บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน
ลาว (Laos)

การแบ่งเขตการปกครอง

ประเทศลาวแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 16 แขวง (จังหวัด) และอีกหนึ่งเขตการปกครองพิเศษ คือ

  1. นครหลวงเวียงจันทน์ (กำแพงเวียงจันทน์) เป็นเขตการปกครองพิเศษคล้ายกรุงเทพฯ
  2. แขวงเวียงจันทน์ เมืองหลวงคือ โพนโหง
  3. แขวงหลวงพระบาง เมืองหลวงคือ หลวงพระบาง
  4. แขวงหลวงน้ำทา เมืองหลวงคือ หลวงน้ำทา
  5. แขวงอุดมไชย เมืองหลวงคือ เมืองไชยหรืออุดมไซ
  6. แขวงบ่อแก้ว เมืองหลวงคือ ห้วยซาย
  7. แขวงพงสาลี เมืองหลวงคือ พงสาลี
  8. แขวงหัวพัน เมืองหลวงคือ ซำเหนือ
  9. แขวงเชียงขวาง เมืองหลวงคือ โพนสะหวัน
  10. แขวงไชยบุรี เมืองหลวงคือ เมืองไชยบุรี
  11. แขวงบอลิคำไซ เมืองหลวงคือ เมืองปากซัน
  12. แขวงคำม่วน เมืองหลวงคือ เมืองท่าแขก
  13. แขวงสะหวันนะเขต เมืองหลวงคือ เมืองไกสอน พมวิหาน
  14. แขวงสาละวัน เมืองหลวงคือ เมืองสาละวัน
  15. แขวงอัดตะปือ เมือง สามักคีไซ
  16. แขวงจำปาสัก เมืองปากเซ
  17. แขวงเซกอง เมือง ละมาม

ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2549 ได้มีการยุบเขตพิเศษไซสมบูน อย่างเป็นทางการ ตามดำรัสนายกรัฐมนตรี (คำสั่งนายกรัฐมนตรี) เลขที่ 10/ ลงวันที่ 13 มกราคม 2549 โดยเมืองท่าโทมถูกรวมกับแขวงเชียงขวาง และเมืองไซสมบูนถูกรวมกับแขวงเวียงจันทน์

นครเวียงจันทน์ (กำแพงเวียงจันทน์) เป็นเขตการปกครองพิเศษ

นครหลวงเวียงจันทน์ (นะคอนหลวงเวียงจัน) เป็นเขตที่ตั้งของกรุงเวียงจันทน์เมืองหลวงของประเทศลาว ลักษณะการปกครองคล้ายกับกรุงเทพมหานคร อยู่ทางตอนกลางของประเทศลาว มีเมืองเอกคือจันทะบูลี มีเขตติดต่อเป็นชายแดนกับประเทศไทยระหว่างเวียงจันทน์กับหนองคายของประเทศไทย ทางสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 1 แขวงนครหลวงเวียงจันทน์เป็นแขวงที่เจริญที่สุดใน 18 แขวงของประเทศลาว เขตปกครองนี้ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2532 โดยแยกออกมาจากแขวงเวียงจันทน์ เดิมชื่อ "กำแพงนครเวียงจันทน์ ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็น "นครหลวงเวียงจันทน์ ประกอบด้วย เมืองต่างๆ ดังนี้ 1- จันทบุรี (จันทะบูลี) 2- ศรีโคตรบอง (สีโคดตะบอง) 3- ไชยเชษฐา (ไซเสดถา) 4- ศรีสัตตนาค ( สีสัดตะนาก) 5- นาทรายทอง ( นาซายทอง) 6- ชัยธานี (ไซทานี) 7- หาดทรายฟอง ( หาดซายฟอง) 8- สังทอง ( สังทอง) 9- ใหม่ปากงึม (ใหม่ปากงึ่ม)

แขวงเวียงจันทน์ (ลาว , Vientiane) เป็นหนึ่งในแขวงของประเทศลาวที่ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ เมื่อปี พ.ศ. 2532 แขวงเวียงจันทน์เดิมได้แบ่งออกเป็น 2 แขวง คือ แขวงเวียงจันทน์ปัจจุบัน และนครหลวงเวียงจันทน์ ที่มีเขตเวียงจันทน์ซึ่งเป็นเมืองหลวงตั้งอยู่ แบ่งเขตการปกครอง ดังนี้

  1. โพนโฮง
  2. ทุละคม ( เดิมชื่อเมืองธุรคมหงส์สถิต)
  3. แก้วอุดม
  4. กาสี
  5. วังเวียง
  6. เฟือง
  7. สานะคาม, ชนะคาม
  8. แมด
  9. หินเหิบ
  10. เวียงคำ
  11. ไซสมบูน
  12. หมื่น

แขวงคำม่วน

อยู่ระหว่างแขวงบอลิคำไซและสะหวันนะเขต ตรงข้ามกับจังหวัดนครพนมทางทิศตะวันออกโดยมีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติขวางกั้น เมืองหลวง : เมืองท่าแขก เป็นแขวงที่มีความสำคัญทางประวัติลาว ในอดีตราวคริสต์ศตวรรษที่ 5 แขวงนี้เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรฟูนันและเจนละโดยได้เรียกขานเมืองนี้ว่า “ศรีโคตรบูร” ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสยกทัพมายังเมืองศรีโคตรบูรในปี พ.ศ. 1910 เมืองศรีโคตรบูรจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นเมือง “ท่าแขก” ด้วยเหตุนี้ภายในเมืองท่าแขกจะพบตึกอาคารสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสหลายแห่ง

ปัจจุบันชื่อของท่าแขกได้เป็นเพียงชื่อของเมืองหลวงเท่านั้น โดยทางรัฐบาลลาวได้เปลี่ยนชื่อแขวงใหม่ให้เป็นคำม่วน เนื่องจากชื่อท่าแขกไม่สะท้อนถึงความเป็นชนชาติลาวได้ดีเพียงพอ แขวงคำม่วนตั้งอยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์ลงมาทางทิศใต้ถึง 350 กิโลเมตร นับเป็นเมืองศูนย์กลสงของการเดินทางและเป็นท่าด่านที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง นักท่องเที่ยวชาวไทยส่วนใหญ่ไม่นิยมเดินทางมาจากเวียงจันทน์แต่นิยมใช้บริการเรือข้ามฟากจากจังหวัดนครพนมมากกว่า

แขวงคำม่วนมีเขตป่าสงวนที่สำคัญถึง 2 แห่ง คือภูหินปั้น และนากาย-น้ำเทิน เป็นป่าสงวนที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ นับว่าเป็นแขวงที่มีสภาพธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด ตัวเมืองตั้งอยู่ริมน้ำโขง เมืองหลวงชื่อ “ท่าแขก” ตรงข้ามกับจังหวัดนครพนม สามารถนั่งเรือข้ามโขงไปเที่ยวได้อย่างง่ายดาย นักท่องเที่ยวสามารถไปเที่ยวได้แบบไปเช้าเย็นกลับ หรือจะพักที่เมืองท่าแขก ซึ่งมีเกสเฮาท์เรือนพักริมแม่น้ำโขง พร้อมร้านอาหารริมโขงให้บริการมากมาย หรือจะมาพักสบายๆที่ฝั่งจังหวัดนครพนมก็มีมากมายเช่นกัน

กิจกรรมท่องเที่ยวในแขวงคำม่วน ส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองท่าแขก มีรายการชมวัด เที่ยวชมตัวเมือง ชมอาคารสถาปัตยกรรมฝรั่งเศสมากมาย และเที่ยววัดศรีโคตรบูร วัดเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ริมโขง ส่วนด้านนอกเมืองท่าแขกมีรายการท่องเที่ยวธรรมชาติชมถ้ำพระซึ่งต้องพายเรือแจวเข้าไปและเที่ยวถ้ำนกนางแอ่นก็ได้

ภูมิประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นที่ราบริมโขง ซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านต่างๆ มากมาย ตอนกลางของแขวงเป็นเทือกเขามีภูเขาสูงสุดชื่อ ภูผาเป็ดสูงราว 1,558 ฟุต มีแม่น้ำสายสำคัญ คือ แม่น้ำมูน แม่น้ำเทือนหรือกระดิ่ง แม่น้ำหินบูน แม่น้ำเซบั้งไฟ และแม่น้ำเซบั้งน้อย แขวงคำม่วนแบ่งการปกครองออกเป็น 4 อำเภอ มีประชากรทั้งหมดจำนวน 111,971 คน ส่วนใหญ่เป็นลาว พวน ผู้ไท กะโซ้ แสก ย้อ และญวน

ที่พักในเมืองท่าแขก
แขวงคำม่วนเป็นเมืองใหญ่ที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง โดยเฉพาะภายในเมืองท่าแขก เพราะเป็นเมืองท่าด่านมีนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศข้ามมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของสถานีรถโดยสารขนาดใหญ่ นับเป็นสถานีที่รถจากเวียงจันทน์และจำปาสักต้องมาแวะรับผู้โดยสารตลอดทั้งวัน เมืองท่าแขกจึงมีโรงแรมและเกสเฮาท์ให้เลือกมากมาย

หากต้องการพักโรงแรมระดับสามดาวบริเวณริมแม่น้ำโขงใกล้ท่าเรือ มีโรงแรมแม่น้ำโขง คำม่วน เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองท่าแขก อีกทั้งยังเป็นโรงแรมที่ชมวิวทิวทัศน์ได้อย่างสวยงามที่สุดอีกด้วย แต่ถ้าอยากจะประหยัดชอบอยู่อย่างเรียบง่ายบริเวณสถานีรถโดยสานมีเกสเฮาท์เล็กๆทั้งแบบแอร์และพัดลมให้บริการด้วย

ร้านอาหาร
แม้เมืองท่าแขกจะมีชื่อเสียงเป็นศูนย์กลางของการเดินทาง แต่ภายในเมืองท่าแขกกลับไม่มีร้านอาหารขึ้นชื่อให้เลือกกินสักเท่าไร ร้านส่วนใหญ่จะเป็นอาหารประเภทตามสั่ง แต่ในยามค่ำคืนบริเวณสถานีรถโดยสารจะมีร้านแผงลอยออกมาวางขายซาลาเปาให้ชิมด้วย

การเดินทาง
วิธีที่สะดวกที่สุดสำหรับการมาท่องเที่ยวยังแขวงคำม่วนคือการนั่งเรือข้ามแม่น้ำโขงจากฝั่งไทยที่จังหวัดนครพนมมายังเมืองท่าแขก เมืองหลวงของแขวงคำม่วน โดยสามารถเลือกใช้บริการรถโดยสารประจำทางจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 มาลงที่จังหวัดนครพนมเพื่อนั่งเรือข้ามฟากไปยังเมืองท่าแขกหรือถ้าขับรถไปจากกรุงเทพฯ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรีบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 107 แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านเข้าสู่จังหวัดมหาสารคาม จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 213 ไปจังหวัดกาฬสินธุ์ จนถึงจังหวัดสกลนคร จากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 22 ตรงเข้าสู่จังหวัดนครพนม รวมระยะทางทั้งสิ้นประมาณ 740 กิโลเมตร

แขวงพงสาลี : "เหนือสุดแห่งเมืองลาว" อยู่ติดชายแดนจีน+เวียดนามเหนือ อยู่เหนือสุดของประเทศลาว เมืองหลวง เมืองพงสาลี
หากมองในแผนที่ พงสาลีเป็นดินแดนของลาวที่ติดกับพรมแดนของประเทศจีนและเวียดนาม ทำให้กลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีการเข้ามายึดครองจากหัวเมืองใหญ่ทั้งหลายในอดีต ในปัจจุบันพงสาลีเป็นเมืองหลวงของแขวง มีประชากร 167,181 คน ตัวเมืองตั้งอยู่บนภูเขาสูง 1,400 เมตร ในเขตเขาภูฟ้า ทำให้อากาศเย็นสบายตลอดปี และเนื่องจากตั้งอยู่ในชัยภูมิอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ คืออยู่ตรงกึ่งกลางระหว่างจีนกับเวียดนาม ฝรั่งเศสจึงให้ความสำคัญกับพื้นที่แถบนี้มากถึงขนาดสั่งการให้ตั้งค่ายกองทหารรักษาการณ์ขึ้น ดังมีร่องรอยของสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศสปรากฎให้เห็นตามซอยต่างๆ แม้จะถูกอาคารพาณิชย์ของจีนที่เน้นประโยชน์ใช้สอยบดบังไปส่วนใหญ่

ตามบันทึกกล่าวไว้ว่าในอดีตพงสาลีมีฐานะเป็นหนึ่งในเมืองของพวกไทลื้อในแคว้นสิบสองปันนาของจีน แต่ฝรั่งเศสได้แย่งมาจากจีนในสนธิสัญญาที่ทำขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2438 ต่อมาเมื่อตกมาเป็นของลาว จึงกลายเป็นแขวงที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติมาที่สุดแขวงหนึ่ง มีทั้งม้ง อาข่า เย้า ชาวไท เผ่าต่างๆ รวมถึงชาวต่างด้าวเวียดนามกับจีน เนื่องจากรัฐบาลลาวมีนโยบายที่จะสร้าง เอกภาพในความหลากหลาย จึงได้รวมชนกลุ่มน้อยถึง 23 เผ่า เข้าด้วยกัน

แขวงหัวพัน

อยู่ติดชายแดนเวียตนามเหนือ ถัดไปจากแขวงเชียงขวาง เมืองหลวง : เมืองซำเหนือ
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเชียงขวาง ประวัติศาสตร์ของสองแขวงนี้มีความคล้ายคลึงกัน ในอดีตหัวพันเคยตกเป็นเมืองขึ้นของเวียดนามสลับกับการดำรงอยู่ในฐานนะรัฐเอกราช และเพิ่งถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของลาวในสมัยที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ปัจจุบันมีประชากรราว 280,780 คน ภูมิประเทศเป็นภูเขาสลับซับซ้อน พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าไม้ อากาศค่อนข้างหนาว ประกอบด้วยชมกลุ่มน้อยกว่า 20 เผ่า ได้แก่ ไทขาว ไทแดง ไทเหนือ ไทน้อย ม้ง ขมุ ยูนนาน ส่วนใหญ่ใช้ภาษาตระกูลภาษาไท

ที่พัก ร้านอาหาร
เมืองหัวพันไม่โดดเด่นในเรื่องของการท่องเที่ยวสักเท่าไร ที่พักส่วนใหญ่จึงดัดแปลงจากบ้านพักของชาวบ้านจะเป็นในรูปแบบของเรือนพัก แต่ถ้าต้องการความสะดวกสบายสามารถเลือกใช้กับผู้ประกอบการนำเที่ยวในแขวงเชียงขวางก็ได้

การเดินทาง
จากเชียงขวางมาเมืองหัวพัน สามารถใช้ทางหลวงหมายเลข 7 เดินทางไปยังเมืองคำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 6 ตรงมายังน้ำเนิน ใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง จากนั้นจะเป็นถนนลูกรังตัดเข้าไปในเขตภูเขาสูง ระหว่างทางพบหมู่บ้านชาวเขาหลายแห่ง

แขวงบ่อแก้ว : "เมืองแห่งชายแดนไทย"

แขวงบ่อแก้ว อยู่ติดกับ อ.เชียงของ จ.เชียงราย เมืองหลวง : เมืองห้วยทราย
ในขณะที่นครเวียงจันทน์เป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย เพราะจากจังหวัดหนองคายสามารถข้ามสะพานมิตรภาพไปยังฝั่งลาวได้สะดวก ทำให้หนองคายกลายเป็นจังหวัดท่องเที่ยวริมชายแดนของภาคอีสานที่ได้รับความนิยม เช่นเดียวกับทางภาคเหนือที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย สามารถข้ามแม่น้ำโขงไปยังแขวงบ่อแก้วของประเทศลาวได้อีกด้วย นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมไปเที่ยวที่บ่อแก้วแบบไปเช้า เย็นกลับ แต่ถ้านักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มต้นโปรแกรมเที่ยวจากห้วยทรายไปหลวงพระบาง ด้วยการล่องเรือตามแม่น้ำโขงจากท่าเรือห้วยทรายแขวงบ่อแก้ว ใช้เวลาเดินทาง 2 วัน 1 คืน โดยจะแวะพักที่ปากแบงก่อน 1 คืน หรือจะเลือกเดินทาง แบบเร่งด่วน ออกเช้า ถึงเย็น ก็ได้ ตามอัธยาศัย

การเดินทาง
นั่งเรือหางยาว ข้ามแม่น้ำโขง จากเชียงของ ไปยัง เมืองหว้ยทราย แขวงบ่อแก้ว โดยเครื่องบิน ภายในประเทศ จาก ท่าอากาศยาน นครเวียงจันทน์

แขวงหลวงน้ำทา ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของแขวงบ่อแก้ว ติดกับประเทศพม่าและประเทศจีน เมืองหลวง : เมืองสิงห์ หลวงน้ำทา เป็นจุดหมายปลายทางของผู้ที่ชอบแสวงหาสิ่งใหม่ๆ หลวงน้ำทามีทั้งการให้ชมวิถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆ ร่องรอยจากสงครามกองทัพขบวนการประเทศลาวกับกองโจรม้ง เยี่ยมชมเมืองสิงห์ ซึ่งเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำ เที่ยวชมวัดหลวงบ้านเชียงใจ สถาปัตยกรรมทางพุทธศาสนาแบบไทลื้อ เรือนพญาเซกอง มรดกของอาคารยุคอาณานิคม ในช่วงสงครามอเมริการ พ.ศ. 2498-2518 พื้นที่แถบนี้เคยเป็นสมรภูมิรบ ระหว่างขบวนการประเทศลาวและกลุ่มกองโจรของพวกชาวเขา ส่วนใหญ่เป็นม้ง ที่ได้รับการหนุนหลังจากหน่วยงานซีไอเอของสหรัฐฯ ส่งผลให้ตัวเมืองถูกทำลายโดยไม่สามารถซ่อมแซมได้ ต้องย้ายไปสร้างเมืองใหม่ที่ริมฝั่งแม่น้ำทา ห่างจากที่ตั้งเดิมมาทางเหนือ 7 กิโลเมตร ใกล้กับทางหลวงที่ใช้ไปยังเมืองสิงห์ อุดมไชย และบ่อเต็น ประกอบด้วยคนหลายชนเผ่า แม้ว่าทางการจะย้ายเมืองหลวงใหม่มาแล้วก็ตาม แต่สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะอยู่ในเมืองเก่า ชาวหลวงน้ำทาเรียกเขตนี้ว่า เมือง และเรียกเขตที่สร้างใหม่ว่าแขวง นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะเข้ามาแวะพักเพื่อเดินทางต่อไปยังบ่อแก้ว หรือไม่ก็ไปจีน หรือไปยังเมืองสิงห์ ภายตัวเมืองหลวงน้ำทามีที่พักแบบเกสต์เฮาท์ค่อนข้างเยอะ ปัจจุบันหลวงน้ำทามีถนนสายกว้าง ถ้าเดินมาทางเชิงสะพานด้านตะวันออกของถนนสายหลักในยามเช้า จะเห็นผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของที่ตลาดซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของสถานีรถขนส่ง ถัดจากเมืองประมาณ 2 กิโลเมตรไปตามเส้นทางเมืองสิงห์ จะพบศูนย์หัตถกรรมหลวงน้ำทาซึ่งสหภาพยุโรปเป็นผู้ออกเงินสร้างเพื่อให้มีที่จำหน่ายสินค้าหัตถกรรมของชาวบ้าน

ภูมิประเทศ
เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน จึงเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้แก่ ม้ง ขมุ ไทเหนือ ไทดำ ไทแดง ไทขาว ไทยวน ไทลื้อ ละวิด ละเมด สีดา อีก้อ มูเซอ กะลอม ไทยใหญ่

ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ที่พักส่วนใหญ่จะเป็นในรูปแบบของเรือนพักและเกสต์เฮาท์ ตกแต่งแบบเรียบง่าย ราคาไม่แพงมาก มีอาหารไว้บริการลูกค้า ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเมืองสิงห์

การเดินทาง
การเดินทางมายังหลวงน้ำทา มีรถประจำทางไว้บริการจากหลวงพระบางและห้วยทรายทุกวัน และจากหลวงน้ำทาก็มีรถประจำทางมายังเมืองสิงห์เช่นกัน ระยะทางประมาณ 59 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

แขวงไชยบุรี : "เมืองแห่งป่าไม้"

อยู่ติดชายแดนไทย ตั้งแต่จังหวัดเชียงรายตอนล่าง-พะเยา-น่าน-อุตรดอตถ์-พิษณูโลก-เลย เมืองหลวง : เมืองไชยบุรี
หลังจากแม่น้ำโขงไหลผ่านแขวงบ่อแก้ว แขวงอุดมไชย มายังแขวงหลวงพระบาง จากหลวงพระบางแม้น้ำโขงไหลต่อไปยังแขวงไชยบุรี แขวงที่อาจจะไม่โดดเด่นในเรื่องการท่องเที่ยวมากสักเท่าไร ถ้าเทียบกับเมืองหลวงพระบาง และนครเวียงจันทน์แล้ว แต่ในอนาคตอาจได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยว หากถนนที่เชื่อมต่อจังหวัดน่านเข้าสู่แขวงไชยบุรีตัดผ่านไปยังหลวงพระบาง

ไชยบุรี เมืองแห่งป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์และธรรมชาติอันสวยงาม ตั้งอยู่บนภูเขาและที่ราบสูง มีเขตแดนติดกับไทยยาว 645 กิโลเมตร ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่เป็นพวกไทดำ ไทลื้อ ขมุ ขฉิ่น กรี อาข่า และมลาบรี ทางตะวันออกติดกับฝั่งแม่น้ำโขง จะเห็นยอดเขาที่มองไกลๆ จะเหมือนช้างกำลังเดิน จึงได้ชื่อว่า ผาช้าง ส่วนทางทิศตะวันตกของตัวเมืองเป็นที่ตั้งของป่าสงวนแห่งชาติน้ำพูน ถัดมาทางตอนใต้ริมชายแดนมีน้ำตกให้เที่ยวชม ได้แก่ น้ำตกบ้านคำ น้ำตกตาดเหือง แต่ยังไม่มีถนนเข้าถึง ส่วนน้ำตกที่มีถนนเข้าถึงได้แก่ น้ำตกตาดแจว สูงราว 30 เมตร การเดินทางสะดวก อยู่ใกล้ตัวเมือง ห่างจากท่าเดื่อประมาณ 1 กิโลเมตร ชาวบ้านส่วนใหญ่นิยมมาเที่ยวพักผ่อนซึ่งเจ้าชีวิตศรีสว่างวงศ์โปรดให้สร้างขึ้น

แขวงอุดมไชย : เมืองแห่งธรรมชาติ

แขวงอุดมไชยตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างแขวงบ่อแก้วและเมืองหลวงพระบาง เมืองหลวง : อุดมไชย หรือ เมืองไชย
เมืองปากแบงเมืองท่องเที่ยวของแขวงอุดมไชย เป็นจุดแวะพักที่สำคัญของทั้งคนและเรือ จากหลวงพระบางหากนั่งเรือทวนสายน้ำมาถึงปากแบงใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ถ้าออกเดินทางตอนเช้าจะถึงที่ท่าเรือค่ำพอดี แต่ถ้านั่งเรือตามสายน้ำจากห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ตรงข้ามกับท่าเรือเชียงของ จังหวัดเชียงราย จะใช้เวลาน้อยกว่า แต่ก็ต้องมาแวะพักค้างคืนที่ปากแบงเช่นกัน ถ้าได้แวะที่นี่ตอนเช้าสามารถตื่นขึ้นมาชมทะเลหมอกของสายน้ำโขง ล้อมรอบด้วยผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ สายน้ำจะคดเคี้ยวมีแก่งอยู่กลางลำน้ำตลอด ตรงท่าเรือจะมีเรือจอดอยู่เรียงรายเต็มไปหมด ทั้งเรือส่งสินค้า เรือเร็ว เรือช้า ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการเดินเรือ ถ้าต้องการไปยังหลวงพระบาง สามารถไปด้วยเรือเร็ว จะเป็นเรือท้องแบนนั่งได้ 6 คน ต้องสวมเสื้อชูชีพด้วยและหมวกกันน็อก ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง หรือถ้านั่งเรือช้าจะใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง

อุดมไชย หรือ เมืองไชย เป็นเมืองหลวงของแขวงอุดมไชย ตั้งอยู่ในวงล้อมของแขวงพงสาลี หลวงพระบาง ไชยบุรี และหลวงน้ำทา สมัยสงครามกู้ชาติและเปลี่ยนแปลงการปกครอง ทางหลวงหมายเลข 1 ตัดกับทางหลวงหมายเลข 4 เคยเป็นศูนย์กลางที่จีนใช้ส่งความช่วยเหลือผ่านไปยังขบวนการประเทศลาวในช่วงปี พ.ศ. 2513 แต่ในปัจจุบัน อาคารกงสุลเก่าของจีนได้เปลี่ยนแปลงเป็นโรงแรมไปแล้ว รัฐบาลลาวตอบแทนจีนที่ยอมเสียค่าใช้จ่ายในการสร้างถนนด้วยการให้สัมปทานไม้ในเขตหุบเขาแขวงอุดมไชย ส่งผลให้ป่าไม้บริเวณนี้ถูกทำลายลง ปัจจุบันจีนมีอิทธิพลในรูปของการค้า มีตลาดใหญ่ๆ ขายของมากมาย

เมื่อมาถึงตัวเมืองจะเห็นอนุสาวรีย์ของท่านไกรสร ตรงนี้จะเป็นจุดนัดพบของชาวลาวเป็นที่พักผ่อน มาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จะเห็นยอดพระธาตุสีทองสุกตั้งอยู่บนเนินเขาใจกลางเมือง ชื่อว่า พูพระธาตุ ซึ่งเป็นศาสนสถานที่สำคัญของชาวลาวและเป็นจุดที่สามารถชมวิวทิวทัศน์ได้รอบเมือง ท่ามกลางการถูกล้อมรอบด้วยทิวเขาสลับซับซ้อน

ด้านนอกเมืองบนทางหลวงหมายเลข 1 ประมาณกิโลเมตรที่ 11 มีน้ำตกที่สวยงามชื่อว่า ตาดสิบเอ็ด เป็นน้ำตกที่ไหลผ่านโขดหินลงสู่แม่น้ำทาระหว่างทางจะพบกับวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม หมู่บ้านชาวเขา เช่น ลาวสูง เผ่าอาข่า ม้ง เย้า

ถ้าเส้นทางพงสาลีจะผ่านบ่อน้ำร้อนที่ชาวลาวเชื่อว่าสามารถรักษาโรคภัยได้ มายังเมืองหล้า ริมฝั่งแม่น้ำพาก ภายในเมืองมีวัดโบราณเป็นที่ประดิษฐานพระแซกคำ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ยามศึกสงครามจะมีชาวบ้านเห็นน้ำตาไหลจากดวงตาของพระแซกคำ

อุดมไชยแม้จะมีสถานที่ท่องเที่ยวให้ชมน้อย แต่ก็ยังเป็นศูนย์กลางของการเดินทางของชาวลาว เพราะมีสถานีขนส่งขนาดใหญ่อยู่นอกเมือง สามารถไปเมืองอื่นๆได้สะดวก ได้แก่ เวียงจันทน์ หลวงพระบาง หลวงน้ำทา พงสาลี หรือไปยังบ่อเต็นซึ่งเป็นชายแดนในเขตยูนนานประจีนก็ได้

ปากแบงเป็นเมืองเล็กๆ แต่น่าอยู่ ตัวเมืองอยู่เนินเขา ณ จุดที่แม่น้ำโขงและแม่น้ำแบงไหลมาบรรจบกัน เป็นศูนย์กลางของการเดินเรือที่สำคัญของแม่น้ำโขง อยู่ระหว่างเส้นทางเดินเรือของหลวงพระบาง-ห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว และเส้นทางเดินเรือไปยังแขวงอุดมไชยและหลวงน้ำทา ชาวบ้านส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่บนเนินเขา ดำรงชีวิตที่เรียบง่าย จะมีโรงแรม เกสต์เฮาท์ ร้านค้า ร้านอาหาร มากมายไว้คอยบริการนักท่องเที่ยว และบริการเรือไปยังหลวงพระบาง

แขวงจำปาสัก ปากเซ : "อดีตราชธานีแห่งลาวใต้"

อยู่ติดกับจังหวัดอุบลราชธานี เมืองหลวง : เมืองปากเซ
ในบรรดาแขวงต่างๆ ของลาวตอนใต้ต้องยกให้แขวงจำปาสัก เป็นแขวงที่รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากที่สุดทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพราะภูมิศาสตร์ของแขวงนี้มีสภาพที่หลากหลาย ทั้งป่าใหญ่บนที่สูง และที่ราบลุ่มริมน้ำโขง เป็นแขวงที่มีแม่น้ำโขงไหลผ่านกลางแขวง อยู่ติดกับพรมแดนไทยที่ช่องเม็ก จังหวัดอุบลราชธานี สามารถนำรถเข้าไปเที่ยวได้สะดวกหรือจะใช้บริการแพ็กเก็จทัวร์ก็ได้ เมืองของแขวงจำปาสักคือ “ปากเซ” อยู่ห่างจากช่องเม็กเพียง 42 กิโลเมตร

แขวงจำปาสัก มีอาณาเขตทางทิศตะวันตกติดกับชายแดนประเทศไทยทางด่านช่องเม็ก อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ทิศใต้ติดต่อกับเขตจังหวัดกัมปงทมของประเทศกัมพูชา มีพื้นที่ประมาณ 15,415 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเมืองต่างๆ คือ เมืองปากเซ ชนะสมบูรณ์ ปากช่อง ประทุมพร สุขุมา จำปาสัก โพนทอง เมืองโขง มุลละปาโมก ในอดีตแขวงจำปาสักมีชื่อเรียกว่า เขตแคว้นของนครกาละจำบากนาคะบูริสี เป็นศูนย์รวมของศิลปวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจของประเทศลาวตอนใต้ แต่ภายหลังที่ฝรั่งเศสเจ้าอาณานิคมตั้งเมืองปากเซขึ้นเป็นเมืองหลวงในปี พ.ศ. 2448 เมืองจำปาสักซึ่งเป็นเมืองหลวงเก่าของแขวงจำปาสักจึงถูกลดระดับความสำคัญลงไป

แขวงจำปาสัก ปรากฏชื่อในพงศาวดารเขมรว่า สะมะพูปุระ เมื่ออาณาจักรฟูนันเสื่มอำนาจ คนลาวได้ย้ายถิ่นเข้ามาสร้างบ้านเรือนกลายเป็นเมืองใหม่นามว่า จำปานะคะบุลีสีหรือจำปานคร ถึงรัชสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มได้ทรงรวบรวมเมืองต่างๆของลาวเข้ามาเป็นอาณาจักรเดียวกันชื่อว่าล้านช้าง เป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองในทุกด้าน มีเมืองหลวงอยู่ที่หลวงพระบาง แต่เมื่อพระเจ้าฟ้างุ้มสิ้นพระชนม์ อาณาจักรล้านช้างเริ่มตกต่ำลงเพราะสงครามแย่งชิงอำนาจและการก่อกบฏต่างๆนานนับร้อยปี จนถึง พ.ศ. 2063 พระเจ้าโพธิสารราชเจ้าขึ้นครองราชย์และรวบรวมแผ่นดินขึ้นใหม่ และได้ย้ายเมืองหลวงของอาณาจักรล้านช้าง มาอยู่ที่เวียงจันทน์เพื่อให้ไกลจากการรุกรานของสยาม อาณาจักรล้านช้างเจริญมาได้ 200 ปีเศษก็เริ่มอ่อนแอ แตกออกเป็น 3 ฝ่าย คือ อาณาจักรหลวงพระบาง อาณาจักรเวียงจันทน์ และอาณาจักรจำปาสัก ซึ่งตรงกับสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชระแวงว่าลาวจะร่วมมือกับพม่ายกทัพมาตีไทย จึงโปรดให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) ยกทัพไปตีลาวทั้ง 3 อาณาจักร ตกเป็นของไทยนาน 114 ปีจนถึงปี พ.ศ. 2436 ไทยต้องยกลาวให้กับฝรั่งเศส แต่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝรั่งเศสเริ่มอ่อนแอ ญี่ปุ่นได้เข้ามาปกครองแทน แต่ภายหลังสิ้นสงครามโลกญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ฝรั่งเศสได้กลับมาปกครองลาวอีกครั้งหนึ่ง จนถึงปี พ.ศ. 2497 ฝรั่งเศสแพ้สงครามโลกที่เดียนเบียนฟู ลาวได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ แต่กลับถูกสหรัฐอเมริกาเข้าแทรกแซงทางการเมืองและการทหาร กลุ่มลาวรักชาติจึงได้ร่วมกันต่อสู้จนสหรัฐอเมริกาล่าถอย ลาวได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ยกเลิกสถาบันเจ้าชีวิตหรือสถาบันกษัตริย์ โดยเจ้าชีวิตองค์สุดท้ายแห่งราชอาณาจักรจำปาสักคือเจ้าบุญอุ้ม

แขวงบอลิคำไซ : "ประตูสู่ลาวใต้"

แขวงบอลิคำไซ ตั้งอยู่ระหว่างแขวงเวียงจันทน์และแขวงคำม่วน เมืองหลวง : เมืองปากซัน
บอลิคำไซ เป็นประตูสู่ลาวใต้ และยังเป็นแขวงที่มีความสำคัญด้านการท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของประเทศลาว เพราะเป็นเมืองท่าด่านติดชายแดนสองประเทศ โดยทางด้านทิศตะวันตกริมฝั่งแม่น้ำโขงบริเวณเมืองปากซัน จะตรงข้ามกับอำเภอบึงกาฬ จังหวัดหนองคายของไทย ส่วนทางด้านทิศตะวันออกบริเวณด่านแก้วเหนือจะติดด่านกอเตรียวของประเทศเวียตนาม การท่องเที่ยวแขวงบลิคำไซสามารถนั่งรถจากแขวงเวียงจันทน์ลัดเลาะลงมาตามถนนทางหลวงหมายเลข 13 ใต้ หรือจะใช้บริการเรือข้ามฝากไปเที่ยวก็ได้

ลักษณะภูมิประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันทางทิศตะวันตกและพื้นที่ราบลุ่มบริเวณแม่น้ำโขง โดยมีสายน้ำใสสะอาดสีเขียวจากแม่น้ำในเมืองปากซัน ไหลออกมาบรรจบกับสายน้ำสีขุ่นของแม่น้ำโขง เกิดเป็นจุดชมวิว น้ำสองสี ที่สร้างชื่อเสียงทำให้นักท่องเที่ยวรู้จักแขวงบอลิคำไซและเมืองปากซัน

เมืองสองน้ำแห่งนี้ไม่มีสถานที่ท่องเที่ยวโดดเด่นมากในภายในตัวเมือง แต่เป็นเมืองศูนย์กลางของการค้าขาย การเดินทาง และที่ตั้งของกองทัพ นับเป็นเมืองเล็กๆ ที่สามารถนั่งรถสามล้อชมเมืองได้ และจุดที่ไม่ควรที่จะพลาดคือ “แม่น้ำสองสี” บริเวณปากแม่น้ำซัน ห่างจากบริเวณตลาดใหม่ 3 กิโลเมตร บริเวณนี้มีร้านอาหารอยู่ไม่กี่ร้าน ให้บริการอาหารประเภทปลาแม่น้ำโขงและปลาแม่น้ำซัน ส่วนที่พักจะมีเป็นเกสเฮาท์เล็กๆ ส่วนมากนักท่องเที่ยวจะนิยมไปเช้า เย็นกลับ หรือเที่ยวเมืองปากซันตอนเช้าและลัดเลาะไปเมืองท่าแขก

ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
เนื่องจากแขวงบอลิคำไซตั้งอยู่ติดกับแขวงเวียงจันทน์ และเป็นเมืองติดชายแดนจังหวัดหนองคายของประเทศไทย ทำให้แขวงบอลิคำไซเป็นเมืองท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวนิยมแบบไปเช้า เย็นกลับมากกว่าที่จะพักแรม ที่พักโรงแรมขนาดใหญ่จึงไม่ค่อยจะมี แต่ถ้าหากต้องการเที่ยวชมธรรมชาติกันหลายๆ วัน ที่เมืองปากซันจะมีเกสต์เฮาท์เล็กๆ 2 – 3 แห่ง ไว้ให้คุณเลือก โดยเกสต์เฮาท์ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในชุมชน มีให้เลือกทั้งแบบบ้านและแบบห้องเช่า มีสิ่งอำนวยความสะดวกไม่มากนัก ราคาประมาณ 200-300 บาท/คืน จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการออกไปเที่ยวภายนอกมากว่าที่ต้องการพักห้องพักที่สะดวกสบาย

ร้านอาหาร
แขวงบอลิคำไซขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองสองน้ำ อาหารการกินส่วนใหญ่จึงมาจากแม่น้ำโขงและแม่น้ำซัน เมนูส่วนใหญ่จะเป็นพวกปลา ร้านอาหารส่วนใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซัน บางร้านมีระเบียงยื่นออกไปที่แม่น้ำ อาหารเหล่านี้จะสร้างบรรยากาศด้วยการเปิดเพลงลาวให้ลูกค้าฟัง

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ผ่านจังหวัดสระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุดรธานี มาถึงหนองคายประมาณ 616 กิโลเมตร ไปที่ด่านศุลกากร จังหวัดหนองคาย เพื่อใช้บริการเรือข้ามฟากเปิดให้บริการตั้งแต่ 09.00 – 16.30 น. ค่าโดยสารคนละ 50 บาท เรือออกไม่เป็นเวลา หรือจะเหมาไปเองก็ได้ เพื่อมาถึงเมืองปากซัน ส่วนด่านท่าเรือปากซันจะเปิด – ปิดเวลาเดียวกับไทย ในช่วงที่นักท่องเที่ยวน้อยคุณต้องเหมาเรือกลับมาฝั่งไทยเองประมาณ 300 บาท

สะหวันนะเขต : "ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดของประเทศลาว"

อยู่ติดชายแดนประเทศเวียดนามและอยู่ตรงข้ามกับจังหวัดมุกดาหารของประเทศไทย • เมืองหลวง : เมืองสะหวันนะเขตหรือชื่อตามทางการคือเมืองขันธบุรี
สะหวันนะเขต: มีประชากรอาศัยมากสุดถึง 824,662 คน ประมาณ 15 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนใหญ่เป็นชาวลาวลุ่ม ไทดำ กะเลิง กะตัง ลาเว้ ปาโก ส่วน เป็นแขวงที่มีพื้นที่กว้างใหญ่เป็นอันดับ 2 ของ สปป.ลาว รองจากเมืองหลวงกำแพงพระนครเวียงจันทน์ สะหวันนะเขตตั้งอยู่ห่างจากเมืองท่าแขก แขวงคำม่วน มาทางทิศใต้ประมาณ 80 กิโลเมตร อยู่ทางทิศเหนือของแขวงสาละวัน โดยมีแม่น้ำโขงเป็นพรมแดนธรรมชาติ

ประวัติศาสตร์เมืองสะหวันนะเขตเริ่มในสมัยขอมเรืองอำนาจ เมืองนี้มีชื่อว่า สุวันนะพูมประเทศ เป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ในปี พ.ศ. 2120 ท้าวหลวงและนางสิมได้อพยพผู้คนจากภาคเหนือลงมาตั้งหมู่บ้านชื่อว่าหลวงโพนเมืองสิม ห่างจากตัวเมืองปัจจุบันประมาณ 18 กิโลเมตร เส้นทางเดียวกับไปพระธาตุอิงฮัง ครั้นถึง พ.ศ. 2185 ท้าวสิมพะลีบุตรชายได้พาชาวบ้านหลายสิบครอบครัวแยกออกไปตั้งเมืองใหม่ในเขตสะหวันนะเขตเรียกกันว่า บ้านท่าแร่ เพราะอุดมสมบูรณ์ด้วยแร่ธาตุและทองคำจนถึงปี พ.ศ. 2462 เมื่อลาวตกเป็นประเทศอาณานิคม ฝรั่งเศสได้ตั้งสำนักงานผู้ว่าราชการแผ่นดินประจำแขวงที่ท่าแร่ และตั้งชื่อใหม่เป็น สะหวันนะเขต

ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ที่แขวงสะหวันนะเขตมีที่พักให้เลือกมากมายตั้งแต่เกสต์เฮาท์ราคาถูก ไปจนถึงโรงแรมหรูสะดวกสบาย ตกแต่งด้วยศิลปะตกทอดจากประเทศฝรั่งเศส

ร้านอาหาร
รอบตัวเมืองแขวงสะหวันนะเขต มีร้านอาหารไทย จีน เวียดนาม และยุโรปให้เดินเลือกตามถนนแทบทุกสาย หากต้องการทานปลาเผาสดๆจากแม่น้ำโขง สามารถเลือกร้านอาหารริมฝั่งโขงใกล้กับด่านศุลกากรสะหวันนะเขตได้ ส่วนอาหารยุโรปก็มีห้องอาหารลาว – ปารีส ตกแต่งสวยงามสไตล์อาคารจากฝรั่งเศส ส่วนใครที่ชอบทานเฝอ ร้านนางเอียมที่ถนนท่าดอนเป็นร้านที่มีชื่อเสียงมากที่สุด

การเดินทาง
การเดินทางไปสะหวันนะเขต มีหลายรูปแบบ ถ้าต้องการขับรถส่วนตัวไปให้มุ่งหน้าไปยังจังหวัดมุกดาหารระยะทางประมาณ 642 กิโลเมตร หาที่ฝากรถจังหวัดมุกดาหาร เพราะสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ยังสร้างไม่เสร็จสมบูรณ์ แล้วให้นั่งรถสองแถวหรือรถสามล้อมาด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร จากนั้นให้มาติดต่อทำหนังสือเดินทางและซื้อตั๋วเรือข้ามแม่น้ำโขงที่นี่ โดยใช้เวลาประมาณ 25 นาที ก็จะถึงเมืองแขวงสะหวันนะเขตหรือมาโดยรถโดยสารประจำทาง ที่หมอชิต 2 มีรถโดยสารไปจังหวัดมุกดาหารทุกวัน โทรศัพท์ 02 936 2841-8, 0 2936 2852-66 เมื่อมาถึงสถานีขนส่ง แล้วให้นั่งรถสองแถวหรือรถสามล้อมาด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหาร จากนั้นให้มาติดต่อทำหนังสือเดินทางและซื้อตั๋วเรือข้ามแม่น้ำโขงที่นี่ ก็จะถึงเมืองแขวงสะหวันนะเขต

แขวงสาละวัน : "เมืองแห่งภูเขาและผืนป่า"

อยู่ระหว่างแขวงสะหวันนะเขต แขวงเซกองและแขวงจำปาสัก เมืองหลวง : เมืองสาละวัน
จากแขวงจำปาสักขึ้นไปทางเหนือจะถึงแขวงสาละวัน แขวงนี้ไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไรนัก แต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ มีภูเขาใหญ่ จัดเป็น 1 ใน 4 แขวงแห่งที่ราบสูงบอละเวน ที่ได้รับการยกย่องว่ามีธรรมชาติที่ดีมาก เมืองหลวงชื่อ “สาละวัน” ถ้ามาเที่ยวน้ำตกตาดฟานและตาดเยือง จะเดินทางต่อไปอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว

สาละวันเป็นเมืองสำคัญหนึ่งของลาวใต้ แม้จะเป็นเมืองที่มีขนาดเล็กใจกลางของป่าทึบและภูเขาสูง แต่ก็อุดมไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมีที่ราบอยู่ริมแม่น้ำโขง ทิศเหนือติดกับแขวงสะหวันนะเขต ทิศใต้ติดกับปากเซและเซกอง ทิศตะวันออกมีภูเขาเป็นพรมแดนกั้นกับประเทศเวียดนาม ทิศตะวันตกตรงข้ามกับจังหวัดอุบลราชธานี

แขวงสาละวันมีประชากร 260,000 คน มีเชื้อชาติมอญ-เขมร ตะโอย ละไว กะตัง อาลัก ละเวน งาย ตง ปากอ คะไน กะตู และกะโด สาละวัน เดิมชื่อ เมืองมำ เป็นเมืองชายแดนของอดีตอาณาจักรจำปาสัก ได้รับผลกระทบเสียหายร้ายแรงสมัยสงครามอินโดจีน และจากการสู้รบระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาของลาว

ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ที่พักที่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหาได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะแต่ละแห่งอยู่ไกลจากตัวเมืองมาก จะมีที่พักแบบโรงแรมระดับ 3-4 ดาว เรือนพัก และตึกแถว เรียงรายอยู่รอบตัวเมือง โดยมีศูนย์กลางอยู่ตลาดใหญ่เท่านั้น

ร้านอาหาร
ในแขวงสาละวัน ตลาดเป็นศูนย์รวมของอาหารรสชาติดีดีมากมาย มีให้เลือกทั้งอาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง มีมะพร้าวน้ำหอมลูกโตที่เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของที่นี่ มีที่นั่งจิบกาแฟโบราณหรือชาจากใบชาลาว ทานคู่กับซาลาเปาทอดไส้หมูบดและเห็ด มีขนมครก ขนมปังฝรั่งเศส มื้อเที่ยงมีของปิ้งๆ ย่างๆ ให้เลือกหลายอย่าง ราคาประมาณ 2,000 กีบ/ไม้ หรือเป็นอาหารญวนก็มี มื้อเย็นมีเฝอ อาหารเวียดนาม ไว้ให้เลือกมากมาย

การเดินทาง
ปัจจุบันไม่มีการคมนาคมใดๆ มุ่งหน้าไปถึงแขวงสาละวันได้โดยตรง จะต้องผ่านปากเซก่อน จากกรุงเทพฯ ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถึงสระบุรี เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 2 ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 24 ไปถึงอุบลราชธานี ระยะทางประมาณ 629 กิโลเมตร ขับรถไปตามเส้นทางหมายเลข 207 ไปยังด่านพรมแดนช่องเม็ก ไปสู่เมืองปากเซ จะเลือกนั่งรถโดยสารหรือรถแท็กซี่ไปยังเมืองปากเซก็ได้ ระยะทาง 42 กิโลเมตร เมื่อถึงปากเซต้องต่อรถโดยสารสายใต้เข้าแขวงสาละวัน มีรถ 4เที่ยว/วันคือ 07.30, 09.00, 12.15 และ 14.00 น. ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง

แขวงเซกอง : "เมืองแห่งธรรมชาติ"

อยู่ติดชายแดนเวียดนาม กับแขวงสาละวัน เมืองหลวง : เมืองเซกอง
แขวงเซกอง : เซกองเป็นแขวงที่มีประชากรน้อยที่สุด ประมาณ 85,000 คน ไม่ถึง 1 เปอร์เซนต์ของประชากรลาวทั้งหมด เซกองอาจดูเป็นเมืองเงียบเหงา ผู้คนไม่พลุกพล่าน แต่กลับมีพาหนะสัญจรค่อนข้างมาก เพราะแต่ละเมืองอยู่ห่างไกลกัน และมีชนเผ่าตั้งถิ่นฐานอยู่ทั่วพื้นที่ของเซกอง ทำให้มีการกระจายของประชากร ไม่มีแหล่งศูนย์รวมที่ชัดเจน แม้ตลาดจะเป็นจุดใหญ่ มีทั้งท่ารถและสิ่งของขายมากมาย แต่บรรยากาศก็เรียบง่ายไม่คึกคัก ผู้คนมีความเชื่อในเผ่าของตนเอง แขวงเซกองมีรถประจำทางให้บริการจากเมืองปากเซไปถึงเมืองเซกองได้เลย และเมืองเซกองเป็นเมืองหลวงเล็กๆ ที่อยู่ในวงล้อมแม่น้ำเซกอง มีชนเผ่าอาศัยกระจายอยู่ทั่วเมือง ทั้งเป่ากะตู ตะเวียง แงะ ตะโอย ละแว ละเวน อาลัก และย่าเฮน

ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
ถึงแม้เมืองเซกองจะเป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรน้อย แต่ชาวบ้านนิยมเปิดเป็นร้านขายของ ร้านอาหารหรือบ้านพักเกสต์เฮาท์ ใต้อาคารพักของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ราคาตั้งแต่ 30,000 - 75,000 กีบ/คืน

ร้านอาหาร
ร้านอาหารที่เมืองเซกองมีให้เลือกมากมาย ทั้งร้านเฝอ หมูปิ้ง เนื้อปิ้ง ร้านอาหารไทย ลาว เวียดนาม จีน ยุโรป ที่ตั้งร้านขึ้นภายในตัวบ้าน

การเดินทาง
การเดินทางไปยังแขวงเซกอง สามารถเลือกได้ 2 เส้นทาง จากกรุงเทพมหานคร สามารถเลือกเข้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดมุกดาหารหรือที่ด่านช่องเม็กจังหวัดอุบลราชธานีก็ได้ แต่ส่วนใหญ่นิยมเข้าทางช่องเม็ก แล้วนั่งรถโดยสารหรือรถแท็กซี่ต่อไปยังเมืองปากเซ แขวงจำปาสัก และต่อรถโดยสารที่สถานีขนส่งเมืองปากเซสามารถเลือกรถปากเซ-แขวงเซกอง หรือ ปากเซ-แขวงอัตตปือก็ได้ เพราะเป็นเส้นทางเดียวกัน ใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง แต่ถ้าเลือกไปด่านจังหวัดมุกดาหาร เพื่อไปต่อรถที่สถานีขนส่งประจำแขวงสะหวันนะเขตมายังแขวงเซกอง ต้องรอขึ้นรถโดยสารที่วิ่งมาจากเวียงจันทน์ไปอัตตะปือเท่านั้นและต้องลงที่เซกองก่อน

แขวงอัตตะปือ : "เมืองกลางหุบเขา" อยู่ติดชายแดนกัมพูชา ถัดไปจากแขวงเซกอง เมืองหลวง : เมืองสามัคคีชัยหรือเมืองใหม่
อัตตะปือ : ความแร้นแค้นและดูไม่เจริญเหมือนแขวงอื่นๆ ทำให้แขวงนี้กลับกลายเป็นจุดเด่นสำหรับนักท่องเที่ยวที่แสวงหาดินแดนใหม่ๆ แขวงนี้อยู่ไกลสุดอยู่ชายแดนกัมพูชา ถัดไปจากแขวงเซกอง เมืองหลวงชื่อ “สามัคคีชัย” แม้สภาพเศรษฐกิจของผู้คนอาจดูไม่ดีนัก แต่ธรรมชาติก็เยี่ยมจนได้รับฉายาว่าเป็นเมืองสวน ที่อยู่ในวงล้อมของขุนเขามีแม่น้ำเซโดนไหลผ่าน เงียบสงบ และน่าเที่ยวมากแขวงหนึ่ง แม้ที่พักจะไม่เยอะเท่าแขวงอื่นๆแต่ก็พอเพียงกับนักท่องเที่ยว

กิจกรรมท่องเที่ยวอยู่ที่การไปชมวัดฟางแตง อยู่ในเมืองเก่า วัดเดียวที่ระเบิดอเมริกาทิ้งไม่โดน และเดินเล่นที่สะพานเซกองชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงาม มีถ้ำผาอยู่เชิงเขาปลายที่ราบสูงบอละเวน

มิประเทศส่วนใหญ่ของแขวงอัตตะปือเป็นป่าและภูเขา โดยเฉพาะทางทิศตะวันออกที่ติดกับประเทศเวียดนาม มีที่ราบเป็นส่วนน้อย การคมนาคมลำบาก ชาวบ้านส่วนใหญ่อาศัยอยู่ตามภูเขา มีประชากร 112,171 คน ประกอบด้วย ชาวไท เวียดนาม กัมพูชา ส่วย และข่ามีอาณาเขตติดต่อกับแขวงต่างๆ และประเทศใกล้เคียงคือ ทิศเหนือติดกับแขวงสาละวัน ทิศใต้ติดกับประเทศกัมพูชา ทิศตะวันออกติดกับประเทศเวียดนาม ทิศตะวันตกติดกับแขวงจำปาสัก

อัตตะปือมีเมืองหลวงคือสามัคคีชัย หรือเมืองใหม่ อดีตเมืองหลวงเก่าคือเมืองไชยเชษฐา สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐา มีสัญลักษณ์ทางศาสนาแสดงถึงความเป็นเมืองหลวงทั้ง 2 แห่ง คือ เมืองสามัคคีชัยมีวัดหลวงลัตตะมาลาม (วัดหลวงเมืองใหม่) เป็นที่เคารพบูชาของคนเมืองสามัคคีชัย ส่วนเมืองไชยเชษฐา มีวัดหลวงเมืองเก่าวะราราม หรือวัดธาตุ (วัดหลวงเมืองเก่า) เป็นที่สักการบูชาของคนไชยเชษฐาเช่นกัน

นอกจากความโดดเด่นในเรื่องความสงบ วิถีชีวิตที่เรียบง่ายของชาวบ้าน ที่เป็นเสน่ห์และความน่ารักของเมืองแห่งนี้แล้ว สภาพภูมิศาสตร์ที่โอบล้อมด้วยขุนเขา มีแม่น้ำเซกองและเซกะมานไหลผ่านเป็นแม่น้ำสายหลักที่นำพาความชุ่มชื่น และสร้างธรรมชาติให้เมืองสามัคคีชัยได้รับการขนานนามว่า เมืองสวนไม้สีเขียว เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นความเขียวชอุ่มของพุ่มไม้รายล้อมบ้านเรือน บรรยากาศบริสุทธิ์

ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
เมืองอัตตะปือเป็นเมืองเล็กๆ สามารถเดินทางท่องเที่ยวถึงกันได้สะดวก ที่พักส่วนใหญ่จะอยู่ในตัวเมืองใกล้กับตลาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะดัดแปลงมาจากบ้านพักและเปิดให้บริการในรูปแบบของเรือนพัก เรือนพักที่ขึ้นชื่อ เช่น เรือนพักสุขสมโพนอยู่เยื้องกับธนาคาร Lao May Bank โทร. (856 036) 211 046, (856 20) 560 7393

ร้านอาหาร
ร้านอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตลาดใหญ่ เป็นอาหารแบบง่ายๆ มีตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

การเดินทาง
แขวงอัตตะปือเป็นแขวงตอนใต้สุดของ สปป.ลาว การเดินทางจากกรุงเทพฯ-อัตตะปือนั้น สามารถเลือกการเดินทางเหมือนกับมาแขวงเซกองทุกอย่าง เพราะอยู่ไม่ไกลกัน ใช้เส้นทางเดียวกัน ต่างกันที่รถโดยสารสายใต้ส่วนใหญ่จะมาสิ้นสุดการเดินทางที่แขวงอัตตะปือ สามารถขึ้นรถโดยสารจากเวียงจันทน์ สะหวันนะเขต เมืองปากเซ แขวงสาละวัน และแขวงเซกองใต้ได้ แต่จะสิ้นสุดที่ แขวงอัตตะปือเท่านั้น

เมืองคูน : "เมืองหลวงเก่าแห่งเชียงขวาง"

เมืองคูน เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของแขวงเชียงขวาง ตั้งอยู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองโพนสะหวัน เมืองหลวงใหม่ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งในปี พ.ศ.2512 ช่วงสงครามอินโดจีน เมืองคูนแห่งนี้ถูกอเมริการะดมทิ้งระเบิดอย่างหนัก จนวัดอารามที่สวยงามพังทลายจนหมดสิ้น ส่วนอาคารสถานทูตฝรั่งเศสนั้นแม้จะได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดไม่น้อยแต่ก็ยังคงอยู่รอดมาได้ ส่วนตึกบางแห่งที่เหลือแต่เพียงซากปรักหักพัง ทางการลาวยังคงสภาพเดิมเอาไว้เพื่อให้ชาวลาวรุ่นหลังได้เห็นพิษภัยความหายนะของสงครามที่เกิดขึ้นในอดีต หลังสงครามอินโดจีนสิ้นสุดลง ทางการลาวได้ทำการย้ายเมืองหลวงจากเมืองคูนมาอยู่ที่เมืองโพนสะหวันในปัจจุบันนี้ ภายในตัวเมืองคูนเมืองหลวงเก่าของแขวงเชียงขวางจะเห็นวัดอยู่แห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ติดริมถนนทางด้านซ้ายมือมีชื่อว่าวัดเพีย มีอายุเก่าแก่กว่า 600 ปี วัดเพียแปลเป็นภาษาไทยว่า วัดใหญ่ คำว่าเพียแปลว่าใหญ่ ตัวพระอุโบสถมีแต่เพียงซากปรักหักพัง ซึ่งเกิดจากพิษภัยของสงครามคงเหลือแต่พระพุทธรูปปางสมาธิที่ทำมาจากปูนความสูงประมาณ 10 เมตร ประดิษฐานอยู่กลางแจ้ง เป็นที่เคารพบูชาของชาวเมืองคูนและประชาชนลาวทั่วไป ด้านข้างมีกุฏิพระใช้เป็นที่จำพรรษาของภิกษุสามเณร ก่อนถึงวัดเพีย ประมาณ 100 เมตร จะมีทางแยกลูกรังซ้ายมือเข้าไปยังพระธาตุฝุ่น ระยะทางประมาณ 200 เมตร เป็นพระธาตุเก่าแก่องค์หนึ่งในเมืองคูน รอบฐานองค์พระธาตุฝุ่นจะสมบูรณ์ไปด้วยดอกบัวตองหรือที่ชาวลาวเรียกว่า ดอกบัวขม ออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งรอบฐานองค์พระธาตุฝุ่น ริมถนนทางเข้าพระธาตุคือตลาดเมืองคูน เป็นตลาดขนาดเล็กที่มีชนเผ่าต่างๆ นำผลผลิตทางการเกษตรและของป่ามาวางขายริมถนนราคาถูก ชาวลาวในเมืองคูนมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันพอสมควร ตลอดสองข้างทางจากเมืองโพนสะหวันไปยังเมืองคูน(เมืองหลวงเก่า) ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร จะแลเห็นวิวทิวทัศน์ท้องทุ่งนา ลักษณะคล้ายขั้นบันได รวงข้าวสีทองเหลืองอร่ามรอการเก็บเกี่ยว สลับกับเทือกเขาหัวโล้นเป็นแนวยาวไปจนสุดสายตา ภาพวิถีชีวิตชาวนาลาวกำลังช่วยกันลงแขกเก็บเกี่ยวข้าวในท้องทุ่งนา ซึ่งเป็นประเพณีโบราณและเป็นภาพที่หาดูได้ยากแล้วในเมืองไทย ภาพของชาวนากำลังช่วยกันฟัดข้าวอยู่กลางท้องถิ่น โดยใช้เครื่องมือช่วยในการฟัดชนิดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร คือ ซากลูกระเบิดจากเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบ B-52

แขวงหลวงพระบาง : เมืองมรดกโลก

ตั้งอยู่ทางเหนือของนครเวียงจันทน์ เป็นแขวงหนึ่ง (เทียบจังหวัดของไทย) ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว อยู่ทางภาคเหนือของประเทศ ห่างจากเวียงจันทร์ 420 กิโลเมตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงและแม่น้ำคาน ซึ่งไหลมาบรรจบกัน หลวงพระบาง เป็นเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านช้าง ตั้งแต่สมัยสถาปนาอาณาจักรซึ่งแต่เดิมมีชื่อว่าเมืองชวา และเมื่อ พ.ศ. 1300 ขุนลอ ซึ่งถือเป็นปฐมกษัตริย์ลาวได้ทรงตั้งเมืองชวาเป็นราชธานีของอาณาจักรล้านช้างและได้เปลี่ยนชื่อเมืองใหม่ว่าเชียงทองเมื่อเจ้าฟ้างุ้มเสด็จกลับจากกัมพูชา อันเนื่องจากพระองค์และพระบิดาต้องเสด็จลี้ภัยเพราะถูกขับไล่จากกษัตริย์องค์ก่อน ซึ่งแท้จริงก็คือพระอัยกาของเจ้าฟ้างุ้มนั่นเอง เจ้าฟ้างุ้มทรงรวบรวมกำลังขณะอยู่ในเสียมเรียบ และนำกองทัพนับพันกำลังเพื่อกู้ราชบัลลังก์กลับคืน และสถาปนาอาณาจักรขึ้นต่อมาในสมัยพระโพธิสารราชเจ้าพระองค์ได้อาราธนาพระบางซึ่งเดิมประดิษฐานอยู่ที่เมืองเวียงคำขึ้นมาประดิษฐานอยู่ที่เมืองเชียงทองอันเป็นนครหลวงเมืองเชียงทองจึงถูกเรียกว่าหลวงพระบางนับแต่นั้นมา เมืองหลวงพระบาง ยังมีสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่สวยงามหลายแห่ง จนได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นมรดกโลก คอยต้อนรับทุกท่านที่เดินทาง มาท่องเที่ยวแขวงหลวงพระบางมีเนื้อที่ทั้งหมด 16,875 ตารางกิโลเมตร มีพลเมือง 346,000 คน ประกอบด้วย

  1. หลวงพระบาง (Louangphabang)
  2. เซียงเงิน (Xieng Ngeum)
  3. นาน (Nan)
  4. ปากอู (Pak Ou)
  5. น้ำบาก (Nambak)
  6. งอย (Ngoi)
  7. ปากแซง (Pakxeng)
  8. โพนไซ (Phonxay)
  9. จอมเพ็ด (Chomphet)
  10. เวียงคำ (Viengkham)
  11. พูคูน (Phoukoune)

ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท
หลวงพระบาง เป็นอีกหนึ่งเมืองที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดนักท่องเที่ยว ด้วยจำนวนตัวเลขมหาศาลของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาท่องเที่ยว ลาว ในแต่ละปี หลวงพระบาง ก็คืออีกเมืองหนึ่งที่เป็นไฮไลท์ นักท่องเที่ยวสามารถเก็บเกี่ยวความประทับจาก สถานที่เที่ยวชมความงาม สถานที่ทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมอันมีลักษณ์เฉพาะตัว มีโรงแรม ที่พัก มากมาย ตั้งแต่เกสต์เฮาท์ราคาถูก ไปจนถึงโรงแรมหรูสะดวกสบาย ตกแต่งด้วย อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่สวยงาม และ ทันสมัย บวกกับ ส่วนผสมที่ลงตัว ความเอาใจใส่ ของพนักงาน ไว้บริการ ทุกท่านที่มา เยือน เมืองที่งดงามแห่งนี้

ร้านอาหาร
ในเมืองหลวงพระบาง เป็นศูนย์รวมของอาหารรสชาติดีดีมากมาย มีร้านอาหารไทย จีน เวียดนาม และยุโรปให้เดินเลือกตามถนนทั้งอาหารคาว อาหารหวาน อาหารว่าง ผลไม้ มีที่นั่งจิบกาแฟโบราณหรือชาจากใบชาลาว ขนมปังฝรั่งเศส มื้อเที่ยงมีของปิ้งๆ ย่างๆ ให้เลือกหลายอย่าง หรือเป็นอาหารญวนก็มี มื้อเย็นมีเฝอ อาหารเวียดนาม ไว้ให้เลือกมากมาย ร้านอาหารส่วนใหญ่จะอยู่ที่ บริเวณ ถนน มรดก ตลาดคนเดิน เป็นอาหารแบบง่ายๆ มีตั้งแต่เช้าถึงค่ำ

การเดินทาง
การเดินทางไปยังเมืองหลวงพระบาง สามารถเลือกได้ หลายเส้นทาง ทางเรือ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าสู่ลาวที่ จุดตรวจคนเข้าเมือง ที่ด่านอำเภอ เชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยนั่งเรือข้ามฟาก ค่าโดยสาร 30 บาท สู่ เมืองห้วยทราย ประทับตราหนังสือเดินทางแล้ว เลือกเดินทาง โดยเรือ เมล์ ที่มีบริการ ทุกวัน เรือโดยสาร ห้วยทราย-หลวงพระบาง

อัตราค่าโดยสารเรือช้า (Slow Boat) 850 บาท / คน ใช้เวลาเดินทาง 2 วัน (พักค้างคืนที่ปากแบง) โดยเรือจะออกประมาณ 09.00-10.30 น.หรือ จะเดินทางแบบด่วนพิเศษ จะมีบริการ เรือ เร็ว (Speed Boat ราคาค่าโยสาร 1,450 บาท / คน ใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 ชั่วโมง เรือจะออกประมาณ 09.00 - 11.30น. หรือ เลือกเข้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดน่านที่ด่านห้วยโก๋น ทางรถ สามารถเลือกเข้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดหนองคาย และ อำเภอเชียงของ ตามเส้นทาง ห้วยทราย หลวงน้ำทา อุดมไซย แต่ส่วนใหญ่นิยมเข้าทางสะพานมิตรภาพ จังหวัดหนองคาย แล้วนั่งรถโดยสารต่อไปยังเมือง วังเวียง ใช้เวลาประมาณ 8-10 ชั่วโมง ทางเครื่องบิน สามารถ เลือกเดินทางได้ ระหว่างสายการบิน บางกอกแอร์ และสายการบินลาว ที่มีราคา ที่ประหยัดกว่า และ มี เที่ยวบินทุกวัน

ประวัติศาสตร์ประเทศลาว
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับลาว
การแบ่งเขตการปกครอง
ภาษากฎหมายโบราณลาว
ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
การแต่งกายลาว
สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก
สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องลาว

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook