บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ความรู้ทั่วไป สารนิเทศ การศึกษา คอมพิวเตอร์ >>


ประชาคมอาเซียน
เวียดนาม (Vietnam)

มองเวียดนาม

หลังจากที่เวียดนามได้ประกาศศักดาการเป็นเจ้าเหรียญ ทองซีเกมส์ครั้งที่ 22 ที่ผ่านมา คงพอทำให้เราสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงหลายๆ ด้านในเวียดนามกันได้ โดยผมขออนุญาตหยิบยกมาจากประสบการณ์การลงทุนในประเทศ เวียดนามเป็นระยะเวลา 13 ปีมาแล้ว นับจากครั้งแรกที่ผมไปเวียดนามเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม 2533 ซึ่งผมขอแบ่งระยะนั้นเรียกว่า "เวียดนามเก่า"

ครั้งแรกผมไปฮานอยตอนเย็น ไกด์พาผมไปทานข้าวเย็นร้านนอกเมือง ได้พบกับอาหารเปิบพิสดาร ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสุนัข หรือ ไข่ข้าวสาร (ไข่ไก่ที่ไก่ตัวเล็กๆ ฟักตัวแล้ว) ช่วงนั้นผม รู้สึกว่า คนเวียดนามนิยมของป่าเช่นกัน ส่วนกลางคืนผมนั่งรถสามล้อเที่ยวกับเพื่อนหญิงชาวเวียด นาม ถูกตำรวจเรียกหยุด แล้วจับไปสอบถามเพราะเขาไม่อยากให้คนเวียดนามสุงสิงกับชาวต่าง ชาติ เหตุการณ์นั้นทำเอาผมระทึกขวัญติดตาติดใจไปนานแสนนานส่วนตอนกลางคืนระหว่างที่พักที่โรงแรมที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในเมืองมีกองทัพแมลงสาบวิ่งออกมาทักทาย เล่นเอาผมตกอกตกใจไม่ น้อย พอเสร็จภารกิจจากฮานอยแล้ว ขึ้นเครื่องของเวียดนามแอร์ไลน์ ในประเทศ ไปโฮจิมินห์ ซิตี สภาพของเครื่องบินทำให้ผมรู้สึกไม่ค่อยมั่นใจ พอสตาร์ตเครื่องบินแล้ว ควันแอร์ออกโขมง การบริการต่างๆ บนเครื่องไม่ค่อยได้มาตรฐานเท่าไหร่ พอไปถึงโฮจิมินห์ ซิตี ได้ไปพักโรงแรมที่ดีที่สุดสมัยนั้น ชื่อว่า Floating Hotel ไปทานอาหารที่ร้าน แมกซิม ยังถูกคนกระตุกสายสร้อย เดินบนท้องถนนเจอคนมาขอทาน ล้วงกระเป๋า

ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับประเทศที่เพิ่งผ่านพ้นการ ต่อสู้จากสงครามมาอย่างยาวนาน แต่อย่างไรก็ตามนั่นเป็นภาพแห่งความประทับใจในเวียดนามเก่านึกถึงคราใดอดยิ้มไม่ได้เหมือนกัน

หากเราจะทำความเข้าใจคนเวียดนาม ประเทศเวียดนามปัจจุบัน สิ่งที่ขาดไม่ได้คือเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ การเมือง การปกครอง ซึ่งผมขอยกตัวอย่างพอสังเขปเพื่อให้ท่านเห็นภาพรวมดังนี้

ทางด้านภูมิศาสตร์ ประเทศเวียดนามมีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 331,033 ตารางกิโลเมตร หรือเพียง 60% ของพื้นที่ประเทศไทยเท่านั้นเอง มีชายฝั่งทะเลยาวทั้งสิ้น 3,440 กิโลเมตร ทำ ให้เวียดนามได้รับอิทธิพลจากไต้ฝุ่นทุกปี (มีเขตแดนทะเลร่วมกับไทยยาว 97 กิโลเมตร) มี ท่าเรือมากมายหลายแห่ง ที่สำคัญๆ เช่น ไฮฟอง ดานัง นาตรัง วิน หงเต่า โฮจิมินห์ เป็นต้น ต้องนับว่าเวียดนามเป็นชาวลุ่มน้ำโขงเช่นเดียวกับไทย ลาว จีน เขมร ทางตอนเหนือติดกับ กวางซี ยูนนาน

ทางด้านประชากร ปัจจุบันข้อมูลจาก UN เวียดนามมีประชากรประมาณ 81,624,716 คน (สถิติปี 2003) สัดส่วนของประชากรหญิงมีมากกว่าชาย ประมาณ 0.2% อัตราการเกิด ของประชากรสูงประมาณ 1.95% (สูงกว่าไทย ที่อยู่ในระดับ 1.5%) อายุขัยเฉลี่ยของชาวเวียด-นามอยู่ที่ 70 ปี ผู้ชายเฉลี่ย 67 ปี ผู้หญิงเฉลี่ย 72 ปี อัตราการติดเชื้อ HIV ของประชากรอยู่ที่ 0.3% ระดับการศึกษาของคนเวียดนามอยู่ในระดับเดียวกับคนไทยเมื่อประมาณ 8-10 ปีที่แล้ว ต้องยอมรับว่าคนเวียดนามเก่งทางด้านฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ สังเกตได้จากการแข่งขันใน ระดับโอลิมปิก

ชาวเวียดนามกว่า 80% มาจากเผ่ากิง ส่วนที่เหลือเป็นพวกไทดำ เขมร เมืองแขกจาม เป็นต้น

ด้านประวัติศาสตร์ ช่วงแรกๆ ที่ผมได้ไปสัมผัสเวียดนาม ผมไปเที่ยวดูพิพิธภัณฑ์ ใน สายตาผู้เยี่ยมชม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์ระหว่างเวียดนาม กับจีนนั้นมีความลึกซึ้งมาก ไกด์นำเที่ยวชี้ให้ผมเห็นหนังสือเวียดนามโบราณที่เขียนเป็นภาษา จีน หรือแม้แต่ชื่อคนเวียดนามก็มาจากชื่อจีนทั้งสิ้น สังเกตจากจำนวน 3 พยางค์ ต้นรากของ ภาษาเวียดนามในปัจจุบันมีประวัติจากหมอสอนศาสนาชาวโปรตุเกสที่มาเวียดนามเขียนดิก- ชันนารีเพื่ออ่านภาษาจีนไว้ เมื่อประมาณ 300 ปีที่แล้ว พอฝรั่งเศสเข้ามาก็เอาดิกชันนารีนั้น มาอ่านและมาใช้เป็นภาษาเขียนจนกระทั่งปัจจุบัน (เพราะสมัยนั้น ฝรั่งเศสเข้ามาอ่านภาษาจีน ไม่ออก)

ต้องยอมรับว่าเวียดนามเป็นประเทศที่ค่อนข้างโชคร้ายเพราะถูกรุกรานมาโดยตลอด ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ เริ่มจากต้องต่อสู้ป้องกันตัวเองจากการถูกรุกรานจากจีน เจงกีสข่าน ฝรั่งเศส ตามมาด้วยญี่ปุ่น เมื่อช่วงสงครามโลกครั้งที่สองและสหรัฐอเมริกา ในสงครามเวียดนาม จนกระทั่งกลายมาเป็นการปกครองระบบคอมมิวนิสต์จนกระทั่งทุกวันนี้ จากประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ นี่เอง ที่ทำให้คนเวียดนามมีลักษณะนิสัยเป็นคนฉลาด นักสู้ อดทน ขยัน ชอบหาความรู้ ชอบพูดคุย ค้าขายเก่ง แต่งตัวเก่ง หน้าตาดี ตั้งใจทำงาน มีผลการทำงานที่ดี จะว่าไปแล้วในมุมมองของผมคนเวียดนามก็คือคนจีนนั่นเอง จากเหตุผลอันลึกซึ้งทางวัฒนธรรมที่ผมยกตัว อย่างมา ทำให้เวียดนามเป็นเวียดนามจนกระทั่งทุกวันนี้ ส่วนคนไทยกับคนเวียดนามก็มีความ คล้ายคลึงกัน เพราะมีความลึกซึ้งทางด้านเชื้อชาติ วัฒนธรรมกันมาอย่างยาวนาน ดูได้จากสำ- เนียงภาษามีความคล้ายคลึงกับคนไทย วัฒนธรรมการกินอยู่ (ต้องนับว่า ชาวเวียดนามอยู่ในดินแดนสุวรรณภูมิเช่นเดียวกัน)

ด้านการเมือง เวียดนามได้รับอิทธิพลทางความคิด การแสดงออกรูปแบบมาจากจีน อย่างมาก จนเราไม่สามารถแยกออกได้ ไม่ว่าจะเป็น รูปแบบธงชาติ การแต่งกายของทหาร ตรารัฐบาล เรื่อยมาจนกระทั่งรูปแบบการปกครองที่อาศัยความเด็ดขาดของผู้นำ อำนาจเบ็ดเสร็จ อยู่ที่เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ แต่ก็มีการกระจายอำนาจการบริหารออกเป็นแต่ละจังหวัด มี ผู้ว่าราชการจังหวัด (คล้ายๆ กับผู้ว่าฯ CEO) ในแต่ละจังหวัดมีเลขาธิการ 1 คนจากพรรคคอมมิวนิสต์ดูแล เวียดนามมีทั้งสิ้น 61 จังหวัด 4 นคร (ฮานอย โฮจิมินห์ ไฮฟอง และดานัง)

รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจการเมืองการปกครองไปสู่ท้องถิ่นมาก จะเห็นได้จากนโยบายการให้อำนาจแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด มีอิสระในการตัดสินใจ ริเริ่ม โครงการใดๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดความเจริญแก่ชุมชน ภายใต้นโยบายหลักที่ควบคุมโดยเลขาธิการ พรรค ทำให้ผู้ว่าราชการแต่ละจังหวัด แข่งขันกันเพื่อสร้างความเจริญ หางาน หารายได้ให้แก่ จังหวัดของตนเองอย่างมหาศาล

ข้อดีมากของเวียดนามคือ ได้รับความไว้วางใจในเรื่องความสงบและความปลอดภัย เวียดนามกล้าประกาศตัวเองว่าเป็นประเทศที่ปลอดภัยจากการก่อการร้ายทุกรูปแบบ (เหตุผลหนึ่งอาจเป็นเพราะมีชนชาวมุสลิมน้อย) พร้อมทั้งนโยบายการห้ามมีอาวุธเด็ดขาด มีกฎหมาย การลงโทษที่เข้มงวดมาก ดังนั้นนักลงทุนที่จะไปลงทุนในเวียดนามต้องให้ความสำคัญกับการเคารพและปฏิบัติตามกฎหมายด้วย

พิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเวียดนามตลอดระยะเวลากว่า 27 ปี ที่มี การสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการตามรูปแบบของการทูตนั้นเรามีความสัมพันธ์ที่ดี มาโดยตลอด

ด้านเศรษฐกิจ ต้องนับว่าเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนมาก ที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาคอาเซียนนี้ เพราะนอกจากเวียดนามจะเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ อันดับสองของโลก รองจากไทยแล้ว เวียดนามยังเป็นผู้ส่งออกพริกไทยมากที่สุดในโลก อีก ทั้งยังมีทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ อีกมากมายเช่น น้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น ซึ่งสามารถทำรายได้ให้กับเวียดนามมูลค่ามหาศาลต่อปี สินค้าส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ น้ำมันดิบ ข้าว พริกไทย อาหารทะเล ผลิตภัณฑ์รองเท้า เสื้อผ้าและสิ่งทอ กาแฟ ชา ส่วนสินค้านำเข้าที่ สำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกล ปิโตรเคมี คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ ชิ้นส่วนรถจักรยานยนต์ ส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ เป็นต้น

ประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น (อยู่ในอัตราส่วนสูงพอๆ กันคือประมาณ 12.7%) ไต้หวัน 11% เกาหลีใต้ 11% จีน 10% ส่วนไทยประมาณ 5% สิ่งที่น่าสนใจอยู่ที่ว่า สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการส่งสินค้าเข้าไปขายยังเวียดนามสูงที่สุด ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น สหรัฐ จีน สหภาพยุโรป ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ไต้หวัน (เวียดนามได้สิทธิประโยชน์ GSP เพราะถือว่าเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา)

มูลค่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนามสูงมากขึ้นทุกๆ ปี เฉลี่ยปีละ 6-7% แม้ ว่าจะอยู่ในช่วงเศรษฐกิจวิกฤติก็ตาม ส่วนภาคเกษตรกรรมเติบโตเฉลี่ยปีละ 24% ภาคอุตสาห- กรรม และภาคบริการ เติบโตเฉลี่ยปีละ 30% ภาคแรงงาน มีประชากรทำงานประมาณ 38 ล้านคน และมีภาวะการว่างงานอยู่ในอัตรา 15% เมื่อเทียบกับประเทศไทยว่างงานเพียง 2%

ในมุมมองของผมมองว่า อะไรก็ตามที่เวียดนามทำได้ดีในวันนี้ เปรียบเช่นเดียวกับภาพ ที่ไทยเคยทำได้ดีในอดีต ไม่ว่าจะเป็นการได้เปรียบในเรื่องค่าแรงงานที่ต่ำ (ค่าแรงเฉลี่ยคนงาน เดือนละ 40-50 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ) นับว่าเป็นภาวการณ์เดียวกับประเทศไทย เมื่อสักสิบปี ที่แล้ว ดังนั้น สิ่งใดก็ตามที่เราทำได้แล้วมีกำไร เติบโต เวียดนามก็จะทำได้เช่นเดียวกัน ส่วนแนวโน้มในอนาคต ผมมองว่า เวียดนามจะเป็นประเทศที่มีการเติบโตสูงมากและเป็นไปอย่างสม่ำ เสมอ ซึ่งจะเป็นตลาดสำคัญในภูมิภาคอาเซียนนี้เช่นเดียวกัน

ผมขอยกตัวอย่างธุรกิจที่มีแนวโน้มดี และน่าสนใจสำหรับนักลงทุนไทยที่สนใจ เช่น

ผมอยากเสริมว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีการวางผังเมืองดีมาก เขาทำงานกันอย่าง หนัก วางแผนล่วงหน้า โดยเอาบทเรียนจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยเราเป็นแบบอย่าง ที่เขา เห็นจากเราว่ารถติดไม่ดี ก่อให้เกิดปัญหา เขาจะนำไปคิด วางแผน แก้ไขปรับปรุง เมื่อประมาณ 8 ปีที่แล้ว ผมไปเวียดนามศึกษาดูงานเรื่องการวางผังเมือง ตอนนั้นเขาวางแผนกันไปถึงปี 2020 ซึ่งการวางผังเมืองคือรากฐานของการกำหนดโครงสร้างธุรกิจเพื่อให้สอดคล้อง รองรับวิถีชีวิต ของผู้คนในเมือง อันนับว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการเติบโตของประชากรในอนาคตและ เป็นการป้องกันปัญหาต่างๆ ที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง สิ่งแวดล้อม ปัญหามลพิษ ปัญหาการ กระจุกตัวของชุมชน เป็นต้น ซึ่งเป็นปัญหาที่คนเมืองใหญ่อย่างเราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างโดยสังเขป จากมุมมองของผม ส่วนวิธีการทำธุรกิจในเวียดนามอย่างไรให้ประสบความสำเร็จนั้นผมมีข้อเสนอแนะ จากประสบการณ์โดยตรงของผมดังนี้ครับ

การทำธุรกิจในเวียดนามต้องมีความยุติธรรมและมีน้ำใจ อย่าไปเอาเปรียบเขา โดย คิดว่าเราเก่งกว่าเขาเป็นอันขาด ผมคงต้องกล่าวว่า ปกติคนเวียดนามมีพื้นฐานแห่งความคิดว่า พวกเขาเป็นคนเก่ง ฉลาดมากกว่าชาติใดในภูมิภาคนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่เขาต้องตกอยู่ใน ภาวะชะงักงันไป ซึ่งเป็นผลจากสงคราม จากการถูกรุกราน อย่างไรก็ตามชาวเวียดนามก็สามารถพิสูจน์ความอดทน ขยันขันแข็งให้เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาคนทั่วไปได้ นอกจากนี้ยังต้องมีความ จริงใจ สิ่งใดที่เป็นประโยชน์ สิ่งใดที่ดี ต้องคิด ทำร่วมกัน อย่างเปิดเผย ไม่มีลับลมคมใน และ หากเกิดปัญหาขึ้นมา ต้องใจเย็น อย่าบุ่มบ่าม ควรหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้ง มิเช่นนั้น หากบานปลายขึ้นมา โอกาสในการพับเสื่อกลับบ้านมีสูง

อีกข้อสังเกตหนึ่ง ปัจจุบันมีนักลงทุนไต้หวันไปลงทุนในเวียดนามสูงเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งๆ ที่พื้นฐานของไต้หวันนั้นมีความผูกพันกับจีนมากกว่า แต่ที่ไต้หวันเลือกไปลงทุนในเวียดนาม น่าจะเป็นข้อดีต่างๆ ที่ผมยกขึ้นมาเป็นข้อสันนิษฐานดังกล่าวข้างต้น รวมถึงเรื่องการออกใบอนุญาตให้แก่โรงงานที่รวดเร็วมาก ภายใน 4 ชั่วโมง ในกรณีที่เอกสารครบถ้วน

สำหรับการลงทุนของกลุ่มอมตะ ปัจจุบันมีนิคมอุตสาหกรรมในเวียดนามสองแห่ง คือ ที่ทางตอนใต้และตอนกลาง มีโรงงานกว่า 50 โรง คาดว่าในอีก 3-5 ปีข้างหน้าอมตะจะมีโรงงาน 150-200 โรง และมีประชากรกว่า 100,000 คน

อนาคต ผมมองว่า เวียดนามจะเป็นคู่แข่งของไทยในทุกๆ ด้าน อีกไม่เกิน 5-10 ปี ข้างหน้า หรืออาจจะแซงหน้าไทย ในสินค้าที่ใช้แรงงานมาก ผมขอยกตัวอย่างโรงงานผลิต รองเท้า ผมรู้จักกับเจ้าของโรงงานคนหนึ่ง เขามีโรงงานที่บ้านโป่ง ราชบุรี และที่เวียดนาม เขา เล่าให้ผมฟังว่า ที่เวียดนามนั้น แม้ว่าเพิ่งเริ่มต้นผลิตของ ขนาดเครื่องจักรและจำนวนคนที่เท่า กัน ผลิตได้เพียง 9 เดือน แต่อัตราการผลิตต่างๆ แซงหน้าโรงงานในไทยไปมากกว่า 30% ค่า แรงถูกกว่า ทำให้ต้นทุนการผลิตถูกกว่าเมืองไทย อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ GSP ในการส่ง สินค้าไปขายยังประเทศพัฒนาแล้ว อีกด้วย

นอกจากสินค้าประเภทเสื้อผ้า รองเท้าแล้ว ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกที่เวียดนามมีแนวโน้ม และศักยภาพในการผลิตได้ดีคือ อาหารทะเล อุตสาหกรรมพลาสติก อุตสาหกรรมอาหาร การเกษตร เป็นต้น ผมอยากให้ไทยมองเวียดนามเป็นคู่ค้า ไม่ใช่คู่แข่ง เราควรทำตัวเหมือน สิงคโปร์ หรือให้เหมือนญี่ปุ่นทำกับไทย เพื่อจะได้เป็นทางออกในการร่วมมือเติบโตไปด้วยกัน เพราะหากเราจะต้องมาแข่งขันกัน ตัดราคากัน ย่อมไม่เกิดผลดีอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้เอง ที่กลุ่มอมตะตัดสินใจไปลงทุนในเวียดนาม เพราะเราต้องมองโอกาสในทางธุรกิจร่วมกันให้ออก วิสัยทัศน์ในการลงทุนเป็นสิ่งสำคัญ การร่วมมือในกลุ่มอาเซียนในการผลักดันเขตการค้าเสรี ย่อมเกิดประโยชน์ หากนักลงทุนท่านใดสนใจต้องการข้อมูลด้านการลงทุนในเวียดนาม สามารถติดต่อขอรายละเอียดได้ที่สถานทูตไทยในกรุงฮานอย และโฮจิมินห์ได้ หรือสอบถามมายังอมตะ ได้เช่นกัน ผมยินดีสนับสนุนทางด้านข้อมูลครับ ขอบคุณมากครับ พบกันใหม่ปีหน้านะครับ!

***อ้างอิง : ฐานเศรษฐกิจ.2546. 28- 31 (ธันวาคม). มองเวียดนาม.[Online] Available URL; http://203.107.133.147/Than2000/1865/t115.htm

ประวัติศาสตร์ประเทศเวียดนาม
ศิลปวัฒนธรรมประเทศเวียดนาม
ข้อมูลท่องเที่ยวเวียดนาม
สิ่งควรรู้เกี่ยวกับเวียดนาม
สงครามเวียดนาม
มองเวียดนาม
ความสัมพันธ์และมุมมองของเวียดนามต่อสยาม
การแต่งกายเวียดนาม

สาระความรู้ ข้อมูลอาเซียน

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook