางมาเจริญทางพระราชไมตรี เพื่อขอร้องไม่ให้ “อาณาจักรฟูนัน” ช่วยเหลือ “อาณาจักรเหลียง” ทำสงครามกับจีน ต่อมา “อาณาจักรฟูนัน” ถูกกองทัพเขมรโจมตีล่มสลายไปใน พ.ศ.1083 ถูกแบ่งแยกเป็น 2 อาณาจักร คือ

“เสียมก๊ก” หรือ “อาณาจักรสยาม” กับ “หลอหูก๊ก” หรือ “อาณาจักรละโว้”

“อาณาจักรสยามละโว้” หรือ “เสียมหลอก๊ก” หมายถึงชื่อของประเทศไทยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์สุโขทัย ในปัจจุบันเป็นที่รู้แน่นอนและยอมรับกันแล้วว่า “อาณาจักรละโว้” หมายถึง “อาณาจักรลพบุรี” ซึ่งมี “เมืองละโว้” หรือ“เมืองลพบุรี” เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร มีพื้นที่ครอบคลุมบ้านเมืองบริเวณรอบอ่าวไทยและเลยขึ้นไปถึง เมืองหริภุญชัยในลุ่มแม่น้ำปิง แต่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีคนใดรู้ว่า “อาณาจักรสยาม” ซึ่งเคยเป็นชื่อดั้งเดิมของ “ประเทศไทย” ตั้งอยู่ที่ไหน

เรื่องราวการเสด็จลงเรือจาลังกาทวีปมายัง “กรุงสุวรรณปุระ” ในสมัยตันพุทธศตวรรษที่ 3 ของ “เจ้าชายสุมิตรแห่งราชวงศ์โมริยะ แม้ว่าปรากฏอยู่แต่เฉพาะใน “คัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา” และตำนานเก่าแก่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ศรีวิชัย ที่รุ่งเรืองอยู่ในคาบสมุทรภาคใต้ แต่นักประวัติศาสตร์ต่างชาติกลับมีความเห็นว่า “อาณาจักรศรีวิชัย” เป็นประวัติศาสตร์ของชนชาวมาลายู เพราะไม่มีใครทราบว่าต่อมา “เจ้าชายสุมิตร” ได้อภิเษกสมรสกับราชธิดาของกษัตริย์กรุงสุวรรณปุระ เมื่อพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติทรงเป็นปฐมกษัตริย์ “สุวรรณปุระ” สืบราชวงศ์มาจนถึงสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ศรีวิชัย เมื่อครั้ง “ราชทูตเสียงจุ่น” แห่งราชสำนักสุย เดินทางมาเยือน “ราชสำนักเชี๊ยะโท้ว” ในปีพ.ศ. 1150 และเข้าเผ้าถวายพระราชสาส์นต่อ “พระเจ้าหลีฟูโตเส” ราชทูตจีนจดบันทึกว่า

กษัตริย์ผู้ครอง “กรุงเชี๊ยะโท้ว” แซ่เดียวกับพระพุทธเจ้า

การศึกษาค้นคว้าเพื่อทราบว่า “พระเจ้าหลีฟูโตเส” ย้อนหลังขึ้นไปถึงสมัย “เจ้าชายสุมิตร” แห่งราชวงศ์โมริยะซึ่งทรงเป็นพระราชนัดดา (หลานตา) ของ พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งชมพูทวีป ซึ่งเสด็จมายัง “สุวรรณปุระ” ภายหลังได้ขึ้นครองราชย์สมบัติเป็นกษัตริย์ ทำให้ทราบเรื่องราวในอดีตว่า “พระเจ้าจันทรคุปต์” ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมริยะทรงมีเชื้อสาย “ศากยะวงศ์” บรรพบุรุษของพระองค์หลบหนีรอดพ้นจาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของ “พระเจ้าวิฑูทภะ” แห่งแคว้นโกศล ขึ้นไปหลบซ่อนอยู่บนภูเขาหิมาลัยซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของฝูงนกยูงป่า จึงขนานนามราชวงศ์ใหม่ว่า “ราชวงศ์โมริยะ”แปลว่า “ราชวงศ์นกยูง”

นอกจากนั้นเมื่อครั้ง “เจ้าชายอโศกกุมาร” เสด็จไปเป็นอุปราชปกครอง นครอุชเชนี พระองค์พบกับธิดาผู้เลอโฉมของพ่อค้าผู้มั่งคั่งเมืองเวทิศามีนามว่า “พระนางเวทิศาเทวี” และได้อภิเษกสมรสเป็นชายาของมหาอุปราช มีหลักฐานว่าบรรพบุรุษของ พระนางเวทศาเทวี ก็เป็นเชื้อสาย “ศากยะวงศ์” ซึ่งหลบหนี้ลี้ภัยรอดพ้นจาการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ปลอมแปลงมาเป็นพ่อค้าอาศัยอยู่ในเมืองดังกล่าว “พระนางเทวิศาเทวี” ทรงเป็นพระราชมารดาของ “พระมหินทเถระ” และ“พระนังสังฆมิตตาเถรี” ด้วยเหตุนี้ “เจ้าชายสุมิตร” จึงทรงเป็นพระราชนัดดา (หลายยาย) ของ “พระนางเวทิศาเทวี” เมื่อพระนางสิ้นพระชนม์ พระเจ้าอโศกทรงสร้าง “มหาสถูปสาญจี” ขึ้นเหนือเนินเขาเมืองเวทิศา เพื่ออุทิศส่วนกุศลและเป็นอนุสรณ์แห่งความรักให้แก่พระนาง



นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าภายหลังจาก “เจ้าชายสุมิตร” ได้เป็นกษัตริย์ครอง “กรงสุวรรณปุระ” จึงเปลี่ยนนามราชวงศ์ใหม่เพื่อให้สอดคล้องกับคามเป้ฯมาของบรรพบุรุษของพระองค์ว่า “ไศเลนทรวงศ์”แปลว่า พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่เหนือภูเขา เพื่อแสดงนัยความหมายให้รู้ว่าทรงสืบเชื้อสาย “ศากยะวงศ์”มาอย่างไร

เรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่ในมุมมืดหลงหูหลงตานักประวัติศาสตร์ อยู่นอกเหนือความสนใจของนักโบราณมาช้านาน อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่มีใครรู้ประวัติความเป็นมาของ “อาณาจักรละโว้” ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังจาก “พระยาผาเมือง” ทำสงครามปลดแอกหลุดพ้นมาจากอำนาจของ “จักรวรรดิกัมพูชา” เมื่อปลายพุทธศตวรรษที่ 17 ดังปรากฏหลักฐานอยู่ใน “ศิลาจารึกวัดศรีชุม”

นอกจากพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ซ้อง กล่าวถึง “อาณาจักรเฉิงเหลียง” หรือ “อาณาจักรเชลียงหลวง” ซึ่งกลุ่มชนพื้นเมืองที่ได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์ขอม และการติดต่อทางพระราชไมตรีกับอาณาจักรลึกลับแห่งหนึ่ง ซึ่งนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดียังค้นหาไม่พบ มีชื่อในภาษาจีนว่า “อาณาจักรเจนลีฟู” เมื่อ พ.ศ. 1740 ต่อจากนั้นได้เกิดอาณาจักรขึ้นในดินแดนประเทศไทยหลายแห่ง เช่น “อาณาจักรอโยธยา” “อาณาจักรสุโขทัย” “อาณาจักรล้านนา” “อาณาจักรพระเยา” ซึ่งไม่มีใครรู้ถึงต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงว่ามีความเป็นมาอย่างไร

จนกระทั่งเมื่อผู้เขียนได้รวบรวมหลักฐานขึ้นมาเรียบเรียงเรื่อง “ตามพรลิงค์ ศรีวิชัย อาณาจักรที่ถูกลืม” พิมพ์เผยแพร่โดยสำนักพิมพ์มติชนเมื่อหลายปีก่อน คล้ายกับเป็นการเปิดเผยให้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของ “อาณาจักรสยาม” มีหลักฐานหลายประกายยืนยันจนอาจกล่าวได้ว่า

“ศรีวิชัย นั่นแหละคือ สยาม”

ความรู้ใหม่ ความจริงใหม่ ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดถึงมาก่อนว่า “อาณาจักรสยาม” ตั้งอยู่ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ผู้รู้ประวัติศาสตร์บางท่านถึงขนาดกล่าวถากถางว่าเป็นการเขียนประวัติศาสตร์ในแบบท้องถิ่นนิยม ทั้งนี้เพราะว่านักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีไทย เรียนประวัติศาสตร์และโบราณคดีตามแนวทางของ ศาสตราจารย์ ยอร์จ เซเดส์ นักปราชญ์แห่งปลายบูรพาทิศผู้นี้มีความเห็นว่า เมืองหลวงของ อาณาจักรศรีวิชัย ตั้งอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตรา จึงเชื่อกันว่าอาณาจักรศรีวิชัยเป็นชนชาวมลายู แต่เมื่อตรวจสอบประวัติศาตร์มลายู กลับกลายเป็นว่า ชนชาวมลายูไม่รู้ว่า ชนชาวศรีวิชัย มาจากไหน ยกกองทัพเรือไปยึดครองดินแดนของชนชาวมลายู คงมีนักประวัติศาสตร์ไทยบางท่านเช่น หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี นายธรรมทาส พานิช ที่เสนอความเห็นว่า อาณาจักรศรีวิชัย ตั้งอยู่ในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย สันนิษฐานว่ามีเมืองหลวงอยู่ที่ เมืองไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี หรือไม่ก็ที่ เมืองนครศรีธรรมราช แม้ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่หาข้อยุติไม่ได้ก็ตาม แต่มีจดหมายเหตุของนักภูมิศาสตร์จีนคนหนึ่ง ซึ่งเคยเดินทางมาเยือน “อาณาจักรสยาม “ ได้จดบันทึกที่ตั้งของ “อาณาจักรสยาม” โดยอ้างอิงหลักฐานทางภูมิศาสตร์อันแหลมคมจนไม่มีใครหักล้างได้ว่า “แม่น้ำในประเทศสยาม เกิดมาจากภูเขาทางทิศตะวันตก แล้วไหลไปออกทะเลทางทิศเหนือหรือทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ”

หน้าถัดไป >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook