บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

สมภาร พรมทา

การใช้ประสาทสัมผัสสังเกตธรรมชาติเพื่อค้นหากฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ

เดิมนั้นปรัชญากรีกให้ความสำคัญแก่การหาความจริงในธรรมชาติผ่านทางการใช้เหตุผล กาลิเลโอได้ตั้งข้อสงสัยว่าการใช้เหตุผลนั้นอาจไม่นำเราเข้าถึงความจริงอย่างที่ต้องการ กาลิเลโอเห็นว่าเครื่องมือสำคัญสำหรับใช้แสวงหาความรู้คือประสาทสัมผัส นับจากยุคของกาลิเลโอเป็นต้นมา วิทยาศาสตร์ในความหมายของกิจกรรมแสวงหาความรู้ผ่านทางการสังเกตธรรมชาติด้วยประสาทสัมผัสก็เกิดขึ้น จะอย่างไรก็ตาม ลำพังเพียงการสังเกตการณ์ธรรมชาติยังไม่พอที่จะก่อให้เกิดความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ทำให้การสังเกตธรรมชาติกลายมาเป็นความรู้แบบวิทยาศาสตร์คือการใช้เหตุผลแบบหนึ่งที่เรียกว่าการอุปนัย (induction) การอุปนัยคือการสรุปข้อความสากลขึ้นจากข้อความเฉพาะจำนวนหนึ่ง ในทางปรัชญาวิทยาศาสตร์ เราเรียกข้อความสากลที่เป็นผลมาจากการอุปนัยนี้ว่า “กฎ” (law) ลักษณะโดยทั่วไปของสิ่งที่เรียกว่ากฎในทางวิทยาศาสตร์คือ

การใช้เหตุผลและการคาดคะเนเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัส

การแสวงหาความรู้แบบสังเกตการณ์ธรรมชาติได้กระทำกันมายาวนานในวงการวิทยาศาสตร์ แม้ปัจจุบันก็อาจกล่าวได้ว่าวิทยาศาสตร์ภาคปฏิบัติ (practical science) ก็ได้อาศัยวิธีการที่ว่านี้เป็นหลักสำคัญ จะอย่างไรก็ตาม เมื่อวิทยาศาสตร์บางสาขาได้ศึกษาธรรมชาติลึกลงไปภายในวัตถุที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็เกิดปัญหาว่าภายในขอบเขตที่ว่านั้นเราไม่อาจใช้ประสาทสัมผัสเพื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไรได้อีกต่อไป มีทางเลือกอยู่สองทางสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ทางที่หนึ่งคือยุติการค้นคว้าและยอมรับว่านี่คือจุดสิ้นสุดของกิจกรรมการแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ทางที่สองคือไปต่อ ดูเหมือนว่านักวิทยาศาสตร์จะคือบุคคลที่เห็นว่าเราควรเลือกหนทางที่สอง แต่ปัญหามีว่าเราจะไปต่อด้วยอะไร เพราะประสาทสัมผัสอันเป็นเครื่องมือหลักในการแสวงหาความรู้ที่เคยใช้กันมายาวนานนั้นไม่สามารถใช้ได้แล้ว

ครั้งหนึ่ง ไอน์สไตน์เคยเปรียบเทียบสถานการณ์ที่กล่าวข้างต้นว่า สมมติว่ามีนาฬิกาอยู่เรือนหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะข้างหน้าเรา นาฬิกานี้ถูกสร้างมาพิเศษคือไม่มีทางที่เราจะสามารถเปิดดูกลไกที่ทำงานอยู่ข้างในได้ เราสามสี่คนยืนมองนาฬิกาเรือนนี้ เราทุกคนเห็นสิ่งเดียวกันคือส่วนที่อยู่ภายนอกของนาฬิกา แต่เราไม่อยากหยุดความรู้เกี่ยวกับนาฬิกานั้นไว้ที่การเห็นเพียงรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น เราอยากจะรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่อยู่ “ข้างใน” ปกติเมื่อเราไม่สามารถเข้าถึงสิ่งใดด้วยประสาทสัมผัส เรามักใช้จินตนาการหรือการคาดคะเน คนที่ยืนดูนาฬิกานั้นก็เช่นกัน พวกเขาอาจคาดคะเนว่าภายในนาฬิกานั้นมีอะไรอยู่ การคาดคะเนในทางวิทยาศาสตร์นั้นโดยทั่วไปก็ไม่ต่างจากการคาดคะเนที่คนธรรมดาทั่วไปกระทำในชีวิตประจำวัน คือเราคาดคะเนสิ่งที่ไม่สามารถสังเกตได้โดยโยงมาหาสิ่งที่เราสามารถสังเกตได้ คนที่ยืนมองนาฬิกานั้นบางคนอาจคาดคะเนว่าภายในของนาฬิกานั้นมีกลไกแบบไขลานซ่อนอยู่ บางคนอาจคาดคะเนว่าเป็นกลไกแบบไฟฟ้า บางคนอาจคาดคะเนว่าเป็นกลไกที่ทำงานด้วยพลังงานนิวเคลียร์ ไม่ว่าการคาดคะเนเหล่านี้จะแตกต่างกันอย่างไร แต่ทั้งหมดก็โยงมาหาสิ่งที่สามารถสังเกตได้เช่นการเดินของเข็มนาฬิกา เสียงของกลไก และอื่นๆ การคาดคะเนในทางวิทยาศาสตร์นั้นจะเป็นที่ยอมรับก็เมื่อวงการวิทยาศาสตร์เห็นว่ามีเหตุผลที่รับฟังได้ และเมื่อใดก็ตามที่การคาดคะเนนั้นเป็นที่ยอมรับ การคาดคะเนนั้นก็จะได้รับการขนานนามว่าเป็น “ทฤษฎี” (theory) ในทางวิทยาศาสตร์ต่อไป



ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ก็เหมือนกฎ คืออยู่ในลักษณะที่เป็นข้อความสากล แต่ก็ต่างจากกฎตรงที่ข้อความต่างๆที่รวมกันเข้ากลายเป็นทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์นั้นจะมีบางส่วนหรืออาจจะทั้งหมดที่กล่าวถึงสิ่งที่ไม่สามารถสังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัส การที่สิ่งเหล่านั้นไม่สามารถสังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัสอาจมาจากการที่สิ่งนั้นอยู่เกินสมรรถนะของประสาทสัมผัสมนุษย์จะสัมผัสได้เช่นรูปร่างที่แท้จริงของอะตอม หรืออาจเพราะสิ่งนั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ใช้เวลายาวนานมากจนเกินวิสัยของมนุษย์ที่มีช่วงอายุจำกัดที่จะสังเกตเห็น เช่นวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต หรือการเลือกสรรโดยธรรมชาติ เป็นต้น

โดยทั่วไป ชาวบ้านธรรมดามักมองความรู้แบบวิทยาศาสตร์ว่าเป็นความรู้ที่น่าเชื่อถือที่สุด และความเข้าใจเช่นนี้ก็มีอยู่ในปัญญาชนจำนวนมาก ในประเทศที่กำลังพัฒนาบางประเทศเช่นประเทศไทย รัฐซึ่งดูและเรื่องการศึกษาของประชาชนมีนโยบายที่ประกาศชัดเจนว่าสิ่งหนึ่งที่รัฐจะต้องผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้ในวงการศึกษาก็คือการสร้างอุปนิสัยหรือน้ำใจอย่างวิทยาศาสตร์ให้เกิดขึ้นแก่เยาวชน นี่ย่อมแสดงว่ารัฐนั้นมองว่าความรู้แบบวิทยาศาสตร์เป็นตัวอย่างของความรู้ที่น่าเชื่อถือมากที่สุด ในประเทศตะวันตกนั้นสิ่งที่สร้างผลกระทบมากที่สุดต่อความเชื่อทางศาสนาก็คือวิทยาศาสตร์ ดังกรณีกาลิเลโอกับศาสนจักรหรือกรณีงานของดาร์วินเป็นอาทิ การที่วิทยาศาสตร์สามารถสร้างผลกระทบต่อศาสนาที่ถือว่าเป็นสิ่งมีพลังมากอย่างหนึ่งในสังคมมนุษย์ได้ย่อมแสดงว่าความรู้แบบวิทยาศาสตร์นั้นมีจุดแข็งบางอย่าง จุดแข็งที่ว่านั้นจะเป็นสิ่งอื่นไปไม่ได้นอกจากการที่ความรู้แบบวิทยาศาสตร์อิงอยู่กับการสังเกตธรรมชาติอย่างรอบคอบและไม่ด่วนสรุปอะไรง่ายๆนั่นเอง

จะอย่างไรก็ตาม ปัจจุบันความรู้แบบวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเพียงความรู้ในรูปที่เป็นกฎเท่านั้น หากแต่ยังมีความรู้ส่วนที่มีลักษณะเป็นการคาดคะเนธรรมชาติที่เรียกว่าทฤษฎีด้วย นักวิทยาศาสตร์บางส่วนเริ่มรู้สึกว่าการที่นักวิทยาศาสตร์เริ่มที่จะใช้การคาดคะเนมากยิ่งขึ้นในงานทางวิทยาศาสตร์นั้นจะเป็นการย้อนกลับไปหาสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นแรกๆเช่นกาลิเลโอหรือแม้แต่นิวตันได้พยายามที่จะหลีกเลี่ยง เพราะไม่เช่นนั้นกิจกรรมที่เรียกว่าวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถก่อกำเนิดได้ วิชาปรัชญานั้นใช้จินตนาการ เหตุผล และการคาดคะเนเพื่อแสวงหาความรู้ วิทยาศาสตร์ต่างจากปรัชญาตรงที่วิทยาศาสตร์ใช้ประสาทสัมผัสเป็นแหล่งอ้างอิงหลักของความรู้ เมื่อใดก็ตามที่วิทยาศาสตร์ใช้อะไรเกินไปกว่านั้น เมื่อนั้นวิทยาศาสตร์จะค่อยๆสูญเสียลักษณะเฉพาะของตนเอง นักวิทยาศาสตร์บางคนในปัจจุบันมองว่าวิทยาศาสตร์เชิงทฤษฎี (theoretical science) ในบางสาขาเช่นสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์มีเนื้อหาบางอย่างที่แทบจะไม่ต่างจากอภิปรัชญา ข้อสันนิษฐานว่าด้วยกำเนิดของจักรวาลที่นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้นำเสนอนั้นฟังดูต่างจากข้อเสนอของนักอภิปรัชญาไม่มากเท่าใดนัก ความกังวลที่กล่าวมานี้ได้นำไปสู่คำถามเกี่ยวกับนิยามในเชิงที่ควรจะเป็น (normative meaning) ของคำว่าวิทยาศาสตร์ที่ปัจจุบันก็ยังไม่มีการตกลงที่แน่นอนในหมู่นักวิทยาศาสตร์แต่อย่างใด จะอย่างไรก็ตาม เวลาที่วิทยาศาสตร์ถูกกล่าวอ้างถึงในแง่ที่เป็นศาสตร์อันให้ความรู้ที่น่าเชื่อถือนั้น ความหมายอย่างที่ควรจะเป็น (คือวิทยาศาสตร์ในความหมายของการแสวงหาความรู้ที่อิงกับประสบการณ์)มักจะได้รับการกล่าวถึง

การใช้ประสาทสัมผัสสังเกตธรรมชาติ
พุทธศาสนาคืออะไร
จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์อย่างไร
ข้อสังเกตปิดท้าย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook