บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม อารยธรรม >>

จักรวรรดิไศเลนทร์

12

เส้นทางข้ามสมุทรจุดเชื่อมโลก

ภายหลังจากชนชาวทวีปยุโรปฟื้นฟูศิลปวิทยาการ จนกระทั่งสามารถพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว บรรดานายทุนเจ้าของโรงงานอุตสาหกรรมและพ่อค้าต่างมีความต้องการวัตถุดิบ เช่น ดีบุก เหล็ก สังกะสี นิเกิล ปรอท ถ่านหิน ยางพารา น้ำมัน ตลอดจนทรัพยากรมีค่าทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่อุดมในประเทศเขตร้อนที่ด้อยพัฒนาล้าหลังและเป็นตลาดระบายสินค้าได้เป็นอย่างดี เพื่อเป็นหลักประกันในการรักษาแหล่งวัตถุดิบและตลาดระบายสินค้า ประเทศมหาอำนาจในทวีปยุโรปซึ่งได้พัฒนาอารยธรรมตะวันตก (Western Civilization) มีความเชื่อว่าศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่ประเสริฐ ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นล้วนแต่เป็นคนป่าเถื่อน เป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าที่มอบภารกิจให้คนผิวขาว นำอารยธรรมที่รุ่งเรืองไปช่วยสร้างความเจริญให้แก่ชาติที่ด้อยพัฒนาล้าหลัง “ลัทธิภารกิจของคนผิวขาว” (The White Man’s Burden) นำไปสู่การก่อกำเนิด “ลัทธิจักรวรรดินิยม” (Imperialism) ประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งเป็นชาติมหาอำนาจตะวันตกมีแสนยานุภาพทางกองทัพเรือที่เข้มแข็ง ได้แผ่ขยายอำนาจแข่งขันกันล่าเมืองขึ้นในทวีปเอเชีย โดยใช้กำลังทหารเข้ายึดครองดินแดนของประเทศที่อ่อนแอทั้งหลายเป็นเมืองขึ้นโดยเปิดเผย ประเทศอังกฤษ ยึดครองประเทศทั้งหลายเป็นเมืองขึ้นไปทั่วโลก อินเดีย พม่า และเข้ามายึดครองปลายแหลมทองไปจัดตั้ง ประเทศมลายู

เมื่อประเทศฝรั่งเศสยึดครองประเทศเวียดนามเป็นเมืองขึ้นแล้ว ได้แผ่อิทธิพลเข้ามาในประเทศเขมร ลาว ในที่สุดอาณาจักรทั้งสองได้ตกเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ต่อจากนั้นประเทศฝรั่งเศสพยายามแผ่ขยายอำนาจเข้ามายึดครองประเทศไทย ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแต่ถูกอังกฤษขัดขวาง ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งกันขึ้น ชาติมหาอำนาจทั้งสองเกรงว่าหากไม่สามารถแบ่งปันผลประโยชน์กันเองได้ อาจนำไปสู่การทำสงครามกันขึ้น ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันให้ ประเทศไทย เป็นประเทศอิสระในฐานะ “รัฐกันชน” (Buffer State)

ในสมัยลัทธิจักรวรรดินิยมเรืองอำนาจ ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์และโบราณคดีของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ได้เดินทางเข้ามาศึกษาค้นคว้าเรื่องราวของชาติทั้งหลายในคาบสมุทรอินโดจีน ซึ่งเป็นเมืองขึ้นนำไปเป็นข้อมูลเขียนประวัติศาสตร์ บางครั้งก็บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้สอดคล้องกับทฤษฎีการแบ่งแยกเพื่อการปกครอง อันเป็นการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติของตน ดังนั้น หากศึกษาประวัติศาสตร์ไปตามแนวทางของชาติมหาอำนาจจักรวรรดินิยมโดยไม่พิจารณาค้นหาความจริงให้แน่ชัด ก็จะทำให้เกิดสับสนฟั่นเฟือนทางประวัติศาสตร์ ดังเช่นประเทศไทยประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ จึงขอนำข้อความในหนังสือเรื่อง “ชนชาติต่าง ๆ ในคาบสมุทรอินโดจีน” ที่แต่งโดย “ศาสตราจารย์ ยอร์จ เซเดย์” ซึ่งได้รับยกย่องว่าเป็นปราชญ์ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแห่งปลายบูรพาทิศ กล่าวบรรยายถึงประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของ “ชนชาวสยาม” ไว้ว่า

สยาม หมายถึง พวกคนไทยในบริเวณตอนกลางของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งในขณะนั้นดินแดนแถบนี้ตกอยู่ภายใต้อำนาจของจักรวรรดิกัมพูชา พวกไทยถือว่าเป็นหน่วยชาติวงศ์ใหม่ที่เพิ่งปรากฏขึ้นในคาบสมุทรอินโดจีน พวกไทยค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาอย่างช้า ๆ โดยเคลื่อนย้ายจากเหนือลงมาตั้งหลักแหล่งทางใต้นานแล้ว คนพวกนี้ยังมีร่องรอยการจัดระเบียบทางสังคมปรากฏอยู่ในเมืองโบราณของประเทศลาว และรัฐฉานในประเทศพม่า ตลอดจนระบบศักดินาของประชาชนที่อยู่ทางตอนเหนือของแคว้นตังเกี๋ย อาจกล่าวได้ ว่ามีความสามารถในการผสมผสานกับชาติอื่นเรื่อยมาในประวัติศาสตร์ รู้จักปรับตนให้เข้ากับอารยธรรมของประเทศที่พวกตนเข้าอาศัยอยู่ คนเชื้อชาติเด่นเป็นพิเศษนี้เคลื่อนที่อย่างแนบเนียน อ่อนตัวดุจดังการไหลบ่าของน้ำ อยู่ใต้ฟ้าใดก็เปลี่ยนสีให้เข้ากับฟ้านั้น เข้าไปยังฝั่งน้ำใดก็ปรับรูปแบบให้เข้ากับฝั่งน้ำนั้น ด้วยลักษณะผันผวนอันหลากหลาย แต่ก็ยังสามารถรักษาเอกลักษณ์ประจำชาติและภาษาของตนไว้ได้ และยังแผ่ขยายเผ่าพันธุ์ครอบคลุมดินแดนทางตอนใต้ของจีน ในที่สุดกลายเป็นชนชาติที่เป็นเจ้านายของเจ้าของถิ่นซึ่งพวกตนเข้าไปอาศัยอยู่แล้วกลืนเอาอารยธรรมของชาติเจ้าของถิ่นด้วย

ความคิดเห็นเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ “ชนชาติสยาม” ตามที่หยิบยกขึ้นมาอ้างอิง แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นักปราชญ์ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีแห่งปลายบูรพาทิศผู้นี้ จงใจที่จะแสดงให้ทุกคนเกิดสำคัญผิดคิดว่า“ชนชาวสยาม” หมายถึง “ชนชาติไท-ลาว”ที่อพยพหลบหนีลี้ภัยมาจากทางตอนใต้ของประเทศจีน ลงมาสร้าง “อาณาจักรสุโขทัย” ขึ้นเป็นอาณาจักรแห่งแรกของชนชาติไทย โดยยื้อแย่งดินแดนมาของชนชาวพื้นเมืองดั้งเดิม คือ ชนชาวมอญ ละว้า เขมร เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 18 ทั้งยังมีเจตนาที่จะปกปิดความจริงเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานของ“อาณาจักรสยาม” ซึ่งพงศาวดารจีนเรียกว่า “เสียมหลอก๊ก” แปลว่า “อาณาจักรสยาม-ละโว้”

พงศาวดารจีนอ้างว่า “อาณาจักรสยาม-ละโว้” เป็นผู้ครอบครองผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งในบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รวมทั้งดินแดนคาบสมุทรภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ดินแดนในคาบสมุทรภาคใต้ เป็นแผ่นดินที่มีลักษณะเด่นพิเศษที่สุดแห่งหนึ่งในโลก คือเป็นแหลมยื่นยาวดุจดังปราการธรรมชาติลงไปขวางกั้นมหาสมุทรอินเดียและมหาสมุทรแปซิฟิคให้แยกออกจากกัน เรือไม่สามารถแล่นผ่านไปได้โดยตรง ต้องแล่นเลียบชายฝั่งทะเลลงไปถึงช่องแคบสุมาตรา จึงเดินเรือผ่านช่องแคบอ้อมไมยังคาบสมุทรอีกฟากหนึ่ง ซึ่งมีระยะทางยาวไกลในราว 2000 กิโลเมตร หรือไม่อ้อมเกาะสุมาตรา ลงไปทางใต้เส้นศูนย์สูตรเพื่อเดินทางไปยังจุดหมายปลายทาง

ในสมัยเริ่มต้นประวัติศาสตร์ ศิลปวิทยาการการต่อเรือเดินสมุทรยังไม่เจริญก้าวหน้า ความรู้ความสามารถในการเดินเรือยังอยู่ในขีดจำกัด การเดินเรือในยุคนั้นต้องอาศัยกระแสลมเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในมหาสมุทรแปซิฟิคและลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งพัดตามฤดูกาลในรอบปี เมื่อถูกจำกัดของสภาพทางภูมิศาสตร์ของคาบสมุทรภาคใต้ที่ขว้างกั้น และบริเวณสองฟากฝั่งทางตอนปลายของคาบสมุทรเป็นพื้นที่ “สงบลม”(Doldrum) คือ ตั้งแต่บริเวณเลยเส้นละติจูที่ 5 องศาเหนือ ลงไปจนถึงเส้นศูนย์สูตรที่ 0 องศา ทะเลในแถบนั้นลมไม่พัด หรือ ลมพัดแต่ทิศทางไม่แน่นอน เป็นอุปสรรคขัดขวางการเดินเรือผ่านช่องแคบจากชายฝั่งทะเลด้านหนึ่งไปยังชายฝั่งทะเลอีกด้านหนึ่ง พวกพ่อค้าชาวอินเดียและจีน จึงมุ่งหน้าเดินเรือมายังเมืองท่าที่ตั้งอยู่ตอนกลางคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย เพื่อจอดพักเรือและขนถ่ายสินค้านำสัมภาระเดินทางข้ามคาบสมุทร ไปยังเมืองท่าเรืออีกฝั่งหนึ่ง ต่อจากนั้นลงเรือเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทางได้โดยไม่ต้องรอฤดูกาลลมมรสุม

ด้วยเหตุนี้ตอนกลางคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย จึงเป็นเส้นทางเดินบกข้ามคาบสมุทรที่สะดวกปลอดภัยที่สุด ตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ ผลักดันให้ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมที่ตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าว ได้รับอารยธรรอันรุ่งเรื่องจากนานาชาติ พัฒนาบ้านเมืองเป็น เมืองท่า นิคมการค้า และตลาดการค้าทางทะเลที่เจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่งยิ่งกว่าเมืองในภูมิภาคอื่น

<script async src="//pagead2.googlesyndication.com/pagead/js/adsbygoogle.js"></script>
<!-- center_2559 -->
<ins class="adsbygoogle"
style="display:block"
data-ad-client="ca-pub-2716469986870548"
data-ad-slot="8796964454"
data-ad-format="auto"></ins>
<script>
(adsbygoogle = window.adsbygoogle || []).push({});
</script>

หลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวต่างชาติ ที่เดินทางมาจากดินแดนโพ้นทะเล เช่น อินเดีย อาหรับ กรีก โรมัน ที่มีมาตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ และเริ่มมีความรู้มากขึ้นใน “สัมฤทธิ์” และ “ยุคเหล็ก” ซึ่งเห็นได้ชัดเจนจากแหล่งโบราณคดีบ้านควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พบลูกปัดจำนวนมาก ทั้งประเภท ลูกปัดแก้วสีเดียว (Monochome Greads) ลูกปัดแก้หลากสี (Poly-chome Breads) ลูกปัดหินสีรูปแบบต่างๆ ทำจาก อาเกต คาร์นีเลียน เรียกกันว่า “ลูกปัดลมสินค้า” (Trade-Wind Breads) ซึ่งแต่เดิมมีแหล่งผลิตอยู่ในอาณาจักรกรีก โรมัน แถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอายุเก่าแก่กว่า 2000 ปี พวกพ่อค้านำเข้ามาแลกเปลี่ยนกับผลิตภัณฑ์ของชาวพื้นเมือง เช่น เครื่องเทศ สมุทรไพร ไม้หอม งาช้าง นอแรด ไข่มุกกระดองเต่า ดีบุกทองคำ เป็นต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกปัดแล้ว ลูกปัดหินมีค่า ซึ่งพวกพ่อค้านำเข้ามาในยุคแรก ทำเป็นลายเส้นฝังลงในเนื้อหิน (etched) และ โอนิกซ์ (onyx) พบที่แหล่งโบราณคดี เขาสามแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร พร้อมด้วยกลองมโหระทึก 2 ใบ จารึกตัวอักษรพรหมมี นอกจากนั้น ยังพบตามแหล่งโบราณคดีสำคัญในภาคใต้ เช่น ที่ควนพุนพิน อำเภอพุนพิน อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อำเภอท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช เกาะคอเขา บ้านทุ่งตึก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา อันแสดงให้เห็นว่า ในสมัยนั้นเมืองท่าและสถานีการค้าที่เป็นชุมขนเจริญรุ่งเรืองแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่ตอนกลางคาบสมุทรภาคใต้

นักโบราณคดีได้ขุดค้นแหล่งโบราณคดี บ้านควนลูกปัด อำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่ พบทั้งลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน จำนวนมาก ทั้งยังพบแท่งแก้วและหินกึ่งรัตนชาติ เช่น ควอร์ต แคลซิโดเนีย คาร์นีเลียน อาเกต สันนิษฐานว่านำเข้ามาจากอินเดีย เพื่อนำมาผลิตที่บ้านควนลูกปัด เพราะว่ายังมีร่องรอยของกระบวนการผลิตเครื่องประดับเป็นสินค้าหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน จนอาจกล่าวได้ว่า บ้านควนลูกปัด ในอดีตเคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมผลิตลูกปัดเป็นสินค้าเพื่อส่งออกขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบในประเทศไทย

นอกจากนั้นหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า แหล่งโบราณคดีบ้านควนลูกปัด เป็นเมืองท่าติดต่อค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับชาวต่างประเทศโพ้นทะเลมาช้านานกว่า 2000 ปี ก็คือโบราณวัตถุเก่าแก่ที่พวกพ่อค้าต่างชาตินำติดตัวเข้ามาเป็น เครื่องราง เครื่องประดับ หรือเป็นสิ่งของสำหรับซื้อขายแลกเปลี่ยนกับผลิตภัณฑ์ชาวพื้นเมือง เช่น ลูกปัดแก้วรูปหน้าคน (Face Bread) มีสีเป็นริ้วรายรอบคล้ายกับรัศมีของพระอาทิตย์ แผ่นหินคาร์นีเลี่ยนสีแดงแกะสลักเป็นรูปหน้าคนแบบศิลปกรีก จัดเป็นสินค้าส่งออกสำคัญที่ได้รับความนิยมมากในสมัยนั้น พบตามเมืองท่าโบราณที่เคยติดต่อค้าขายกับพ่อค้าชาวกรีก โรมัน และยังพบตราประทับสินค้าของชาวอินเดีย กรีก โรมัน เปอร์เซีย

แหล่งโบราณคดีสำคัญในแถบชายผั่งทะเลอันดามันร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีบ้านควนลูกปัดอีกแห่งหนึ่งก็คือ “กลุ่มโบราณคดีภูเขาทอง” ประกอบด้วย บ้านภูเขาทอง บ้านบางกล้วยนอก บ้านเขากล้วย บ้านไร่ใน ซึ่งเคยเป็นชุมชนเมืองท่าเรือ หรือสถานีการค้าขนาดใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองในอดีต แหล่งโบราณคดีดังกล่าวนี้ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสุขสำราญ จังหัดระนอง มีหลักฐานชัดเจนว่าเคยเป็น “แหล่งอุตสาหกรรมผลิตลูกปัด” (Beadmakidng Site) ทั้งประเภทลูกปัดแก้ว ลูกปัดหินหลากสีที่สวยงาม มีเทคนิคการผลิตลูกปัดแก้วแบบพิเศษ คือสีเดียวในหนึ่งเม็ด (Monochrome) เช่น สีเหลือง สีเขียว สีน้ำเงิน สีดำ เรียกกันว่า “ลูกปัดอินโดแปซิฟิค” (Indo Pacific Bead) พบหัวแหวนหินสลักเป็นรูปคนขี่ม้าสง่างาม แผ่นหินคาร์นีเลียนสลักเป็นรูปบุคคลเหมือนกับพบที่บ้านควนลูกปัด และเมืองออกแอว ซึ่งเป็นเมืองท่าเรือบริเวณปลายแหลมญวนในสมัยฟูนัน

โบราณวัตถุที่ถือว่าสำคัญแสดงให้เห็นการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างชัดเจนก็คือ พบจี้คริสตัลแกะสลักเป็นรูปสิงโต (Rock Crystal) มีสัดส่วนสวยงาม คล้ายกับเคยพบที่บ้านตอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองตักสิลา ในประเทศปากีสถาน เมืองสัมภร เมืองนาสิก ท่าเรือโบราณในลุ่มแม่น้ำกฤษณา ทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศอินเดีย ในสมัยกษัตริย์ราชวงศ์สาตวาหนะเรืองอำนาจ เมืองฮาลิน ประเทศพม่า รูปสิงโตถือว่าเป็นเครื่องรางที่พุทธศาสนิกชนนิยมนำติดตัวเพื่อคุ้มครองอันตราย เพราะเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและความยิ่งใหญ่ แสดงนัยความหมายว่า พระพุทธเจ้า ทรงเป็นสิงห์แห่งศากยะวงศ์

โบราณวัตถี่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา สมัยก่อนที่จะมีการสร้างรูปพระพุทธเจ้าเป็นรูปเคารพ ถือว่าเป็นเครื่องรางศักดิ์สิทธิ์ สำหรับห้อยคอติดตัวก็คือ “รูปไตรรัตนะ” (Triratana) ตลอดจนวัตถุที่แสดงถึงสัญลักษณ์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น หอยสังข์ ศรีวัตสะ รูปสวัสดิกะ เป็นหลักฐานยืนยันว่า ในสมัยนั้นศาสนาพุทธได้แผ่อิทธิพลเข้ามายังคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย สอดคล้องกับคัมภีร์พุทธศาสนาที่กล่าวถึง พระเจ้าอโศก ทรงโปรดให้ พระโสณะเถระ กับพระอุตตระเถระ เดินทางไปยัง สุวรรณภูมิ

หน้าถัดไป >>>

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook