บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน
กัมพูชา (Cambodia)

ความสัมพันธ์ ไทย – กัมพูชา

      หากเรายอมรับว่า เมืองหลวงของอาณาจักรขอมโบราณ เมื่อยิ่งใหญ่ที่สุด ตั้งอยู่ในบริเวณสถานที่อันที่เป็นที่ตั้งของนครวัด – นครธมในเขตแดนประเทศกัมพูชาปัจจุบัน โดยมีขอบอาณาจักรครอบคลุมไปยังพื้นที่ต่างๆ ที่มีหลักฐานเป็นปราสาทหินโบราณในลักษณะศิลปกรรมเดียวกันตั้งอยู่ ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทางด้านตะวันออกจรดพื้นที่ชายฝั่งทะเลจีนใต้ของเวียดนาม ส่วนทางด้านตะวันตกสิ้นสุดบริเวณปราสาทเมืองสิงห์ในจังหวัดกาญจนบุรี ทางทิศเหนือไปจรดตอนใต้ของจีน และทางใต้ลัดเลาะตามด้ามขวานทองของไทยลงไปถึงบริเวณที่เคยถูกเรียกว่า อาณาจักรศรีวิชัย และตามประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย เมื่อประมาณ 800 ปีเศษที่ผ่านมา ด้วยการแยกตัวเป็นอิสระ ในช่วงที่ความเข้มแข็งของอาณาจักร หรือบทบาทของขอมเริ่มจางลง ถือได้ว่า ไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์กันมาก่อน และหลังจากที่ไทยจะแยกตัวออกมา ก็ยังคงมีความสัมพันธ์ในฐานะรัฐอิสระที่อยู่ติดกัน มีการกระทบกระทั่งและครอบครองดินแดนของกันและกันบ้างเป็นคราวๆ รวมทั้ง มีการเคลื่อนย้ายของคน ตำรา ความรู้ ประสบการณ์ระหว่างราชสำนักขอมกับราชสำนักไทย ลำดับมาเป็นช่วงๆ นับแต่สุโขทัย อยุธยา และรัตนโกสินทร์ของไทยฝ่ายกัมพูชาก็มีการย้ายราชธานีเป็นลำดับจากมหานคร (นครวัด-นครธม) ละแวก อูโดง จนท้ายสุดมาอยู่ ณ พื้นที่ที่เป็นกรุงพนมเปญ เมืองหลวงในปัจจุบัน และต้องประคับประคองราชอาณาจักรให้ดำรงอยู่ได้ ท่ามกลางรัฐใหญ่ที่กระหนาบอยู่ 2 ข้าง ข้างตะวันตกคือ ไทย และข้างตะวันออกคือ เวียดนาม จนมาสิ้นสุดเมื่อสูญเสียเอกราชเข้าอยู่ใต้การปกครองของฝรั่งเศสวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2406

ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนแปลงในอดีตที่มีต่อเนื่องมาตลอด แม้กระทั่งหลังจากกัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2493 ประเทศนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายประการ ประเทศไทยในฐานะประเทศข้างเคียง ย่อมได้รับผลกระทบ หรือมีส่วนร่วมและถูกกล่าวถึงในทางใดทางหนึ่งไม่มากก็น้อย สำหรับ เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในบางช่วงบางตอนที่มีการกล่าวถึงไทย ซึ่งเก็บมาจากหนังสือ A History of Cambodia , second edition แต่งโดย David Chandler (มีการแปลเป็นภาษาไทยและแปลเป็นภาษาเขมร และเป็นเล่มเดียวกับที่สมเด็จฮุน เซน กล่าวในพิธีประสาทปริญญาแก่บัณทิตที่จบการศึกษาจาก National Institute of Education เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2548 ว่า มีความถูกต้องเพียงร้อยละ 80) ที่พอจะเป็นเกร็ดให้ระลึกถึง และทราบไว้เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างไทย – กัมพูชา ที่ผ่านมา โดยสรุป ดังนี้

ตำนานเรื่องพระโค – พระแก้ว
ซึ่งเป็นการเรียบเรียงและตีพิมพ์ขึ้นครั้งแรกโดยชาวฝรั่งเศสในช่วงทศวรรษที่ 2403 มีความสรุปว่า กรุงละแวกโบราณมีความเจริญ มีกำแพงพระนครที่ใหญ่โตขนาดไม่สามารถขี่ม้าตัวเดียวได้ครบรอบ ภายในประดิษฐานรูปปั้นพระโค – พระแก้ว ซึ่งกล่าวกันว่า ในช่องท้องของรูปปั้นทั้งสอง มีตำราพระเวทย์เป็นทองคำ หากใครได้ไปและศึกษาแล้ว จะมีความรู้ทั้งมวลในโลก ... ต่อมา กษัตริย์สยามต้องการได้รูปปั้นดังกล่าว จึงได้จัดทัพยกมาต่อสู้กับกษัตริย์กัมพูชา เกร็ดตอนหนึ่งได้กล่าวว่า กองทัพสยามใช้เวลานาน ก็ไม่สามารถฝ่าฟันผ่านป่าไผ่ที่สมบูรณ์แตกหน่อ ออกกอหนาแน่นเข้าถึงกรุงละแวกได้ จึงถอนทัพกลับ แต่ที่ก่อนถอยทัพกลับ ได้นำเหรียญเงินจำนวนมากมาแทนกระสุนปืนใหญ่ แล้วระดมยิงเข้าไปในป่าไผ่ ผ่านไปได้ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อชาวละแวกแน่ใจว่ากองทัพสยามถอยไปแล้ว ผู้ที่รู้ว่ามีเหรียญเงินจำนวนมากทิ้งกระจัดกระจายทั่วไปในป่าไผ่ ก็นำมีดพร้ามาตัดป่าไผ่เพื่อเก็บเหรียญเงินที่ตกอยู่ตามพื้นดิน ส่งผลให้ป่าไผ่ที่มีอยู่สูญสิ้นไป เมื่อทัพสยามย้อนกลับมาอีกครั้งในปีรุ่งขึ้น ก็สามารถตีกรุงละแวกแตก แล้วนำรูปปั้นทั้งสองติดทัพกลับสยามไปในที่สุด ( หน้า 85 ) ซึ่งตามประวัติศาสตร์ ในช่วงทศวรรษปี 2103 – 2123 อันเป็นเวลาก่อนและหลังการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 ไทยอยู่ในสภาพอ่อนแอ กองทัพฝ่ายกัมพูชาจึงยกมาทำร้ายอยู่เนืองๆ ต่อเมื่อไทยฟื้นตัวได้แล้ว ในปี พ.ศ. 2136 จึงได้จัดทัพใหญ่ยกมาตีเมืองละแวก ซึ่งเป็นเมืองหลวงของกัมพูชาในสมัยนั้น และได้ชัยชนะในปีถัดมา ชัยชนะครั้งนี้อาจเป็นที่มาของตำนานเรื่องพระโค – พระแก้ว ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีมาก่อนจริง หรือถูกแต่งเติมขึ้น

ความสัมพันธ์สมัยก่อนจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์
นับแต่ไทยแยกตัวจากขอม ต่อเนื่องมาจนถึงปลายกรุงศรีอยุธยา สองชาตินี้ได้ติดต่อแลกเปลี่ยนสินค้า ความรู้ ประเพณี วัฒนธรรม และประสบการณ์ระหว่างกันอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด และยังคงส่งผลให้ปัจจุบันประเพณี ภาษา และวัฒนธรรมของไทยกัมพูชาจะคล้ายกันมาก ในอดีต บางครั้งบางเวลาสองชาตินี้ก็มีการกระทบกระทั่ง กันบ้าง ตามที่กษัตริย์ของแต่ละฝ่ายเห็นโอกาสที่จะแผ่ขยายพระราชอำนาจด้วยไม่มีหลักเขตแดนเช่นในปัจจุบัน (ปัจจุบันเขตแดนไทยกับกัมพูชาก็ยังปักปันไม่เรียบร้อย) แต่ด้วยในเวลานั้น ขอมที่แต่เดิมมาเคยยิ่งใหญ่ ถูกแบ่งแยกตัดตอนออกไป เหลือเป็นประเทศกัมพูชา ที่ถูกประกบด้วยสองชาติใหญ่คือ ไทย และเวียดนาม ซึ่งในเวลานั้น อาจเห็นกัมพูชาเป็นรัฐกันชน ต่างต้องการมีมิตรภาพกับกัมพูชา แต่ความไม่แน่นอนของการเมืองภายในกัมพูชาที่แบ่งเป็นฝักฝ่ายไม่ค่อยยอมกันด้วยดี และมักจะขอความช่วยเหลือจากประเทศข้างเคียงที่เป็นฝ่ายของตน และเมื่อรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษกและสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นแล้ว ทรงมีส่วนอย่างมากในการอภิเษกพระองค์เอง ( Prince Eng ) ซึ่งพำนักในกรุงเทพฯ มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2333 ให้กลับมาเสวยราชสมบัติกัมพูชาในปี พ.ศ. 2337 จึงเป็นแบบอย่างในช่วงเวลาหนึ่งที่กษัตริย์จะอภิเษกในกรุงเทพฯ ก่อนเดินทางมาปกครองกัมพูชา ( หน้า 97 ) นอกจากนี้ Chandler ยังได้กล่าวถึงในช่วงที่พระองค์เองยังไม่ได้กลับมาปกครองกัมพูชา ไทยได้แต่งตั้งข้าราชการเขมรผู้หนึ่งมีนามว่า “ แบน “ ให้ดูแลราชธานี “ อูโดง “ ครองตำแหน่ง “ สำเร็จราชการกรุงกัมพูชาธิบดี “ ซึ่งท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยการจัดทัพขึ้นต่อสู้กับเวียดนาม ทั้งภายในเขมรเองและต่อสู้ติดพันไปในเวียดนาม เมื่อรัชกาลที่ 1 ได้อภิเษกพระองค์เองเป็นกษัตริย์แล้ว เพื่อตอบแทนคุณความดีของท่าน จึงขอเมืองพระตะบอง และพระมหานคร ( เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ) ซึ่งท่านได้ปกครองก่อนหน้านั้นแล้วแต่งตั้งพระองค์เองและท่านเป็น “พระยาอภัยธิเบศวิเศษสงครามรามรินทร์อันวิชัย อภัยไพรีปราบกรมเปียหุ ” ( ต้นตระกูล “ อภัยวงศ์ “ ) ให้ขึ้นตรงต่อกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่นั้นมา เปรียบเสมือนการเข้าครอบครองดินแดนส่วนนี้โดยไทย ซึ่งต่อมาไทยเผชิญกับแรงกดดันจากฝรั่งเศสในวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436 หรือ ค.ศ. 1893) จึงคืนดินแดนส่วนนี้ให้กับกัมพูชา แล้วกลับมาครอบครองดินแดน 3 จังหวัดนี้อีกครั้งในสงครามมหาเอเชียบูรพาระหว่างปี พ.ศ.2484 – 2489 ก่อนจะคืนให้อีกครั้งเมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

ความสัมพันธ์ทางการทูต
ราชอาณาจักรไทย และราชอาณาจักรกัมพูชา ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2493 ถือเป็นการยอมรับอธิปไตยและความเป็นประเทศของแต่ละฝ่ายว่า ต่างเป็นรัฐเอกราชที่เสมอภาคเท่าเทียมกัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเขตแดนที่ยังขาดเส้นแบ่งเขตที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอย่างชัดแจ้งและชัดเจน ได้นำมาซึ่งการโต้แย้งและพิพาทกันเป็นครั้งคราวในเวลาต่อมา กรณีที่ใหญ่และถือเป็นบทเรียนที่สำคัญมากสำหรับทั้งสองประเทศคือ ในปี พ.ศ. 2502 กัมพูชาฟ้องต่อศาลโลกกรณี ปราสาทเขาพระวิหาร ซึ่งท้ายสุดแม้ศาลโลกได้ตัดสินเมื่อ พ.ศ. 2505 ว่า เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา และฝ่ายไทยก็ยอมรับในคำตัดสินนั้น แต่คำวินิจฉัยก็ไม่ได้ระบุอย่างชัดเจนถึงการแก้ไขปัญหาในเรื่องเขตแดนไว้ด้วย ทำให้ปัญหาเขตแดนยังคงคั่งค้าง และอยู่ในระหว่างการเจรจาแก้ไขของคณะกรรมการพรมแดนที่ทั้งสองฝ่ายแต่งตั้งขึ้น และคงจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรกว่า กัมพูชาที่มีปัญหาพรมแดนกับทั้งสามประเทศที่อยู่ติดกับตน ต้องเจรจาหาแนวทางจนได้ข้อยุติ ขณะที่ประชาชนชาวกัมพูชาทั้งที่อยู่ภายในและอยู่ต่างประเทศ ดูเสมือนจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ และพยายามจะนำมาเป็นประเด็นการเมืองในประเทศ

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ
ไทย และกัมพูชามีความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจในหลายมิติ ทั้งในกรอบ WTO, APEC, ASEAN, GMS (Great Mekong Sub-region), ACMECS (Ayeyawaddy-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy) ฯลฯ และทวิภาคี โดยที่สาระในกรอบ WTO, APEC และ ASEAN จะเป็นเรื่องการจัดระบบและระเบียบทางการค้าและความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสาธารณสุขในลักษณะเป็นสากล ซึ่งมีแหล่งข้อมูลที่ชัดเจนแพร่หลายอยู่แล้ว ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะความร่วมมือในกรอบ GMS และ ACMECS โดยสรุป ดังนี้ GMS ( Great Mekong Sub-region ) ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2535 โดยความช่วยเหลือของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเซีย ( ADB ) มีสมาชิก 6 ประเทศประกอบด้วย กัมพูชา จีน ( มณทลยูนาน ) ลาว พม่า ไทย และเวียดนาม ครอบคลุมพื้นที่ 2.3 ล้านตารางกิโลเมตร และประชากร 250 ล้านคน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจ ลดความยากจน สร้างโอกาสแก่ประชาคมจากความร่วมมือซึ่งมี 9 ด้าน คือ การค้า-การลงทุน , การเกษตร , การอุตสาหกรรม ,การคมนาคม , การท่องเที่ยว , การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ , การพลังงาน , การสื่อสาร และสิ่งแวดล้อม สัมฤทธิผลที่เกิดจากความร่วมมือประกอบด้วย โครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่การวางระบบเครือข่ายการสื่อสาร (East Loop) การลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาว 2 แห่ง (Theun Hinboun & Nam Leuk) และการเชื่อมเส้นทางคมนาคมมุกดาหาร-สุวรรณาเขต-ดองฮา-ดานัง และเส้นทาง กรุงเทพ –พนมเปญ-โฮจิมินทร์ซิตี้-วังเตา กับเส้นทางอื่นอีก 4 เส้นทาง ซึ่งคาดว่าจะสมบูรณ์ในปี 2550 กฏ ระเบียบ ได้แก่ข้อกำหนดการเดินเรือพาณิชย์ล้านช้างและแม่น้ำโขง ข้อตกลงการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างประเทศGMS ข้อตกลงการอำนวยความสะดวกต่อการผ่านแดนของสินค้าและประชาชนในGMS อื่นๆ ได้แก่การเชื่อมตลาดท่องเที่ยว 6 ชาติเข้าด้วยกัน การตั้งGMS Business Forum ฯ

ACMECS ( Ayeyawaddy-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy ) เป็นความร่วมมือที่ริเริ่มโดยนายกรัฐมนตรีของไทย ( พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร ) ที่เห็นว่าประเทศไทยในฐานะประเทศที่พัฒนากว่า และมีเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่กว่า ควรจะมีบทบาทในการเพิ่มโอกาสการจ้างงาน ลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างเสถียรภาพที่ยั่งยืนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ลาว และพม่า โดยถือวันที่ผู้นำ 4 ประเทศแถลงร่วมกันที่เมืองพุกาม ประเทศพม่า ( Bagan Declaration ) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2546 เป็นวันก่อตั้ง ( ต่อมา เวียดนามได้เข้ามาร่วมด้วยทำให้ปัจจุบันมีสมาชิก 5 ประเทศ ) โดยมีกรอบความร่วมมือกัน 5 ด้าน ได้แก่ การค้าและการลงทุน , การเกษตรและอุตสาหกรรม , การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม , ความร่วมมือการท่องเที่ยว , และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งได้เกิดสัมฤทธิผลบ้างแล้ว อาทิ

การค้าและการลงทุน ไทยให้สิทธิพิเศษสำหรับสินค้าเกษตรกัมพูชาสามาารถส่งออกไปประเทศไทย อัตราภาษีนำเข้า ร้อยละ 0 รวม 10 รายการ คือ ถั่วลิสง ถั่วเขียวผิวมัน ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวโพดหวาน มันฝรั่ง มันสำปะหลัง เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ละหุ่ง และไม้ยูคาลิปตัส และลดอากรนำเข้าเหลืออัตราร้อยละ 0 – 5 สำหรับสินค้ากัมพูชาอีก 340 รายการ , การจัดตั้ง ACMECS Business Council , การศึกษาการจัดตั้งตลาดกลางค้าส่งและส่งออก กับการศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในกัมพูชา รวมทั้งการฝึกอบรมให้ผู้ประกอบการในประเทศ ACMECS มีทักษะในการส่งออกและสนับสนุนให้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในประเทศไทย

การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ไทยให้เปล่าสะพานคอนกริตเสริมเหล็ก 4 แห่งและให้เงินกู้ในการปรับปรุงถนนหมายเลข 48 (เกาะกงและทางหลวงหมายเลขที่ 4) รวมระยะทาง 148 กิโลเมตร กับ ให้กู้เพื่อปรับปรุงถนนหมายเลข 57 (ช่องสะงำ-อันลองเวง-เสียมราฐ)รวมระยะทาง 138 กิโลเมตร และอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อปรับปรุงถนนหมายเลข 68 ที่ฝ่ายกัมพูชาร้องขออีก 1 เส้นทาง ความร่วมมือการท่องเที่ยว การเพิ่ม และขยายชั่วโมงทำงานของด่านพรมแดนนานาชาติ การขยายเวลาและขอบเขตการเดินทางของผู้ถือบัตรผ่านแดน การอนุญาตให้ผู้เดินทางจากภายนอก ACMECS สามารถประทับลงตราครั้งเดียวเที่ยวได้ทั่ว ACMECS ( Joint Visa/Single Visa ) โดยจะเริ่มจากประเทศไทยและกัมพูชาซึ่งมีความพร้อมก่อน การจัดทัวร์จักรยาน 4 ประเทศ การเปิดเส้นทางการบินเพิ่มเติม ฯ การเกษตรและอุตสาหกรรม การถ่ายทอดเทคโนโลยี่การเพาะปลูก และแจกจ่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ปุ๋ย ฯ รวมทั้งการพัฒนาและฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรม ฯ จากไทยสู่กัมพูชา

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การฝึกอบรม การจัดคณะผู้แทน ฯ การสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ฯลฯ นอกจากนี้ ไทยและกัมพูชายังมีความสัมพันธ์ทวิภาคีในด้านอื่นๆ อีกเป็นอันมาก

ประวัติศาสตร์ประเทศกัมพูชา
ข้อมูลทั่วไปประเทศกัมพูชา
พระพุทธศาสนาในประเทศกัมพูชา
เศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ
การไปประกอบธุรกิจของคนต่างชาติในกัมพูชา
ระบบภาษีของกัมพูชา
การส่งเสริมการลงทุนในกัมพูชา
ความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา
การสัมปทานที่ดินเพื่อการเกษตรของกัมพูชา
The Brief History of Cambodia Monarchy
สงครามกัมพูชา (1979-1991)
ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ทั้งรักทั้งชัง
การแต่งกายกัมพูชา
สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก
เสียมเรียบ นครวัด นครธม

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook