บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]

[ ปิด ] ⇛ หน้าบ้าน ⇛ ห้องสมุด ⇛ ห้องร้อยบุปผา ⇛ ห้องนิจนิรันดร์ ⇛ หอพระไตร ⇛ สะพายเป้ แบกกล้อง ท่องโลก ⇛ ชุมนุมจอมยุทธ ⇛ e-book ⇛ สมุดเยี่ยม

ค้นหาข้อมูลจากบ้านจอมยุทธ คลิก!

ศาสนา ลัทธิ ความเชื่อ นิกาย พิธีกรรม >>

พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์

สมภาร พรมทา

ข้อสังเกตปิดท้าย

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเราจะเห็นว่า ดูเหมือนจะมีช่องว่างบางอย่างในการกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ ซึ่งช่องว่างดังกล่าวนี้อาจพิจารณาได้ว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาของการเอาของสองสิ่งที่อยู่ห่างกันมากๆมาเชื่อมต่อเข้าหากัน หรือเอาคนสองคนที่สนใจโลกคนละด้านมาอยู่ในห้องเดียวกัน พวกเขาย่อมจะอึดอัดเพราะไม่รู้จะสนทนากันด้วยเรื่องอะไร สิ่งที่บทความนี้พยายามจะทำก็คือการหาจุดร่วมบางอย่างที่จะทำให้พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์สามารถสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างมีช่องว่างน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ สิ่งที่ผู้เขียนค้นพบว่าเป็นจุดที่วิทยาศาสตร์กับพุทธศาสนาอาจสนทนากันได้นั้นมีอยู่บางเรื่องคือ

ก. การมุ่งความสนใจไปที่การแสวงหาความรู้ วิทยาศาสตร์นั้นชัดเจนว่ากิจกรรมแสวงหาความรู้ จะมีปัญหาบ้างก็ตรงพุทธศาสนา เพราะปกติศาสนานั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับความรู้ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งภารกิจหลักของศาสนานั้นไม่สู้จะมีใครมองว่าเกี่ยวข้องกับการแสวงหาความรู้ ข้อนี้อาจยกเว้นกับพุทธศาสนา เพราะว่าสิ่งที่พุทธศาสนาสอนว่าเป็นเป้าหมายในทางจริยธรรมในระดับขั้นต่างๆ (นับจากเบื้องต้นคือการเป็นคนดีอย่างโลกๆไปจนถึงการเป็นคนดีในความหมายสูงสุดอันหมายถึงผู้ที่สามารถหลุดพ้นได้อย่างสิ้นเชิงจากความทุกข์) นั้นเกี่ยวข้องกับความรู้อย่างไม่อาจแยกออกจากกัน หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือความรู้กับคุณธรรมนั้นพุทธศาสนาถือว่าเกี่ยวข้องกัน หรืออาจถือว่าเป็นสิ่งเดียวกันเสียด้วยซ้ำ

จะอย่างไรก็ตาม การที่พุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์สนใจเรื่องความรู้เหมือนกันก็ไม่ได้แปลว่าพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์จะสามารถสนทนากันได้ทันที เพราะความรู้ที่วิทยาศาสตร์สนใจอันได้แก่ความรู้เกี่ยวกับโลกกายภาพนั้นเป็นคนละอย่างกับความรู้ที่พุทธศาสนาสนใจอันได้แก่ความรู้เกี่ยวกับโลกในทางศีลธรรม แต่เนื่องจากการแสวงหาความรู้ในทางวิทยาศาสตร์นั้นดิ่งไปในทิศทางเดียวมาตลอด คือวิทยาศาสตร์ไม่พิจารณามิติอื่นๆเช่นมิติทางศีลธรรมเวลาที่ดำเนินกิจกรรมการแสวงหาความรู้ พุทธศาสนาซึ่งมีประสบการณ์มากกว่าในเรื่องการโยงศีลธรรมกับความรู้เข้าด้วยกันย่อมจะสามารถสนทนาแลกเปลี่ยนกับวิทยาศาสตร์ในเรื่องเช่นนี้ได้มาก



อันที่จริงจะว่าวิทยาศาสตร์จงใจที่จะมองข้ามมิติทางศีลธรรมเวลาที่ดำเนินกิจกรรมแสวงหาความรู้เสียเลยทีเดียวก็คงจะไม่ถูกต้องนัก เพราะอาจเป็นไปได้ที่ในความเป็นจริงแล้วการที่วิทยาศาสตร์ดำเนินกิจกรรมการแสวงหาความรู้อย่างเป็นเอกเทศจากมิติทางศีลธรรมอาจมาจากการที่วงการวิทยาศาสตร์เองไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วคิดว่านั่นคือวิธีการที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์พัฒนาไปได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เรื่องนี้อาจพิจารณาได้ในกิจกรรมอื่นๆของมนุษย์เช่นเศรษฐศาสตร์ เหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่ทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในทางศีลธรรมก็คือการเอามิติทางศีลธรรมเข้ามาคิดร่วมกับเศรษฐศาสตร์จะเป็นตัวถ่วงความก้าวหน้าของเศรษฐศาสตร์ ดังนั้นในการสนทนากันระหว่างพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์ในเรื่องความรู้ควรเดินไปคู่เคียงกับศีลธรรมนั้นสิ่งที่พุทธศาสนาจะต้องสามารถให้คำแนะนำได้ก็คือทำอย่างไรศีลธรรมที่ถูกนำเข้ามานั้นจึงจะไม่ส่งผลด้านลบแก่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

คำถามข้างต้นนี้สำคัญมาก เพราะว่าเป็นจุดที่ทำให้ความพยายามที่จะนำศีลธรรมเข้าไปสู่ระบบแนวคิดใดๆก็ตามแต่มีปัญหา (เช่นการนำศีลธรรมเข้าไปสู่กฎหมาย) แต่พุทธศาสนานั้นมีธรรมชาติที่แสดงออกผ่านทางประวัติศาสตร์ของพุทธศาสนาเองว่ามีความยืดหยุ่นในแง่ที่ไม่พยายามดึงดันเสนอว่าศีลธรรมต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด ความยืดหยุ่นนี้มีผู้มองว่าบางทีอาจมาจากหลักทางสายกลางของพุทธศาสนาซึ่งเป็นเสมือนหัวใจของระบบจริยศาสตร์ของพุทธศาสนาเอง ความยืดหยุ่นตามหลักทางสายกลางนี้ไม่ได้แปลว่าพุทธศาสนาไม่มีจุดยืน แต่แปลว่าจุดยืนนั้นไม่ใช่ทัศนะแบบมองสิ่งต่างๆอย่างเป็นขาวกับดำโดยสิ้นเชิง วิทยาศาสตร์นั้นได้รับการวิจารณ์มากในยุคปัจจุบันจากฝ่ายศาสนาว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายความงดงามตามธรรมชาติของโลกและทำลายโครงสร้างอันสมดุลของธรรมชาติ พุทธศาสนาเองก็เห็นด้วยกับคำวิจารณ์นั้น แต่ในขณะเดียวกันพุทธศาสนาก็เข้าใจว่าที่วิทยาศาสตร์แสดงบทบาทเช่นนั้นมาจากจุดประสงค์บางอย่างเช่นจุดประสงค์ที่จะทำให้มนุษย์สามารถควบคุมธรรมชาติให้อยู่ในมือได้เพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติเอง และโดยที่พุทธศาสนาไม่ได้มีสมมติฐานล่วงหน้าว่าสิ่งที่ปรากฏอยู่ในธรรมชาตินั้นดีแล้วหรือสมบูรณ์แล้ว แต่มองว่าโลกธรรมชาติมีความหมายกลางๆ ไม่ดี ไม่เลวในตัวมันเอง ทัศนะเช่นนี้ทำให้พุทธศาสนาดูจะมีพื้นที่ว่างสำหรับความเข้าใจและการยอมรับความรู้แบบวิทยาศาสตร์ที่มุ่งไปหาการเอาชนะธรรมชาติอยู่มากพอสมควร กล่าวอีกนัยหนึ่งคือหลักทางสายกลางของพุทธศาสนา (ในความหมายของทัศนะที่ไม่มองสิ่งต่างๆอย่างขาวกับดำโดยสิ้นเชิง) ไม่ถือว่าการมุ่งเอาชนะธรรมชาติของวิทยาศาสตร์นั้นเป็นท่าทีที่ผิด หากการเอาชนะธรรมชาติจะผิดก็เพราะปัจจัยอื่นเช่นเอาชนะเพื่อสนองตอบความละโมบ

ข. การใช้เหตุผลในการแสวงหาความรู้ วิทยาศาสตร์นั้นในสายตาของคนทั่วไปคือสิ่งที่ยืนอยู่ตรงกันข้ามกับความงมงาย ในประเทศที่กำลังพัฒนาจำนวนมากในโลกประชาชนมักมองสิ่งแปลกประหลาดที่ปรากฏในธรรมชาติผ่านโลกทัศน์ที่เชื่อกันว่าน่าจะเป็นโลกทัศน์เดียวกับมนุษย์สมัยดึกดำบรรพ์ สมัยนั้นมนุษย์ไม่ทราบว่าพระอาทิตย์คืออะไร จึงพากันหวาดเกรงและเซ่นไหว้พระอาทิตย์ ปัจจุบันวิทยาศาสตร์บอกว่าพระอาทิตย์นั้นเป็นเพียงดาวฤกษ์ดวงหนึ่ง ความรู้นี้ทำให้คนสมัยนี้ไม่หวาดกลัวพระอาทิตย์อีกต่อไป ในประเทศไทย เวลาที่เกิดของแปลกประหลาดเช่นมีเห็ดลักษณะแปลกๆงอกขึ้นในที่ดินของชาวบ้านบางคน ชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่มีโลกทัศน์ดังที่กล่าวมาข้างต้นจะพากันไปกราบไหว้เห็ดประหลาดที่ว่านั้น มีคนอยู่สองพวกในประเทศไทยที่พยายามชี้แจงว่าประชาชนไม่ควรที่จะมองเห็ดประหลาดนั้นในแง่ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ พวกหนึ่งคือนักวิทยาศาสตร์ อีกพวกหนึ่งคือผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนา

การที่ผู้รู้ในทางพระพุทธศาสนาและนักวิทยาศาสตร์แสดงบทบาทคล้ายคลึงกันในกรณีที่กล่าวมาข้างต้นย่อมแสดงว่าพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์นั้นจะต้องมีอะไรบางอย่างที่ยอมรับร่วมกันอยู่ เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่าความมีเหตุมีผล (rationality) ในทางปรัชญานั้นความมีเหตุมีผลอาจเป็นประเด็นที่สามารถถกเถียงกันได้ว่าหมายความว่าอย่างไร แต่ในที่นี้เราจะใช้คำนี้ในความหมายกว้างๆว่าได้แก่ท่าทีหรือทัศนะที่เห็นว่าสิ่งใดก็ตามแต่จะได้รับการยอมรับว่าเป็นความรู้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นสามารถอธิบายได้ พุทธศาสนานั้นวิจารณ์ว่าเมื่อคนเราอยากได้บางสิ่งเช่นอยากร่ำรวยก็พากันกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเทวดา หรือเจ้าป่าเจ้าเขา การกระทำนี้ถือว่าไม่มีเหตุผล (irrational) เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่าสิ่งเหล่านั้นจะทำให้เราร่ำรวยขึ้นมาได้อย่างไร ในทางตรงกันข้าม พุทธศาสนาสอนว่าเมื่อต้องการทรัพย์ เราก็ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเราเองว่าจะหาทรัพย์นั้นได้อย่างไร ในการนี้การพึ่งพาตนเองเป็นวิธีการที่มองเห็นว่าจะพาเราบรรลุเป้าหมายนั้นอย่างไร การพึ่งพาตนเอง ลงมือทำงานด้วยตนเองอย่างมานะพากเพียรถือว่าเป็นวิธีการที่มีเหตุผล (rational) เพราะสามารถอธิบายได้ว่าการกระทำเช่นนั้นจะพาบรรลุเป้าหมายคือการมีทรัพย์อย่างไร

ในส่วนของพุทธศาสนานั้น ความมีเหตุผลได้รับการย้ำเตือนด้วยแนวคิดเรื่องความไม่ยึดมั่นถือมั่นว่า ในบางสถานการณ์การยึดถือความมีเหตุผลก็อาจนำไปสู่ความไร้เหตุผลได้ ข้อแนะนำอันนี้อาจเป็นประโยชน์กับวิทยาศาสตร์ในแง่ที่ว่า ปัจจุบันมีคนจำนวนไม่น้อยที่วิจารณ์วิทยาศาสตร์ว่ากำลังแสดงบทบาทในแง่ที่เป็นศาสนาอย่างใหม่ หมายความว่าหลักเกณฑ์ต่างๆในการยอมรับว่าอะไรคือความรู้ในทางวิทยาศาสตร์นั้นดูเหมือนจะกลายมาเป็นปกาศิต (dogma) สำหรับนักวิทยาศาสตร์บางคนไปเสียแล้ว สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ยึดถือในความมีเหตุผลของวิทยาศาสตร์แบบนี้ อะไรก็ตามแต่ที่ไม่ดำเนินไปตามกระบวนวิธีหาความรู้แบบวิทยาศาสตร์ สิ่งนั้นไม่ถือว่าเป็นความรู้ ท่าทีเช่นนี้ทำให้วิทยาศาสตร์ต้องยืนอยู่คนละข้างกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในบางวัฒนธรรมเช่นการแพทย์แผนโบราณในบางประเทศแถบเอเชียเช่นไทย พุทธศาสนานั้นยอมรับทั้งการแพทย์ตะวันตกและการแพทย์แผนโบราณ แสดงว่าความมีเหตุผลของพุทธศาสนานั้นยืดหยุ่นกว่าวิทยาศาสตร์ และท่าทีที่ยืดหยุ่นเช่นนี้น่าจะปลอดภัยกว่าท่าทีที่แข็งกร้าวเพราะท่าทีที่แข็งกร้าวจะปิดโอกาสที่เราจะได้ประโยชน์หรือเรียนรู้จากภูมิปัญญาบางแบบที่เราไม่คุ้นเคย

การใช้ประสาทสัมผัสสังเกตธรรมชาติ
พุทธศาสนาคืออะไร
จะเปรียบเทียบพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์อย่างไร
ข้อสังเกตปิดท้าย
 

แชร์ให้เพื่อนสิ แชร์ให้เพื่อนได้ แชร์ให้เพื่อนเลย

บ้านจอมยุทธ [เมนูหลัก]


บ้านจอมยุทธ : สร้างเมื่อ สิงหาคม 2543 วิธีใช้: อ่านเพื่อประเทืองปัญญา สรรพคุณ : แก้โง่คำแนะนำ : ควรเก็บไว้ใน Favorite หรือ ตั้งเป็นหน้าแรก | วัตถุประสงค์ |นโยบายความเป็นส่วนตัว | ติดต่อเว็บมาสเตอร์ : baanjomyut@yahoo.com : facebook