บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน
พม่า (Myanmar)

พระพุทธศาสนาในประเทศพม่า

พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศพม่าในยุคใดนั้น ประวัติศาสตร์ยัง เลือนลางอยู่ แต่เชื่อกันว่า พุทธศาสนาเข้ามาสู่ประเทศพม่า เมื่อคราวที่พระเจ้า อโศกมหาราช แห่งอินเดีย ได้อุปถัมภ์การสังคายนา ครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 236 ได้มี การส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในแถบ ประเทศต่าง ๆ รวม 9 สาย ด้วยกัน พม่าก็อยู่ในส่วนของสุวรรณภูมิด้วย และชาวพม่ายังเชื่อว่า สุวรรณภูมิ มี ศูนย์กลางอยู่ที่ เมืองสะเทิม ทางตอนใต้ของพม่า

จากประวัติศาสตร์ ได้ทราบว่า พุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองในพม่าในราว พุทธศตวรรษที่ 6 เพราะ ได้พบหลักฐานเป็นคำจารึกภาษาบาลี นัก ประวัติศาสตร์ท่านหนึ่งชื่อว่า ตารนาถ เห็นว่า พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทได้ เข้ามาสู่เมือง พม่า ตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ต่อมาได้มีพระสงฆ์ฝ่าย มหายานซึ่งเป็นศิษย์ของพระวสุพันธุ ได้นำเอาพระพุทธศาสนาแบบมหายานลัทธิ ตันตระ เข้าไปเผยแผ่ ในครั้งนั้น พม่ามีเมืองพุกามเป็นเมืองหลวง มีชื่อเรียกชาว พม่าว่า “มรัมมะ” ส่วนพวกมอญ หรือ ตะเลง ซึ่งมีเมืองหลวงชื่อ “สะเทิม” (สุ ธรรมวดี) และถิ่นใกล้เคียงรวมๆ เรียกว่า รามัญประกาศ จนพระพุทธศาสนาทั้ง แบบมหายาน และแบบเถรวาทเจริญรุ่งเรืองในพม่า เป็นเวลาหลายร้อยปี

ในพุทธศตวรรษที่ 11 พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในประเทศพม่าเป็น อย่างมากทั้งแบบเถรวาท และมหายาน ก่อนหน้าที่พม่าจะมานับถือศาสนาพุทธ พม่าก็นับถือผีสางนางไม้ เหมือนชนชาติอื่น ๆ ในแหลมอินโดจีนลงจนถึง อินโดนีเซีย ซึ่งชาวพม่านับถือ ผี สาง นางไม้ บูชากราบไหว้วิญญาณ หรือภูติผี ปีศาจ ซึ่งเรียกกันว่า นัต นัตนี้เป็นทั้งพระภูมิเจ้าที่ เทพยดาธรรมชาติ ผีดิน ผีฝน ผีลม ตลอดจนเจ้าเขา เจ้าป่า เจ้าแม่น้ำ เจ้าต้นไม้ รวมทั้งเจ้าประจำหมู่บ้าน เจ้า ประจำเรือน จากสงครามในครั้งนั้น สามารถรวมเอาเมืองสะเทิม ของพวกมอญ กับเมืองพุกามของพม่า รวมเป็นอาณาจักรเดียวกันได้ พวกมรัมมะหรือ พม่า เป็น ผู้ชนะได้รับเอาวัฒนธรรมของพวกมอญมาเป็นของตนเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ ตัวอักษร ภาควรรณคดี และศาสนา เป็นต้น ตั้งแต่บัดนั้นมาพม่าจึงได้เปลี่ยนการ นับถือพระพุทธศาสนามหายาน มาเป็นแบบเถรวาท แต่ก็ยังหลงเหลืออิทธิพล ของความเชื่อฝ่ายมหายานอยู่บ้างไม่น้อย พระเง้า อนุรุทธทรงแลกเปลี่ยนศาสน ทูตกับลังกา ทรงนำเอาพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์มาจากลังการ 3 จบ และนำมา ชำระสอบทานกับฉบับที่ได้จากเมืองสะเทิม ทรงอุปถัมภ์ศีลกรรมต่าง ๆ การ บำเพ็ญพระราชกรณียกิจของพระองค์ ทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของชน ชาติพม่าทั่วทั้งประเทศ กษัตริย์พระองค์ต่อ ๆ มา ก็ได้เจริญรอยพระปฏิปทาใน การทำนุบำรุงพระศาสนาเช่นเดียวกับพระองค์ ส่วนศาสนาพราหมณ์ หรือฮินดูก็ เสื่อมไปหมด และในระหว่างสมัยที่พุกามรุ่งเรืองนี้พระภิกษุจำนวนมาก ได้ เดินทางไปศึกษาในลังกาทวีป บางท่านไปศึกษาแล้วรับอุปสมบทใหม่ กลับมาตั้ง คณะสงฆ์เถรวาทคณะใหม่ ๆ สายลังกา แยกออกไปก็มี เช่น พระจปฏะ ใน พ.ศ. 1725 ซึ่งทำให้มีการแข่งขันกันระหว่างสงฆ์ต่างคณะ มาเป็นเวลาประมาณ 3 ศตวรรษ พระเจ้าอโนรธามังช่อ ครองราชสมบัติได้ 33 ปี เจ้าเสด็จสวรรคต เพราะถูกกระบือเผือกขวิด เมื่อ พ.ศ. 1620 พระโอรสพระนามว่า จอลู ขึ้น ครองราชย์แทน ได้เพียง 2 ปี ก็ถูกปรงพระชนม์จากการกบฏ แม่ทัพกันชิตขึ้น ครองราชย์แทน พระเจ้ากันชิต ได้แผ่อาณาเขตลงมาถึงตะนาวศรี

ในสมัยนั้นชาวพุทธอินเดียได้อพยพลี้ภัยจากพวกมุสลิม และได้นำแบบ แผนพุทธเจดีย์จำนวนมากเข้ามาด้วย พระเจ้ากันชิต จึงได้โปรดให้สร้างพระธาตุ ชะเวดากอง ซึ่งพระเจ้าอโนรธามังช่อ สร้างค้างไว้จนเสร็จสมบูรณ์ พ.ศ. 1634 ทรงโปรดให้สร้างอานันทเจดีย์ขึ้น จัดเป็นปูชนียสถานที่สวยงามแหงหนึ่งในพม่า นอกจากนั้น พระองค์ยังได้ส่งคณะทูตไปปฏิสังขรณ์พุทธวิหารที่อินเดีย นับเป็น ครั้งแรกที่กษัตริย์พม่าจัดการปฏิสังขรณ์วิหารพุทธคยานี้ พระเจ้ากันชิตสวรรคต เมื่อปี พ.ศ. 1655

ในสมัยของพระเจ้านรปฏิสิทธุ (ครองราชย์เมื่อ พ.ศ. 1716) ได้ส่งสมณ ทูตไปฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในลังกา เมื่อพ.ศ. 1733 โดยมีพระอุตราชีวะเป็น ประธาน ครั้งนั้น ได้มีเด็กชาวมอญคนหนึ่งชื่อ ฉะบัฏ บวชเป็นสามเณรติดตามไป ยังลังกา ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในลังกา และได้อุปสมบทในลัทธิลังกาวงศ์ ต่อมา ภายหลัง ได้เดินทางกลับพม่าพร้อมกับพระภิกษุอีก 4 รูป คือ พระสิวลี พระ ราหุล พระตามวินทะ และพระอานนท์ ได้ตั้งนิกายใหม่ในพม่าคือ นิกายสิงหล (ลัทธิสาวกยานแบบลังกาวงศ์) การเกิดขึ้นของนิกายสิงหล (ลังกาวงศ์'29 ใน ประเทศพม่า โดยพระภิกษุคุปตะ ผู้ได้รับการอุปสมบทจาก ลังกา แล้วมาเผยแผ่ ในพม่า ก่อให้เกิดความขัดแย้ง กล่าวคือ พระภิกษุนิกายสิงหลไม่ยอมรับว่า พระ พม่าได้รับการอุปสมบทอย่างถูกต้อง จึงเกิดการขัดแย้งกันระหว่างพระนิกาย สิงหล กับ พระนิกายมะระแหม่งของพม่า เป็นเวลานานถึง 3 ศตวรรษและใน ที่สุด พระสงฆ์นิกายสิงหลก็เป็นฝ่ายชนะ พ.ศ. 1753 พระเจ้าชัยสังข์ขึ้น ครองราช ทรงให้ช่างไปถ่ายแบบปรางค์ พุทธคยาจากอินเดีย กลับมาสร้างวิหาร มหาโพธิที่เมืองพุกามขึ้น พม่ายังได้นำเอาแบบปรางค์พุทธคยามาสร้างที่เมือง เชียงใหม่ ณ ที่วัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด) พ.ศ. 1831 อาณาจักรพุกามได้ล่ม สลายล เพราะถูกพวกกุบไลข่าน ยกทัพมาตีจีนก่อน และตีพุกามจนแตก จนพระ เจ้านรสีหปติ เสร็จหนี ทิ้งเมืองพุกามไป กองทัพมองไกล ตีพุกามได้แล้ว ก็ยกทัพ กลับไป ทางด้านพระศาสนาก็ยังคงรุ่งเรืองสืบมาอาณาจักรพุกามเป็นเมืองหลวง ของพม่าอยู่ 240 ปี ก็เสื่อมลงเมื่อ พ.ศ. 1820 ต่อมามีเชื้อพระวงศ์พุกามองค์ หนึ่ง ได้สถาปนากรุงรัตนบุรอังวะขึ้นเป็นราชธานี

เมื่ออิทธิพลของพุกามเสื่อมลง พวกไทยใหญ่ได้รวมพวกกันรุกรานพม่า ตอนเหนือ และได้สร้างเมืองใหญ่เมืองน้อยอยู่กระจายทั่วไป ในขณะนั้นก็ได้มีการ สร้างอาณาจักรล้านนา และอาณาจักรสุโขทัยด้วย ทางด้านเมืองมอญ ในรัชสมัย ของพระเจ้าธรรมเจดีย์ศรีปิฎกธร ทรงครองราชสมบัติเมื่อ พ.ศ. 2003 ในขณะ นั้นพระสงฆ์ในเมืองมอญได้แตกแยกเป็น 6 คณะใหญ่ มีความหย่อนยานทางข้อ ปฏิบัติ และขาดความเป็นเอกภาพในคณะสงฆ์ จึงทรงฟื้นฟูใหม่ด้วยการให้ คณาจารย์จาก 6 สำนักใหญ่มาประชุมกัน ขอร้องให้ไปอุปสมบทใหม่ในลังกา เพื่อให้เกิดความเสมอภาพและเป็นปึกแผ่นของคณะสงฆ์ คณะสงฆ์จาก 6 สำนักก็ เห็นชอบด้วย จึงได้เดินทางไปลังกาเพื่ออุปสมบทใหม่ โดยมีพระคณาจารย์ 22 รูป พระอนุจรอีก 22 รูป รวมเป็น 44 รูป เดินทางไปลังกา กษัตริย์ลังกาทรง อุปถัมภ์ด้วยดี ทรงนิมนต์พระมหาเถระชาวลังกา 3 รูป คือ พระธรรมกิตติ พระ วันรัต และพระมังคละ และสงฆ์อีก 25 รูป ทำการอุปสมบทแก่สงฆ์มอญใหม่ เมื่อกลับมาสู่เมืองหงสาวดีแล้ว พระเจ้าธรรมเจดีย์ก็ได้ประกาศราชโองการให้ พระสงฆ์ทั่วแผ่นดินสึกกันหมด แล้วบวชใหม่ กับคณะสงฆ์ที่บวชจากลังกา โดย เรียกคณะใหม่ว่าคณะกัลยาณี

ในครั้งนั้นได้มีพระบวชในคณะกัลยาณีถึง 15,666 รูป คณะสงฆ์เมืองหงสาวดีก็กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง แต่ก็เพียงชั่ว พระชนมายุของพระเจ้าธรรมเจดีย์เท่านั้น เมื่อหลังการสวรรคตของระเจ้าธรรม เจดีย์แล้ว ก็เกิดการแตกแยกกันอีก ในรัชสมัยของพระเจ้าเมงกะยินโย ครองเมือง ตองอู ขณะนั้นพระพม่าแบ่งออกเป็น3 เมืองใหญ่ ๆ ได้แก่ อังวะ ของไทยใหญ่ เมืองแปรของมอญ และตองอู ของพม่า ทั้ง 3 เมืองมุ่งแต่จะทำสงครามกัน ไม่มี เวลาสนใจทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเลย ในสมัยพระเจ้าบุเรงนองได้มีการฟื้นฟู พระพุทธศาสนา และห้ามฆ่าสัตว์ใหญ่ เมื่อมีคนตาย พระเจ้าบุเรงนองเรืองอำนาจ มากจนชื่อว่าผู้ชนะสิบทิศ มีประเทศราชทั่วสุวรรณภูมิ คือ อังวะ แปร เชียงใหม่ อยุธยา ยะใข่ ล้านช้าง และหัวเมืองไทยใหญ่ทั้งปวง ทรงครองราชอยู่ได้ 30 ปี สวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2124 เมื่อพระเจ้าบุเรงนองสวรรคตแล้ว พระโอรสขึ้นเสวย ราชแทน แต่ไม่มีอำนาจเหมือนพระเจ้าบุเรงนอง เมืองขึ้นต่าง ๆ ได้ประกาศตัว เป็นอิสรภาพ รวมทั้งไทยด้วย พม่าต้องทำศึกกับไทย 4 ครั้งใหญ่ ๆ ไทยเป็นผู้ ชนะทุกครั้ง พวกมอญได้รวบรวมพรรคพวก โดยได้เชิญพระภิกษุชาวกะเหรี่ยงรูป หนึ่ง ชื่อว่า พระสะล่า เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญทางเวทย์มนต์คาถา เชิญให้สึก ออกมา คิดแผนการณ์ไล่พม่าออกจากเมืองได้สำเร็จ และได้ทำพิธีราชาภิเษกเป็น กษัตริย์ผู้ครองนครหงสาวดี เมื่อพ.ศ. 2283 มีพระนามว่า พระเจ้าสทิงทอพุทธ เกติ ได้แผ่อิทธิพลตีเมืองตองอู และเมืองแปรได้สำเร็จ นับว่าเป็นยุคที่มอญเรือง อำนาจ

ในราวพุทธศตวรรษที่ 21 ชนชาติโปรตุเกสได้เข้ามาติดต่อกับประเทศพม่า มีโปรตุเกสคนหนึ่งได้มาแต่งงานกับพระธิดาของเจ้าเมืองเมาะตะมะ และได้ช่วย พระเจ้ายะไข่ปราบกบฏ จนมีความดีความชอบได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองสีเรียม จึงถือโอกาสเผยแผ่ลัทธิโรมันคาทอลิค ด้วยการเบียดเบียนพุทธศาสนา เช่นริบ ทรัพย์สมบัติของวัด เที่ยวยื้อแย่งเจดีย์สถาน ห้ามประชาชนใส่บาตรทำบุญ จน พระสงฆ์ต้องลี้ภัยไปกรุงอังวะ เพื่อร้องทุกข์กับกษัตริย์พม่า ในที่สุดพม่ากับมอญ ได้ร่วมมือกันกำจัดพวกโปรตุเกสที่เบียดเบียนพระพุทธศาสนา โดยจับขึงไม้ กางเขนตายหลายคน พวกมอญได้ยึดครองพม่าเพียง 7 ปีเท่านั้น ก็ได้สิ้นอำนาจ ลงจากการทำสงครามกับอลองพญา ซึ่งประกาศแต่งตั้งราชธานีขึ้นเอง ชื่อว่ากรุง รัตนสิงห์ ได้มาตีกรุงหงสาวดี เมื่อพ.ศ. 2299 ในที่สุดกรุงหงสาวดีก็แตกเมื่อ พ.ศ. 2300 มอญจึงได้สูญสิ้นอำนาจ พม่ากลับมีอำนาจอีกครั้ง และพม่าหลังจาก ได้ปราบมอญได้แล้ว จึงได้ยกทัพมาตีไทย ตีครั้งแรก พ.ศ. 2303 นำโดยอลอง พญา แต่ไม่สำเร็จ โดย อลองพญาได้สวรรคต เพราะปืนใหญ่แตก แต่ก็สามารถตี กรุงศรีอยุธยาได้สำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2310 กรุงศรีอยุธยาจึงถูกพม่าเผาผลาญเสีย วอดวาย ได้มีเหตุการณ์สำคัญทางพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นในพม่า คือ การสังคายนา พระไตรปิฎก ครั้งที่ 5 (ของฝ่ายเถรวาท) ณ เมืองมัณฑะเล เมื่อ พ.ศ. 2414 ได้ มีการจารึกพระไตรปิฎกลงในหินอ่อน 729 แผ่น โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้ามิ นดง และได้รับการสนับสนุนจากคณะสงฆ์ทั้งของศรีลังกา ไทย กัมพูชา และลาว อังกฤษได้เข้ามาแสวงอาณานิคม และมีอำนาจในพม่า เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2368 กษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า คือ พระเจ้าธีบอ แห่งราชวงศ์อลองพญา ได้สิ้นลง เมื่อ พ.ศ. 2429 เมื่อคราวพม่าทำสงครามกับอังกฤษ ครั้งที่ 3 อังกฤษเอาชนะ พม่าโดยปราศจากสัญญาใด ๆ พระราชา คือ พระเจ้าธีบอ และพระมเหสี ถูก เนรเทศไปอยู่เมืองรัตนคีรีในประเทศอินเดีย พระเจ้าธีบอสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ. 2458 ส่วนพระนางศุภยะลัต กลับมาสวรรคตที่เมืองย่างกุ้ง เมื่อ พ.ศ. 2468 ในช่วงที่อังกฤษปกครองพม่านั้น ประชาชนไม่พอใจ และต่อต้านอังกฤษหลาย เรื่อง เช่น การประกาศยุบประเทศพม่าให้เป็นมณฑลอันหนึ่งของอินเดีย จึงมีการ ก่อกบฏขึ้น แต่ก็ถูกอังกฤษปราบปราม ประชาชนก็ยังต่อต้านอังกฤษในทาง ศาสนาและวิถีการเมือง

ได้มีการก่อตั้งสมาคมศาสนธรขึ้น เพื่อรักษา พระพุทธศาสนา จากการมุ่งทำลายจากศาสนาคริสต์ และมีสมาคมยุวพุทธิกะซึ่งมี เยาวชนจำนวนมากเป็นสมาชิก มีอิทธิพลตามมหาวิทยาลัยและโรงเรียนต่าง ๆ โดยการร่วมมือระหว่างพระกับ ฆราวาส พระภิกษุสงฆ์ได้แสดงธรรมต่อต้าน อังกฤษ และเดินขบวนอย่างเปิดเผย บางรูปถูกจับไปขังคุกก็มี ในขณะที่อังกฤษ ปกครองอยู่นั้น คณะสงฆ์แตกแยกกัน เป็นพวกเป็นกลุ่มต่าง ๆ บางกลุ่มปฏิบัติ หย่อนยานมาก คล้ายฆราวาสก็มี ตำแหน่งสังฆราชก็ว่างลง ประชาชนจึงรวมตัว กันขอร้องให้รัฐบาลอังกฤษแต่งตั้งพระสังฆราชในนามเจ้ากรุงอังกฤษ จึงได้เกิด พระสังฆราชขึ้นใหม่ แต่ก็ไม่มีอำนาจสิทธิ์ขาดในการปกครองคณะสงฆ์เลย

เมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2492 พม่าได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ ได้ สถาปนาเป็นสหภาพพม่า เมื่อได้รับเอกราชแล้ว รัฐบาลได้สถาปนาคณะมนตรี พระพุทธศาสนาขึ้นทันที ซึ่งได้ขยายศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนาไปยังแหล่ง ต่าง ๆ เพื่อเตรียมงานฉลอง 25 พุทธศตวรรษ ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา พ.ศ. 2499 ได้มีการสังคายนาครั้งที่ 6ขึ้นที่กรุงย่างกุ้ง เริ่มต้น เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2497 โดยมีพระสงฆ์ทรงความรู้จากประเทศต่าง ๆ รวมทั้งศรีลังกา ไทย กัมพูชา ลาว อินเดีย และปากีสถาน พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีฉบับที่เป็น หลักฐานเชื่อถือได้ ถูกรวบรวมแล้วเสร็จบริบูรณ์ทันงานฉลองพุทธศตวรรษที่ 25 พอจะสรุปเหตุการณ์ที่สำคัญ ๆ อันเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาในประเทศ พม่าตั้งแต่ต้นจนถึงรัชสมัย พระเจ้าธรรมเจดีย์นั้น แบ่งเป็นยุค ๆ ได้ 5 ยุค ดังนี้

อิทธิพลของพระพุทธศาสนาต่อประเทศพม่า 1. ด้านสังคม

2. ด้านการเมือง

พระพุทธศาสนาอยู่ในฐานะประจำชาติ ปี พ.ศ. 2504 รัฐบาลพม่าได้ออก กฎหมายรับรองว่าเป็นศาสนาประจำชาติ และกฎหมายอื่น ๆ อีกมาก เกี่ยวกับ พระพุทธศาสนา ปัจจุบันนี้ประเทศพม่า โดยการปกครองของรัฐบาลทหารพม่า หรือ SLORC [ State Law and Order Restoration Council ] ได้ถูกประณาม ว่าเป็นรัฐบาลเผด็จการ โดยการปกครองที่ใช้อำนาจเป็นใหญ่ ได้ทำการกดขี่ ประชาชนและพระสงฆ์อย่างไร้จิตสำนึกทางด้านมนุษยธรรม ในครั้งที่รัฐบาล ทหารได้ยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2531 ที่ไม่ยอมรับ การเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ โดยครั้งนั้นพรรคของนาง อองซาน ซูจี เป็นผู้ชนะ การเลือกตั้ง แต่ก็ถูกยึดอำนาจโดยรัฐบาลเผด็จการทหารของพม่า

ปัจจุบันนี้ทางพระภิกษุสงฆ์ได้มีส่วนร่วมในทางการเมืองโดยการต่อสู้อย่าง สันติเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน โดยได้จัดตั้งสหภาพยุวสงฆ์ แห่งพม่า (All Burma Young Monks’ Union) ในเขตปลดปล่อย โดยมี พระภิกษุเคมะสาระ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานของสหภาพยุวสงฆ์แห่งพม่า ใน เขตปลดปล่อย ได้พิมพ์เอกสารและข้อเขียนเพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนกับรัฐบาล ทหารพม่า

3. ด้านเศรษฐกิจ

อ้างอิง : http://watmai.atspace.com/burma.htm

ประวัติศาสตร์ประเทศพม่า
ประวัติศาสตร์การเมืองพม่า
เปียงมนา เนปิดอว์ เมืองหลวงใหม่
พระพุทธศาสนาในประเทศพม่า
พม่า : เพื่อนบ้านที่เราไม่คุ้นเคย
การแต่งกายพม่า

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook