บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

จักรวรรดิไศเลนทร์

7

      ถึงกระนั้นก็ตามนักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีของชาติมหาอำนาจจักรวรรดินิยม กลับมีความเห็นสวนทางกับหลักฐานในพงศาวดารจีนว่า “อาณาจักรฟูนัน” ตั้งออยู่ทางตอนใต้ของประเทศเขมร

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีไทยคนใด ค้นหาหลักฐานมาโต้แย้งหักล้างความเห็นของนักปราชญ์ต่างชาติดังกล่าวได้ มิหนำซ้ำกลับคล้อยตามความเห็นของนักประวัติศาสตร์ต่างชาติ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีอาณาจักรสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ซ้องระบุว่า ตั้งอยู่ในดินแดนของประเทศไทย เคยส่งทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับราชสำนักจีนเมื่อ พ.ศ. 1740 แสดงให้เห็นว่าอาณาจักรแห่งนี้เคยมีอำนาจอยู่ในดินแดนประเทศไทยมาก่อนสมัย “อาณาจักรสุโขทัย” ในราว 100 ปี มีชื่อในภาษาจีนว่า “เจนลีฟูก๊ก” หรือ อาณาจักรเจนลีฟู” ก็ไม่มีใครรู้ว่าตั้งอยู่ที่ไหน ในที่สุดก็ปล่อยให้อาณาจักรเก่าแก่แห่งนี้ได้หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย

ด้วยเหตุผลตามที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าไม่มีนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีไทยคนใด ตั้งใจค้นหาประวัติความเป็นมาของชาติอย่างจริงจัง ไม่สามารถพึ่งพาอาศัยได้ จึงจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าความจริงด้วยตนเองให้ถึงรากถึงแก่นโดยไม่ยึดติดอยู่กับความเห็นของนักปราชญ์หรือครูบาอาจารย์คนใด แต่พยายามศึกษาค้นคว้าเสาะแสวงหาพยานหลักฐานนำมารวบรวมพิจารณาไตร่ตรองจนกระทั้งแน่ใจว่าไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริงในอดีต ด้วยความพยายามศึกษาค้นหาความจริงมาอย่างยาวนาน ทำให้ค้นพบความจริงที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดมากมาย จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นการพลิกประวัติศาสตร์อย่างไม่เคยมีมาก่อน หากผู้สนใจใฝ่รู้ภาคเอกชนได้อ่านข้อมูลใหม่ที่นำมาเปิดเผย แล้วนำไปศึกษาตรวจสอบว่าถูกต้องพอเชื่อถือได้หรือไม่ ต่อจากนั้นช่วยกันสืบสวนค้นหาเพิ่มเติมเพื่อปฏิรูปประวัติศาสตร์แห่งชาติให้เกิดความสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะทำได้ อนุชนรุ่นหลังจะได้ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติ

สิ่งสำคัญที่ผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์ไทยจะต้องพิจารณาใคร่ครวญ ก็คือจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต “แผ่นดินไทยในยุคดึกดำบรรพ์” ซึ่งเคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์สมัยหิน สืบต่อลงมาถึงสมัยสัมฤทธิสมัยเหล็ก และสมัยที่ชนชาวพื้นเมืองเริ่มต้นรับอารยธรรมอินเดียเป็นครั้งแรก มีประวัติความเป็นมาอย่างไร เพราะว่าการเริ่มต้อนรับอารยธรรมอินเดียเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อราวสมัยพุทธกาล ปรากฏหลักฐานอยู่ในคัมภีร์เก่าแก่ของอินเดียกล่าวถึง ดินแดนโลกใหม่ที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก ซึ่งอุดมไปด้วยทองคำ ชาวอินเดียเรียกดินแดนแห่งนี้ว่า

“สุวรรณภูมิ” หรือ “สุวรรณทวีป”

ต่อเนื่องลงมาถึงสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช แห่งชมพูทวีป ทรงโปรดให้พระเถระ 2 พี่น้อง เป็นหัวหน้าคณะธรรมทูตเดินทางมาเผยแพร่พุทธศาสนายัง “สุวรรณภูมิ”

พระราชประวัติของ พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ซึ่งได้รับยกย่องจากสังฆมณฑลของพุทธศาสนาว่า “พระเจ้าศรีธรรมโศกราช” มีหลักฐานชัดเจนอยู่ใน “คัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา” ระบุว่าทรงโปรดให้ “พระมหินทเถระ” ราชโอรสเป็นหัวหน้าคณะธรรมทูต เดินทางไปเผยแพร่พุทธศาสนาใน อาณาจักรสิงหล เมื่อ พ.ศ. 296 จึงพออนุมานได้ว่าพระเถระ 2 พี่น้อง ซึ่งพระเจ้าอโศกมหาราชทรงโปรดให้ไปยัง “สุวรรณภูมิ” คงเป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกัน จึงสันนิษฐานว่าในสมัยนั้น “สุวรรณภูมิ” คงเป็นเมืองท่าเรือที่เจริญรุ่งเรืองมีชื่อเสียงเลื่องลือไปไกล กษัตริย์ผู้ครองสุวรรณภูมิ อาจเคยส่งทูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับราชสำนักโมริยะมาก่อน เช่นเดียวกับอาณาจักรทั้งหลายที่ พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงโปรดให้พระธรรมทูตเดินทางไปเผยแพร่พุทธศาสนา ล้วนแต่เป็นอาณาจักรที่เคยติดต่อทางพระราชไมตรีกับราชสำนักของพระเจ้าอโศกมาก่อนทั้งสิ้น

พงศาวดารจีนสมัยสามก๊กเริ่มต้นจดบันทึกเรื่องราวของ “อาณาจักรฟูนัน” และ “อาณาจักรจามปา” ภายหลังจากสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกันอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ. 788 แต่พงศาวดารจีนได้จดบันทึกเล่าถึงประวัติความเป็นมาความ “อาณาจักรฟูนัน” ย้อนหลังขึ้นไปถึงสมัยเริ่มต้นก่อนตั้งอาณาจักร เป็นเวลาหลายร้อยปีก่อนที่ราชทูตจีนเดินทางไปเยือนราชสำนักฟูนัน จึงถือเป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้



แม้ว่าจนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานแน่นอนว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “สุวรรณทวีป” ตั้งอยู่ที่ไหน นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีมีความคิดเห็นกันไปคนละทิศคนละทางยังหาข้อยุติไม่ได้ก็ตาม แต่เมื่อไม่นานมานี้ กรมศิลปากร ได้ขุดค้นแหล่งโบราณคดีในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย ทั้งบริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกและชายฝั่งทะเลตะวันตก พบหลักฐานทางโบราณคดีสำคัญหลายประการมีอายุเก่าแก่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ พัฒนาการลงมาถึง “สมัยสุวรรณภูมิ” มีแนวโน้มทำให้น่าเชื่อว่าดินแดนบริเวณตอนกลางของคาบสมุทรภาคใต้ เคยเป็นเมืองท่าเรือเป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลและเป็นแหล่งเริ่มต้นรับอารยธรรมอินเดียมาก่อนภูมิภาคอื่น สันนิษฐานว่าอาจเคยเป็นที่ตั้งของ “สุวรรณภูมิยุคแรก” หรือตามที่คัมภีร์โบราณของอินเดียกล่าวไว้ อาจเป็นไปได้ว่า คณะธรรมทูตชุดแรก ที่พระเจ้าอโศกมหาราชทรงโปรดให้เดินทางมายัง “สุวรรณภูมิ” น่าจะมาที่ท่าเรือทางชายฝั่งทะเลตะวันตกของคาบสมุทร แล้วเดินทางข้ามคาบสมุทรมายังเมืองท่าชายฝั่งทะเลตะวันออก ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นที่ตั้งเมืองหลวงของ “อาณาจักสุวรรณภูมิ”

ดังนั้นการศึกษาค้นหาความจริงในอดีตเพื่อสืบสาวราวเรื่องของ “ประวัติศาสตร์ไทย” ให้ถึงรากถึงแก่นอย่างแท้จริงแล้ว จำเป็นจะต้องทราบถึงรากฐานการเริ่มต้นรับอารยธรรมอินเดียยุคแรกในสมัย “สุวรรณภูมิ” หรือ “สุวรรณทวีป”

ต่อมาเมื่ออาณาจักรเก่าแก่แห่งนี้เจริญรุ่งเรืองและมีอำนาจขึ้นในคาบสมุทรภาคใต้ อาจแผ่ขยายอาณาเขตขึ้นไปยังคาบสมุทรอินโดจีน นำศิลปวัฒนธรรมแบบใหม่ของตนขึ้นไปเผยแพร่ให้แก่ชนชาวพื้นเมือง ดังจะเห็นได้จากการค้นพบเทวรูปพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอกที่ โบราณสถานในจังหวัดปราจีนบุรี แหล่งโบราณสถานในจังหวัดเพชรบูรณ์และเมืองนวนคร ทางตอนใต้ของประเทศเขมร ล้วนแต่สร้างขึ้นคล้ายกับลอกเลียนแบบเทวรูปพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอกซึ่งพบที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดพังงา

เป็นไปได้หรือไม่ว่า ในสมัยนั้นได้เกิด “อาณาจักรสุวรรณภูมิ” ขึ้นใหม่ในบริเวณที่ค้นพบ เทวรูปโบราณดังกล่าวภายหลังได้เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมแบบอินเดียให้แก่ชาวพื้นเมือง จนกระทั้งพงศาวดารจีนกล่าวว่า มีอำนาจครอบคลุมไปทั่วดินแดนคาบสมุทรอินโดจีน แต่มีชื่อในภาษาจีนว่า “ฟูนันก๊ก” หรือ “จักรวรรดิฟูนัน”

หน้าถัดไป >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook