บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

จักรวรรดิไศเลนทร์

10

     นักโบราณคดีธรณี สันนิฐานเชื่อว่าประเทศไทยเป็นเส้นทางเคลื่อนย้ายถิ่นของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ยุคนั้น จึงได้สำรวจขุดค้นแหล่งที่สงสัยว่าอาจเคยเป็นอยู่อาศัยของ มนุษย์ดึกดำบรรพ์ บ้านแม่ทะ บ้านดอนมูล บ้านเขาป่าหนาม อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ถ้ำหลังโรงเรียน อำเภอเมือง จังหวัดกระบี่ จังหวัดกาญจนบุรี และในที่อื่น ๆ อีกหลายแห่ง พบเครื่องมือหินกรวด (Pebble Tool) ประเภทเครื่องมือขุด (Scrapes Tool) เครื่องมือตัดสับ (Choppers Chopping Tools) เมื่อนำอินทรียวัตถุจากดังกล่าวไปตรวจสอบด้วยวิธี เรดิโอคาร์บอน หรือ C-4 (Radiocarbon Datating) โดยการตรวจนับจำนวนของเบต้าที่หลงเหลืออยู่ในตัวอย่างของถ่านที่ค้นพบ ระบุว่าเครื่องมือหินกะเทาะมีอายุเก่าแก่กว่า 7000,000 ปี พบหลักฐานบางประการบ่งบอกว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์ ที่เรียกว่า “โฮโม อีเร็คตัส” พวกหนึ่งเดินทางจากทวีปเอเชียออกสู่ทะเลสามารถเข้ามหาสมุทรไปถึงผืนแผ่นดินของทวีปออสเตรเลียเมื่อราว 40,000 ปีก่อน

นอกจากนั้น คณะสำรวจได้ค้นพบซากฟอสซิลของ “มนุษย์โฮโมอีเร็คตัส” ในชั้นหินบริเวณปากถ้ำ อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เช่น ชิ้นส่วนกะโหลกหน้าใกล้สันจมูกและกระบอกตา 3 ชิ้น เมื่อไปตรวจอายุทางวิทยาศาสตร์ปรากฏว่ามีอายุประมาณ 5,000,000 ปี จัดอยู่ในสมัยไพลสโตซีนตอนต้น ร่วมสมัยกับมนุษย์ปักกิ่งและมนุษย์ชวา จึงเรียกมนุษย์ดึกดำบรรพ์นั้นว่า “มนุษย์ลำปาง” (Lampang Man)

เมื่อไม่นามานี้นักโบราณชีววิทยา ได้ค้นพบฟันกรามด้านบนข้างขวาของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ 1 ประปนอยู่กับฟอสซิลของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ในถ้ำวิมานนาคินทร์ อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ มีอายุในราว 180,000 ปี

ต่อมานักโบราณคดี ได้สำรวจขุดค้นที่บ้านถ้ำหลังโรงเรียนทับปริก ถ้ำหมอเขียว จังหวัดกระบี่ พบว่า เคยเป็นที่พักพิงชั่วคราวของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ ที่ใช้หินเป็นเครื่องมือยังชีพในการล่าสัตว์ จับสัตว์น้ำ เก็บเกี่ยวพืชป่าเป็นอาหาร มีอายุระหว่าง43,000-27,000 ปีก่อน เมื่อขดค้นพื้นดินชั้นล่างสุดพบเถ้าถ่านและกองไฟ มีเศษกระดูกสัตว์ไหม้ไฟ เครื่องมือหิน ที่ถูกทิ้งร้างไป ภายหลังมีคนเข้าไปอาศัยในถ้ำนั้นอีกหลายครั้ง พบเครื่องมือหินทั้งหมด 45 ชื้น ทำจากหินเชิร์ต เป็นรูป มีด เครื่องมือขุดเครื่องมืดตัดสับ ทำให้รู้ว่า แหล่งโบราณคดีถ้ำหลังโรงเรียนในจังหวัดกระบี่ มีนมนุษย์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ไม่ขาดสาย

นักโบราณคดีชาวอเมริกันได้ขุดค้นบริเวณ ถ้ำผี ถ้ำปุงฮุง ถ้ำผาชัน ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบเศษภาชนะดินเผา มีด หินชนวน เครื่องมือหินขัด และพบสิ่งของเครื่องใช้ของมนุษย์ดึกกำบรรพ์จากทางตอนใต้ของประเทศจีนผ่านประเทศพม่าเข้ามาสู่ภาคเหนือของประเทศไทย นอกจากนั้น ยังมีหลักฐานว่า “มนุษย์ยุคหิน” หรือ กลุ่มชนหาอาหารจากธรรมชาติภายในถ้ำดังกล่าว คล้ายกับที่พบทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม มีชื่อเรียกอื่นอย่างหนึ่งว่า “วัฒนธรรมบักซอน” และ“วัฒนธรรมบินเฮียน” ซึ่งเป็นชื่อตำบลที่พบเครื่องมือเครื่องใช้ในมณฑลตังเกี๋ย ประเทศเวียดนาม เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้ ยังขุดพบในแถบเมืองหลวงพระบาง ในประเทศลาว และฝั่งตะวันออกของเกาะสุมาตรา

ต่อมา นักโบราณคดีได้ค้นพบสิ่งของทำด้วยสัมฤทธิ์ด้วยฝีมือชั้นยอดเยี่ยมจำนวนมาก เช่น กลองมโหระทึก หลายขนาดหลายรูปแบบ เครื่องมือชั่ง ตวง วัด ที่ตำบลดองซอน ในมณฑลตังเกี๋ย มีภาพแสดงถึงการต่อเรือ การเดินเรือในทะเลและความรู้ความเข้าใจทางดาราศาสตร์ เรียกวัฒนธรรมโลหะดังกล่าวเรียกกันว่า “วัฒนธรรมดองซอน” กลองมโหระทึกสัมฤทธิ์ ที่ใช้ในพิธีทางศาสนาค้นพบว่าแพร่หลายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นหลักฐานยืนยันว่า ชนชาติที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมเป็นชาวเรือที่มีความทรหดอดทน เดินเรือท่องเที่ยวไปติดต่อค้าขายไปยังแดนไกล สันนิษฐานว่าชนชานพื้นเมืองในดินแดนประเทศไทยสมัยนั้น อาจได้รับความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมสัมฤทธิ์จากชนชาวพื้นเมืองดังกล่าวมาก่อนสมัยที่จะได้รับวัฒนธรรมจีนและอินเดีย

ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเนเธอร์แลนด์มีชื่อว่า แวน แฮกเคอเรน (Van Heekeren) ถูกจับเป็นเชลยศึกของญี่ปุ่น ส่งตัวมาสร้างทางรถไฟสายมรณะจากจังหวัดกาญจนบุรีในประเทศไทยไปยังประเทศพม่า ได้ค้นพบ“เครื่องมือหินกะเทาะ” ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์โดยบังเอิญ เมื่อสงครามโลกสิ้นสุดลง จึงได้กลับมาขุดค้นทางโบราณคดีในถ้ำที่ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี พบกระดูกของสัตว์ เช่น ควายป่า หมู่ป่า กวาง แรด เลียงผา พบเครื่องมือหินจำพวก เครื่องขุด เครื่องสับตัด ขวาน ฉมวก หัวธนู สอดคล้องกับการขุดค้นที่ถ้ำองบะ ที่อยู่ห่างออกไปในราว 15 กิโลเมตร พบเครื่องมือหินในทำนองเดียวกัน กำหนดอายุได้ในราว 11,200-9400 ปี

การขุดค้นที่ถ้ำเขาทะลุ ในลุ่มน้ำแควน้อย และบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี พบเครื่องมือหินปะปนอยู่กับกระดูกสัตว์ เช่น หมูป่า กวาง วัว ปลา ปู หอย เต่า ตลอดจนเมล็ดพืช กำหนดอายุจากตัวอย่างของถ่าน พบว่ามีอายุระหว่าง 10,000-3,000 ปี

การขุดค้นแหล่งโบราณในที่ราบลุ่มแม่น้ำบางปะกง บริเวณภาคกลางของประเทศไทย จากการขุดค้นเนินดินที่บ้านหนองโน บ้านโคกพนมดี อำเภอพนมดี อำเภอพนัสนิคม และอำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี พบเศษภาชนะดินเผา ลูกปัด เปลือกหอย กระดูกปลาฉลาม ปลาโลมา ควายป่า เบ็ดตกปลา ทำให้ทราบแน่นอนว่า มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์หาอาหารจากธรรมชาติชายฝั่งทะเลในยุคนี้ รู้จักปั้นภาชนะดินเผา เป็นรูปหม้อ นำไปเผาไฟให้แข็งแกร่ง และรู้จักทำเครื่องมือหินขัดให้คน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นมา ตั้งแต่ช่วงระยะ 10,000 ปีมาแล้ว และอาจรู้จักเลี้ยงสัตว์ปลูกพืช จับสัตว์น้ำ ดำรงชีวิตอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเล ต่อเนื่องมาถึงสมัย 6000 ปีก่อน อันเป็นยุคเริ่มต้น “เกษตรกรรมยุคแรก” (Neolithic)

จากหลักฐานดังกล่าว เป็นข้อมูลยืนยันว่า มนุษย์ดึกดำบรรพ์อาศัยอยู่ในดินแดนประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ “ยุคหินเก่า” (Paleolithic Age) เมื่อราว 12,000 ปีก่อน ต่อมามนุษย์ดึกดำบรรพ์พวกนี้เคลื่อนย้ายเข้ามาสู่ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉพียงใต้ ใน “ยุคหินกลาง” (Mesolithic Age) ในราว 10000 ปีก่อน มนุษย์ดึกดำบรรพ์สมัยนี้รู้จักประดิษฐ์เครื่องมือจับปลา ขุดเรือขึ้นใช้ จนกระทั่งมาจนถึง “ยุดหินใหม่” (Neolithic Age) เมื่อราว 2500 ปีก่อน มนุษย์ดึกดำบรรพ์เหล่านี้รู้จักสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยนอกถ้ำแล้ว รู้จักทอผ้า ใช้หนังสัตว์นุ่งห่ม ทำการเพาะปลูกไร่เลื่อยลอย เลี้ยงสัตว์ ทำเครื่องปั้นดินเผา ตั้งหลักแหล่งอยู่ถาวร ขยายตัวเป็นชุมชน จัดตั้งหัวหน้าเผ่าขึ้นมาดูแลเริ่มมีความเชื่อว่าวิญญาณสิงสถิตอยู่ตามธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ใหญ่ ภูเขา ทะเล แม่น้ำ เกิดประเพณีเคารพภูตผี สร้างอนุสาวรีย์ให้แก่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ พบเห็นกันอยู่ทั่วไปในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภายหลังจากมนุษย์ดึกดำบรรพ์ตั้งหลักแหล่งอยู่ถาวร ขยายตัวเป็นชุมชนขนาดใหญ่ มีหัวหน้าคอยควบคุมดูแลสร้างวัฒนธรรมประเพณีประจำชุมชนใน “ยุคหินใหม่” ต่อมาพัฒนาการในแบบค่อยเป็นค่อยไปเป็นเวลานานนับพันปีได้ผสมผสานกันด้วยการสืบสายโลหิตระหว่างชุมชน รวมตัวกันเป็นชุมชนใหญ่ขึ้นมาตามลำดับ รู้จักติดต่อกับกลุ่มชนภายนอก ทำให้มีความรู้ความสามารถในการเล่นแร่แปรธาตุ โดยใช้ความร้อนหลอมละลายโลหะจำพวก ทองแดง ดีบุกตะกั่ว และสารหนู ประดิษฐ์ขึ้นเป็นเครื่องมือเครื่องใช้แทนเครื่องมือหิน ด้วยวิธีทำแม่พิมพ์ด้วยขี้ผึ้งตามแบบที่ต้องการแล้วหลอมละลายทองแดงผสมกับ ดีบุก หรือตะกั่ว ให้กาลเป็นโลหะผสมเข้าไปแทนที่ขี้ผึ้งในแม่พิมพ์ ทิ้งไว้ให้เย็นจึงกะเทาะแม่พิมพ์ออก ก็จะได้เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วยโลหะผสมตามความต้องการ เทคนิคในการผลิต โดยวิธีแทนขี้ผึ้ง คล้ายกับการหล่อสัมฤทธิ์ทางมณฑลกวางตุ้ง กวางสี เสฉวนในประเทศจีน จากการหาอายุด้วยวิธีคาร์บอน 4 พบว่ามีอายุในราว 4000-2500 ปี จึงเรียกสมัยการผลิต กำไล แหวน ลูกกระพรวน ใบหอก หัวขวาน หัวธนู กลองมโหระทึกที่หล่อขึ้นด้วยโลหะสัมฤทธิ์ขึ้นเป็นสินค้าเพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนกับผลิตภัณฑ์ของชุมชนอื่นในสมัยนั้นว่า “ยุคสัมฤทธิ์” (Bronz Age)

การขุดค้นบริเวณ หุบเขาวงพระจันทร์ บ้านท่าแค บ้านโคกเจริญ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี ตลอดจนแหล่งโบราณคดีบนที่ราบสูงโคราช ที่บ้านโนนนกทา จังหวัดขอนแก่น บ้านโนนเก่าน้อย อำเภอกุมภวาปี บ้านเชียง อำเภอหนองหาน จังหวัดอุดรธานี พบเครื่องมือเครื่องใช้สัมฤทธิ์ฝังรวมอยู่ในหลุมศพ จึงทำให้ทราบว่า แหล่งโบราณคดีดังกล่าว เคยเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ในยุคสัมฤทธิ์

การขุดค้นแหล่งโบราณคดีบ้านดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี พบเครื่องมือเครื่องใช้สัมฤทธิ์จำนวนมากและพบเครื่องประดับในการอวดฐานะและความมั่งคั่ง รวมทั้งของฟุ่มเฟือย เช่น ลูกปัดแก้วมากถึง 3000 เม็ด ลูกปัดหินทำจาก คาร์นีเลี่ยน อาเกต และ หยก จำนวน 600 เม็ด แสดงให้เห็นว่า เป็นหลุมฝังศพของผู้นำชุมชนที่มีฐานะร่ำรวย และมีการติดต่อค้าชายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชนชาวพื้นเมืองอื่น รวมทั้งพ่อค้าที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่ไกลออกไป ทั้งนี้เพราะว่าค้นพบโลงไม้บรรจุศพของชนชั้นผู้นำจำนวนมากที่ถ้ำองบะ จังหวัดกาญจนบุรี ทุกศพสวมลูกปัดร้อย เป็นสร้อยคอ เข้มขัด รวมทั้งกลองมโหระทึกสัมฤทธิ์ จำนวน 6 ใบ พงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์สุย จดบันทึกไว้ว่า “ชนชาวคุนลุ้น” ซึ่งหมายถึงชนชาวพื้นเมืองในคาบสมุทรอินโดจีน ในสมัยโบราณ ก่อนที่จะออกทำศึกสงคราม หัวหน้าเผ่าจะตีกลองมโหระทึกเรียกบรรดานักรบ หลักฐานการค้นพบเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันให้เห็นว่า ชุมชนโบราณของมนุษย์ในยุคสัมฤทธิ์ ได้พัฒนาการเจริญก้าวหน้าพ้นจากสภาพของ “คนป่าเถื่อน” แล้ว รู้จักสร้างชุมชนรวมกลุ่มกันจัดระบบสังคม มีหัวหน้าคอยปกป้องคุ้มครองเผ่าพันธุ์จากการคุกคามจากชนเผ่าอื่น

หลังจากนั้นมนุษย์ดึกดำบรรพ์พัฒนาการเข้าสู่ “ยุคโลหะ” มีความชำนาญในการสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำด้วย“สัมฤทธิ์” ได้ไม่นาน ก็ค้นกรรมวิธีใช้ความร้อนสูงให้ขึ้น จนสามารถหลอมละลายแร่เหล็ก เพื่อสกัดแยกอากาศที่ไม่บริสุทธิ์ออกไปให้หมดสิ้น เหลืออยู่แต่เพียงเนื้อเหล็กบริสุทธิ์ นำเนื้อเหล็กมาหลอมเป็นแท่ง เมื่อต้องการสร้างเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ชนิดใด ก็นำไปเผาไฟให้ร้อนจัดจนเป็นสีแดง ใช้ค้อนเหล็กตีให้ขึ้นเป็นรูปแบบได้ตามความมุ่งหมาย ในสมัยเริ่มต้น “ยุคเหล็ก” (Iron Age) มนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่อาศัยอยู่ในดินแดนประเทศไทย ล้วนแต่มีความชำนาญในการถลุงเหล็กเกือบทุกแห่ง เนื่องจากค้นพบหลักฐานการถลุงเหล็กกันอย่างกว้างขว้าง ดังจะเห็นได้จากหมู่บ้านมากมายมีชื่อว่า “บ้านขี้เหล็ก” แสดงให้เห็นว่าในสมัยเมื่อ 2500 ปีก่อน มนุษย์ดึกดำบรรพ์ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พัฒนาการผ่านพ้น “ยุคสัมฤทธิ์” มาสู่ “ยุคเหล็ก” อย่างรวดเร็ว และเป็นยุคที่เริ่มต้นติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับพ่อค้าชาวอินเดีย จีน อาหรับ กรีก โรมัน และบ้านเมืองในประเทศข้างเคียง สันนิษฐานว่าพ่อค้าชาวอินเดีย ได้เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวพื้นเมือง พร้อมกับนำศิลปวัฒนธรรมทันสมัยเข้ามาเผยแพร่ให้แก่ชาวพื้นเมืองผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม อย่างกว้างขวาง บ้านเมืองขยายตัวใหญ่โต สลับซับซ้อนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากคลื่นอารยธรรมอินเดียหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ วรรณคดีภาษาสันสกฤต หลักการปกครองและการบริหารบ้านเมือง ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีราชสำนักของอินเดีย เข้ามาปลูกฝังอย่างแน่นหนาศาสนาพราหมณ์ ยกย่องผู้นำชนพื้นเมืองซึ่งแต่เดิมเป็นมนุษย์ธรรมดาให้มีฐานสูงส่งเป็น “เทวราชา” (God King) เทิดทูลว่าเป็นผู้มีบุญญาอภินิหารอวตารลงมาเกิดในโลกมนุษย์ จึงเป็น “สมมุติเทพ” เสมือนดังเป็นภาคหนึ่งของพระศิวะ พระนารายณ์ จึงต้องเคารพกราบไว้บูชาเหมือนดังเทพเจ้า ในทำนองเดียวกันศาสนาพุทธยกย่องกษัตริย์ว่า เป็นผู้ปกครองบ้านเมืองตามหลักทศพิธราชธรรม จึงเป็น “พุทธราชา” ดุจดังเป็นพระพุทธเจ้า



หลังจากนั้นในสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์บัลลังก์ กรุงปาฏลีบุตร บรรดาเชื้อพระวงศ์เหล่าเสนาอำมาตย์ที่เป็นฝ่ายตรงข้าม ถูกกวาดล้างเข่นฆ่าอย่างทารุณโหดร้าย พระองค์ได้รับสมญานามว่า “จัณทาโศก” สันนิษฐานว่า ในสมัยนั้น พวกที่รอดชีวิตคงหลบหนีลี้ภัยลงเรือข้ามมหาสมุทรเข้ามายังดินแดนคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทยจำนวนมาก ต่อมาเมื่อกองทัพของ พระจ้าอโศกมหาราช ได้บุกลงมาโจมตี เมืองโตสาลี ราชธานีของ อาณาจักรกลิงคราช หรือแคว้นโอริสา ในสมัยปัจจุบัน จารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชกล่าวว่า ทหารของฝ่ายกลิงคะ ถูกฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตายลงนับแสน ถูกจับเป็นเชลยศึกหลายแสนคน ที่รอดชีวิตคงหลบหนี้ลี้ภัยเข้ามายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกับนำศิลปวิทยาอันรุ่งเรืองเข้ามาเผยแพร่ให้แก่ชาวพื้นเมืองและราชสำนักในสมัยนั้น

คัมภีร์มหาวงศ์พงศาวดารลังกา ถือว่าเป็นหลักฐานสำคัญทางประวัติศาสตร์ เพราะว่าได้จดบันทึกเรื่องราวในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงส่งคณะธรรมทูตเดินทางมาเผยแพร่พุทธศาสนาในลังกาทวีป เมื่อ พ.ศ. 296 ไว้เป็นลายลักษณ์อย่างละเอียด จนอาจกล่าวได้ว่า เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์พุทธศาสนาและประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มีมาก่อนพงศาวดารจีน นอกจากกล่าวถึงพระราชาประวัติของ พระเจ้าอโศกมหาราชแห่งชมพูทวีป โดยอ้างว่าพระองค์ทรงสืบเชื้อสายมาจาก “พระเจ้าจันทรคุปต์” ปฐมจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โมริยะ ทรงทำสงครามขับไล่กองทัพของ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช แห่งจักรวรรดิกรีก จนล่าถอยกลับไปแล้ว ยังกล่าวถึงพระราชนัดดาของ พระเจ้าอโศกมหาราช พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า “เจ้าชายสุมิตร” ได้เสด็จลงเรือมายัง “กรุงสุรรณปุระ”

ข้อความคัมภีร์เก่าแก่ของชาวอินเดีย กล่าวถึงดินแดนที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเป็นแหล่งอุดมไปด้วยทองคำและทรัพยากรมีค่าหายากนานาชนิดไว้อย่างกระท่อนกระแท่น เรียกดินแดนแห่งโลกใหม่นั้นว่า “สุวรรณภูมิ” หรือ “สุวรรณทวีป” แต่ไม่มีใครทราบว่าดินแดนแห่งนั้นตั้งอยู่ที่ไหน คงตั้งข้อสันนิษฐานกันอย่างกว้าง ๆ ว่า หมายถึงดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทั่งถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช คัมภีร์ของพุทธศาสนาจดบันทึกว่า พระองค์ทรงโปรดให้พระเถระ 2 พี่น้อง ที่ชื่อว่า พระโสณะเถระ กับพระอุตระเถระ ไปยัง สุวรรณภูมิ

หน้าถัดไป >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook