บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

สมภาร พรมทา

จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์อย่างไร

วิทยาศาสตร์ตามที่เรียนกันอยู่ในสถาบันการศึกษาทั่วโลกเวลานี้เป็นผลผลิตของตะวันตก เป็นกิจกรรมการแสวงหาความรู้อย่างหนึ่งที่อิงอยู่กับการใช้ประสาทสัมผัส สิ่งที่วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องด้วยคือโลกทางกายภาพ วิทยาศาสตร์ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องความดีงามของชีวิตอันเป็นประเด็นทางจริยศาสตร์ ไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชีวิตมนุษย์ในทางศีลธรรม ส่วนพุทธศาสนานั้นเป็นกิจกรรมการพัฒนาตนเอง โดยยึดเอาประสบการณ์ของบุคคลเป็นฐานของการพัฒนาตนเองในทางศีลธรรม โลกที่พุทธศาสนาสนใจศึกษาวิเคราะห์ไม่ใช่โลกทางกายภาพ แต่เป็นโลกทางจิตวิญญาณ และที่สำคัญที่สุดคือพุทธศาสนาประกาศชัดเจนว่าเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องความดีงามของชีวิตอันเป็นประเด็นทางจริยศาสตร์เท่านั้น จากที่กล่าวมานี้ดูเหมือนพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์จะเป็นกิจกรรมคนละประเภท แล้วจะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์อย่างไร

ในประเทศทางเอเชียบางประเทศที่พุทธศาสนามีอิทธิพลต่อการศึกษาของชาติเช่นประเทศไทย ดูเหมือนจะมีความพยายามร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้รู้ทางพุทธศาสนาที่จะโยงพุทธศาสนาเข้ามาหาวิทยาศาสตร์เพื่อพัฒนาวิทยาศาสตร์ จุดนี้อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเชื่อมโยงพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นดังในกรณีประเทศไทยนี้น้ำหนักของพุทธศาสนาจะได้รับการพิจารณาว่ามากกว่าหรือเหนือกว่าวิทยาศาสตร์ ดังที่พระภิกษุที่ยอมรับกันว่าเป็นปราชญ์คนสำคัญของประเทศคนหนึ่งของไทยคือพระธรรมปิฎกได้รับอาราธนาโดยสมาคมวิทยาศาสตร์ที่สำคัญสมาคมหนึ่งของชาติให้แสดงปาฐกถาเมื่อมานานมานี้ภายใต้หัวข้อว่า “พระพุทธศาสนาในฐานะเป็นรากฐานของวิทยาศาสตร์” เราคงไม่อาจจะจินตนาการว่า จะมีนักวิทยาศาสตร์คนใดไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในโลกได้รับเชิญจากองค์กรทางพุทธศาสนาให้แสดงปาฐกถาเช่นเดียวกันนี้ในชื่อ “วิทยาศาสตร์ในฐานะเป็นรากฐานของพุทธศาสนา” แม้ว่าเราจะยอมรับว่ามีนักวิทยาศาสตร์ไม่น้อย (ซึ่งบางคนก็อาจเป็นคนไทย) มีสถานะเป็นปราชญ์ ปรากฏการณ์นี้คงพอสะท้อนว่า สำหรับชาวพุทธ อะไรคือความแตกต่างกันระหว่างสถานะของพุทธศาสนากับของวิทยาศาสตร์ และความเข้าใจของชาวพุทธตามที่กล่าวมานี้ดูจะไม่สอดคล้องกับความเชื่อของไอน์สไตน์ที่แฝงอยู่ในคำพูดของเขาประโยคหนึ่งที่ว่า “วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนาเหมือนคนแขนขาพิการ ศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์เปรียบเหมือนคนตาบอด” ซึ่งน่าจะแฝงความหมายว่าสำหรับนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญผู้นี้ ศาสนากับวิทยาศาสตร์มีสถานะไม่ต่างกันในแง่ที่ว่าทั้งคู่ต่างก็มีจุดอ่อนที่สมควรได้รับการชดเชยจากอีกฝ่าย

ความเชื่อแบบไอน์สไตน์นั้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาเปรียบเทียบวิทยาศาสตร์กับศาสนา ทำไมไอน์สไตน์จึงกล่าวว่าศาสนาที่ปราศจากวิทยาศาสตร์เปรียบได้กับคนตาบอด ศาสนานั้นมักอิงอยู่กับศรัทธา และศรัทธาที่ไม่เปิดโอกาสให้ตรวจสอบนั้นอาจง่ายที่จะนำไปสู่ความงมงาย ในแง่นี้เราจะเห็นว่าสิ่งที่ไอน์สไตน์เสนอก็คือ เป็นไปได้หรือไม่ที่วิทยาศาสตร์จะถูกนำเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนความเชื่อในทางศาสนา สำหรับชาวพุทธที่คุ้นเคยกับ “กาลามสูตร” ที่ได้กล่าวมาแล้ว คำตอบดูเหมือนจะคือ “สมควรเป็นเช่นนั้น” ครั้งหนึ่งไม่นานนี้ ผู้เขียนบทความนี้ได้รับโทรศัพท์จากนักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่กำลังเขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนา ท่านผู้นี้โทรศัพท์มาถามข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับ “กาลามสูตร” กับผู้เขียนเพื่อความมั่นใจ สิ่งที่ผู้เขียนเรียนรู้จากการสนทนากับท่านผู้นั้นทางโทรศัพท์ก็คือ พระสูตรนี้ในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์คือสิ่งที่เชื่อมโยงพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์ได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนประหลาดใจมากขึ้นไปกว่านั้นก็คือ ท่านผู้นี้กล่าวว่า ความงมงายนั้นไม่เพียงแต่สามารถเกิดได้ในส่วนของผู้นับถือศาสนาเท่านั้น ในหมู่นักวิทยาศาสตร์เองก็สามารถเกิดความงมงายได้เช่นกัน แต่เป็นความงมงายคนละด้านเท่านั้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ข้อความที่ไอน์สไตน์กล่าวมาข้างต้นก็อาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด สิ่งที่ไอน์สไตน์อาจมองข้ามไปก็คือความงมงายในส่วนของวิทยาศาสตร์ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือความงมงายที่ว่านี้วิทยาศาสตร์เองไม่สามารถจัดการได้ ต้องให้ศาสนาโดยเฉพาะศาสนาที่มีประสบการณ์เรื่องการจัดการกับความงมงายช่วยเหลือ จะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่กล่าวมานี้ก็อาจจัดรวมอยู่ในส่วนของข้อความที่ไอน์สไตน์กล่าวว่า “วิทยาศาสตร์ที่ปราศจากศาสนาเปรียบเสมือนคนแขนขาพิการ” ได้ โดยตีความว่าความพิการนี้กินความมาถึงความงมงายด้วย

อะไรคือสิ่งที่พุทธศาสนาจะพึงเรียนรู้จากวิทยาศาสตร์ คำถามนี้สำคัญมาก และดูเหมือนจะสำคัญมากกว่าคำถามที่ว่า วิทยาศาสตร์พึงเรียนรู้อะไรจากพุทธศาสนา เพราะเป็นคำถามที่ตอบได้ยากกว่า มีอยู่เหมือนกันที่วิทยาศาสตร์ถูกใช้โดยปราชญ์ทางพุทธศาสนาในประเทศเอเชียบางประเทศเช่นประเทศไทย แต่การใช้นั้นก็เพื่อช่วยให้การอธิบายพุทธธรรมชัดเจนขึ้น ดังกรณีที่ท่านพุทธทาสภิกขุได้กระทำ ไม่ใช่การใช้วิทยาศาสตร์มาช่วยลดช่องวางหรือแก้ข้อบกพร่องที่มีอยู่ในพุทธธรรม ศาสนาเทวนิยมโดยทั่วไปนั้นยากที่จะเปิดช่องให้วิทยาศาสตร์เข้ามาแสดงบทบาทที่กล่าวมานี้ แต่ก็มีอยู่บ้างเหมือนกันที่วิทยาศาสตร์ถูกยอมรับโดยศาสนจักรในฐานะเครื่องมือส่องให้เห็นอัจฉริยภาพอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้า

จะอย่างไรก็ตาม ในส่วนของพุทธศาสนานั้น เนื่องจากเป็นศาสนาที่ใจกว้างในแง่ของการเปิดรับความรู้จากระบบความคิดอื่นๆที่จะเป็นประโยชน์ จึงมีนักคิดในทางพุทธศาสนาในประเทศทางเอเชียบางประเทศเช่นไทยได้รับเอาเนื้อหาบางส่วนของวิทยาศาสตร์มาเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างในพุทธศาสนา เมื่อไม่นานมานี้พระภิกษุไทยรูปหนึ่งคือพระเมตตานันโทได้เขียนบทความว่าด้วยการปรินิพพานของพระพุทธเจ้า โดยอาศัยวิชาการด้านแพทยศาสตร์ตะวันตกเพื่อวินิจฉัยว่าพระองค์ทรงปรินิพพานด้วยโรคอะไร โดยที่บทความนี้ไม่ได้หยุดลงเพียงการสรุปว่าทรงปรินิพพานด้วยโรคอะไรตามทัศนะของการแพทย์สมัยใหม่เท่านั้น แต่ท่านผู้เขียนได้ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่ามีความผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้นในการเขียนประวัติของพระพุทธเจ้า หลังจากที่บทความนี้ตีพิมพ์ไม่นาน ท่านผู้เขียนก็ได้แต่งหนังสือขนาดยาวอีกเรื่องหนึ่งว่าด้วยเหตุการณ์หลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์ไม่นาน โดยที่หนังสือมีจุดหมายหลักเพื่อสะสางปัญหาที่สำคัญบางประการที่ตกค้างอยู่ในประวัติศาสตร์พุทธศาสนาเช่นปัญหาการสูญสิ้นวงศ์ภิกษุณี เป็นต้น แม้ว่าการนำเอาวิธีการตลอดจนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์บางทฤษฎีมาช่วยแก้ปัญหาในพุทธศาสนาเช่นนี้จะได้รับการวิจารณ์จากนักวิชาการด้านพุทธศาสนาที่ไม่เห็นด้วยว่าอาจจะสร้างปัญหาให้แก่พุทธศาสนามากกว่าที่จะช่วยแก้ปัญหา แต่การที่วงการศึกษาพุทธศาสนายอมให้วิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามามีบทบาทในการศึกษาพุทธศาสนานั้นก็นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ก็คือ ดูเหมือนว่าความพยายามที่จะโยงศาสนากับวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันนั้นจะมาจากฝ่ายศาสนามากกว่าฝ่ายวิทยาศาสตร์ กล่าวคือแม้จะมีนักวิทยาศาสตร์บางคนเห็นว่าวิทยาศาสตร์มีข้อจำกัดบางอย่างและข้อจำกัดที่ว่านั้นอาจชดเชยได้ด้วยการที่วิทยาศาสตร์เปิดรับความคิดจากแหล่งอื่นเช่นศาสนา แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็คงทำงานของตนไปโดยไม่สนใจที่จะเชื่อมโยงงานของตนเองเข้ากับแหล่งความรู้อื่น ตรงกันข้าม นักศาสนาจำนวนมากเห็นว่าสิ่งที่วิทยาศาสตร์กำลังกระทำอยู่นั้นเริ่มจะออกไปนอกกรอบทางจริยธรรมบางอย่าง จะโดยที่นักวิทยาศาสตร์รู้ตัวหรือไม่ก็ตามแต่ ความหวงใยในทางจริยธรรมที่ศาสนามีต่อวิทยาศาสตร์นี้เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของความพยายามที่จะเชื่อมโยงศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์ ในประเทศทางเอเชียที่พุทธศาสนามีอิทธิพลต่อความเชื่อ จารีตประเพณี ตลอดจนกฎหมาย เวลาที่รัฐต้องเผชิญกับปัญหาทางจริยธรรมอันเนื่องมาจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เช่นปัญหาการโคลนมนุษย์และปัญหาเหล่านี้ในท้ายที่สุดแล้วรัฐจะต้องจัดการในทางกฎหมายไม่อย่างใดก็ต้องอย่างหนึ่ง พุทธจริยธรรมมักได้รับการมองเป็นอันดับแรกว่าจะมีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นปัญหาเหล่านี้ ความที่สังคมพุทธจำเป็นต้องจัดการกับปัญหาทางจริยธรรมที่วิทยาศาสตร์ได้สร้างขึ้นนี้ในแง่ของกฎหมายก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้พุทธศาสนาต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์

จะอย่างไรก็ตาม หากคิดโดยเอาชีวิตมนุษย์เป็นจุดตั้งต้น แล้วมองพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์ในแง่สิ่งรับใช้ชีวิตมนุษย์ เราอาจมองเห็นช่องทางที่จะเอาพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์มาสัมพันธ์กันมากขึ้น ที่เรามองไม่ค่อยเห็นว่าจะมีลู่ทางที่จะโยงพุทธศาสนาเข้ากับวิทยาศาสตร์อย่างไรก็เพราะเรามองสองสิ่งนี้อย่างไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์นั่นเอง ชีวิตมนุษย์เป็นสิ่งซับซ้อน วิทยาศาสตร์บางส่วนเช่นชีววิทยาก็พยายามศึกษาธรรมชาติมนุษย์และก็พบว่าชีวิตมนุษย์นั้นซับซ้อนจริงๆ ศาสนาก็พยายามเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ ยิ่งพุทธศาสนาด้วยแล้วเห็นได้ชัดว่าพยายามวิเคราะห์ศึกษาสภาวะอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่วิธีการและความสนใจที่วิทยาศาสตร์และพุทธศาสนามีต่อชีวิตมนุษย์นั้นต่างกัน

เราอาจกล่าวได้ว่าแรกเริ่มเดิมทีนั้นวิทยาศาสตร์สนใจมนุษย์ในเชิงกายภาพ ประจักษ์พยานที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือวิชาแพทยศาสตร์และชีววิทยานั้นรู้เรื่องมนุษย์ในเชิงกายภาพดีมากเมื่อเทียบกับวิทยาการด้านอื่นๆของมนุษย์ แต่พุทธศาสนานั้นสนใจศึกษาจิตใจของมนุษย์ เพราะเข้าใจว่าการที่เราจะจัดการกับชีวิตให้มีทุกข์น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้หรือไม่มีเลยนั้น จิตใจเป็นเรื่องสำคัญที่สุดที่เราจะต้องเรียนรู้และเข้าใจ พุทธศาสนาจึงมีประสบการณ์และระบบความรู้ว่าด้วยเรื่องราวของจิตใจมนุษย์ละเอียดลออมาก จะอย่างไรก็ตาม จิตใจของมนุษย์นั้นไม่ใช่สิ่งที่เกิดและดำรงอยู่ลอยๆโดยไม่เกี่ยวข้องกับกาย สภาวะทางจิตใจของมนุษย์ที่พุทธศาสนาพยายามศึกษาและหาทางเอาชนะในกรณีที่คิดว่าสภาวะนั้นสร้างความทุกข์แก่มนุษย์นั้นส่วนหนึ่งย่อมเกี่ยวข้องกับธรรมชาติในทางกายภาพของมนุษย์ และจุดนี้เองที่เราจะพบว่าอาจเป็นไปได้ที่ความรู้ในทางชีววิทยาบางอย่างอาจเป็นประโยชน์แก่พุทธศาสนาในแง่ของการขยายทัศนะว่าด้วยธรรมชาติของมนุษย์ของพุทธศาสนาเอง

มีนักคิดทางด้านพุทธศาสนาชาวไทยบางคนได้กระทำสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น คือนำเอาข้อมูลบางอย่างในทางชีววิทยามาเชื่อมโยงเข้ากับคำสอนของพุทธศาสนาเพื่อทำความเข้าใจธรรมชาติอันลึกซึ้งของมนุษย์ สิ่งที่คนเหล่านี้กระทำอาจเปรียบได้กับการส่องไฟสองดวงไปยังพื้นที่ที่มืดมิด ไฟดวงหนึ่งคือพุทธศาสนา ส่วนอีกดวงคือวิทยาศาสตร์ เราจะกล่าวถึงงานของคนเหล่านี้บางคนอย่างย่อๆ ท่านแรกคือพระภิกษุที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นปราชญ์ทางพุทธศาสนาของฝ่ายเถรวาทที่ยิ่งใหญ่ของยุคปัจจุบันอันได้แก่ท่านพุทธทาสภิกขุ ท่านพุทธทาสนั้นก็เหมือนกับนักบวชในพุทธศาสนานิกายเถรวาททั่วไปคือเริ่มต้นชีวิตนักบวชด้วยการศึกษาคัมภีร์ หลังจากที่ท่านได้ย้ายสถานที่พำนักจากอารามในชุมชนไปอยู่ในอารามที่ตั้งอยู่ในป่า ท่านก็พบว่าธรรมชาติรอบตัวได้ให้บทเรียนในทางพุทธศาสนาแก่ท่านอย่างมากมายมหาศาล และหลายอย่างที่ได้จากธรรมชาตินั้นไม่อาจพบได้โดยตรงจากการศึกษาคัมภีร์ นับตั้งแต่นั้นมา งานการอธิบายพุทธธรรมบนพื้นฐานของการสังเกตธรรมชาติของท่านก็ค่อยๆทยอยออกมาสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง งานของท่านพุทธทาสบางชิ้นนั้นหากผู้อ่านไม่ได้ดูชื่อผู้แต่งก่อนอาจเข้าใจว่าตนเองกำลังอ่านงานของนักธรรมชาติวิทยา ท่านพุทธทาสนั้นคล้ายดาร์วินตรงที่เป็นนักสังเกตธรรมชาติและพบว่าในธรรมชาตินั้นมีกฎบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษย์สมควรจะเรียนรู้ ดาร์วินเก็บรวบรวมข้อมูลในธรรมชาติแล้วสังเคราะห์ขึ้นเป็นทฤษฎีวิวัฒนาการ ท่านพุทธทาสเองก็สังเกตและรวบรวมข้อมูลในธรรมชาติแล้วสังเคราะห์ขึ้นเป็นทฤษฎีอิทัปปัจจยตา และทฤษฎีธัมมิกสังคมนิยม เป็นต้น ทฤษฎีแรกนั้นมีอยู่แล้วในพุทธศาสนา แต่กล่าวไว้อย่างย่อๆ ท่านพุทธทาสได้นำมาขยายความพร้อมตัวอย่างสนับสนุนที่ท่านสังเกตเห็นในธรรมชาติ แนวคิดของท่านในเรื่องนี้มีเนื้อหาบางส่วนใกล้เคียงกับแนวคิดของ Peter Kropotkin ในหนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาเรื่อง The Mutual Aid มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะที่ว่าสิ่งต่างๆในธรรมชาติดำรงอยู่ในรูปของเครือข่ายหรือสหกรณ์ของท่านพุทธทาสนั้นก็คือทัศนะหลักที่เป็นพื้นฐานความคิดในหนังสือเล่มนั้นของ Kropotkin ทฤษฎีต่อมาของท่านพุทธทาสเป็นทฤษฎีสังคมและการเมือง ซึ่งคิดขยายความออกมาจากทฤษฎีแรก ท่านพุทธทาสเสนอว่าเมื่อสิ่งต่างๆในธรรมชาติดำรงอยู่ในรูปของสหกรณ์ เราก็อาจกล่าวได้ว่าเจตนารมณ์ของธรรมชาตินั้นเป็นแบบสหกรณ์ สำหรับท่านพุทธทาส ระบบสังคมที่มนุษย์คิดขึ้นจะไม่ยั่งยืนหากว่าระบบที่ว่านั้นไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของธรรมชาติ ทฤษฎีสังคมและการเมืองที่ท่านพยายามนำเสนอที่เรียกว่าทฤษฎี “ธัมมิกสังคมนิยม” นั้นท่านพุทธทาสกล่าวว่าท่านไม่ได้สร้างขึ้น หากแต่สิ่งนี้เป็นผลมาจากการติดตามสังเกตเจตนารมณ์ของธรรมชาติแล้วนำมาเปิดเผยเท่านั้น ท่านพุทธทาสน่าจะไม่เคยอ่านงานของ Kropotkin แต่สิ่งที่ท่านเสนอในทฤษฎีการเมืองและสังคมของท่านใกล้เคียงกับ Kropotkin มาก แต่ก็มีบางจุดที่นักคิดสองท่านนี้คิดไม่เหมือนกันคือในขณะที่ Kropotkin เห็นว่าเมื่อไม่มีใครมีบทบาทเป็นศูนย์กลางของธรรมชาติแล้ว รัฐก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น ส่วนท่านพุทธทาสยังยอมรับในความจำเป็นที่จะต้องมีรัฐอยู่เป็นต้น

นักคิดชาวพุทธอีกคนหนึ่งคืออดีตนักการเมืองและนายกรัฐมนตรีของไทย หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านผู้นี้แม้จะไม่ใช่นักวิชาการทางด้านพุทธศาสนาในความหมายที่เคร่งครัด แต่ก็เป็นผู้ที่ได้ผลิตงานเขียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาจำนวนหนึ่งที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปิดกระแสใหม่ๆของการศึกษาพุทธศาสนา หลังจากที่สำเร็จการศึกษาจากอังกฤษ คึกฤทธิ์ได้กลับมายังเมืองไทยและประกอบอาชีพเป็นนักหนังสือพิมพ์ คึกฤทธิ์ได้เขียนบทความต่อเนื่องขนาดยาวเกี่ยวกับทัศนะของพุทธศาสนาว่าด้วยธรรมชาติของชีวิตมนุษย์โดยใช้ข้อมูลทางชีววิทยาสมัยใหม่ที่คึกฤทธิ์ได้เรียนรู้มาเป็นอุปกรณ์หลักสำหรับส่องให้เห็นสิ่งที่คึกฤทธิ์เรียกว่าสัจธรรมแห่งชีวิตที่พระพุทธองค์ได้ทรงค้นพบและนำมาสั่งสอนผู้คน งานของคึกฤทธิ์ที่กล่าวมานี้อาจกล่าวได้ว่าคล้ายคลึงกับงานของท่านพุทธทาส แต่ต่างกันตรงที่คึกฤทธิ์ไม่ได้สังเกตธรรมชาติเอง หากแต่ใช้ข้อมูลที่นักชีววิทยาได้สังเกตธรรมชาติแล้วรายงานไว้มาเป็นเครื่องมือ



นักวิชาการทางด้านพุทธศาสนารุ่นใหม่คนหนึ่งคือสมภาร พรมทา ผู้เขียนบทความนี้ สมภารแรกนั้นเรียนมาตามระบบดั้งเดิมของคณะสงฆ์ไทย ภายหลังมาเรียนปรัชญาตะวันตกทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้ปรัชญาวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ท่านพุทธทาสและคึกฤทธิ์กระทำนั้นก่อให้เกิดแรงบันดาลใจแก่สมภารในแง่ที่ว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพอย่างหนึ่งในการนำเสนอหลักคำสอนในพุทธศาสนาก็คือการชี้ว่ามีอะไรบ้างในโลกแห่งความเป็นจริงที่สอดคล้องกับหลักคำสอนในพุทธศาสนา หมายความว่า สำหรับสมภาร การนำเสนอหลักธรรมในพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมนั้นเน้นที่การอธิบายคัมภีร์โดยผู้อธิบายไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องโยงแนวคิดต่างๆในคัมภีร์ออกไปหาประสบการณ์จริงในโลก ทำให้พุทธธรรมขาดสิ่งที่สมภารเรียกว่าพลังปลุกเร้าทางศีลธรรม สมภารสนใจแนวคิดของดาร์วินและนักชีววิทยาสกุลนี้ในแง่ที่ว่านักวิทยาศาสตร์กลุ่มนี้มีประสบการณ์ที่สะสมกันมายาวนานในการศึกษาวิเคราะห์ธรรมชาติของชีวิต ดาร์วินสังเกตธรรมชาติ เมื่อพบว่ามีอะไรที่น่าสนใจก็นำเสนออกมาเป็นทฤษฎี นักชีววิทยาสายนี้รุ่นต่อมาก็ได้ช่วยเสริมต่อทำให้แนวคิดของดาร์วินลึกซึ้งลงไปอีกเรื่อยๆ ข้อค้นพบเหล่านี้หากนำมาพิจารณาด้วยภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาวิทยาศาสตร์จะก่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งบางอย่างเกี่ยวกับธรรมชาติมนุษย์ สมภารคิดว่าคำสอนเรื่องทุกข์ในพุทธศาสนานั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งและคำสอนนี้ไม่เฉพาะแต่คนตะวันตกเท่านั้นที่อาจเข้าใจคลาดเคลื่อนแม้แต่ชาวพุทธเองก็ยังไม่สู้จะเข้าใจคำสอนข้อนี้ดีนัก เนื่องจากคำสอนเรื่องทุกข์เป็นจุดเริ่มต้นของพุทธธรรมทั้งระบบ หมายความว่าคุณจะยอมรับพุทธธรรมได้ก็ต่อเมื่อคุณยอมรับสมมติฐานเบื้องต้นที่ว่าชีวิตนี้เป็นทุกข์ สมมติฐานนี้สมภารคิดว่าคนจำนวนมากในโลกอาจไม่ยอมรับเพราะเข้าใจว่าทุกข์ที่พุทธศาสนาหมายถึงหมายเอาแค่เพียงความไม่สบายกายหรือไม่สบายใจเท่านั้น ทุกข์ในพุทธศาสนานั้นเล็งไปที่ข้อเท็จจริงที่เป็นกลางๆ เล็งไปที่การที่ชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้ไปอย่างไม่หยุดยั้งเพราะมีธรรมชาติบางอย่างในตัวเราที่ถูกมอบให้มาตั้งแต่วันแรกที่เกิดและตราบเท่าที่ธรรมชาติอันนี้ยังมีอยู่ เราก็ต้องดิ้นรนกันไป ในการดิ้นรนนั้นบางครั้งเราอาจเข้าใจว่าตนเองประสบความสุขเช่นสุขจากชัยชนะ แต่นั่นก็ยังถูกรวมอยู่ในสิ่งที่พุทธศาสนาเรียกว่าทุกข์อยู่นั่นเอง ทุกข์ในความหมายของความมีอยู่อันเป็นภาระนี้สมภารคิดว่าได้รับการอธิบายรายละเอียดเอาไว้มากในงานของดาร์วินและนักชีววิทยาในสายดังกล่าวนี้

จากที่กล่าวมานี้เราจะเห็นว่าทั้งท่านพุทธทาส คึกฤทธิ์ และสมภาร ต่างก็เห็นคล้ายๆกันว่าวิทยาศาสตร์บางสาขาเช่นชีววิทยานั้นมีประสบการณ์ในการทำความเข้าใจธรรมชาติที่ลึกซึ้งของชีวิต พุทธศาสนานั้นสอนเรื่องมนุษย์กับสัตว์เท่านั้น พืชนั้นอยู่นอกขอบเขตจริยธรรมของพุทธศาสนา ท่านพุทธทาสเห็นว่าแม้แต่พืชก็มีความทุกข์บางอย่าง และท่านคิดว่าการพิสูจน์ว่าพืชก็มีทุกข์นี้ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย จะเห็นว่าชีววิทยานั้นมีอิทธิพลต่อความคิดของท่านพุทธทาส และเราก็อาจจะกล่าวได้ว่าในแง่นี้วิทยาศาสตร์ก็มีส่วนในการทำให้คำสอนบางส่วนของพุทธศาสนาละเอียดขึ้น ที่ท่านพุทธทาสยอมรับอิทธิพลของวิทยาศาสตร์ก็เพาะท่านพิจารณาว่าชีวิตนั้นซับซ้อน ถ้าเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง อะไรก็ตามแต่ที่ส่องให้เห็นรายละเอียดของชีวิตก็สมควรได้รับการนำมาใช้ทั้งนั้น พุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องได้รับการผูกขาดแต่เพียงผู้เดียว

นอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ ยังมีนักวิชาการทางด้านพุทธศาสนาอีกจำนวนหนึ่งที่คุ้นเคยกับฟิสิกส์สมัยใหม่มองว่างานค้นคว้าทางด้านฟิสิกส์เกี่ยวกับองค์ประกอบที่เล็กที่สุดของสสารนั้นยิ่งก้าวหน้าเท่าใดก็ยิ่งสนับสนุนหลักธรรมบางข้อที่สำคัญของพุทธศาสนาเช่นหลักอนัตตตาและหลักสุญญตาเป็นต้นมากเท่านั้น พุทธศาสนานั้นเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าเป็นศาสนาที่มองว่าโลกทางกายภาพนี้ปราศจากแก่นสารสาระอย่างที่เข้าใจกันในปรัชญาบางระบบของโลก เดิมนั้นชาวกรีกบางพวกเชื่อว่าเมื่อเอาวัตถุชิ้นหนึ่งไปแยกดูองค์ประกอบ เราจะไปถึงจุดหนึ่งที่พบว่าแยกต่อไปไม่ได้แล้ว สิ่งที่เราจะพบในการแยกทอนแบบนี้คือองค์ประกอบมูลฐานของสสารที่ชาวกรีกเหล่านั้นสมมติชื่อเรียกว่าอะตอม ตามทัศนะนี้โลกกายภาพก็มีแก่นสาร แก่นสารที่ว่านี้ก็คืออะตอมอันมีสถานะเป็นแก่นสารสาระที่ว่านั้น แต่การศึกษาค้นคว้าในทางฟิสิกส์สมัยใหม่ได้ทำให้ความเชื่อที่ว่าโลกกายภาพนี้ประกอบขึ้นจากหน่วยมูลฐานที่มีลักษณะเป็นแก่นสารดังกล่าวมาข้างต้นนี้ค่อยๆลดความน่าเชื่อถือลงทุกที ในทางตรงกันข้าม ทัศนะของพุทธศาสนาที่ว่าธรรมชาติของสรรพสิ่งคือความว่างเปล่ากลับได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากงานศึกษาค้นคว้าเหล่านี้ แม้นักฟิสิกส์บางคนเช่น Fritjof Capara ก็เห็นว่า มีความสอดคล้องกันสูงมากระหว่างแนวคิดเรื่องธรรมชาติที่ว่างเปล่าของสิ่งต่างๆที่พุทธศาสนาสอนกับงานค้นคว้าวิจัยทางฟิสิกส์สมัยใหม่ งานเขียนของ Capra นี้สำหรับชาวพุทธเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ช่วยเปิดเผยว่าในท้ายที่สุดแล้ว พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ (อย่างน้อยก็ฟิสิกส์สมัยใหม่) ไม่ได้ยืนอยู่ ณ ด้านตรงกันข้ามของอีกฝ่าย เมื่อเปรียบเทียบกับศาสนาคริสต์กับวิทยาศาสตร์ในอดีตและแม้กระทั่งปัจจุบัน

การใช้ประสาทสัมผัสสังเกตธรรมชาติ
พุทธศาสนาคืออะไร
จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์อย่างไร
ข้อสังเกตปิดท้าย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook