บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน
ลาว (Laos)

ภาษากฎหมายโบราณลาว

The Language of The Ancient Lao Law

ดร.โสภี อุ่นทะยา

กฎหมายโบราณลาวมีวิวัฒนาการควบคู่มากับสังคมลาวโดยตลอด มีวิธีการใช้ภาษาที่มีลักษณะเฉพาะสอดคล้องกับบริบทแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย การวิจัยเรื่อง “ภาษากฎหมายโบราณลาว” มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาพัฒนาการของกฎหมายโบราณลาว และลักษณะการใช้ภาษาในกฎหมายโบราณลาว จำนวน 9 ฉบับ คือ กฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรม คัมภีร์สร้อยสายคำ คัมภีร์มูลตันไต คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวง คัมภีร์สุวรรณมุกขา คัมภีร์ราชศาสตร์ คัมภีร์โพสะราช คัมภีร์สังคหปกรณ์ คัมภีร์อาณาจักรและธรรมจักรแห่งธรรมศาสตร์ ผลการวิจัย

กฎหมายโบราณลาวมีพัฒนาการมาจากคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ พระบรมราโชวาทของพระมหากษัตริย์ และฮีตคองประเพณีที่กำหนดมาตั้งแต่สมัยโบราณ จึงมีลักษณะเป็นกฎหมายจารีตที่มีพัฒนาการมาตามลำดับ จากยุคความเชื่อดั้งเดิมยึดแนวปฏิบัติจากคำสั่งสอนของบรรพบุรุษที่บอกเล่าสืบต่อกันมา โดยมีบรรทัดฐานจากความเชื่อเรื่องผีฟ้าผีแถน บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในรัชสมัยของพระเจ้าวิชุลราช เรียบเรียงเป็นตำนานขุนบรมและกฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรม เมื่อศาสนาพุทธเข้ามาเผยแผ่ในอาณาจักรล้านช้าง ประชาชนมีความศรัทธาในหลักธรรม

ยุคที่ พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมีการเรียบเรียงคัมภีร์สร้อยสายคำ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ยึดหลักธรรมเป็นแนวปฏิบัติ เปรียบเทียบกับวินัยสงฆ์ กฎหมายในยุคต่อมาสังคมมีความหลากหลาย เป็นยุคผสมผสานความเชื่อต่างๆ เข้าด้วยกัน กฎหมายมีแนวปฏิบัติที่มีบรรทัดฐานจากความเชื่อดั้งเดิม หลักธรรมทางศาสนาพุทธและความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ กฎหมายที่สำคัญคือ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวง คัมภีร์สุวรรณมุกขา คัมภีร์มูลตันไต คัมภีร์ราชศาสตร์ คัมภีร์โพสะราช คัมภีร์สังคหปกรณ์ คัมภีร์อาณาจักรและธรรมจักรแห่งธรรมศาสตร์

การใช้ภาษาในกฎหมายโบราณลาวมีการใช้คำสั้นกะทัดรัดสามารถเข้าใจได้โดยง่ายทำให้เห็นภาพวิถีชีวิตของคนลาวที่ดำรงอยู่อย่างเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน มีโครงสร้างทางสังคมที่ชัดเจนการเลือกใช้คำศัพท์ที่มีความหมายตรงเข้าใจง่ายปรากฏในกฎหมายโบราณลาวมาก เพราะภาษาลาวเป็นภาษาคำโดด ใช้คำสั้นมีความหมายตรงเข้าใจได้โดยง่าย การใช้คำเป็นระบบระเบียบเดียวกันตลอด มีการใช้คำเรียกชื่อกฎหมายโบราณลาวโดยใช้คำที่มาจากภาษาบาลี-สันสกฤต รวมทั้งมีการใช้คำสอดแทรกภาษาบาลี-สันสกฤตปะปนกับภาษาลาวทุกเล่ม มีลักษณะการบัญญัติกฎหมายในทำนองตัวอย่างสมมุติมาก เพราะการพิจารณาคดีบางคดีไม่มีสักขีพยานจึงต้องใช้วิธีการยกตัวอย่างขึ้นมาเปรียบเทียบเพื่อให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการใช้ภาษาที่สุภาพสามารถโน้มน้าวใจผู้ฟังหรือผู้อ่านให้คล้อยตามได้ ภาษากฎหมายโบราณลาวมีลักษณะเฉพาะคือ ภาษาในบทลงโทษ เรียกว่าขันโทษ ภาษาเรียกหมวดหมู่กฎหมาย เรียกเป็นห้องตามหลักเบญจศีล ภาษาเรียกโทษ ผิดศีลตามหลักศีลห้า การใช้คำซ้อน และคำประสมที่มีความหมายเชิงอุปมาอุปไมย

ผลการวิจัยครั้งนี้ทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจภาษากฎหมายโบราณลาวได้เป็นอย่างดี สามารถนำไปอธิบายเพื่อตอบคำถามที่ยังเป็นปัญหาบางประการที่เกี่ยวข้องกับภาษากฎหมายโบราณลาว สังคม ประวัติศาสตร์ลาว ตลอดจนสามารถนำไปประยุกต์เป็นแนวทางในการศึกษาภาษา วรรณกรรม สังคม วัฒนธรรม และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ต่อไป

ABSTRACT

The Ancient Lao Law has the evolution goes together with Lao social all along. The Language instruction that has the particularities corresponds the environment that modify to go to the modernity. The research about “The Language of The Ancient Lao Law” has the goal for studies the development of Ancient Lao Law and using language character in Ancient Lao Law 9 versions. The results are as follows : The Ancient Lao Law develops to are from the doctrine of an ancestor, the order in the great king and the tradition. Then have the character is tradition law that has the development comes to respectively. From belief original age doctrine regulation of an ancestor who tells to continue come to base from the belief about Tan God. The Ancient Lao Law was recorded formed the alphabet in the time of pure, edit the Kunboorum Legend and The Drummasart Kunboorum Law. When the Buddhism comes in to announce in Lan Xang Kingdom. People has dharma faith. The age that the Buddhism thrives to have editting Kumpri Soysaykum by dharma line is a principle minister, compare with Buddhist priest discipline. In the age later the social has the variety, be the age integrates all belief together. The Law has the regulation that bases from original belief, Dharma and Brahminism. Important Law is Kumpri Pradharmasartluong, Kumpri Suwanmukka, Kumpri Moolatantai, Kumpri Ratjasart, Kumpai Posaraj, Kumpri Sungkahapagon, Kumpri Anajak and Dharmajak Hang Dharmasart. Language use in Ancient Lao Law has word short use, easily understood. Illustrate the way of Lao person unambitiously, there is social structure distinct. The filtration uses the vocabulary has straight meaning, use the word is same system, the word that call out names the law is from the Pali-Sanskrit language. There is the insertion puts in the words from the Pali-Sanskrit language mixes with Lao language in every law. Legislate in example character supposes because case some case meditation has no witness evidence then must use the way exemplifies to upword compare with for the clearness. There was used language gentle persuade the audience or a reader gives can comply with. The Language of The Ancient Lao Law has the particularities is the language in the penalty provisions of law calls that Kaun Toss. Category calling of the law traditionally Benjasin of the Buddha, word overlaps use and the compound word that have manner meaning compares. In conclusion the results of the study provide better understanding Language of the Ancient Lao Law. Explanations have been given to certain questions rearding history, the language of Lao law and Lao society. In addition, the findings are applicable to further studies of other related topics.


บทนำ

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้เพื่อการดำรงอยู่ที่สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มีภาษาใช้เป็นภาษาของตนเองมาช้านาน เป็นชาติที่มีอารยธรรมด้านภาษาไม่ด้อยกว่าประเทศอื่นใด ประเทศลาวในสมัยโบราณมีอักษรใช้สองแบบ คืออักษรลาวที่ใช้ในราชการบ้านเมือง และอักษรธรรมใช้ในเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ประเทศลาวมีฮีตคองประเพณีที่จารึกเป็นลายลักษณ์อักษรและพัฒนามาเป็นกฎหมายใช้ปกครองประเทศสืบมา

กฎหมายโบราณลาวมีวิวัฒนาการควบคู่มากับสังคมลาวโดยตลอด จากคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ ฮีตคองประเพณี พัฒนามาเป็นกฎหมาย ใช้กำหนดแนวปฏิบัติของคนในสังคม นับเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการกำหนดวิถีชีวิตเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันในสังคมได้ นับตั้งแต่กฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรม ซึ่งปรากฏอยู่ตอนท้ายของพื้นขุนบรมราชาธิราช หรือตำนานขุนบรม คัมภีร์สร้อยสายคำ คัมภีร์สุวรรณมุกขา เป็นกฎหมายฉบับหนึ่งมีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายโบราณลาว (The Code of Lao Customary Law) คัมภีร์มูลตันไต คัมภีร์ราชศาสตร์ คัมภีร์ พระธรรมศาสตร์หลวง คัมภีร์โพสะราช คัมภีร์สังฆหปกรณ์ คัมภีร์อาณาจักรและธรรมจักรแห่ง ธรรมศาสตร์

กฎหมายโบราณลาวแต่ละฉบับมีวิธีการใช้ภาษาที่มีลักษณะเฉพาะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสภาพแวดล้อมทางความเชื่อ ศาสนา การเมือง เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยปัจจัยต่างๆ กฎหมายอันเป็นกฎระเบียบของสังคมจึงต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหา และการใช้ภาษาให้สอดคล้องกับสภาพความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เพื่อให้คนในสังคมเกิดความเข้าใจตรงกัน และสามารถนำกฎหมายนั้นไปใช้เป็นแนวปฏิบัติของบุคคล ใช้พิจารณาคดี กำหนดบทลงโทษผู้กระทำความผิด เพื่อควบคุมสังคมให้เป็นระเบียบ ดำรงสังคมให้คงอยู่สืบไป

การศึกษาภาษากฎหมายโบราณลาวในครั้งนี้ เพื่อทำความเข้าใจกับลักษณะการใช้ภาษาในกฎหมายโบราณลาว การใช้คำ สำนวนโวหาร ในหลักการพิจารณาคดี การกำหนดบทลงโทษ การกำหนดสิทธิหน้าที่ตามกฎหมายและแนวปฏิบัติของบุคคล โดยใช้หลักการในการร่างกฎหมายของ มองเตสกิเออ ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศส และแนวคิดจาก ภาษากฎหมายไทย ของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร (2550) มาประยุกต์เป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา ซึ่งจะทำให้เกิดความเข้าใจในการใช้ภาษาในกฎหมายโบราณลาวอันเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่า และมีบทบาทที่สำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมลาวในสมัยโบราณให้สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน การวิจัยใน ครั้งนี้ยังสามารถทำให้เกิดความเข้าใจในวิถีชีวิตของคนลาวในสมัยโบราณที่เป็นบรรทัดฐานสำคัญเชื่อมโยงให้เกิดความเข้าใจการดำเนินชีวิตของบุคคล และกลุ่มบุคคลในสังคมลาวปัจจุบันได้ ตลอดจนอาจให้คำอธิบายปัญหาบางประการที่เกี่ยวข้องกับภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง สังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ ในสังคมลาว ตลอดจนความสัมพันธ์กับชาวต่างชาติ และปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้

ความมุ่งหมาย

การวิจัย “ภาษากฎหมายโบราณลาว” มีความมุ่งหมายดังต่อไปนี้

  1. เพื่อศึกษาพัฒนาการของกฎหมายโบราณลาว

  2. เพื่อศึกษาการใช้ภาษาในกฎหมายโบราณลาว

วิธีการศึกษา

การวิจัยครั้งนี้ใช้แนวคิดทางภาษาศาสตร์ เรื่องหลักการใช้คำ สำนวนโวหาร และแนวคิดในการศึกษา ภาษากฎหมายไทย ของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร (2550) ซึ่งกล่าวถึงลักษณะของภาษากฎหมายตามแนวคิดของ มองเตสกิเออ ปรัชญาเมธีชาวฝรั่งเศสที่ปรากฏในหนังสือ De L’Esprit des Lois ซึ่งเรียบเรียงขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1748 และแนวคิดการใช้โวหารที่ดีของ เปลื้อง ณ นคร (2507) มาปรับประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการศึกษาพัฒนาการกฎหมายโบราณลาวและภาษากฎหมายโบราณลาว ใช้วิธีการศึกษา ทางประวัติศาสตร์ โดยศึกษาจากเอกสารเป็นหลัก คือ กฎหมายโบราณลาวที่ปริวรรตจากอักษรธรรมในหนังสือผูกใบลานเป็นภาษาลาวปัจจุบัน โดย สำลิด บัวสีสะหวัด ในโครงการปริวรรตกฎหมายโบราณลาว ( The transliteration of Lao Customary law Project ) ในความอุปถัมภ์ของมูลนิธิ โตโยต้า (The Toyota Foundation ) ประกอบไปด้วยกฎหมายโบราณลาว 8 ฉบับคือ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวงคัมภีร์มูลตันไต คัมภีร์สร้อยสายคำ คัมภีร์สุวรรณมุกขา คัมภีร์ราชศาสตร์ คัมภีร์สังคหปกรณ์ คัมภีร์ โพสะราช คัมภีร์อาณาจักรและธรรมจักรแห่งธรรมศาสตร์ และกฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรม ของกรมวรรณคดีลาว นำเสนอผลการวิจัยโดยวิธีพรรณนาวิเคราะห์

ผลการวิจัย

กฎหมายโบราณลาวแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์และสังคมในอาณาจักรล้านช้าง ที่มีวิวัฒนาการมายาวนาน สะท้อนภาพวิถีชีวิต และแนวปฏิบัติของผู้คนแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี กฎหมายในสมัยยุคเริ่มแรกก่อตั้งบ้านเรือน มีลักษณะเป็นกฎหมายจารีตหรือกฎหมายประเพณีซึ่งสังคมลาวให้ความเคารพเชื่อถือผี คำสั่งสอนหรือกฎระเบียบต่างๆ จึงอ้างว่าเป็นคำสั่งของ ผีฟ้า ผีแถน และผีบรรพบุรุษ ที่กล่าวสั่งสอนปฏิบัติสืบต่อกันมาจนกลายเป็นประเพณี ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551 : 17) ได้สรุปแนวคิดดังกล่าวไว้ว่า กฎหมายโดยทั่วไปจะเริ่มต้นในรูปแบบจารีตประเพณี ซึ่งตรงกับความเป็นจริงที่สนับสนุนจากการค้นคว้าทางวิชามานุษยวิทยาสังคม และมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ข้อเท็จจริงในประวัติศาสตร์ยืนยันได้อย่างชัดเจน ว่ากฎเกณฑ์ความประพฤติของมนุษย์ในสังคมที่มี ต่อมาได้วิวัฒนาการมาเป็นรูปแบบของกฎหมายนั้น เริ่มจากขนบธรรมเนียม จารีตประเพณีทั้งนั้นโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีชาติใดที่เริ่มปรากฏการณ์ของกฎหมายในรูปแบบที่เป็นการบัญญัติกฎหมายขึ้น แนวคิดของสำนักกฎหมายประวัติศาสตร์สามารถนำมาอธิบายพัฒนาการของกฎหมายโบราณลาวได้อย่างเป็นขั้นตอนตามระเวลาและยุคสมัย เริ่มจากคำสั่งสอนของบรรพบุรุษที่ประพฤติปฏิบัติในวิถีชีวิตของชาวลาวในอาณาจักรล้านช้างเล่าสืบต่อกันมาจนกลายเป็นฮีตคองประเพณี นำมาเรียบเรียงเป็นกฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรมในสมัยพระเจ้าวิชุลราช ซึ่งสอดคล้องกับ Mayoury (1996 : 73) ที่กล่าวว่า กฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรมเป็นกฎหมายโบราณลาวที่เก่าแก่ซึ่งเชื่อกันว่าเล่าสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคน บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในรัชกาลพระเจ้า วิชุลราช ค.ศ. 1501-1520 และโยซิยูกิ มาซูฮารา (2546) กล่าวถึงกฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรมว่าเป็นกฎหมายโบราณลาวที่สะท้อนภาพวิถีชีวิตของคนลาวดั้งเดิมได้ดีกว่ากฎหมายฉบับอื่นๆ เพราะยังไม่ค่อยได้รับอิทธิพลจากภายนอกมากเท่ากับกฎหมายฉบับอื่นๆ

ในสมัยเริ่มแรกก่อตั้งบ้านเมืองและรวบรวมให้เป็นอาณาจักรล้านช้าง มีการกล่าวอ้างคำสั่งสอนของแถน และบรรพบุรุษ เพื่อจัดระเบียบการปกครองตามบรรทัดฐานความเชื่อดั้งเดิมของชาวลาวคือ มีความเชื่อเรื่องผี เทวดา หรือแถน การนับถือบรรพบุรุษ นับเป็นพื้นฐานสำคัญในการเรียบเรียงตำนานขุนบรม ที่ชนชั้นผู้ปกครองหรือพระมหากษัตริย์สร้างขึ้นเพื่ออ้างสิทธิ์ในการปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน และเพื่อความสะดวกในการรวบรวมกำลังพลให้มีจำนวนมาก สำหรับการสร้างบ้านแปลงเมืองในระยะเริ่มแรกก่อตั้งเป็นอาณาจักร



หลังจากที่เจ้าฟ้างุ่มประสบความสำเร็จในการรวมรวมชาวลาวสองฝั่งโขงให้เป็นอาณาจักรเดียวกันคืออาณาจักรล้านช้าง พระองค์ทรงจัดระเบียบการปกครอง แต่งตั้งบุคคลให้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ มีพระบรมราโชวาทกำหนดแนวปฏิบัติสำหรับคนเหล่านั้น โดยอาศัยความเชื่อดั้งเดิมเรื่องผีฟ้า ผีแถน และเนื่องจากความเชื่อนี้คำขึ้นต้นพระนามของพระมหากษัตริย์ว่า “เจ้าฟ้า” จึงแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างแถนกับเจ้า ซึ่งกษัตริย์องค์อื่นๆ ไม่ปรากฏคำนำหน้าพระนามเช่นนี้ ก่อนหน้านี้พระมหากษัตริย์ลาวจะใช้คำนำหน้าชื่อว่า ขุน ท้าว และพระยา เจ้าฟ้างุ่มจึงเป็นพระมหากษัตริย์ พระองค์แรกที่ยืนยันสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่าง แถน และเจ้า เมื่อพระองค์เป็นผู้ที่สืบเชื้อสายมาจากแถน พระองค์จึงมีความชอบธรรมที่จะใช้คำสั่งของแถนมาจัดระเบียบการปกครอง ซึ่งพัฒนามาเป็นกฎหมายธรรมศาสตร์ขุนบรมในระยะต่อมา คำสั่งหรือคำสั่งสอนของพระมหากษัตริย์จึงเป็นกฎระเบียบที่ผู้อยู่ภายใต้การปกครองต้องปฏิบัติตาม กฎระเบียบของชนชาติลาวในระยะแรกยุคสร้างบ้านแปลงเมืองจึงมีลักษณะเป็นคำสั่งสอนของพระมหากษัตริย์ ดังที่ สำลิด บัวสีสะหวัด (1995 : 3) กล่าวไว้ในทัศนะและคำอธิบายของผู้ปริวรรตคัมภีร์ราชศาสตร์ กฎหมายโบราณลาวสรุปได้ว่า ภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช (Absolute Monarchy) พระเจ้าแผ่นดินอยู่เหนือสิ่งอื่นใด คำสั่งของพระเจ้าแผ่นดินถือเป็นกฎหมายโดยไม่มีเงื่อนไข สอดคล้องกับแนวคิดของ จอห์น ออสติน สำนักกฎหมายบ้านเมือง (Legal Positivism) ซึ่งมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2551 : 13) สรุปไว้ว่า กฎหมายเป็นเรื่องของคำสั่งเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจเหนือ สามารถที่จะบังคับผู้อยู่ใต้อำนาจให้ปฏิบัติตามเจตจำนงของผู้มีอำนาจ รัฐเป็นอำนาจสูงสุดไม่อยู่ในกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อพุทธศาสนาเผยแผ่เข้ามาในอาณาจักรล้านช้าง ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเริ่มรับนับถือพุทธศาสนาโดยผสมผสานกับความเชื่อดั้งเดิม เทวดา ผี พุทธ จึงผสมกลมกลืนเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในอาณาจักรล้านช้างได้อย่างแนบแน่นมาโดยตลอด พุทธศาสนามีความ เจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ ในปี ค.ศ. 1520 พระเจ้าโพธิสารราชมีพระราชอาชญาประกาศให้ไพร่พลเมืองเลิกนับถือ ผีฟ้าผีแถน อันเคยมีมาแต่โบราณนั้นเสียหมด บรรดาหอโรงกว้านศาลอันเป็นที่ขึ้นฟ้าขึ้นแถนของพระเจ้าแผ่นดินแต่ก่อนนั้น พระองค์ก็ให้รื้อถอนออก แล้วทรงสร้างพระอารามขึ้นแทนบ่อนหอผีนั้น (สิลา วีระวงส์. 2001 : 63) ในสมัยนี้พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองต่อเนื่องมาจากสมัยของพระเจ้า วิชุลราช มีการเรียบเรียงคัมภีร์พุทธศาสนาและวรรณกรรมที่มีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามากมาย มีนักปราชญ์ราชบัณฑิตจำนวนมากเรียบเรียงและแต่งวรรณกรรมขึ้นอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา นิทานชาดกบางเรื่องถูกนำมาดัดแปลงผสมผสานกับนิทานพื้นบ้านให้กลายเป็นเรื่องราวที่ศักดิ์สิทธิ์ เพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์ และเหตุการณ์ต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ รวมทั้งยังใช้เป็นเครื่องมืออธิบายการอ้างสิทธิ์อันชอบธรรมเพิ่มความสำคัญให้กับผู้ปกครองบ้านเมืองในคำสั่ง ระเบียบข้อบังคับ และกฎหมายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย คัมภีร์สร้อยสายคำเป็นกฎหมายโบราณลาวที่เรียบเรียงขึ้นในสมัยของพระเจ้าโพธิสารราชซึ่งเป็นยุคสมัยที่พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก พระองค์ทรงโปรดให้ประชาชนเลิกนับถือผีให้หันมานับถือพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว คัมภีร์สร้อยสายคำจึงเป็นเสมือนกฎเกณฑ์ทางพุทธศาสนาที่สร้างขึ้นมาเพื่อล้มล้างความเชื่อเรื่องผี อันเป็นความเชื่อดั้งเดิมของสังคมลาว กฎหมายโบราณลาวฉบับนี้จึงสะท้อนภาพสังคมลาวอาณาจักรล้านช้างอันเป็นสังคมชาวพุทธ นับถือหลักธรรม คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินชีวิตและการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและกลุ่มบุคคล เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขบนฐานความเชื่อในหลักธรรมทางพุทธศาสนา

ด้วยเหตุที่ศาสนาเป็นระบบความเชื่อและประสบการณ์ของมนุษย์ เกี่ยวกับพลังบางอย่างที่มีคุณสมบัติ “ศักดิ์สิทธิ์” (The Sacred) ซึ่งอาจหมายถึงพระเป็นเจ้าสูงสุด หรือในบางศาสนาที่ไม่มีพระเจ้า ความศักดิ์สิทธิ์หมายถึงพลังที่มีคุณสมบัติเหนือโลก เหนือธรรมดา หรือเป็นความจริงที่ซ้อนซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์ทั่วๆ ไป เป็นพลังที่เป็นความจริงรากฐานสำคัญที่สุดของสรรพสิ่งในจักรวาล (อภิญญา เฟื่องฟูสกุล. 2548 : 79) คัมภีร์สร้อยสายคำจึงชี้ให้เห็นความสำคัญของหลักธรรมทางพุทธศาสนาว่าเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าความเชื่อใดๆ รวมทั้งคำสั่งสอนของบรรพบุรุษ ผีฟ้าผีแถนทั้งหลายทั้งปวง ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนาและพระมหากษัตริย์ เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้อำนาจในการปกครองและการยอมรับของบุคคลที่อยู่ใต้อำนาจ ศาสนาจะสร้างอำนาจอันชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครองหรือพระมหากษัตริย์ แต่ก็หาได้เป็นไปในเรื่องให้ความสำคัญแก่ผู้มีอำนาจแต่ฝ่ายเดียวไม่ หากยังมีการกำหนดกฎเกณฑ์และระเบียบแบบแผนในด้านคุณธรรมทางด้านศาสนาที่กำหนดให้ผู้จะเป็นผู้ปกครองหรือพระมหากษัตริย์ต้องประพฤติและปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้มักสื่อสารกันได้ระหว่างชนชั้นปกครองและผู้อยู่ภายใต้การปกครอง เช่น กำหนดว่าพระมหากษัตริย์ต้องทรงศีลทรงธรรม โดยเฉพาะทรงทศพิธราชธรรม เจ้าเมืองหรือเสนาอำมาตย์ก็ต้องเป็นผู้ที่มีศีลธรรม ถ้าผู้ปกครองไม่ประพฤติตามหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนา ก็มักจะถูกผู้อยู่ภายใต้การปกครอง หรือชาวบ้านชาวเมืองขับไล่ซึ่งมักจะก่อให้เกิดความวุ่นวายและเกิดการอ้างสิทธิในการเป็นผู้ปกครองแย่งชิงอำนาจการปกครอง เช่น การแย่งชิงราชสมบัติในบางยุคสมัยเป็นต้น ศาสนาจึงเป็นหลักสำคัญในการกำหนดแนวปฏิบัติของบุคคลตั้งแต่ชนชั้นปกครองไปจนถึง สามัญชนโดยทั่วไป ดังคำกล่าวของ ยศ สันตสมบัติ (2544 : 236) สรุปได้ว่า

“...ศาสนาหรือความเชื่อในอำนาจศักดิ์สิทธิ์ มีส่วนสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับระบบ การเมืองในสังคมวัฒนธรรมทุกแห่งทั่วโลก สัญลักษณ์ พิธีกรรม และตัวแทนแห่งความ ศักดิ์สิทธิ์มีอยู่ในระบบการเมืองทุกระบบ ความเกี่ยวพันเชื่อมโยงระหว่างระบบความเชื่อกับ การเมืองจึงเป็นปรากฏการณ์สากลที่เกิดขึ้นทุกหนแห่ง อำนาจของผู้นำในสังคมวัฒนธรรมต่างๆ มักมีส่วนสัมพันธ์โดยตรงกับสถานภาพอันศักดิ์สิทธิ์ของบุคคลเหล่านี้ ความชอบธรรมของ อำนาจก็มักวางอยู่บนพื้นฐานของความศักดิ์สิทธิ์ นั่นคือการอ้างสิทธิธรรมโดยนัยแห่ง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ซึ่งเป็นผู้นำกับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ เช่น การเป็นผู้นำที่เทพเจ้า เลือกสรรส่งมา หรือการเป็นสมมุติเทพ เป็นต้น สิทธิธรรมแห่งอำนาจซึ่งวางอยู่บนพื้นฐานของ ความศักดิ์สิทธิ์จะได้รับการยอมรับ ตราบใดที่ความศักดิ์สิทธิ์ และประสิทธิผลอันเกิดจากความ ศักดิ์สิทธิ์ยังปรากฏให้เห็นเด่นชัดและเข้มแข็ง อำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ จึงเป็นรูปแบบหรือ มาตรการสำคัญประการหนึ่งในการจัดระเบียบทางการเมือง...” สอดคล้องกับความเห็นของ พิพัฒน์ พสุธารชาติ (2545 : 179-180) ที่แสดงทัศนะเกี่ยวกับกฎหมายและศาสนาไว้ว่า

“...กฎหมายเป็นกฎกติกาของสังคมประเภทหนึ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น เพื่อใช้เป็นแนวปฏิบัติ ในการอยู่ร่วมกัน มนุษย์อาจมีกติกาทางสังคมประเภทต่างๆ เช่น ข้อปฏิบัติทางศาสนา จารีตประเพณี วัฒนธรรม และระบบความเชื่อของผู้คนในสังคมนั้นๆ ข้อปฏิบัติหรือคำสอน ในศาสนาทุกศาสนาเกี่ยวข้องกับหลักการดำเนินชีวิต ศาสนาสอนให้มนุษย์เป็นคนดี ละเว้น การกระทำชั่ว ไม่เห็นแก่ตัว รักและเมตตาผู้อื่น เป็นต้น คำสอนทางศาสนามีส่วนคล้ายกัน กับกฎหมาย จึงน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน จากประวัติศาสตร์การพัฒนาของกฎหมาย จะพบว่าศีลธรรมทางศาสนาคือแหล่งที่มาของเนื้อหากฎหมายในสมัยโบราณ เช่น กฎหมายโบราณของประเทศอินเดีย กฎหมายธรรมศาสตร์เขียนขึ้นมาจากพื้นฐานความคิด ความเชื่อของศาสนาฮินดู กฎหมายตราสามดวงของประเทศไทยก็ได้รับอิทธิพลมาจาก ศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ ความเกี่ยวข้องระหว่างคำสอนทางศาสนากับกฎหมาย จึงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้...”

จากการศึกษาเนื้อหาในกฎหมายโบราณลาว แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายและศาสนาเป็นอย่างดี ความเชื่อและศาสนาในสังคมลาวทำหน้าที่ผนึกส่วนต่างๆ ของสังคมให้เข้าเป็นเอกภาพ ผสานส่วนต่างๆ ของสังคมเข้าเป็นอันหนึ่ง อันเดียวกัน โดยให้คำอธิบายต่อการจัดระบบความสัมพันธ์ของบุคคลและกลุ่มบุคคลในสังคม ด้วยความเชื่อเรื่องเทวดา ผีฟ้าผีแถน ผีบรรพบุรุษ ความเชื่อในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความเชื่อดังกล่าวให้การส่งเสริมและสนับสนุนอย่างมีพลังแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นผู้ปกครองสูงสุดของอาณาจักรล้านช้าง ให้ความชอบธรรมด้วยคติความเชื่อแบบเทวราชา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้สืบเชื้อสาย มาจากแถนหรือเทวดา เป็นพระราชโอรสของแถน และเป็นธรรมราชา เป็นองค์พระมหากษัตริย์ ผู้สูงส่งด้วยการสะสมบุญบารมี ทรงทศพิธราชธรรม ทรงปฏิบัติธรรมมิได้ขาด และที่สำคัญ พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อุปถัมภ์พุทธศาสนา

ในสมัยของพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช (ค.ศ. 1637-1694) อาณาจักรล้านช้างมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีการรวบรวมประมวลกฎหมายเก่า และตรากฎหมายขึ้นใช้เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติควบคุมสังคมหลายฉบับคือ คัมภีร์มูลตันไต คัมภีร์สุวรรณมุกขา คัมภีร์ราชศาสตร์ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวง คัมภีร์โพสะราชและคัมภีร์สังคหปกรณ์ คัมภีร์อาณาจักรและธรรมจักรแห่งธรรมศาสตร์ เนื้อหากฎหมายส่วนใหญ่จะยึดหลักของพุทธศาสนาเป็นแนวปฏิบัติ กฎหมายที่สำคัญในสมัยนี้คือ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์หลวง สันนิษฐานว่าคงได้เค้ามาจากคัมภีร์ธรรมศาสตร์ของอินเดีย และได้รับอิทธิพลจากพระพุทธศาสนา ผู้ปกครองของลาวในอาณาจักรล้านช้างนำมาดัดแปลงแก้ไขให้เหมาะสมกับสังคมลาวในสมัยนั้น มีการระบุถึงปีศักราชไว้อย่างชัดเจนว่าเรียบเรียงขึ้นในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช นอกจากนี้คัมภีร์สุวรรณมุกขา กฎหมายโบราณลาวที่มีลักษณะเป็นประมวลกฎหมายลาว (The code of Lao customary law) ที่แสดงให้เห็นสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป อาณาจักรล้านช้างเริ่มติดต่อกับคนภายนอกอาณาจักรมากขึ้นมีการใช้เรือเป็นพาหนะ การจัดการจราจรทางน้ำ เป็นกฎหมายที่แสดงภาพการคมนาคมทางน้ำและการค้าขายโดยทางเรืออย่างชัดเจน สังคมมีความหลากหลาย การกำหนดแนวปฏิบัติในกฎหมายมีการผสมผสานความเชื่อดั้งเดิม หลักคำสอนทางศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ รวมกันเข้าไว้ในการจัดระเบียบปฏิบัติของบุคคล กฎหมายในยุคสมัยนี้จึงมีลักษณะผสมผสาน แต่ก็ยังยึดแนวทางพุทธศาสนาเป็นหลักสำคัญ

จากความเชื่อดั้งเดิมผสมผสานกับหลักธรรมทางศาสนาพุทธและพราหมณ์ นำไปเป็นพื้นฐานแนวทางในการกำหนดแนวปฏิบัติ กำหนดกฎเกณฑ์ระเบียบของสังคม นำมาเรียบเรียงเป็นกฎหมายบ้านเมือง กฎหมายโบราณลาวจึงมีลักษณะการใช้ภาษาที่ผสมผสานกันระหว่าง ภาษาบาลี-สันสกฤตกับภาษาลาว ในรูปแบบต่างๆ กัน แสดงถึงความเกี่ยวข้องกันระหว่างการเมืองการปกครอง และศาสนา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนไปตามบริบทแวดล้อม การผสมผสานและการปรับเปลี่ยนดังกล่าวสอดคล้องกับทัศนะของ อภิญญา เฟื่องฟูสกุล (2548 : 85) กล่าวถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่ปรากฏในประวัติศาสนาทุกศาสนาสรุปได้ว่า กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางศาสนา ยังมีมโนทัศน์สำคัญอีกคู่หนึ่งที่ใช้อธิบาย วัฏจักรของการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อศาสนาถูกเผยแพร่ออกไปนอกปริมณฑลทางวัฒนธรรมเดิมของตนเอง ก็มักเกิดการ ผสมผสานกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นขึ้น Syncretism หมายถึง การผสมผสานทางวัฒนธรรมที่สามารถพบได้ในประวัติของทุกศาสนา เช่น เมื่อศาสนาพุทธแพร่กระจายเข้ามาในแถบอุษาคเนย์ ก็ผสมผสานกับความเชื่อผีแบบดั้งเดิมในท้องถิ่นนั้น และต่อมาการผสมผสานกับลัทธิพราหมณ์ทำให้เกิดคติเทวราชาขึ้นในอาณาจักรแถบนี้ การผสมผสานทางวัฒนธรรมนี้ พบได้ในหลายมิติ เช่น การผสมในเนื้อหาสาระ หรือหลักคำสอนทางศาสนา การผสมผสานในสัญลักษณ์ที่เป็นรูปเคารพ หรือในพิธีกรรม เป็นต้น

การใช้ภาษาในกฎหมายโบราณลาว ตามแนวคิดของการร่างกฎหมายสากล จะเห็นว่ากฎหมายโบราณลาวมีลักษณะการใช้ภาษาง่าย สั้นกะทัดรัด ใช้ศัพท์ที่มีความหมายตรง เป็นระเบียบเดียวกัน มีความสุภาพนุ่มนวลน่าอ่านน่าฟังมีพลังในการโน้มน้าวใจคนให้ปฏิบัติตามได้ แต่การใช้ภาษาบางประการก็มีลักษณะที่ไม่สมควรในแง่ของการใช้ภาษาในการร่างกฎหมายตามแนวคิดกฎหมายสากลคือ การยกตัวอย่างนิทาน เรื่องเล่าต่างๆ มาเปรียบเทียบหรือเป็นตัวอย่างในการพิจารณาคดี ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องจริงเป็นเพียงเรื่องเล่าเรื่องสมมุติขึ้นเท่านั้น จึงขาดน้ำหนักในการเชื่อถือ อย่างไรก็ตามเรื่องบางเรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้นก็นำมาจากชาดกซึ่งเป็นเรื่องราวที่นำมาประกอบการเทศนาธรรมของพระพุทธเจ้า ซึ่งผู้คนให้ความเชื่อถือศรัทธาเรื่องเล่าเหล่านี้จึงสามารถโน้มน้าวใจ หรือนำไปเป็นตัวอย่างในการกำหนดแนวปฏิบัติของผู้คนที่มีความเชื่อถือหลักธรรมในพุทธศาสนาในยุคนั้นได้ ประกอบกับผู้มีอำนาจในการปกครองกำหนดแนวปฏิบัติโดยยึดหลักธรรมเป็นแนวคิดสำคัญในการร่างกฎหมาย การร่างกฎหมายโบราณลาวจึงเป็นกฎหมายที่ผู้มีอำนาจเลือกใช้ให้เหมาะสมในยุคสมัยของอาณาจักรล้านช้าง

นอกจากนี้กฎหมายโบราณลาวยังมีลักษณะการอภิปรายในบางตอน เป็นลักษณะที่ปรากฏไม่มากนัก หลักในการร่างกฎหมายของมองเตสกิเออกล่าวไว้ในข้อหนึ่งว่า “... กฎหมายนั้นไม่สมควรจะ บัญญํติในเชิงอภิปราย การให้เหตุผลรายละเอียดแห่งการบัญญัติกฎหมายนั้นๆ เป็นเรื่องเสี่ยงภัยโดยแท้ เพราะการให้เหตุผลดังกล่าวย่อมเปิดช่องให้เกิดการโต้แย้งขึ้นได้ ...” (ธานินทร์ กรัยวิเชียร. 2550 : 36)

การอภิปรายดังกล่าวในกฎหมายโบราณลาว เป็นการอภิปรายให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องบุญในหลักธรรมทางศาสนาพุทธ ซึ่งผู้ปกครองนำมาอ้างเป็นบรรทัดฐานในการกำหนดข้อบังคับ กฎระเบียบต่างๆ เมื่อผสมผสานกับอำนาจของผู้ปกครองคือ พระมหากษัตริย์ในกฎหมายพระธรรมศาสตร์ที่เผยแผ่ เข้ามาในอาณาจักรล้านช้างพร้อมๆ กับพุทธศาสนา ทำให้การกำหนดข้อบังคับในกฎหมายในยุคสมัยนั้นต้องเลือกกำหนดจากหลักธรรมทางพุทธศาสนาผนวกกับคำสั่งของพระมหากษัตริย์ ที่มีการปรับเปลี่ยนแตกต่างจากกฎหมายฉบับอื่นๆ ทำให้ทราบว่ากฎหมายโบราณลาวมีการปรับเปลี่ยนไปตามผู้ปกครองในแต่ละยุคสมัย มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิด และบรรทัดฐานของสังคมในการกำหนดระเบียบข้อบังคับที่จะทำให้สังคมดำรงอยู่ได้ กฎหมายจึงไม่ใช่สิ่งที่สถิตแต่มีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอตามบริบทของสังคมและผู้มีอำนาจในการปกครอง ดังคำกล่าวของ John Austin นักกฎหมายชาวอังกฤษ ที่นักกฎหมายโดยทั่วไปให้ความสนใจซึ่งกล่าวสรุปทฤษฎีกฎหมายว่ามีลักษณะพิเศษดังนี้

“... ทฤษฎีกฎหมาย (Theory of Law) กฎหมายคือคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ เมื่อกฎหมายเป็น คำสั่งจึงต้องถือว่าเป็นเรื่องของเจตจำนงของคน กฎหมายจึงกลายเป็นเรื่องของอำนาจที่จะเลือกใช้ เพราะย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจสั่ง ...” (ปรีดี เกษมทรัพย์. 2546 : 66)

กฎหมายโบราณลาวมีลักษณะเฉพาะ เช่น ภาษาในบทลงโทษ หรือขันโทษ ที่พิจารณาจากความผิด สถานภาพ และบรรดาศักดิ์ ยศตำแหน่งของผู้กระทำผิด ภาษาเรียกหมวดหมู่กฎหมาย เรียกเป็นห้องตามหลักเบญจศีล ภาษาเรียกโทษผิดศีลตามหลักศีลห้า นอกจากนี้ยังมีลักษณะการใช้คำซ้อน และคำประสมที่มีความหมายเชิงอุปมาอุปไมย ซึ่งมีปรากฏมากในกฎหมายโบราณลาว นอกจากนี้ยังมีการสอดแทรกคำภาษาบาลี-สันสกฤตในกฎหมายโบราณลาว ปรากฏในกฎหมายเกือบทุกฉบับ เริ่มจากคัมภีร์สร้อยสายคำเป็นต้นมา นับเป็นลักษณะเฉพาะของภาษากฎหมายโบราณลาวที่มีพัฒนาการมาตามลำดับ

การเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจภาษากฎหมายโบราณลาว ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งในการสื่อความหมายกฎระเบียบของสังคมลาวในอาณาจักรล้านช้าง ทำให้เกิดความรู้ ความเข้าใจภาษา วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ การเมืองการปกครอง สังคม เศรษฐกิจ ฯลฯ อันเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ภาษากฎหมาย สังคม ฯลฯ ในมุมมองที่หลากหลายได้เป็นอย่างดี ดังคำกล่าวของ เปลื้อง ณ นคร (2540 : 36) ว่า

“... ภาษาเป็นการสื่อความหมาย มีสองฝ่ายคือ ผู้ส่งสารอาจเป็นผู้พูดหรือผู้เขียนก็ได้เป็นผู้ส่งความหมาย โดยใช้เสียงหรือตัวหนังสือ มีรู้รับสารคือผู้ฟังหรือผู้อ่าน โดยใช้หูฟังหรือใช้นัยน์ตาอ่าน ดังนั้นการรับรู้ถ้อยคำและความหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่รู้ความหมายของคำ หรือ รู้แต่รู้คลาดเคลื่อน การสื่อสารก็ไม่เป็นผล อาจเกิดความสับสน เข้าใจไปคนละทางได้ นอกจากนี้ความหมายและการสื่อความหมายยังเกี่ยวข้องกับจิตวิทยาคือ จิตใจของผู้ส่งสารและผู้รับสารอีกด้วย ซึ่งเป็นทั้งปัจเจกชนและมวลชน จึงควรจะเข้าใจด้วยว่าการสื่อสารและการรับสารนั้นมีมาตั้งแต่ครั้งสมัยโบราณ เมื่อเริ่มมีมนุษย์ก็มีการสื่อสารการรับสารกันแล้ว ...”

การเข้าใจภาษากฎหมายโบราณลาว จึงเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และอาจเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวได้เป็นอย่างดี รวมทั้งผลประโยชน์อื่นๆ ที่พึงมีอันเกี่ยวข้องกับการศึกษาวิจัยในครั้งนี้

ข้อเสนอแนะ

จากการวิจัยในครั้งนี้มีข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไปดังนี้

  1. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการใช้ภาษากฎหมายโบราณลาวกับกฎหมายตราสามดวงของไทย และกฎหมายมังรายศาสตร์ซึ่งเป็นกฎหมายล้านนาที่มีพัฒนาการมาใกล้เคียงกัน เพื่อเกิดการเรียนรู้การใช้ภาษากฎหมายสมัยโบราณในสังคมที่มีความคล้ายคลึงกันว่ามีความเหมือนและแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

  2. ควรมีการศึกษาการใช้ภาษากฎหมายโบราณลาวเปรียบเทียบกับภาษากฎหมายที่ใช้ใน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน เพื่อให้ทราบถึงพัฒนาการของภาษาลาวรวมทั้งเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

  3. ควรมีการศึกษาภาษาที่ใช้ในสังคมลาวจากกฎหมายโบราณลาว เพื่อให้เห็นพัฒนาการทางภาษา สังคม และวัฒนธรรมในอาณาจักรล้านช้าง

  4. ควรมีการศึกษาภาษากฎหมายในประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้เคียงกับประเทศไทย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในเรื่องราวต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเป็นบรรทัดฐานในการสร้างเสริมความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในอนาคตอีกด้วย

เอกสารอ้างอิง

ภาษาไทย

ภาษาลาว

ภาษาอังกฤษ

ประวัติศาสตร์ประเทศลาว
ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับลาว
การแบ่งเขตการปกครอง
ภาษากฎหมายโบราณลาว
ความสัมพันธ์กับประเทศไทย
การแต่งกายลาว
สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก
สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องลาว

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook