บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน
พม่า (Myanmar)

เปียงมนา เนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่พม่า

ในช่วงปลายปี2548 พม่ามีการเปลี่ยนแปลง ครั้งสำคัญ สร้างความประหลาดใจให้กับนานา ประเทศจากการย้ายเมืองหลวงในวันที่ 6 พ.ย. 2548 ซึ่งการย้ายครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 11 ของประวัติศาสตร์พม่า ห่างจากครั้งหลังสุดที่อยู่ที่ เมืองย่างกุ้งมาเกือบ 60 ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 หลังได้รับเอกราชจากอังกฤษ) การย้ายเมืองหลวง แต่ละครั้งจะมีเหตุผลจากการเปลี่ยนแปลงรัชสมัย แต่ในครั้งนี้ยังมีข้อกังขาเป็นที่สงสัย เนื่องจากพม่ามี ปัจจัยที่จำกัดหลายประการ เศรษฐกิจของประเทศ ยังไม่ดี เงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีจำกัดมาก รายได้ที่จะได้จากการขายรัฐวิสาหกิจทั้ง 11 แห่ง ก็ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก รัฐบาลต้องกู้เงินจาก ธนาคารกลางมาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ เงินเฟ้อในอัตราสูง รายได้ต่อหัวประชากรก็ต่ำ ติดอันดับประเทศยากจน และมีการวิเคราะห์ว่า การย้ายเมืองหลวงต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากเพื่อ ก่อสร้าง น่าที่จะใช้เงินเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ เช่น ป้องกันโรคระบาดหรือแก้ปัญหาความยากจนมากกว่า นอกจากนี้พม่ายังถูกกดดันจากประชาคมโลกเรื่อง สิทธิมนุษยชน การปฏิรูปการปกครองประเทศ ให้เป็นประชาธิปไตย สาเหตุการย้ายเมืองหลวง จากการรวบรวมแหล่งข้อมูลการย้าย เมืองหลวงจากแหล่งข่าวต่าง ๆ พบว่า1 มีสาเหตุ สำคัญมาจาก

  1. ยุทธศาสตร์ที่ตั้งเมืองเปียงมนา ตั้งอยู่กลางประเทศและสามารถเดินทางรวดเร็วไป ทุกส่วนของประเทศและใกล้กับที่อยู่ของชนกลุ่มน้อย คือ ไทยใหญ่ คะฉิ่น และกะเหรี่ยง (หนึ่งในสามของ ประชากรพม่าคือชนกลุ่มน้อย) จะทำให้สามารถ ควบคุมชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ได้ถนัดมือขึ้น
  2. ความเชื่อทางโหราศาสตร์ว่าจะไปไม่รอดหากไม่สร้าง เมืองหลวงใหม่
  3. ช่วงชิงอำนาจระหว่างทหาร และพลเรือน กลุ่มเผด็จการทหารที่ทรงอำนาจ เมืองหลวงใหม่พม่า “เปียงมนา เนปิดอว์” ต้องการแยกกลุ่มทหารออกจากพลเรือนอย่าง ชัดแจ้ง ทำให้สามารถควบคุมเหตุการณ์ได้ดีขึ้น ไม่ให้เกิดกรณีพลเรือนมีอำนาจขึ้นมายึดอำนาจ คล้ายประเทศฟิลิปปินส์ โดยการใช้โครงสร้าง พื้นฐานที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นการป้องกันการถูก ยึดอำนาจโดยพลเรือนและประชาชนทั้งในปัจจุบัน และอนาคตที่ต้องกลายเป็นรัฐที่คืนอำนาจให้
  4. เพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ ในอดีต เพราะเปียงมนาเคยเป็นศูนย์กลาง Burma Independence Army ต่อสู้กับญี่ปุ่นในสมัย สงครามโลกครั้งที่สอง และการย้ายเมืองหลวงไกล ออกไปจากทะเลไปอยู่ถิ่นใหม่ ใกล้ภูเขาที่มีโครงสร้าง พื้นฐานและภูมิประเทศป้องกันตนเองได้ดีกว่า จะทำให้ปลอดภัยจากการรุกรานของศัตรูซึ่งอาจ หมายถึงสหรัฐอเมริกาทั้งทางน้ำและทางอากาศ และ
  5. ปลอดภัยจากการต่อต้านจากประชาชนพื้นที่ เมืองเปียงมนามีประชากรเพียงแสนคนง่ายต่อ การควบคุมหากไม่พอใจ

ภูมิศาสตร์ที่ตั้งเมืองหลวงใหม่ ตั้งอยู่ กลางของประเทศห่างจากย่างกุ้งไปทางเหนือ 390กิโลเมตร (ตำแหน่งที่ตั้งละติจูด 19 ํ45'N, 96 ํ12'E) ที่ชื่อว่าเมืองเปียงมนา (Pyinmana)2 ผลผลิตทางการเกษตรที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด งา ถั่ว และอ้อย อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ ป่าไม้ (ไม้สัก ไม้แดง) และเป็นแหล่งผลิตน้ำตาล เพราะมี พื้นที่ปลูกอ้อย มีโรงงานน้ำตาลไชยวดีซึ่งอยู่ลงมา ทางเมืองตองอูและแถบแม่น้ำปองลอง ซึ่งห่างจาก เมืองเปียงมนาออกไปทางด้านตะวันออกราว 5 ไมล์ ซึ่งสามารถผลิตน้ำตาลได้ถึง 1,500 ตัน/วัน ส่วนบริเวณที่เรียกว่าเป็นมหานครเนปิดอว์ ตั้งอยู่ห่างจากเปียงมานาประมาณ 5-6 ไมล์ โดย พม่าวางแผนจะให้บริเวณนี้เป็นเมืองธุรกิจและ ศูนย์กลางธุรกิจระดับนานาชาติและศูนย์กลางการ ท่องเที่ยว โดยคาดว่าจะใช้เงินหลายล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อการก่อสร้าง บนพื้นที่ 10 ตารางกิโลเมตรเพื่อเป็นที่ตั้งศูนย์ราชการ กรม กอง กระทรวงต่าง ๆ กว่า 30 กระทรวง และ บ้านพักข้าราชการ และกองบัญชาการกองทัพ ศาลากลาง โรงแรมห้าดาวหนึ่งแห่ง โรงพยาบาล ขนาด 300 และ 1,000 เตียง มีตลาดขนาดใหญ่ มีชื่อว่า Myoma แหล่งเก็บน้ำ ถนนไฮเวย์ 6 เลน เป็นเมืองดั้งเดิมมีมาในสมัยที่พม่าปกครองด้วย ระบอบกษัตริย์ มีขนาดพื้นที่ 4,600 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 78 เท่าของเมืองแมนฮัตตันของ สหรัฐอเมริกาโดยมีความหมายเดิมว่าเป็น "ดินแดน ละเว้น" เพราะตั้งอยู่บริเวณป่าทึบและชื้นแฉะทำให้ ไม่มีการเดินทัพหรือการทำศึก และจะถูกละเว้นการ เก็บส่วย ซึ่งได้มีการเปลี่ยนชื่อในสมัยอาณานิคม แต่เกิดการสะกดชื่อสับสน จึงเลือกชื่อจากอีก หมู่บ้านใกล้เคียงมาแทน ในอดีตเปียงมนาเป็น ตำบลหนึ่งที่ตั้งอยู่ในเขตอำเภอยะแมตึง และ นับเป็นเมืองใหญ่อันดับสองซึ่งอยู่ในเขตมัณฑะเลย์ และถูกยกระดับเป็นเทศบาลในปี พ.ศ. 2431 มีการสร้างสถานที่ราชการ ศาลปกครอง และโรงงาน อยู่บนเนินทางด้านทิศตะวันตกของเมือง ปัจจุบัน เปียงมนาถูกยกเป็นอำเภอ และเป็นที่ตั้งของ เมืองราชธานี ที่เรียกว่า เนปิดอว์ เรียกเต็ม ๆ ว่า เปียงมนา-เนปิดอว์ (Pyinmana Naypyidaw) คำแรกเป็นชื่อเมือง คำหลังแปลว่า ราชธานี หรือบางที่ เรียกว่า เนปิดอว์ ซึ่งเพิ่งประกาศเป็นทางการทางสื่อ ต่าง ๆ ในวัน Armed Force Day เมื่อช่วงปลายเดือน มีนาคม 2549 สถานที่ราชการทั่วไปอยู่ทางด้าน ตะวันตกติดกับเทือกเขาพะโค ส่วนด้านตะวันออก ติดกับเทือกเขาฉานจะเป็นบริเวณที่ทำการทหาร เคยมีการสำรวจในปี ค.ศ.1953 มีประชากรมากกว่า 5,000 ครัวเรือนหรือกว่าสองหมื่นคน ปัจจุบัน ประมาณการปี 2006 มีประชากร 100,000 คน3 ชาวเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวพม่าที่นับถือศาสนาพุทธ รองลงมาเป็นชาวมุสลิมและชาวจีนตามลำดับ ส่วนใหญ่มีอาชีพรับราชการ ทำไร่ทำนา และค้าขาย เชื่อมกับย่างกุ้ง และยังมีการก่อสร้างสนามบิน ขนาดใหญ่เป็นทั้งสนามบินทหารและพาณิชย์ เพื่อใช้ประโยชน์ทางด้านการบินระหว่างประเทศและ การค้าและพัฒนาธุรกิจระหว่างประเทศ และที่สำคัญ สุดสนามกอล์ฟ 2 สนาม ทำเนียบประธานาธิบดีสุดหรู ขนาด 110 ห้อง ซึ่งมีข่าวว่ามีการขุดอุโมงค์และถ้ำ เพื่อให้หลีกจากภัยของขีปนาวุธ นอกจากนี้ยังมี การสร้างสัญลักษณ์อันเป็นที่เคารพบูชาของคนพม่า ด้วยการจำลองเจดีย์ชเวดากอง ชื่อ Oakpartathanti ซึ่งมีขนาดสูงน้อยกว่าของจริงเล็กน้อย เมืองหลวงใหม่นี้ตั้งอยู่บนเส้นทาง คมนาคมมาตั้งแต่ในอดีต เพราะยังมีเส้นทาง เชื่อมต่อกับเมืองย่างกุ้ง จึงทำให้สามารถพัฒนาเป็นฮับขนส่งและยังติดกับรัฐ Shan Chin และ Karen มีเส้นทางคมนาคมทั้งทางรถยนต์และรถไฟ สามารถเดินทางติดต่อเมืองย่างกุ้งและมัณฑะเลย์ โดยระยะทางรถไฟจากเมืองเปียงมนาถึงเมือง มัณฑะเลย์ 161ไมล์ และอยู่ห่างจากเมืองย่างกุ้ง 224 ไมล์ หรือใช้เวลาประมาณ 9 ชั่วโมง ในด้าน การขนส่งชาวเมืองอาศัยรถม้า เกวียน รถยนต์ และ รถไฟเพื่อการเดินทางและค้าขาย สำหรับทาง รถยนต์นั้นเป็นเส้นทางสายสำคัญในการขนส่งไม้ ส่วนสนามบินแห่งใหม่อยู่ที่บ้านAlar ทางใต้ของเมืองเปียงมนา เรียกว่า Alar Airport มีการสร้างถนน 8 เลน ระยะทาง 21.4 กิโลเมตร เชื่อมต่อส่วนราชการ ใช้เวลาราว 30 นาที คาดว่า จะแล้วเสร็จปลายปี 2549 ซึ่งอยู่ไม่ไกลจาก บริเวณที่ราบ Pyin Oo Lwin ซึ่งเป็นที่ตั้งสำคัญ ทางการทหารที่ชื่อ Army's Defense Services Academy (DSA) เมืองไซเบอร์แห่งใหม่ Yanadabon Silicon Vallage และยังมีโรงงานผลิต เหล็กและเหล็กกล้าสามารถผลิตได้ 30,000 ตันต่อปี ผลต่อเศรษฐกิจพม่าจากการย้ายเมืองหลวง การย้ายเมืองหลวงของพม่าแม้ว่าจะมีทั้ง ผลดีในระยะแรก เนื่องจากดึงดูดนักลงทุนจาก ต่างประเทศ การจ้างงาน แต่ในระยะยาวส่งผลต่อ เศรษฐกิจพม่าจากปัญหาเงินเฟ้อ ค่าเงิน 2 ระบบ ที่ยิ่งห่างกันมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการขาดดุลงบประมาณ เพิ่มขึ้นในอนาคต สามารถสรุปประเด็นดังนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจพม่า

1. รัฐบาลต้องกู้เงินจากธนาคารกลางเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ จากตัวเลขประมาณการ ของ EIU สิ้นปี 2546 มีวงเงินกู้ 1.3 แสนล้านจัต (960 ล้านเหรียญ สรอ.) สิ้นเดือนมีนาคม 2549 วงเงินกู้สูงขึ้นเป็น 2.3 แสนล้านจัต (1.7 พันล้าน เหรียญ สรอ.) หรือคิดเป็นร้อยละ 28 ของ GDP ทั้งนี้ พม่าเคยมีแหล่งเงินกู้จากต่างประเทศ เช่น จาก EXIM BANK จีน 160 ล้านเหรียญ สรอ. และ EXIM BANK ของไทยให้กู้อีก 4,000 ล้านบาท (106.45 ล้านเหรียญ สรอ.)2. ผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อจากการเพิ่มเงินเดือนให้กับข้าราชการที่ต้องไปทำงานเมืองหลวงใหม่ประมาณ 10 เท่า แม้ว่าจะ ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด แต่ก็ส่งผลทางด้านจิตวิทยา ให้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น IMF ประมาณการเงินเฟ้อ ปี 2548 ที่ร้อยละ 9.4 เพิ่มสูงขึ้นเป็นค่าเฉลี่ย 5 ปี (ปี 2544-2548) ที่ร้อยละ 25.7 และ EIU ประมาณการอัตราเงินเฟ้อปี 2549 และ 2550 ที่ร้อยละ 50 และร้อยละ 30 ตามลำดับ ขณะที่อัตรา แลกเปลี่ยน (อัตราตลาด) ในเดือนพฤศจิกายน 2548 อ่อนค่ามาอยู่ที่ 1,350 จัต/ดอลลาร์ สรอ. เทียบกับค่าเฉลี่ยในช่วงครึ่งแรกปี 2548 ก่อนย้าย เมืองหลวงที่ 950 จัต/ดอลลาร์ สรอ.

3. ความต้องการแรงงานเพื่อการก่อสร้าง เพิ่มขึ้น ประมาณการมีการใช้แรงงานก่อสร้างกว่า 80,000 คน โดยได้รับค่าจ้างต่ำสุดต่อวันที่ประมาณ 1,500 จัต (หรือ 1.12 เหรียญดอลลาร์ สรอ.) คิด เป็นเงินค่าจ้างแรงงานต่อปีที่รัฐบาลจะต้องจ่าย 43.8 พันล้านจัต (32.32 ล้านเหรียญ สรอ.) โดยคาดว่าจะ ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2550 แม้ว่าจะมีข่าวว่า ขณะนี้ มีเพียงศูนย์ราชการเสร็จเพียง 2 แห่ง และจาก รายงาน Irrawady Website อ้างว่า องค์กร ILO รายงานว่ามีการเกณฑ์แรงงานจากคนในหมู่บ้าน บริเวณเปียงมนาประมาณ 2,800 คน มาช่วย ในการสร้างแคมป์ทหาร

4. จากการที่ทางการพม่ากันให้ชนกลุ่มน้อย อยู่ห่างจากสถานที่ก่อสร้างโดยรอบประมาณ 5 กิโลเมตร ทำให้มีชาวกะเหรี่ยงจำนวน 1,841 คนอพยพหนีเข้าไทยทางอำเภอแม่ละมาด จังหวัด แม่ฮ่องสอน และจากแหล่งข่าว Burma Net (วันที่ 17 พฤศจิกายน 2549) อ้างว่า TBBC เปิดเผยว่ามี ชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงอพยพเข้ามาศูนย์อพยพ เพิ่มมากขึ้นร้อยละ 60 หรือเกือบ 900 คนต่อเดือน

5. ทางการพม่าเสนอให้พื้นที่แก่สถานทูต ประมาณ 12.5 ตารางกิโลเมตร และให้ย้ายไป ภายในปีหน้า แต่ยังไม่มีสถานทูตประเทศใดย้ายไป เมืองหลวงใหม่ รวมทั้งสถานทูตไทยและสหรัฐ และ ทำให้การติดต่อทางการต้องใช้ผ่านเครื่องโทรสาร ซึ่งมีนักการทูตต่างประเทศแสดงความเห็นว่าพม่า ต้องการโดดเดี่ยวและพยายามปิดกั้นตนเองจาก ภายนอก อย่างไรก็ดี นาย Ibrahim Gimbari ตัวแทนของสหประชาชาติ เคยเดินทางไปเมืองหลวง ใหม่ในคราวที่เดินทางไปเยี่ยมนางอองซานซูจีเมื่อ ช่วงกลางปีนี้

ผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจพม่า

1. บริษัทเล็ก ๆ ได้รับประโยชน์จากการไหล เข้ามาของธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะบริษัทที่เป็น พันธมิตรกับรัฐบาล ส่วนร้านค้าใหม่ ๆ ที่จำหน่าย วัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ จากที่เคยถูกจำกัด สิทธิการขายสินค้าสามารถจำหน่ายสินค้าได้ โดยไม่ได้รับการกีดกันในเนปิดอว์

2. บริษัทใหญ่ เช่น Asia World Company, Htoo Trading, Eden Group, Max Myanmar และ Shew Thanlwin ต่างเข้ามารับสัมปทานเพื่อสร้าง โรงแรม ซึ่ง Max Myanmar เป็นผู้รับสัมปทาน รายใหญ่ในพม่าสร้างโรงแรม Royal Kumudra อัตราห้องพัก 144 เหรียญสรอ./คืน และยังได้รับ รางวัลในการพัฒนาพื้นที่ปลูกยางพารา 12,500 ไร่ กับกองกำลังทหารรัฐกะเหรี่ยง (Karen State)

3. สายการบิน Air Bagan ของ Htoo Trading นับเป็นสายการบินเอกชนรายแรกที่ทำการบินมายัง เนปิดอร์เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2549 ตามมาด้วย สายการบิน Air Mandalay ในวันที่ 15 มีนาคม 2549 ส่วนสายการบินของรัฐ Myanmar Airways ได้เริ่มทำการบินมาตั้งแต่ปลายปีก่อน

4. บริษัทผู้รับเหมานำเข้ารายใหญ่ได้รับ ผลประโยชน์จากการที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้นำเข้า ยานยนต์ โดยทำกำไร 100,000 เหรียญ สรอ. ต่อสัญญาที่ขายต่อให้กับผู้นำเข้าลำดับสอง ผลทางด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย จากการย้ายเมืองหลวงใหม่นี้ทำให้ ประเทศไทยซึ่งมีพรมแดนติดกับพม่าได้ประโยชน์ ในด้านความร่วมมือและพัฒนาด้านต่างๆ ดังนี้

1. การค้าผ่านด่านชายแดน โดยเฉพาะธุรกิจ วัสดุก่อสร้างของไทยได้รับประโยชน์ในช่วงแรก เพราะรัฐบาลพม่า หรือ SPDC คาดว่าต้องใช้ เงินลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาทในการก่อสร้าง มหานครเนปิดอว์ (Naypyidaw) เพื่อให้เป็นมหานคร ที่ยิ่งใหญ่และสำคัญแห่งหนึ่ง มีการสร้างศูนย์ราชการ ทั้ง 30 กระทรวง มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า และ สถานที่สำคัญต่าง ๆ คาดว่าดำเนินการก่อสร้าง มากกว่า 5 ปี เพื่อเป็นศูนย์กลางการติดต่อธุรกิจ รวมทั้งการลงทุนกับประเทศในแถบเอเชียแทน กรุงย่างกุ้ง ทำให้พ่อค้าในแวดวงการค้าวัสดุก่อสร้าง ในพม่าสั่งซื้อเครื่องผสมคอนกรีต (โม่ปูน) จำนวน นับหมื่นชุด พร้อมวัสดุ-อุปกรณ์ก่อสร้าง เช่น ปูน, เหล็ก, กระเบื้อง ฯลฯ จากพ่อค้าไทยจำนวนมาก ซึ่งไม่ว่าจะสั่งซื้อจากพ่อค้าไทยในพื้นที่ชายแดน หรือพ่อค้าจากส่วนกลาง (กรุงเทพฯ) ถือว่า ประเทศไทยได้รับผลดีจากการสั่งซื้อสินค้าเหล่านี้ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ทางการพม่าได้สั่งซื้อเครื่องโม่ปูนตั้งแต่ ต้นปี 2549 จำนวนมาก มีการผ่านกระบวนการทาง ด่านศุลกากรถูกต้อง คาดว่าพ่อค้าไทยสามารถขาย สินค้าอุปกรณ์ก่อสร้างในการสร้างเมืองหลวงใหม่ ของพม่าเป็นจำนวนมาก

2. ยุทธศาสตร์เส้นทางการค้าการลงทุน นักธุรกิจไทยต้องแย่งชิงความได้เปรียบทางการค้าและ การลงทุนกับนักธุรกิจประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะ ประเทศสิงคโปร์ที่ให้เงินช่วยเปล่านับหมื่นล้านบาท แก่พม่าเพื่อให้ได้รับอนุมัติก่อสร้างถนนจาก ชายแดนบริเวณท่าเรือน้ำลึก เพื่อใช้เป็นถนนเชื่อมต่อ และส่งสินค้าจากท่าเรือไปยังกรุงย่างกุ้ง กรุงเปียงมนา และเนปิดอว์ รวมทั้งหัวเมืองสำคัญอื่น ๆ ขณะที่ ประทศจีนได้มีการก่อสร้างและสนับสนุนเงินให้เปล่า เพื่อก่อสร้างถนนชายแดนจีน-พม่าสู่เมืองชั้นใน ทางด้านไทยก็กำลังจะแย่งชิงความได้เปรียบ ทางการค้ากลับคืนมา โดยมีการก่อสร้างถนน 2 เส้นทาง ได้แก่

  1. ถนนสายแม่สอด-เมียวดี- มะละแหม่ง-อันดามัน ระยะทาง 235 กิโลเมตร และ
  2. ถนนสาย แม่สอด-เมียวดี-กอกาเรก-ผาอัน สู่ กรุงย่างกุ้งและกรุงเปียงมนาระยะทาง 425 กิโลเมตร

3. การพัฒนาการท่องเที่ยว โดยเฉพาะทาง ด้านอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ระยะทางจาก อำเภอแม่สายถึงเมืองเปียงมนา (Pyinmana) รวมระยะทางประมาณ 680 กิโลเมตร โดยจาก อำเภอแม่สายไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ถึงเมืองตองจีซึ่งเป็นเมืองหลวงของรัฐฉาน ประเทศพม่า ระยะทางประมาณ 480 กิโลเมตร และจากตองจีเดินทางไปยังเมืองปิมานา อีก ประมาณ 200 กิโลเมตร เมืองตองจีเป็นเมืองที่มี เอกลักษณ์ทางด้านการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม ซึ่งความสำคัญของตองจี คือ ทรัพยากรอันอุดมสมบูรณ์ สถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม สินค้าโอท็อป ผ้าทอ ไม้ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ และยังเป็นเมืองแห่งการผลิตอัญมณีดิบประเภท หยก พลอย ฯลฯ ของพม่าอีกด้วย ปัจจุบันสามารถ เดินทางจากเชียงรายไปตองจีได้เฉพาะโดยทาง เครื่องบิน มีสนามบินที่จังหวัดท่าขี้เหล็กและพม่าเปิด เส้นทางการบินเชื่อมจากท่าขี้เหล็ก-ตองจี เป็นประจำทุกวัน ใช้เวลานั่งเครื่องบินไม่ถึง 1 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากเราสามารถพัฒนาการคมนาคมทางบก ระหว่างเชียงราย-ตองจีให้ดีมากกว่านี้ก็จะส่งผลดีต่อ ทั้งสองประเทศ

4. เขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดน อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งมีระยะทางไม่ห่างจาก เมืองเมียวดีและเนปิดอว์เมืองหลวงใหม่ รัฐบาลพม่า จะใช้พื้นที่จำนวน 950 เอเคอร์ หรือประมาณ 2,375 ไร่ เพื่อจัดตั้งเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม แห่งแรก ที่จังหวัดเมียวดี และแห่งที่ 2 ที่ผาอัน และแห่งที่ 3 ที่มะละแหม่ง โดยนิคมอุตสาหกรรมเมียวดีจะเป็น โครงการนำร่องใช้พื้นที่เบื้องต้นประมาณ 180-200 เอเคอร์ หรือประมาณ 500 ไร่ ส่งผลทำให้การค้า การท่องเที่ยว การลงทุน ธุรกิจชายแดน โครงการ คอนแทรคฟาร์มมิ่ง และอื่น ๆ มีมูลค่าจำนวน มหาศาลกลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าระหว่าง ประเทศที่สำคัญแห่งเอเชีย และมีรายงานข่าวแจ้งว่า ในปี 2550 รัฐบาลพม่าจะประกาศกฎหมายการ ลงทุนฉบับใหม่ และจะประกาศตั้งเขตเศรษฐกิจ พิเศษประมาณ 9 เขต บริเวณจังหวัดเมียวดี-จังหวัด ผาอัน-เมืองมะละแหม่ง-เมืองย่านลิน-เมืองท่าเรือ ชายฝั่งอันดามัน-รวมถึงกรุงเนปิดอว์และปิมานา ด้วย ขณะนี้มีนักธุรกิจและนักลงทุนจากต่างประเทศ ทั้งชาวไทย-จีน-สิงค์โปร์-ได้ทำหนังสือถึงผู้นำพม่า ขอเข้าไปลงทุนเพื่อดำเนินธุรกิจในโครงการตั้ง เขตเศรษฐกิจพิเศษแล้วประมาณ 9,000-10,000 ราย โดยแจ้งความประสงค์ที่จะประกอบธุรกิจในพม่า แบ่งเป็นขนาดเล็กประมาณร้อยละ 60 ขนาดกลาง ร้อยละ 26 และขนาดใหญ่ (อุตสาหกรรมหนัก) ร้อยละ 18 โดยธุรกิจทุกอย่างจะอยู่ภายใต้กรอบของ ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศพม่าและกฎหมาย แห่งรัฐที่ไม่เอาเปรียบนักธุรกิจต่างชาติ

ประวัติศาสตร์ประเทศพม่า
ประวัติศาสตร์การเมืองพม่า
เปียงมนา เนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่
พระพุทธศาสนาในประเทศพม่า
พม่า : เพื่อนบ้านที่เราไม่คุ้นเคย
การแต่งกายพม่า

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook